คาร์ลกุมมือเลเน่ระหว่างสั่งเฟซองว่า
“เข้าเฝ้าชาล์เดอพรอว็องค์แล้วหารือวันอภิเษกของเรากับเ้าหญิง”
รองแม่ทัพเฟซองเกร็งไปทั้งร่างขาหนึ่งถึงกับถอยครึ่งก้าว
เสียงกระแอมในคอจากคาร์ลพร้อมสายตาดุเป็การเตือนเฟซองว่ากำลังทำตัวเสียมารยาทแก่เ้าหญิงแสนสวย
เฟซองกวาดมองใบหน้าเ้าหญิงเลเน่ใช้เวลาจับผิดครู่หนึ่งก่อนจะลดสายตาลงมองพื้น“เชิญเ้าหญิง” ใบหน้าแกร่งขบฟันแน่นเมื่อต้องก้มศีรษะให้แก่เ้าหญิง
เด็กสาวหันไปส่งยิ้มหวานแล้วคำนับลาก่อนจะรีบเดินตามการกระแทกเท้ารัวเร็วมาจนถึงขบวนม้า
เฟซองผายมือเชิญเลเน่ขึ้นเทียบบนรถม้าก่อนจะพูดจาไร้หางเสียง “เชิญ”
“ขอบคุณท่านเฟร็ด” เ้าหญิงหันไปจ้องดวงตาเบิกโพลงของเฟซอง
“เมื่อครู่พระองค์เรียกข้าว่าอะไร”ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ส่งน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“เฟร็ด คือชื่อของท่าน”เ้าหญิงยิ้มบนมุมปาก “ไม่ใช่หรือ เฟเดอริก ลูเซอรี่ แห่งบาวาเรีย”
กายกำยำสะดุ้ง“พระองค์คิดจะขู่ข้าหรือ”
“เราไม่ได้ขู่”เลเน่ก้มลงคำนับพร้อมส่งยิ้มงามไปให้คาร์ล“ชาล์แห่งฟรองเซรู้หรือไม่ว่าท่านเป็คนของบาวาเรีย”
“ข้าไม่ใช่คนของบาวาเรีย”เฟซองเสียดเสียง แต่เลเน่กลับขึ้นรถม้าไปก่อน
“เรา้ากลับวัง”เ้าหญิงเชิดใบหน้าสวยขึ้น “ท่านเฟซองโปรดอำนวย”
มือหยาบกำแน่น แต่แล้วเฟซองก็ต้องถอยตัวกลับไปยังม้าศึกเขาทำได้เพียงกระแทกกระทั้นลมหายใจระหว่างชักม้านำขบวนกลับเบอร์กันดี
เส้นทางจากทุ่งอีสตอลูข้ามทางน้ำธรรมชาติมายังค่ายต้นแม่น้ำของเบอร์กันดีธงสีน้ำเงินตราสามปีกทองขลิบด้วยสามคมดาบโบกสะบัดเป็ทิวแถวเสียงเป่าแตรดังยาวปลุกสติดับอารมณ์โกรธเกรี้ยวของเฟซองจนหมดสิ้น
แตรไม้ยาวเป่าประสานเสียงก้องกังวานไปทั่วหุบเขาสัญญาณศึกแห่งฟรังเกียกลางทำเฟซองเกร็งไปทั้งตัว
“ขบวนเสด็จเ้าหญิงเลเน่ดัชเชสแห่งเบอร์กันดี” ทหารประกาศแจ้งป้อมศึก “และทหารของฟรองเซ”
เสียงแตรไม้เรียงจังหวะอีกครั้งเฟซองพยายามแปลความหมายของเสียงที่กำลังส่งระหว่างเขาแต่ละลูก ขณะที่ดวงตาคมก็มองรอบกายเพื่อหาสัญญาณอันตราย
เมื่อประตูค่ายเปิดกว้างให้ผ่านเข้าไปได้เขาก็ชักม้าศึกเดินย่องเข้าไปอย่างระแวดระวัง มือกุมด้ามดาบบนเอวแน่นจนชื้นไปด้วยเหงื่อดวงตามองจ้องหลังรถม้าของเ้าหญิง เม็ดเหงื่อผุดขึ้นทั้งใบหน้า
ขบวนรถม้าเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้าพาให้หัวใจของเฟซองแทบขาดเืกับความตื่นตระหนกทุกฝีก้าว
เขาผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อกองทหารฟรองเซสามารถผ่านแนวค่ายของเบอร์กันดีได้
