ตอนที่ 140 การจัดอันดับแรงค์
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
โดยปกติแล้วผู้คนบนโลกมักจะใช้แกนสปีริตเป็นทรัพยากรในการบ่มเพาะ แต่ยังไม่มีใครในโลกที่ดูดซับพลังสปีริตมาจากอบิสโดยตรง
เฟิร์สทำการจดจำสภาวะนี้ไว้ แล้วจมจ่อมเข้าไปในโลกสีเงินเพื่อค้นหาข้อบกพร่องนี้ทันที
ไม่รู้ว่าเขาใช้เวลาภายในโลกสีเงินไปมากเท่าไหร่ แต่ในโลกความจริงมันผ่านไปแค่พริบตาเดียวเท่านั้น
‘ฉันรู้แล้ว! ที่แท้สัญลักษณ์ดาราตรงกลางหน้าผากก็เป็นขีดจำกัดของฉัน การบ่มเพาะนี้เหมือนท่อน้ำเลี้ยง ยิ่งการบ่มเพาะสูงเท่าไหร่ ท่อนี้ก็จะสามารถดูดซับพลังสปีริตได้มากยิ่งขึ้น มิน่าล่ะอบิสระดับสูงจึงมีมอนสเตอร์ระดับสูงอยู่ข้างในนั้น เพราะพวกมันคอยดูดซับพลังสปีริตข้างในนั้นนี่เอง’
หากเปรียบการบ่มเพาะของมอนสเตอร์ แกนสปีริตก็คือสัญลักษณ์ดารากลางหน้าผากของมนุษย์
มอนสเตอร์สามารถบ่มเพาะเป็นราชาได้ด้วยการกลืนกินพวกเดียวกันหรือดูดซับพลังสปีริตในอากาศอยู่เงียบๆ
มนุษย์ก็เช่นกัน พวกเขาสามารถดูดซับพลังจากแกนสปีริตที่ดึงมาจากมอนสเตอร์ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขายังไม่รู้ก็คือ ... มนุษย์เองก็สามารถดูดซับพลังสปีริตในอบิสได้เช่นกัน เพียงแต่พวกเขาไม่ได้เข้าถึงมันแค่นั้น
ตอนนี้ดูเหมือนว่าเฟิร์สจะเป็นคนแรกที่ค้นพบความลับนี้ นับตั้งแต่ที่อบิสปรากฏขึ้นมาในโลกเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน เขาก็คือคนแรกนั่นเอง
‘อีวาคงใช้ความสามารถนี้อยู่ตลอดเวลา แต่น่าเสียดายที่การบรรยายของเธอยังอ่อนด้อยนัก ฉันจึงไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อ หรือไม่เธอก็ไม่รู้เลยว่าตนเองนั้นทำได้อย่างไร จึงได้บอกเล่าเรื่องราวตามที่ตนเองเข้าใจเท่านั้น แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไร ฉันในตอนนี้ก็สามารถทำมันได้สำเร็จแล้ว’
เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมา แล้วระลอกคลื่นรอบกายก็ค่อยๆ หายไป
ไม่ใช่ว่าเขาหยุดการดูดซับ แต่เขาได้ปรับให้มันทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ ตามที่เหล่ามอนสเตอร์มักจะทำกัน
‘พลังสปีริตในอบิสนี้แม้จะมีจำนวนมาก แต่ฉันก็ยังรู้สึกถึงความเล็กน้อยในคุณภาพของมัน หากเป็นอบิสระดับที่สูงกว่านี้ ไม่แน่ว่าพลังสปีริตข้างในนั้นจะสูงกว่าที่นี่อย่างแน่นอน ฉันสามารถดูดซับมันด้วยจำนวนที่คงที่ แต่ฉันสามารถเลือกคุณภาพพลังสปีริตในการดูดซับได้เช่นกัน’
หลังจากที่เขาได้รับโลกสีเงิน นั่นจึงทำให้เขามีการรับรู้และเข้าใจทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าเพราะเขาฉลาดล้ำเลิศกว่าคนอื่น แต่เขามีเวลาที่จะไตร่ตรองมากกว่าคนอื่นเท่านั้น
‘เห็นทีว่าฉันจะต้องรีบไปยังอบิสที่สูงกว่านี้แล้ว’
เฟิร์สลุกขึ้นและกวาดตามองสมาชิกในกลุ่มอย่างรวดเร็ว
“ต่อไปนี้ผมจะกวาดล้างมอนสเตอร์อย่างจริงจังแล้วนะครับ รบกวนพวกคุณไล่เก็บกวาดแกนสปีริตให้ทันด้วย” เฟิร์สเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“ว่ายังไงนะ! จะกวาดล้างอย่างจริงจัง นี่นายยังไม่จริงจังอีกหรอ?”
