จากการฝึกบำเพ็ญเพียรใน่ระยะเวลาที่ผ่านมาเสิ่นจื่อโยวก้าวหน้าไปถึงขั้นบำเพ็ญกายระดับสามเท่านั้นยังห่างไกลจากคำว่า ‘พละกำลังแกร่งกล้า’ อย่างไม่เห็นฝั่ง
หาก้าช่วยเหลือซูเฟยอวี่จึงจำเป็ต้องอาศัยผู้อื่น
อันที่จริงในใจของเสิ่นจื่อโยวมีตัวเลือกอยู่คนหนึ่งเพียงแต่เมื่อคิดว่าต้องติดหนี้น้ำใจเขาอีกครั้งเสิ่นจื่อโยวก็อดที่จะก่ายหน้าผากทอดถอนใจไม่ได้
เช่นนี้แล้ว ‘หนี้น้ำใจ’ ที่ว่านางต้องชดใช้ถึงเมื่อใด
ยามวิกาล เสิ่นจื่อโยวนอนเอนกายอยู่บนเตียงมองแสงจันทร์ที่ส่องสว่างนอกหน้าต่างจมอยู่ในภวังค์
หาก้าให้ซูเฟยอวี่ได้ฟื้นฟูพละกำลังสิ่งแรกก็คือต้องหาผู้ที่มีพละกำลังแกร่งกล้ามาช่วยเขาทะลวงลมปราณ
ครั้นคิดถึงเื่ของซูเฟยอวี่นางก็ยากที่จะนอนหลับ
“ดึกดื่นเช่นนี้เหตุใดเสี่ยวโยวเอ๋อร์จึงยังไม่นอนอีกเป็เพราะคิดถึงข้าอยู่ใช่หรือไม่” ข้างหูพลันมีเสียงหัวเราะแ่เบาเสียงหนึ่งดังขึ้นผู้ที่มาพร้อมกับน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความก่อกวนและยั่วเย้าหากไม่ใช่โม่จื่อเซวียนแล้วจะเป็ผู้ใด
ประเสริฐ นางยังไม่ได้ไปพบเขา เขาก็มาเยือนถึงหน้าประตู
“หากคิดถึงท่านคงไม่ใช่แต่หากคิด้าความช่วยเหลือจากท่านนี่ถือเป็เื่จริง”
เสิ่นจื่อโยวกระชับเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วลุกลงจากเตียงนางจุดเชิงเทียนที่วางอยู่บนโต๊ะ
ครั้นแสงเทียนสว่างขึ้นร่างของโม่จื่อเซวียนก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็กระจ่างชัด เขายังคงอยู่ในท่วงท่าเกียจคร้าน นั่งลงข้างเตียงด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ราวกับไม่มีสิ่งใดควรค่าแก่ความสนใจของเขา
ทว่าสายตาที่เขากำลังจับจ้องเสิ่นจื่อโยวนั้นกลับดูจริงจังอย่างยิ่งยวดมุมปากประดับรอยยิ้ม
“เห็นทีมีเพียงยามที่เสี่ยวโยวเอ๋อร์้าความช่วยเหลือจากข้าเท่านั้นจึงจะคิดถึงข้า”
“มิเช่นนั้นเล่า?” เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้ว
“หึ ๆเสี่ยวโยวเอ๋อร์ช่างไร้หัวใจเสียจริง”
“อือฮึหากท่านมีเื่ใด้าให้ข้าช่วยเหลือก็สามารถคิดถึงข้าได้”มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยัก กลับมานั่งลงข้างเตียง
โม่จื่อเซวียนดึงร่างของเสิ่นจื่อโยวลงบนเตียงทันทีกดรั้งมือทั้งคู่ของนางไว้
พวกเขาใกล้ชิดกันอย่างยิ่งยวดมากจนกระทั่งสามารถััถึงลมหายใจของอีกฝ่ายได้
ขนตาของเสิ่นจื่อโยวยาวมากมันกระพือเบา ๆมีชั่วขณะที่โม่จื่อเซวียนรู้สึกว่ามันกำลังปัดผ่านเข้าไปในหัวใจของเขา
เพียงแต่ในก้นบึ้งของั์ตาของนาง โม่จื่อเซวียนยังคงเห็นเพียงแอ่งน้ำที่สงบนิ่งผืนหนึ่งไร้ซึ่งร่างเงาสะท้อนของผู้ใด รวมถึงตัวเขาเอง
ั์ตาของโม่จื่อเซวียนจมดิ่งทว่ามุมปากของเขากลับผุดขึ้นเป็รอยยิ้มชั่วร้าย
