บทที่ 50 เช่นนั้นก็อย่าอยู่กันเลยสักคน
เพราะเขาเห็นกับตาว่าเยี่ยหลิงหลงซึ่งยืนอยู่ห่างจากประตูหิน เงื้อกระบี่เล่มยาวในมือ ก่อนจะฟันมาทางประตูหิน ปราณกระบี่แปรเปลี่ยนเป็นพลังอันรุนแรงพุ่งเข้าชนประตูหินของพวกเขา
ชั่วพริบตา ประตูหินเบื้องหน้าเซี่ยหลินอี้ก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ ก้อนหินแตกกระจาย ส่วนเซี่ยหลินอี้ที่ยืนอยู่ใกล้ประตูหินมากที่สุดก็ไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ เผชิญหน้ากับเยี่ยหลิงหลงตรง ๆ
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที ตกใจจนแทบเสียสติ กลัวจนไม่รู้จะทำยังไง ยืนนิ่งอยู่กับที่
"เรียบร้อย ข้าเข้ามาแล้ว"
สิ้นคำของเยี่ยหลิงหลง นางก็กระโดดข้ามไปยืนอยู่ตรงหน้าเซี่ยหลินอี้พลางแย้มยิ้มหวาน
"ขอบใจเจ้ามากที่อุตส่าห์มาต้อนรับข้าถึงหน้าประตู คราวหลังไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้!"
"เจ้า เจ้าเข้ามาได้อย่างไร" เซี่ยหลินอี้ถามด้วยสีหน้าซีดเผือด
"เจ้าตาบอดหรือ ไยจึงมองไม่เห็นกัน ข้าพังประตูเข้ามาอย่างไรเล่า อ๊ะ ประตูหินของพวกเจ้าใช้วัสดุคุณภาพต่ำหรือเปล่า? ทำไมเพียงแค่เคาะเบา ๆ ก็พังเสียแล้ว เหมือนกระบี่ของสำนักเจ็ดดาราไม่มีผิด บางเฉียบราวกับกระดาษ คุณภาพแย่สิ้นดี"
คำพูดของเยี่ยหลิงหลงทำให้ศิษย์สำนักเจ็ดดาราทั้งหลายหวนคิดถึงความกลัวที่ถูกหักกระบี่ในดินแดนลับหุบเขาประจิมคราวก่อน พวกเขาหวาดผวาเหมือนเห็นผี ถอยกรูด ชักกระบี่ยาวออกมา ไม่ให้เยี่ยหลิงหลงเข้าใกล้
"อะไรกัน พวกเจ้าล้วนอยู่ขอบเขตสร้างรากฐาน เหตุใดเห็นข้าแล้วเหมือนเจอศัตรูขนาดนั้น? ฉันเก่งขนาดนั้นเลยหรือ?"
เซี่ยหลินอี้เห็นท่าทางหยิ่งผยองของเยี่ยหลิงหลงก็โกรธจนแทบกระอักเลือด อีกแล้ว! ถูกเด็กน้อยคนนี้เหยียดหยามอีกแล้ว! เจอกันแค่สองครั้ง แต่โดนเหยียดหยามทุกครั้ง จะทนได้ยังไงกัน?
ดังนั้นเขาจึงชักกระบี่คู่กายออกมา บนใบหน้าที่บิดเบี้ยวปรากฏจิตสังหารเด่นชัด
"ในเมื่อเจ้ามาตายด้วยตนเอง ข้าก็จะสนองให้!"
เขากำลังจะโจมตีเยี่ยหลิงหลง ทว่าทันใดนั้นก็มีก้อนน้ำลอยมาตรงหน้า ก่อนจะสลายตัวเป็นกำแพงน้ำแข็งหนาขวางหน้าเยี่ยหลิงหลงเอาไว้ เซี่ยหลินอี้ฟันกระบี่ออกไปจนกำแพงน้ำแข็งแตกละเอียด เศษน้ำแข็งปลิวว่อนเข้าใบหน้าของเขาเต็มไปหมด
"ทำอันใด? เจ้าเป็นบุรุษขอบเขตจินตาน เหตุใดจึงมารังแกเด็กสาวขอบเขตสร้างรากฐานเช่นนาง หากอยากสู้ก็มาสู้กับข้า พวกเราต่างก็เป็นขอบเขตจินตาน อย่าได้กล่าวว่าข้ารังแกเจ้า"
สิ้นคำของจี้จื่อจั๋ว เขาก็ปรากฏกายขวางหน้าเยี่ยหลิงหลงเอาไว้ พลางตวัดฝ่ามือออกไปทางเซี่ยหลินอี้ ทำให้เซี่ยหลินอี้รีบยกกระบี่ขึ้นรับการโจมตีของจี้จื่อจั๋ว
พลังวิญญาณอันแข็งแกร่งในฝ่ามือของจี้จื่อจั๋วบดขยี้เซี่ยหลินอี้จนน้ำแข็งเกาะกุมทั่วตัว แม้แต่กระบี่ก็กลายเป็นน้ำแข็งเช่นกัน ความเย็นยะเยือกทำให้เซี่ยหลินอี้ตัวสั่นฟันกระทบกันกึก ๆ
จี้จื่อจั๋วแค่นเสียงเย็น ก่อนผลักฝ่ามือออกไปเต็มแรง ส่งร่างเซี่ยหลินอี้กระเด็นไปชนผนังถ้ำ เซี่ยหลินอี้ล้มลงกระอักเลือดออกมาเต็มปาก
พอเห็นศิษย์พี่ใหญ่ของตนถูกทำร้าย ศิษย์สำนักเจ็ดดาราก็ตื่นตระหนก
นี่มันเรื่องอะไรกัน! ครั้งก่อนที่ดินแดนลับหุบเขาประจิม ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาพ่ายแพ้ต่อศิษย์พี่ใหญ่ของผู้อื่นก็นับว่าน่าอับอายยิ่งแล้ว แต่ว่าทำไมตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาถึงสู้ศิษย์พี่เจ็ดของอีกฝ่ายไม่ได้อีกแล้ว?