เฟิร์สยิ้มและไม่ตอบอะไร ก่อนที่เขาจะหันกายไปทิศทางหนึ่งแล้วก้าวออกไป
“ไปกันเถอะครับ ...”
นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมาวีรกรรมของเด็กหนุ่มผู้มีร่างผอมบางก็ถือกำเนิดขึ้น
ฉายานามเฟิร์สวันได้เป็นที่พูดถึงจนหนาหู
เฟิร์สกระทำการอุกอาจเขาใช้ความเร็วสูงสุดออกไล่ล่ามอนสเตอร์ทั้งอบิส ความเร็วของเขานั้นรวดเร็วมาก มันเร็วจนกระทั่งทุกคนในกลุ่มไม่อาจไล่ตามเขาได้ทัน
“ถ้าอย่างนั้นผมจะเป็นคนเก็บแกนสปีริตเองก็แล้วกัน”
นั่นคือคำพูดสุดท้ายของเขา ก่อนที่ร่างบางจะลับหายไปจากเส้นขอบฟ้า
“นี่มันอะไรกัน? ฉันงงไปหมดแล้ว”
“ทำไมคนแบบนี้ถึงได้มาอยู่ในอบิสระดับนี้ เขาไม่ควรอยู่ในอบิสระดับกลางหรือระดับสูงหรอกหรอ?”
คนทั้งสี่ต่างพากันวิจารณ์ออกมา ตอนนี้พวกเขาไล่ตามเฟิร์สไม่ทันแล้ว จึงหยุดพูดคุยกัน
แต่ในขณะเดียวกัน ร่างผอมบางของเฟิร์สกลับปรากฏตัวให้ผู้คนเห็นกันทุกที่ เขารวดเร็วมากและทุกครั้งที่จัดการกับมอนสเตอร์ก็ลงมือเพียงการโจมตีเดียวแถมยังมีพลังควบคุมวัตถุ เก็บเกี่ยวแกนสปีริตออกมาอย่างรวดเร็วอีกด้วย
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนถึงกับบ่นอุบออกมา เพราะพวกเขาแทบจะไม่พบมอนสเตอร์ที่มีชีวิตในบริเวณนี้แล้ว
ไม่ว่าพวกเขาจะเดินผ่านไปที่ใดก็พบแต่กองซากศพของมอนสเตอร์
หญิงสาวผู้ถือมีดสีแดงอยู่ในมือมองภาพนี้อย่างตื่นตะลึง เธอก็คือมีดเพลิง เวเนเตอร์ดาราแดงเจ็ดแฉก ซึ่งเป็นหัวหน้าของภารกิจในครั้งนี้
“ดูเหมือนว่าฉันต้องรีบแจ้งเรื่องนี้ให้เบื้องบนทราบแล้ว” มีดเพลิงกล่าวอย่างอึ้งๆ ก่อนที่เธอจะทะยานหันหลังกลับไปยังประตูอบิสเพื่อติดต่อกับหน่วยงานภายนอกทันที
การล่านี้มีระยะเวลาดำเนินการยาวนานถึงสามสิบวัน เพราะพวกเขาหมายจะจัดการมอนสเตอร์ในคราเดียวเพื่อปูทางให้ทีมสำรวจ
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันแบบนี้ดูเหมือนกำหนดการจะมาถึงเร็วผิดปกติ
ภายในศูนย์ใหญ่ของแคลนนิวโฮปภาคเหนือ
“ว่ายังไงนะ?” ผู้กำกับพิเชษเอ่ยเสียงต่ำออกมา
“พูดอีกทีซิ”
หญิงสาวผู้ทำหน้าที่เลขานุการรีบรายงานทันที
“ทางคุณมีดเพลิงแจ้งว่าทักษะของคุณเฟิร์สวันเหนือความคาดคิด เขาทำการกวาดล้างมอนสเตอร์ได้เร็วมาก เพียงแค่การโจมตีเดียวมอนสเตอร์เหล่านั้นก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแล้ว คุณมีดเพลิงยังรายงานว่า ... จากการคาดการของเธอคนคนนี้น่าจะมีฝีมือในระดับแรงค์ A+ หรือ S ได้ ...”