ยอดปราสาทหินอ่อนทางทิศใต้ใกล้กับกำแพงควันดำทัพใหญ่ของฟรองเซนั้นพาให้กล้ามเนื้อบนร่างเพรียวผ่อนคลาย
แต่เมื่อย่างเข้าใกล้เขตเมืองเฟซองก็ต้องเกร็งตัวอีกครั้ง เพราะประตูเมืองเบอร์กันดีตรงหน้านำความทรงจำของคมหอกผ่านใบหน้าเขาอีกทั้งเสียงกู่ร้องและ ร่ำไห้เสียดเสียงความตายยังติดอยู่ในโสตประสาท
ทันทีที่กลองตีสนั่นหนึ่งครั้งเฟซองก็ถึงกับสะดุ้งตื่นใ มือหยาบคว้าด้ามดาบกำแน่นจนปวดมือดวงตากวาดไปโดยรอบ
เสียงมโหรีดังกังวานคลอเสียงกลองและการเต้นระบำของชาวเมืองทำให้นายทหารผ่อนไหล่ทั้งสองลงและปล่อยลมหายใจออกมาอีกครั้งใหญ่ หากเขาเป็คนขี้ตื่นไร้สติก็คงชักดาบขึ้นฟาดฟันกันจนเสียเื่ไปแล้ว
“เทพอวยชัยแก่เบอร์กันดี...”ผู้คนต่างโปรยดอกไม้สีสดไปตลอดทาง
“อย่าโปรยใส่ตัวท่านราชทูต”ทหารของเมืองผู้เดินนำหน้าเขาหลายก้าวร้องเตือน“อย่าโปรยของใส่ตัวท่าน!”
“ท่านราชทูตช่างสง่างามยิ่งนัก”เหล่าเด็กสาวมองเฟซองด้วยดวงตาสดใส
เสียงปี่แตรเป่าดังนำจังหวะรื่นเริงพาผู้คนยิ้มยินดีปรีดาเต้นรำอยู่กลางลานเมืองเมื่อจบการแสดงเด็กสาวผู้หนึ่งก็เดินมาหาเฟซองพร้อมส่งช่อพวงหรีดกิ่งมะกอกขึ้นเหนือหัว“แด่ท่านทูตเ้าค่ะ”
เฟซองรับของขวัญจากเด็กสาวแล้วก็ต้องหันไปยังขบวนทหารเกราะเงินที่เดินเป็จังหวะพร้อมเพรียงตรงมายังเขา
เหล่าทหารเบอร์กันดีกำด้ามหอกแล้วยกแขนแตะอกพร้อมกันทั้งสิบคน
“กองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์”ชายผู้อยู่ด้านหน้าสุดของแถวกล่าวเสียงก้อง “อัญเชิญท่านทูตและเ้าหญิงเลเน่แห่งเบอร์กันดีกลับพระราชวัง”
เสียงแตรก้านยาวเป่าดังเป็จังหวะผู้คนทั้งเมืองยืนเรียงแถวก้มคำนับอย่างพร้อมเพรียงเพื่อส่งเฟซองและเ้าหญิงไปยังพระราชวัง
ขนแขนของทหารชาญศึกแห่งฟรองเซพลันลุกตั้งเขาไม่เคยเห็นการกระทำของผู้คนที่ร่วมใจร่วมกายกันราวกับทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาก่อน
เสียงร้องเพลงประสานเอื่อยยาวในบทเพลงของ์แห่งไบเซนธิริกผสมกับแตรไม้ยาวยังคงติดอยู่ในหูแม้เข้าใกล้ป้อมปราสาทแล้ว
“พวกเขาไม่หยุดร้องเพลงเหรอ”เฟซองหันไปถามเ้าหญิงผู้เดินอยู่ข้างตัว
เลเน่ยิ้มมุมปากแต่ไม่หันมาสบตาตอบ “พวกเขากำลังวิงวอนต่อ์”
“์?” เฟซองหัวเราะในลำคอ“หมายถึงวิงวอนต่อพวกท่านเหรอ”
เด็กสาวหัวเราะแ่เบา“์ของพวกเขานั้นบริสุทธิ์” เ้าหญิงเอียงใบหน้ามามองเขาทางหางตา“์ของท่านล่ะ บริสุทธิ์มากหรือไม่”
ชายหนุ่มหัวเราะ“ท่านกำลังหลอกให้พวกเขาเชื่อว่าการร้องเพลงทำให้พวกเขาได้พบ์”ก่อนจะสบถเสียงแ่ “แต่์นั้นอยู่เพียงแค่ปลายมือของเรา”
“ท่านไม่เชื่อหรือว่า์มีจริง”เลเน่หันใบหน้ากลับ