“เสี่ยวโยวเอ๋อร์สงบนิ่งยิ่งนักเ้าไม่กลัวว่าข้าจะฝืนกำลังจูบเ้าหรือ”
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้ว“หากท่านอยากถูกข้ากัดลิ้นก็ลองพยายามดู”
“เช่นนั้นหากข้าฝืนใช้กำลังเ้าเล่า”
เสิ่นจื่อโยวกลอกตามองบน“เช่นนั้นต่อไปท่านก็ไปเป็ขันทีในวังหลวงเถิด”
“หึ ๆเสี่ยวโยวเอ๋อร์ช่างน่าสนใจจริง ๆ”
โม่จื่อเซวียนดีดหน้าผากของเสิ่นจื่อโยวก่อนจะปล่อยนางแล้วลุกขึ้นมานั่งอีกครั้ง
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวกระตุกนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนผู้นี้จึงชอบหยอกเย้านางยิ่งนัก
“เอาล่ะ ไม่เปลี่ยนเื่แล้วที่เสี่ยวโยวเอ๋อร์้าพบข้าครานี้เพราะ้าให้ข้าช่วยเหลือเื่ของญาติผู้พี่ของเ้าใช่หรือไม่” เพียงเปิดประโยคโม่จื่อเซวียนก็พุ่งตรงสู่เป้าหมาย
“นี่ท่านก็คาดเดาได้หรือ?” เสิ่นจื่อโยวไร้คำจะเอื้อยเอ่ยแล้ว“ท่านเป็คหบดีหรือนักทำนายดวงชะตากันแน่ ข้าสงสัยจริง ๆ ว่าแท้จริงแล้วท่านเป็เทพทำนายดวงชะตาใช่หรือไม่”
“เทพทำนายดวงชะตาคงไม่ใช่ทว่าเื่ในใต้หล้านี้มีเพียงข้าคร้านจะสนใจ มิเช่นนั้นไม่มีเื่ใดที่ข้าอยากรู้แล้วจะไม่ได้รู้”
“เหอะ ๆ...”
นอกจากเสียงเหอะ ๆสองเสียงที่เสิ่นจื่อโยวเปล่งออกมาแล้ว นางก็ไม่รู้ว่าควรจะแสดงสีหน้าอย่างไรในการตอบกลับโม่จื่อเซวียน
คนที่เกิดมาเพื่อรับชัยชนะเช่นนี้ช่างพาให้ผู้คนรู้สึกเข่นเขี้ยวเคียดแค้นเสียจริง
โม่จื่อเซวียนฉีกยิ้มกว้างสะกิดที่ปลายจมูกของเสิ่นจื่อโยวแล้วกล่าว“หาก้าให้ข้าช่วยเหลือย่อมได้ เพียงแต่เช่นนี้เสี่ยวโยวเอ๋อร์ก็จะต้องติดหนี้น้ำใจข้าอีกคราหนึ่งแล้ว”
“ตกลง ติดก็ติด”เสิ่นจื่อโยวพูดอย่างกล้าได้กล้าเสีย
ผู้ใดให้นางในยามนี้ยังแข็งแกร่งไม่พอเล่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางสามารถััได้ว่าถึงแม้โม่จื่อเซวียนจะชอบสัพยอกนางทว่าโดยพื้นฐานจิตใจแล้วเขามิใช่คนเลวที่สำคัญยังเป็ผู้ที่มีหลักการคนหนึ่ง
เพียงจุดนี้นางก็ยินดีที่จะมองโม่จื่อเซวียนเป็เช่นสหายคนหนึ่งแล้วและยังเป็สหายคนแรกในภพชาตินี้
โม่จื่อเซวียนเองก็สามารถััได้ป้อมปราการที่เสิ่นจื่อโยวก่อสร้างในใจกำลังค่อย ๆ เปิดรับเขาแล้ว
“ฮึ ๆ” เขาผุดเสียงหัวเราะออกมาครานี้เป็เสียงหัวเราะแห่งความสุข
“ช่างน่ารักเสียจริง”เขาลูบผมของเสิ่นจื่อโยวเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มกว้าง
น่ารัก?! เ้าคนผู้นี้กำลังกล่าวถึงสิ่งใด...
เสิ่นจื่อโยวหรี่ตาพินิจมองโม่จื่อเซวียนอยู่ชั่วครู่ทว่าไร้ผลลัพธ์อันใด
ช่างเถิดในเมื่อขบคิดไม่กระจ่างก็ไม่ต้องคิดแล้วแต่ไรมาความคิดของคนผู้นี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะเข้าใจได้
เสิ่นจื่อโยวหาวหวอดเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งโม่จื่อเซวียนก็หายตัวไปแล้ว!