ในหมู่เวเนเตอร์ระดับสูง บางครั้งขั้นพลังบ่มเพาะก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดความร้ายกาจของเวเนเตอร์
มันยังมีเวเนเตอร์หลายคนที่มีความสามารถพิเศษ บางคนเพียงแค่เข้าสู่เส้นทางการบ่มเพาะก็มีฝีมือเทียบเท่ากับ ผู้ที่บ่มเพาะระดับสูงได้แล้ว
เนื่องจากการมีอยู่ของผู้มีความสามารถพิเศษ ทั่วโลกจึงจัดลำดับแรงค์ระดับฝีมือเอาไว้ โดยที่แรงค์เหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดความร้ายกาจของเวเนเตอร์แต่ละคนว่าอยู่ในระดับใด
ซึ่งจะแบ่งเป็นแรงค์ C B A S SS และ SSS
ตามที่มีดเพลิงรายงานเข้ามาว่าเฟิร์สน่าจะอยู่ในแรงค์ A หรือ S เนื่องจากการประเมินกับพลังการต่อสู้ของเธอ
มีดเพลิงเป็นเวเนเตอร์ดาราแดงเจ็ดแฉก การบ่มเพาะระดับนี้นับว่าร้ายกาจไม่น้อย แต่เธอไม่ใช่ผู้มีความสามารถพิเศษ พลังรบในการต่อสู้จึงอยู่แค่แรงค์ A เท่านั้น
ส่วนที่เธอประเมินเฟิร์สออกมาเช่นนั้น นั่นหมายความว่าเธอยอมรับความสามารถของเฟิร์สว่าเหนือกว่าเธอ แต่เธอก็ไม่มั่นใจว่าเฟิร์สนั้นจะเข้าสู่ระดับแรงค์ S ได้หรือไม่ ข้อมูลที่เธอรายงานจึงบอกไม่อย่างไม่แน่ใจ
ตอนนั้นเองเลขาสาวก็เปิดภาพโฮโลแกรมจากกำไลข้อมือของเธอ
“นี่คือภาพการต่อสู้ส่วนหนึ่งที่บันทึกได้”
ภาพที่ฉายออกมาคือฉากการต่อสู้ของเฟิร์ส ที่เขาใช้กระบี่ศิลาเพียงเล่มเดียวกวัดแกร่งสังหารมอนสเตอร์งูยักษ์ หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าหลายกระบวนท่ามันเป็นแค่การออกการโจมตีไปส่งๆ เท่านั้น
เพราะเหตุนี้มีดเพลิงจึงตัดสินใจไม่ได้ว่าเฟิร์สจะอยู่แรงค์ S หรือไม่ หรือจะเป็นแค่แรงค์ A+
ผู้กำกับพิเชษเมื่อได้เห็นภาพการต่อสู้เหล่านี้ก็รู้สึกอึ้งไปเล็กน้อย
เขาเอ่ยพึมพำออกมาว่า “นี่นิวโฮปไปเก็บสัตว์ประหลาดแบบนี้มาจากไหนเนี้ย”
ตัวเขาเองเป็นเวเนเตอร์ดาราแดงเก้าแฉก และมีพลังรบจัดอยู่ในแรงค์ S+ ซึ่งโดยส่วนมากแล้วผู้ที่ไม่มีความสามารถพิเศษแต่มีระดับการบ่มเพาะระดับนี้ก็จะเป็น S+ ทั้งนั้น เว้นเสียแต่ว่าคนคนนั้นจะมีความสามารถพิเศษจึงจะถูกประเมินว่าเป็นแรงค์ SS
ส่วนผู้มีฝีมือแรงค์ SSS โดยส่วนมากล้วนเป็นผู้ที่มีรายชื่อติดอันดับโลกทั้งสิ้น
แม้บางคนจะมีการบ่มเพาะดาราน้ำเงิน แต่พวกเขาก็ถูกจัดอยู่ในแรงค์ SS เท่านั้น เว้นเสียแต่ว่าฝีมือของเขาจะโดดเด่นจนน่าอัศจรรย์ จึงทำให้ผู้ที่ไม่มีความสามารถแต่อยู่ในขอบเขตดาราน้ำเงินจัดอยู่ในแรงค์ SSS ได้
“เห็นทีว่าฉันต้องเอาเรื่องนี้ไปหารือกับนิวโฮปแล้ว นี่เป็นโอกาสที่ดีของนิวโฮปภาคเหนือ ฉันต้องจัดการกับเขาให้ดี ไม่เช่นนั้นพวกเราอาจจะพลาดอะไรไป” ผู้กำกับพิเชษเอ่ยพึมพำ ก่อนที่จะต่อสายโทรหา อผ.อารัน ทันที
เด็กหนุ่มไม่รู้เลยว่าตัวเขาในตอนนี้กำลังก่อคลื่นลูกใหญ่ขึ้นมาแล้ว