เพียงไม่กี่เดือน ฝีมือของพวกเขากลับตกต่ำรวดเร็วถึงเพียงนี้?
พวกเขากลัวจนหน้าซีดถอยหลังไปเรื่อย ๆ แม้แต่เซี่ยหลินอี้ที่นอนอยู่บนพื้นก็มิมีผู้ใดเหลียวแล
เมื่อเคอซินหลานพาอีกสามคนบินมาถึงประตูหิน ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าช่างสาแก่ใจยิ่งนัก!
ครั้งก่อน คนเหล่านี้ช่วงชิงถ้ำแห่งนี้ ปิดประตูไม่ไยดีต่อความเป็นตายรอดของผู้อื่น บัดนี้พวกมันกลับเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกัน! สภาพน่าสมเพชจริง ๆ!
"โอ๊ะโอ๋ ครั้งก่อนมิใช่ปิดประตูไม่ให้พวกข้าเข้าหรือ? เหตุใดบัดนี้ประตูถึงหายไปได้เล่า?" เคอซินหลานเอ่ยเย้ยหยัน "หรือว่าพวกเจ้าแย่งถ้ำนี้มาอย่างไม่เป็นธรรม จนฟ้าดินทนไม่ไหว?"
ด้านหลังของนาง โม่รั่วหลินและฮวาซือฉิงพยักหน้าเห็นด้วย พวกนางสองคนไม่สันทัดเรื่องการด่าทอผู้อื่น แต่เมื่อใดที่ศิษย์พี่หญิงรองเปิดปาก พวกนางก็พร้อมหนุนหลังเสมอ!
"จะกลัวอะไรนัก? พวกข้ามีเพียงหกคน แต่พวกเจ้าสำนักเจ็ดดาวมีตั้งสิบกว่าคนรวมศิษย์พี่ใหญ่ด้วย เหตุใดคนมากถึงกลัวคนน้อยเล่า? มาสิ สู้สิ มาขับไล่พวกข้าออกไปอีกสิ!"
เยี่ยหลิงหลงยืนอยู่ตรงนั้น มองดูศิษย์พี่หญิงรองปะทะคารมกับสำนักเจ็ดดาราอย่างสนุกสนาน
ศิษย์พี่เจ็ดเชี่ยวชาญการต่อสู้ ส่วนศิษย์พี่หญิงรองก็ฝีปากคมกริบ ทั้งสองเพียงแค่แผ่กลิ่นอายออกมาก็สามารถกดข่มอีกฝ่ายจนสิ้นฤทธิ์ นางมองดูอยู่ด้านข้างก็รู้สึกสะใจยิ่ง
เพื่อชมดูความอัปยศของศิษย์สำนักเจ็ดดาราได้ดีขึ้น เยี่ยหลิงหลงจึงหาที่นั่งสบาย ๆ แล้วหยิบผลไม้วิญญาณขึ้นมากินพร้อมชมการแสดง
ทันใดนั้น งูยักษ์เกล็ดเงินก็พุ่งเข้าชนถ้ำที่พวกเขายืนอยู่ เมื่อไร้ค่ายกลคุ้มครอง มันจึงอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง
ทุกครั้งที่มันพุ่งชน ถ้ำก็สั่นสะเทือน เศษหินร่วงกราวอย่างต่อเนื่อง
ฉากนี้ทำให้ผู้คนในถ้ำหน้าซีดเผือด
ยามเยี่ยหลิงหลงมทำลายประตูหิน ค่ายกลก็ถูกนางทำลายไปด้วย หากปล่อยให้งูยักษ์เกล็ดเงินพุ่งชนเช่นนี้ต่อไป สถานที่แห่งนี้ย่อมต้องมีจุดจบไม่ต่างจากถ้ำก่อนหน้าเป็นแน่
ศิษย์สำนักเจ็ดดาราไม่อาจทนนิ่งเฉยได้อีกต่อไป เดิมทีพวกเขาอยู่ในนี้อย่างปลอดภัย ไร้ซึ่งอันตราย แต่ประตูไม่มีแล้ว ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะถูกฆ่า แล้วพวกเขาจะยอมรับได้อย่างไร
“ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า! หากไม่ใช่เพราะเจ้าทำลายประตูหิน พวกข้าก็คงไม่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้!”