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวกระตุกคนผู้นี้...ไปมาไร้สุ้มเสียงจริงๆ
ทว่าสามารถขจัดเื่ในใจไปได้เื่หนึ่งอารมณ์ของนางจึงดีขึ้นมาก
เสิ่นจื่อโยวห่อตัวในผ้าห่มหลับสนิทจนถึงรุ่งเช้า
• • •
วันรุ่งขึ้นเสิ่นจื่อโยวก็นำเื่ที่ซูเฟยอวี่สามารถฟื้นฟูพลังบำเพ็ญเพียรโดยวิธีทะลวงลมปราณแจ้งแก่ทั้งสามคนที่เหลือที่อยู่ในเรือนแห่งนี้
ซูเฟยอวี่ที่ได้ยินย่อมตื่นเต้นดีใจโดยไม่ต้องพรรณนาซูหวั่นเยว่และนางเฉินต่างก็ขอให้เชิญโม่จื่อเซวียนผู้มีพระคุณมาเป็แขกที่บ้าน
เพราะหากไม่มีการช่วยเหลือจากการทะลวงลมปราณของซูเฟยอวี่ก็ไม่รู้ว่าต้องเฝ้ารอไปถึงยามใด
แต่เมื่อโม่จื่อเซวียนมาถึงบ้านของพวกเขาความตื่นเต้นยินดีของซูเฟยอวี่ก็เบาบางลงมาก
เพราะเขาััได้ถึงความรู้สึกที่ไม่ปกติของโม่จื่อเซวียนที่มีต่อเสิ่นจื่อโยว
ท่าทีหยอกเย้าใกล้ชิดสนิทสนมทีเล่นทีจริงเ่าั้สายตาที่ทอดมองด้วยความหลงใหลเอ็นดูเป็ครั้งครามีการกระทำใดบ้างที่ไม่แสดงถึงจุดประสงค์ในการชิดใกล้เสิ่นจื่อโยวของโม่จื่อเซวียน
หากเขายอมรับการช่วยเหลือครานี้ของโม่จื่อเซวียนนั่นมิได้หมายความว่าญาติผู้น้องจื่อโยวจะต้องติดหนี้น้ำใจคนผู้นี้หรือ
อารมณ์ของซูเฟยอวี่ดำดิ่งเข้าสู่การต่อสู้ระหว่าง์และมนุษย์อย่างดุเดือด
ด้านหนึ่งเขาก็อยากเปลี่ยนเป็แข็งแกร่งอยากเป็ผู้ผลักดันตระกูลซูให้กลับสู่ความรุ่งเรืองอีกคราทว่าอีกด้านหนึ่งเขาก็ไม่อยากให้เสิ่นจื่อโยวติดค้างหนี้น้ำใจโม่จื่อเซวียนมากเกินไป
หนี้น้ำใจหากติดค้างมากเกินไปก็ไม่แน่ว่าวันหนึ่งนางอาจต้องชดใช้ด้วยร่างกายของตนเอง
จนกระทั่งซูเฟยอวี่นั่งลงบนเบาะฟูกใกล้จะเริ่มการทะลวงลมปราณแล้วเขาก็ยังลังเลตัดสินใจไม่ได้
ในขณะที่โม่จื่อเซวียนกำลังจะถ่ายเทพลังชีวิตเข้าสู่ร่างของซูเฟยอวี่เขาก็ใช้กระแสจิตเอ่ยถามซูเฟยอวี่ประโยคหนึ่งด้วยจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว
“เ้าคิดว่าเ้าที่ยังไม่ฟื้นฟูพละกำลังจะมีสิทธิ์อะไรมาคิดแย่งชิงเสิ่นจื่อโยวกับข้าแม้แต่กำลังที่จะปกป้องนางเ้ายังทำไม่ได้ เ้ามีสิทธิ์อันใดที่จะนาง”
ซูเฟยอวี่พลันได้สติแววตาเปลี่ยนเป็แน่วแน่
การทะลวงลมปราณผ่านไปได้อย่างราบรื่นโม่จื่อเซวียนใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามในการทะลวงลมปราณแต่ละชั้นของซูเฟยอวี่ เวลาหนึ่งทุกสิ่งก็สำเร็จเรียบร้อย
การทะลวงลมปราณเป็ขั้นตอนที่ทุกข์ทรมานมากพลังปราณิญญาอันแข็งแกร่งไหลทะลวงเข้าสู่ร่างกายเ็ปทรมานประหนึ่งอยู่มิสู้ตาย
ชั่วขณะที่ร่างกายภายในััได้ถึงพละกำลังอันเต็มเปี่ยมสติของซูเฟยอวี่ก็แข็งตึงถึงขีดสุด
เขาสลบไป
แต่ก่อนที่จะจมดิ่งสู่ความมืด เขาได้ยินเสียงของโม่จื่อเซวียนสำทับแ่เบาประโยคหนึ่ง
“อันที่จริงแม้นเ้าฟื้นฟูพละกำลังก็ไร้ประโยชน์อย่างไรเสี่ยวโยวเอ๋อร์ก็ถูกกำหนดแล้วว่าต้องเป็ของข้า”
ซูเฟยอวี่แน่นิ่งไปโดยสิ้นเชิง