“์!” เฟซองสบถอีกครั้ง“โลกใบนี้มีเพียงคนและศพ” ดวงตาเรียวยาวมองเหยียดมาทางเ้าหญิง“มีเพียงศพเท่านั้นที่คิดเื่์”
สิ้นคำพูดทั้งสองก็เดินทางมาถึงขอบประตูท้องพระโรงพอดี
เลเน่หันมามองเขาเต็มตัว“มีเพียงคนไร้ค่าเท่านั้นที่คิดถึง์ตอนเป็ศพ”
เฟซองจุกในลำคอทันใดนั้น ประตูท้องพระโรงก็เปิดกว้างขัดขวางการสวนตอบ
เหล่าขุนนางใบหน้านิ่งต่างหันมามองเฟซองพร้อมกันแล้วกล่าวทักทายด้วยเสียงแข็งไม่เป็มิตร
“ยินดีต้อนรับท่านรองแม่ทัพเฟซอง”
กองทหารมหาดเล็กเดินเรียงไปหยุดอยู่หน้าบัลลังก์ไม้สีน้ำตาล“โปรดอยู่ในความสงบ” ก่อนจะประกาศก้องโถงหินอ่อน “แสดงความเคารพ กีเนเวียราชินีแห่งพรอว็องค์ ดัชเชสแห่งลอร์เรน ราชสกุลแห่งเบอร์กันดี”
เหล่าขุนนางหันไปมองบัลลังก์แล้วยกแขนขวาแตะอกพร้อมก้มหน้าเล็กน้อย
เฟซองมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทีเงอะงะเขาทำความเคารพตามเหล่าขุนนางแต่ไม่ก้มศีรษะ ดวงตาสีเข้มเห็นสตรีในชุดสีขาวมุกสุกสว่างรับกับผิวขาว
บรรยากาศโชยไปด้วยกลิ่นหอมดอกกุหลาบ
ศีรษะพระนางปกคลุมด้วยผ้าทองคำส่งรัศมีเส้นแสงราวดวงตะวัน
รองแม่ทัพแห่งฟรองเซสบตากับทหารมหาดเล็กเขาหรี่ตาเตือนว่าขาดอะไรบางอย่างไปแต่นายกองกลับตีหน้าเรียบนิ่งไม่สนใจท่าทีของเขา
“ยินดีต้อนรับท่านรองแม่ทัพแห่งฟรองเซ” สุรเสียงนุ่มดึงความสนใจจากเฟซอง
ขุนทหารละสายตากลับมายังผู้เป็ใหญ่“เคารพองค์ราชินี” เฟซองก้มหน้าลงเล็กน้อย “ท่านชาล์ให้ข้ามาหารือกับชาล์แห่งพรอว็องค์”
“ท่านคงนำข่าวดีมาถึงราชสำนักแห่งเบอร์กันดี”ท่าทีละมุนละไมของนางทำให้เฟซองเงอะงะ แล้วท่าทีอันแข็งกร้าววางกล้ามก็หายไป
“เซียร์” เฟซองไม่เคยกล่าวคำนี้เลย
ดวงตาเข้มมองกลุ่มดอกกุหลาบสีโอลด์โรสอมชมพูที่เลื้อยพันรอบเสาหินอ่อนบางดอกออกสีแดงสดหลากหลายพันธุ์
เฟซองส่ายหน้ามองอีกครั้งเมื่อครู่จำได้ว่าในท้องพระโรงมีเพียงแค่บัลลังก์ไม้เก่าแก่ เสาหินอ่อน และเหล่าขุนนางหน้าบูดอมน้ำลายเน่าเท่านั้นแต่ตอนนี้เขากลับต้องกะพริบตาใหม่ เมื่อมีแสงเปล่งจากร่างของกีเนเวียราวสุริยะปลุกชีวิตในห้องมืด
“ท่านรองแม่ทัพ”เสียงหวานเรียกเขาหลายครั้ง
เฟซองรีบส่ายศีรษะ“ขออภัยเซียร์” ก่อนจะก้มลงแสดงความเคารพแล้วชายตาไปทางขวามือ
เ้าหญิงเลเน่ถวายคำนับแก่มารดาก่อนเดินไปยืนข้างบัลลังก์สองสตรีงามแผ่รัศมีคุมบุรุษทั้งท้องพระโรง
“ทูลองค์ราชชินีท่านคาร์ลส่งกระหม่อมมาเพื่อหารือวันอภิเษกสมรส” เฟซองแทบกลืนเสียงดุลงคอ
“อภิเษกหรือ” เหล่าขุนนางต่างหันหน้ามองกันไปมา
“องค์ราชินีเื่นี้ต้องหารือก่อน” ขุนนางผู้หนึ่งรีบทักท้วง
อย่าว่าแต่เหล่าขุนนางเลยแม้แต่ตัวเฟซองคนสนิทยังไม่อยากเชื่อหูเช่นกัน
กีเนเวียหันไปหาบุตรสาวด้วยท่าทีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมามองเฟซอง “ตามวันดีคืนสว่าง ท่านชาล์จะรออีกสามวันได้หรือไม่”พระราชินีไม่สนคำทักท้วงของเหล่าขุนนาง พระนางกำลังวางแผนการสมรสหลังคืนเดือนมืด
“หากเป็่สามวันข้างหน้านั้นก็เห็นควร”ขุนนางเสียงแข็งเห็นด้วยบนความไม่เห็นด้วยกับ่เวลาที่เหมาะในการเข้าห้องหอ
เฟซองหรี่ตามองเหล่าขุนนางลิ้นสองแฉกตรงหน้าบางคนยิ้ม บ้างหรี่ตาตอบ เขาจึงเหยียดปากแล้วหันหลบไปหาองค์ราชินี
“ข้าจะนำความไปแจ้งแกรนด์ดยุกแห่งฟรองเซ”เฟซองกล่าวข่มเหล่าขุนนาง ท่าทีแตกตื่นนั้นทำเขาหัวเราะในอก
“กำหนดพิธีอภิเษกอีกสามวันณ ทุ่งธีโอเนล” กีเนเวียหันมาหาขุนนางผู้ใหญ่ “ท่านคาลิก้าเห็นสมควรว่าอย่างไร”
“ทุ่งธีโอเนลนั้นสมควรแล้ว”คาลิก้าเสียงสั่น เขาทำตาลอยครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ปราสาทเลจีสตังเหมาะสำหรับรับรองชาล์แห่งฟรังเกีย”
คำพูดของคาลิก้าทำเอาเฟซองกำหมัดแน่นเขาอยากต่อยปากตาแก่ให้เืกบ สำหรับคำกล่าวดูิ่นั่น
“เช่นนั้นแล้ว ท่านรองแม่ทัพโปรดแจ้งท่านคาร์ลว่าเรายกปราสาทเลจีสตังสำหรับเตรียมงาน”ราชินีหันมาหาเฟซอง “สำหรับตัวแทนจากไบเซนธิริก ท่านชาล์แห่งฟรังเกียต้องเป็ผู้จัดหา”
“ข้าจะนำความไปแจ้งแกรนด์ดยุกแห่งฟรองเซ”เฟซองเน้นชื่อใส่ขุนนางในวัง “สำหรับเสบียงอาหารฟรองเซจะเป็ผู้รับรองเื่นี้จนเสร็จพิธี”
“ข้าเห็นสมควร”พระราชินียกมือขวาขึ้นแสดงสี่นิ้วเป็สัญญาณแบบกษัตริย์หมายความว่าสิ้นสุดการเจรจาแล้ว
เฟซองก้มลงเคารพแล้วรีบถอยตัวจากท้องพระโรงชายหนุ่มเดินผ่านโถงหินอ่อนออกมายังระเบียงมืดครึ้มดูแตกต่างจากภายในท้องพระโรงอย่างผิดตา
เมื่อเขาหันตัวกลับไปบานประตูไม้ก็ปิดลงเสียแล้ว
การเดินทางกลับต้องวกขึ้นไปทางเหนือข้ามสะพานกลับฝั่งฟรองเซ
การเดินทางใช้เวลานานจนเข้ายามดวงอาทิตย์ลับฟ้าขุนทหารจิตตื่นทุกย่างก้าวที่ม้าศึกเร่งฝีเท้าจากเนินอีสตอลูกลับมายังค่าย
เพราะกำแพงควันทำให้การเดินทางนั้นยากลำบากมากขึ้นแต่เมื่อเห็นธงฟรองเซก็พาให้หัวใจนายทหารทุกคนผ่อนคลาย
แต่ภายในค่ายทหารกลับชุลมุนวุ่นวายเฟซองชะงักเมื่อเห็นทหารผู้กำลังดื่มเหล้าองุ่นเดินตัดหน้าม้าศึก
ภาพความแตกต่างของทหารเบอร์กันดีและฟรองเซทำเอารองแม่ทัพรู้สึกจุกในลำคอก่อนจะชักม้าผ่านความโกลาหลนั้น
เมื่อเข้าสู่กระโจมค่ายบัญชาการเฟซองก็รีบเข้าไปหานายของตน
“นางกำหนดวันอภิเษกในอีกสามวัน”รองแม่ทัพรีบประกาศกลางที่ประชุม
ดวงตาของคาร์ลพลันเป็ประกาย “ดี! ดีอย่างยิ่ง!”