เซี่ยหลินอี้ผู้ไร้คนพยุง อาศัยความมุ่งมั่นของตนลุกขึ้นอย่างยากลำบาก และเดินมายืนเบื้องหน้าศิษย์สำนักเจ็ดดารา ร่วมเผชิญหน้าไปกับพวกเขา
เคอซินหลานเห็นแล้วก็หัวเราะ
“ก็พวกเจ้าไม่เปิดประตูให้พวกข้า พวกเจ้าไม่ให้โอกาสพวกข้ามีชีวิตรอด เช่นนั้นก็อย่าอยู่กันเลยสักคน! อย่างไรเสียพวกข้าก็ใกล้ตายอยู่แล้ว ตอนนี้ไม่เพียงแต่มีโอกาสรอดเพิ่มขึ้น แต่ยังลากพวกเจ้ามาตายด้วยกันได้อีก หึ! ช่างน่าปลื้มใจยิ่งนัก”
คำพูดของนาง ทำเอาคนของสำนักเจ็ดดาราถึงกับกระอักเลือด พวกเขาชี้หน้านางด้วยนิ้วอันสั่นเทาพูดว่า “เจ้า เจ้า เจ้า!” อยู่ครึ่งวันก็ไม่สามารถโต้เถียงได้แม้แต่ประโยคเดียว
ฝีปากเช่นนี้ ทำเอาเยี่ยหลิงหลงปรบมือชื่นชมจากใจจริง
ขณะนั้น นอกประตูหินยังมีงูยักษ์เกล็ดเงินกำลังชนประตูอย่างต่อเนื่อง ศิษย์สำนักเจ็ดดาราหวาดกลัวจนไม่เป็นอันทำอะไร แต่พวกของเคอซินหลานกลับสงบนิ่ง พวกเขาเคยชินเสียแล้ว ตราบใดที่ถ้ำยังไม่ถล่ม พวกเขาก็ยังมีชีวิตรอด
เคอซินหลานตรวจสอบอาการบาดเจ็บให้ศิษย์น้องทั้งสอง ในเวลานั้น ดวงตาของศิษย์สำนักเจ็ดดารากลับจ้องมองพวกเขานัยน์ตาเป็นประกาย ราวกับกำลังคิดแผนร้ายบางอย่างอยู่
เยี่ยหลิงหลงกินผลไม้วิญญาณในมือจนหมด แล้วเดินตรงไปยังเบื้องหน้ากลุ่มคนของสำนักเจ็ดดารา แล้วหยิบพู่กันออกมาจากแหวน ขีดเส้นแบ่งพื้นที่ในถ้ำออกเป็นสองส่วน
เส้นนั้นแบ่งพื้นที่ในถ้ำออกเป็นเก้าส่วนกับหนึ่งส่วน ฝ่ายสำนักชิงเสวียนมีเพียงหกคนกลับได้พื้นที่ถึงเก้าส่วน ส่วนฝ่ายสำนักเจ็ดดารามีกันตั้งสิบกว่าคน กลับต้องเบียดเสียดกันในพื้นที่เพียงหนึ่งส่วน
“เอาละ ถ้าไม่สู้กัน เช่นนั้นเรามาตกลงกันอย่างสันติก็แล้วกัน ให้เส้นนี้เป็นเส้นแบ่งเขต พวกเจ้าถ้าหากกล้าล้ำเส้นเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว ศิษย์พี่เจ็ดของข้าก็จะลงมือสังหารทันที ฆ่าแล้วโยนให้งูยักษ์เกล็ดเงินกินเป็นอาหาร”
คนของสำนักเจ็ดดาราโกรธแค้นจนหน้าดำ แต่ทำได้เพียงกัดฟันกรอด ยอมรับความจริงอันน่าอัปยศนี้ ใครใช้ให้ตอนนี้พวกเขาไม่มีความสามารถพอที่จะไปต่อกรกับอีกฝ่ายได้เล่า!
แม้ว่าความแข็งแกร่งจะเป็นรอง แต่อย่างน้อยก็ต้องรักษาหน้าเอาไว้
เซี่ยหลินอี้กล่าวว่า "เช่นนั้นก็ตกลง พวกเราน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง พวกเจ้าก็อย่าได้คิดล้ำเส้น หากว่า..."
เขายังพูดไม่ทันจบ เยี่ยหลิงหลงก็ก้าวเท้าไปเหยียบพื้นที่ของพวกเขาต่อหน้าต่อตาทุกคน ทันใดนั้น ความเงียบงันก็ปกคลุมทั่วทั้งถ้ำ
[1] น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง หมายถึง ต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน