เออร์วินลั่นไกไปกระบอกละสองนัดรวมเป็นสี่นัดติดเดิมทีเขาตั้งใจว่าจะสามารถปลิดชีพอีกฝ่ายได้แต่กลับไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะไหวตัวทันชิงเอาปีกมากันกระสุนไว้ เออร์วินสังเกตว่าเขาไม่ได้ยินเสียงกระสุนปืนกระทบปีกตามที่เขาคิด แต่มันกลับมีเสียงคล้ายกระสุนปืนกระทบก้อนหินแทน
‘ปีกนั่นไม่ถูกต้อง’ เออร์วินสรุปความเห็นบางอย่างเกี่ยวกับปีกของอีกฝ่ายในหัว รู้สึกเสียดายที่เป็นตอนกลางคืนทำให้เห็นปีกนั้นไม่ชัดเลยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่
เสียงของอีกฝ่ายดังมาจากด้านหลังปีกว่า
“เราไม่จำเป็นต้องสู้กันข้าเพียงแค่ต้องการของชิ้นหนึ่งจากท่าน”
เออร์วินที่ได้ฟังกลับไม่สามารถตอบได้เพราะไม่สามารถให้คนอื่นรู้ว่าเขาเป็นเด็กและอาจเชื่อมโยงกับตัวตนที่แท้จริงของเขา ริคที่เห็นอีกฝ่ายเงียบจึงเริ่มต่อลอง
“ท่านได้ครอบครองของชิ้นหนึ่งที่พวกเราต้องการมันไม่มีความหมายกับท่านแต่มันมีความหมายกับพวกเรา เรายินดีซื้อมันจากท่านในราคางาม”
ริคที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีการตอบสนองอะไร จึงลองเปิดปีกออกพบว่าเขายังคงจ่ออาวุธประหลาดมาที่เขา
“ทุกอย่างสามารถตกลงกันได้”
ริคพยายามหว่านล้อมแต่เขาไม่รู้เลยว่าใบหน้าภายใต้หน้ากากของเออร์วินกำลังยิ้มอยู่ สั่งที่ริคพูดอาจจะหลอกกเด็กคนอื่นได้แต่ไม่ใช่กับเขาเด็ดขาด คนพวกนี้ฆ่าคนไปมากมายเพียงเพื่อตามหาเขา ทั้งยังต้องการของชิ้นเดียวกับที่พวกศาสนจักรต้องการ เมื่อได้ของที่ต้องการไม่ฆ่าเขาทิ้งก็แปลกไปแล้ว ฆ่าคนไปมากมายเพียงเพื่อจะซื้อของจากเขามีแต่เด็กปัญญาอ่อนเท่านั้นที่จะเชื่อ
สายตาของริคจ้องมองไปที่หน้ากากเขาพบว่าไม่สามารถรับรู้ถึงระดับพลังเวทย์ของอีกฝ่ายได้จึงคาดว่าน่าจะเป็นเพราะหน้ากากที่อีกฝ่ายใส่อยู่ ริคลองประเมินคร่าวๆ พบว่าคนนี้ตัวเล็กมากบวกกับอาวุธที่ใช้จริงไม่แปลกที่จะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนแคระ แต่ริคมั่นใจแม้จะไม่เห็นหน้าว่าคนๆ นี้ไม่ใช่คนแคระอย่างแน่นนอน เขาพยายามหว่านล้อมต่อ
“ถ้าท่านตกลงสามารถเสนอราคามาได้ถ้าพวกเราเห็นว่าสมเหตุสมผลก็จะยินดีซื้อทันที”
เออร์วินแสยะยิ้มภายใต้หน้ากากแล้วตอบคำถามอีกฝ่ายด้วยการลั่นไกไปอีกสี่ครั้งติด ริคเฉียบคมรีบหุบปีกบังตัวเขาไว้ทันที
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
‘อีกแล้ว’ เออร์วินพูดในใจเพราะเขาได้ยินเสียงกระสุนกระทบกับก้อนหินอีกแล้ว ก่อนจะเหนี่ยวไกเพิ่มอีกอีสี่นัด
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
ริคที่หลบอยู่หลังปีกแม้จะไม่ได้รับความเสียหายทว่าในใจเขากลับรู้สึกพรั่นพรึง
‘นี่มันอาวุธอะไรกัน’ เดิมทีเขาคิดว่าอาวุธที่อีกฝ่ายใช้คงไม่ต่างกับของพวกคนแคระแต่เขามั่นใจว่าอาวุธของพวกคนแคระไม่น่าจะมีอานุภาพขนาดนี้ แม้ว่าปีกของเขาจะกันทุกอย่างไว้ได้แต่ความรู้สึกที่เขาได้จากกระสุนเหล่านั้นผ่านปีกก็ยากจะทานทน
หลังจากการยิงสี่นัดนั้นเงียบลงริครอเวลาพักหนึ่งจึงลองเปิดปีกดูพบว่าอีกฝ่ายตอนนี้ได้เก็บอาวุธประหลาดในมือแล้ว แค่กลับถือกระบอกไม้ออกมากระบอกหนึ่งเขาดึงเชือกที่ติดกับกระบอกไม้ออกแล้วปากระบอกไม้ใส่ริค กระบอกไม้นั้นอาจดูธรรมดาแต่ลางสังหารของริคบอกเขาว่าให้รีบหนี ปีกของริคกางออกแล้วถอยออกจากบริเวณนั้นทันที
เสี้ยววินาทีที่เขาถอยออกมากระบอกไม้ก็ตกลงพื้นตรงตำแหน่งที่เขาอยู่เมื่อครู่ก่อนจะเกิดระบิดขึ้นดัง ตูม! ริคหน้าซีดเขาไม่เคยได้ยินว่ามีอาวุธแบบนี้มาก่อน ไม่ต้องจุดไฟก็สามารถสร้างแรงระเบิดระดับนี้ได้ เขานึกถึงในวันนั้นที่เขาไปเอาของกับพวกกลุ่มโจรตามที่นัดไว้ แล้วพบว่าบริเวณนั้นมีร่องรอยการระเบิดแต่ไร้ซึ่งร่องรอยที่บ่งบอกว่ามีการใช้วทย์มนต์ในการระเบิด เขารู้สึกว่าเจ้าสิ่งนี้ดูจะเหนือระเบิดของพวกคนแคระที่เขาได้ยินมาเสียอีก
“ในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องข้าคงต้องใช้กำลังบังคับกันแล้วล่ะ” ริคที่เห็นว่าคงไม่สามารถเจรจากับอีกฝ่ายได้ก็กระพือปีกที่หลังใส่เออร์วินพลังลมมหาศาลพัดจนเขากระเด็นไปไปหลายเมตร จนเมื่อเขาตั้งหลักได้แหงนหน้ามองบนฟ้าก็พบอีกฝ่ายกางปีกลอยอยู่บนอากาศ ก่อนจะมีห่าฝนของอะไรสักอย่างลงมาใส่เขา เออร์วินไม่มีเวลาสนใจว่ามันคืออะไรเขารีบดีดตัวให้ถอยห่างจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว
ห่าฝนเหล่านั้นพุ่งลงมาใส่พื้นก็ให้เกิดเสียง ฉึก! ฉึก! ฉึก! ดังไปทั่วบริเวณ เออร์วินรู้สึกว่าเสียงของมันคล้ายกับการปักมีดลงบนผืนดินยังไงยังงั้น เออร์วินรีบชักปืนกล่องพริกไทยสองกระบอกจากตรงหน้าแล้วเล็งไปที่อีกฝ่าย ทว่าฝ่ายนั้นกลับบินหลบการเล็งของเออร์วินอย่างรวดเร็วจนเห็นเพียงแค่เงาบินวนไปมาพร้อมทั้งพูดว่า
“อาวุธนั่นดูจะอานุภาพเหนือกว่าที่พวกคนแคระใช้กันอีกนะ แต่ว่ามันก็เหมือนกันนั่นแหละ” พูดจบก็มีห่าฝนอีกชุดพุ่งลงมาใส่เออร์วิน
เขารีบพุ่งตัวหลบออกไปให้พ้นรัศมีอีกครั้งทำให้ห่าฝนเหล่านั้นพุ่งใส่พื้นดิน จนเมื่อตั้งหลักได้เขาก็รีบพุ่งตัวไปด้านข้างทันทีพร้อมกับมีอะไรบางอย่างพุ่งเฉี่ยวไหล่ขวาเขาไป เออร์วินไม่สนใจบาดแผลที่เกิดจากการถูกเฉี่ยวเขาเล็งปืนกล่องพริกไทยสองกระบอกไปที่อีกฝ่ายได้ยินเสียงอีกฝ่ายพูดว่า
“สุดท้ายอาวุธนั่นก็โจมตีเป็นเส้นตรงถ้าทำให้เจ้าเล็งไม่ได้แค่นั้นก็จบ” แล้วเขาก็บินหลบออกข้างอย่างรวดเร็วจนเห็นเพียงแค่เงา หลุดจากทิศทางปากกระบอกปืนของเออร์วิน ทว่าเขาไม่รู้เลยว่าใบหน้าภายใต้หน้ากากของเออร์วินกลับยังคงยิ้มไม่เปลี่ยนแปลง
ริคบินอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสามารถเล็งอาวุธใส่เขาได้ และทุกการโจมตีของริคก็มุ่งหวังแค่หยุดการเคลื่อนไหวของเออร์วินเท่านั้นเพราะตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการคือของที่อีกฝ่ายครอบครอง ส่วนชีวิตของอีกฝ่ายเขาก็ตั้งใจจะจบมันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ริคบินไปมาพร้อมกับสังเกตว่าอยู่ๆ อีกฝ่ายไม่ได้หันอาวุธไล่ตามเขา เมื่อริคหยุดบินแล้วมองอีกฝ่ายจากบนฟ้าอีกฝ่ายก็หันมาเล็งอาวุธใส่เขาทันที ปีกของริคพองออกก่อนจะมีห่าฝนมากมายพุ่งออกจากปีกใส่เป้าหมายที่อยู่บนพื้น
ใบหน้าภายใต้หน้ากากของเออร์วินยังคงยิ้มไม่เปลี่ยนแปลง เขารีบดีดตัวหลบห่าฝนที่ตกลงมาใส่เขาอีกครั้งเมื่อตั้งหลักได้พอเงยหน้ามองอีกฝ่ายก็พบว่ากลับมาบินอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เออร์วินยอมรับว่าคนๆ นี้มีหัวคิดอยู่บ้างทั้งที่สามารถพุ่งเข้ามาเล่นงานเขาได้แต่กลับไม่ทำเพราะรู้ว่าจะถูกบีบให้หลบอยู่หลังปีกของตนหากทำแบบนั้นหรืออาจถูกเขายิงแสกหน้าก็ได้ จึงได้ใช้วิธีบินหลบเพื่อไม่ให้เขาเล็งปืนใส่ได้แล้วหาจังหวะโจมตีด้วยห่าฝนนั่น ซึ่งเออร์วินก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้กะฆ่าเขาเพราะตราบใดที่เขายังมีของอีกฝ่ายต้องการเขาก็จะยังตายไม่ได้
เออร์วินเก็บปืนกล่องพริกไทยในมือซ้ายเข้าซองหนังที่หน้าอกก่อนจะใช้มือซ้ายประครองปืนในมือขวา แล้วตั้งปืนขึ้นส่วนสายตาก็คอยมองการบินของอีกฝ่าย สายตาภายใต้หน้ากากมองการบินอย่างเยือกเย็นก่อนจะหันปากกระบอกปืนแล้วลั่นไกอย่างรวดเร็ว สิ้นเสียงดัง ปัง! หนึ่งทีก่อนที่อีกฝ่ายจะร่วงลงสู่พื้นราวกับนกที่ร่วงหล่น
ริคที่ตอนนี้ลงไปนอนกับพื้นเขาไม่อยากจะเชื่อว่าเกิดอะไรขึ้น เขามองไปที่ท้องของตนพบว่ามีเลือดไหลออกมาเขารู้สึกไม่อยากเชื่อเพราะเขามั่นใจในความเร็วของตนระดับหนึ่ง
‘ได้ยังไงกัน มันยิงเราโดน’
ริคหันไปมองพบว่าอีกฝ่ายเล็งอาวุธมาที่เขาริคหน้าซีดทันทีเขารีบขยับปีกมาบังตัวเขาไว้ ก่อนจะมีเสียงตามมา ปัง! ปัง! แล้วทุกอย่างก็เงียบไปริคลองขยับปีกเปิดออกช้าๆ กลับพบว่าบริเวณนั้นนอกจากเขาก็ไม่เหลือใครแล้ว ริคฝืนยันกายลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับเอามือกุมท้องของตัวเองไว้ ริคหันไปมองทางทิศที่เอ็นวี่อยู่สำหรับตรงนั้นเขาไม่ห่วงเท่าไรนักเพราะเขามั่นใจว่าเอ็นวี่รับมือพวกนั้นไหว ริคสลายปีกที่ด้านหลังของตนแล้วหยิบโพชั่นออกมาดื่มจนเขาเริ่มมีสีหน้าที่ดีขึ้น
“อาวุธนั่นมันอะไรกันแล้วยังความแม่นยำนั่นอีก” ริคพูดพึมพำออกมาอย่างไม่เข้าใจแม้ว่าอีกฝ่ายจะหลุดรอดเงื้อมือเขาไปได้แต่ริคยังไม่ยอมแพ้ เขาดูจากทิศทางที่อีกฝ่ายมุ่งไปก็พอเดาได้ว่ากำลังมุ่งไปทางป้อมปราการแอสทราวิน และมีความเป็นได้สูงว่าศาสนจักรอาจจะได้ตัวไป ริคหยิบกระดาษออกมาแผ่นหนึ่งบนกระดาษแผ่นนั้นวาดเป็นรูปมังกรเขาถ่ายพลังเวทย์ลงบนกระดาษ ทันใดนั้นเปลวไฟสีฟ้าก็รุกไหม้บนกระดาษจนหมดเกลี้ยง
อีกด้านหนึ่ง
แกเร็ทเหวี่ยงขวานยักษ์ออกไปใส่หัวงูที่พุ่งเข้ามาทุกครั้งที่ทั้งสองปะทะกันจะเกิดแรงระบิดขึ้น ทั้งสองปะทะกันเช่นนี้หลายครั้งจนต้นไม้ในละแวกนี้พังทลายไปเป็นแถบจนพื้นที่กลายเป็นโล่งเตียน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไอ้หัวจิ้งเหลนนี่มันทนดีว่ะ”
แกเร็ทพูดขึ้นพลางเหวี่ยงขวานยักษ์ใส่งูที่เป็นแขนขวาของอีกฝ่าย แกเร็ทค้นพบปัญหาอย่างหนึ่งแล้วก็คือไม่ว่าขวานของเขาจะฟาดโดนส่วนไหนของงูล้วนแต่ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายได้แม้แต่เกร็ดเดียว เขาเคยลองเมินงูแล้วโจมตีไปที่ร่างของอีกฝ่ายโดยตรง แต่งูนี่ก็มักจะขัดขวางไม่ให้เขาทำอย่างนั้น แถมพิษของมันก็เป็นสิ่งที่ดูถูกไม่ได้ เอ็นวี่เพียงแค่แสยะยิ้มออกมาก่อนที่งูจะโยกตัวหลบขวานแล้วฉกใส่แกเร็ท ทว่าแกเร็ทกลับไหวตัวทันเขากระโดดถอยหลังหลบการฉกของงูไปได้อย่างฉิวเฉียด
เอ็นวี่ที่เห็นว่าได้โอกาสจะพุ่งเข้าไปเผด็จศึกแต่ลูกน้องคนหนึ่งของแกเร็ทก็ยิงธนูสกัดโดยที่ตอนเขายิงนั้นใช้ธนูเพียงแค่ดอกเดียว แต่เมื่อยิงออกไปกลายเป็นสิบดอก แต่เอ็นวี่ไม่สนใจเขาปล่อยให้ลูกธนูเหล่านั้นปะทะเข้ากับร่างก่อนจะกระเด็นออกไป ลูกน้องอีกคนของแกเร็ทก็ร่ายเวทย์ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่โผล่ขึ้นเหนือตัวเอ็นวี่ทำเอาเขาต้องหยุดมองด้วยความตกตะลึง เป็นครั้งแรกที่เขาเหงื่อตกตั้งแต่เริ่มสู้มา
“นี่มัน!” เอ็นวี่ตั้งใจจะหนีแต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับขาทั้งสองข้างก็ถูกแช่แข็งไปตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ ก้อนน้ำแข็งนั้นจะตกใส่ร่างของเขาดัง โคม! ไอเย็นมากมายจากก้อนน้ำแข็งแผ่กระจายเป็นวงกว้าง
ตลอดการการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายชายในชุดเกราะกับสตรีที่ถือไม้เท้ากลับเอาแต่ยืนมองอยู่เฉยๆ สตรีที่ถือไม้คทาถามขึ้นว่า
“เป็นยังไง?”
หญิงสาวคนที่ยืนด้านหลังทางขวาของเธอหยิบแผ่นจานโลหะขึ้นมาหนึ่งใบ บนตัวแผ่นจานโลหะถูกสลักไว้ด้วยตัวอักษรมากมาย หญิงสาวหยิบลูกแก้วออกมาวางบนจานแล้วร่ายคาถาเบาๆ ลูกแก้วในจานก็เริ่มกลิ้งไปมาก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ตัวอักษรตัวหนึ่ง หญิงสาวเพิ่มตามองอักษรตัวนั้นก่อนจะตอบว่า
“ยังมีชีวิตอยู่ค่ะ”
เมื่อได้ฟังดังนั้นสตรีที่ถือไม้คทาก็บ่นออกมาว่า
“ตายยากสมกับเป็นผู้ใช้เวทย์จำแลงอสูรเลยนะ” แล้วเธอก็ยิ้มออกมาว่า “แต่แบบนี้ก็ดีเงินรางวัลจะเป็นของพวกเรา”
ค่าหัว 25 เหรียญทองไม่ค่อยจะมีมาให้เห็นบ่อยๆ เงินรางวัลระดับนี้เพียงพอให้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปพักหนึ่งเลยทีเดียว และถ้าสามารถจัดการอีกคนที่บินหนีไปได้ล่ะก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ถ้าถามว่าค่าหัวที่สูงกว่านี้พอมีไหม คำตอบก็คือพอมีอยู่อย่างบอมบ้าที่พึ่งจบชีวิตไปอย่างปริศนาก็มีค่าหัวถึง 1 เหรียญทองคำขาวกับอีก 75 เหรียญทอง
สตรีที่ถือไม้คทาตะโกนไปว่า
“เฮ่ยไอ้โล้นมันยังไม่ตายเลยนะกระจอกจริงๆ แกเนี่ย”
แกเร็ทที่ได้ฟังก็ถลึงตาตอบใส่แต่ไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรก็ปรากฏงูขนาดใหญ่โผล่มาจากใต้ก้อนน้ำแข็งมาพันก้อนน้ำแข็งไว้ ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันเดาได้ว่างูตัวนี้คืออะไรและกำลังจะทำอะไรสรุปก็คืออีกฝ่ายยังไม่ตายตามที่สตรีที่ถือไม้คทาบอก แกเร็ทรีบสั่งลูกน้องของตนทันที
“รีบฆ่ามันก่อนที่มันจะออกมาได้”
พูดจบเขาก็กระโจนเข้าใส่พร้อมกับเงื้อขวานยักษ์แล้วฟาดไปที่งูตัวนั้น จนเกิดแรงระเบิดขึ้นอีกครั้ง ลูกน้องคนหนึ่งพาดลูกธนูหลายดอกแล้วกับคันธนู แล้วยิงออกไปลูกธนูเหล่านั้นหลอมรวมกลายเป็นลูกธนูยักษ์พุ่งเข้าใส่งูตัวนั้น ผลคือลูกธนูยักษณ์แหลกเป็นเสี่ยงๆ ลูกน้องอีกคนก็ร่ายคาถาปรากฏเป็นวงแหวนเวทย์มนต์ขึ้นบนอากาศ แล้วก็มีกระสุนน้ำแข็งพุ่งออกมาจากวงแหวนเวทย์มนต์เข้าใส่งูตัวนั้นไม่หยุด ในขณะที่ลูกน้องคนสุดท้ายของแกเร็ทกลับตั้งท่าคล้ายรออะไรสักอย่าง
แม้จะโดนรุมโจมตีไปขนาดนี้แต่งูตัวนั้นกลับแทบจะไม่ะทกสะท้านแม้ว่าตามเกร็ดต่างจะเผยร่องรอยความเสียหายบ้างก็ตาม ในขณะที่สตรีที่ถือไม้คทากับคนในชุดเกราะก็เอาแต่ยืนมองอยู่เฉยๆ ไม่มีท่าทีจะยื่นมิเข้าไปช่วยแต่อย่างใด ก้อนน้ำแข็งที่งูตัวนั้นรัดเริ่มเกิดรอยร้าวขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็แหลกเป็นผุยผง
แกเร็ทที่เห็นว่าไม่สำเร็จจึงร้อง “ชิ” ออกมาอย่างไม่พอใจ เขารีบกระโจนถอยหลังมาอยู่กับพวกพ้องทันที ท่ามกลางเศษซากน้ำแข็งซึ่งกระจัดกระจายตามพื้นเอ็นวี่ที่เนื้อตัวมอมแมมลุกขึ้นมา ตอนนี้แขนทั้งสองข้างของเขากลายเป็นงูไปแล้วมือขวาเป็นงูที่ดูเรียวยาวซึ่งเป็นลักษณะของงูพิษ ส่วนข้างซ้ายกลับเป็นงูที่ดูใหญ่โตเป็นลักษณะของงูใหญ่ นัยน์ตาของเอ็นวี่ยามนี้ไม่คล้ายกับนัยน์ตาของมนุษย์แต่คล้ายกลับอสรพิษมากกว่า เอ็นวี่จ้องมองแกเร็ทก่อนจะแสยะยิ้มให้แล้วพูดว่า
“เล่นกันซะแสบเลยนะ”
เขาพุ่งเข้าหาแกเร็ทที่ฟาดงูใหญ่ที่แต่เดิมเป็นแขนซ้ายใส่อีกฝ่าย แกเร็ทก็ไม่มีท่าทีหวาดกลัวเขาฟาดขวานใส่งูใหญ่ ผลคือทันที่ที่ทั้งสองปะทะกันก็เกิดแรงระเบิดขึ้นพร้อมกับแกเร็ทจะกระเด็นกลับหลัง เขาประเมินแรงฟาดของอีกฝ่ายต่ำไปตอนนี้แกเร็ทรู้สึกชาไปทั้งแขนขวา ส่วนขวานยักษ์ของเขานั้นก็ปลิวหลุดมือของเขาไปก่อนจะตกลงในที่ไม่ไกลนัก งูพิษที่แต่เดิมไปแขนซ้ายก็จะทำการพ่นพิษใส่จากระยะไกล แต่กลับมากำแพงน้ำแข็งโผล่มาบังแกเร็ทไว้อย่างหวุดหวิดทำให้พิษเข้าไม่ถึงตัวเขา เอ็นวี่ก็ไม่รอช้าฟาดแขนซ้ายที่กลายเป็นงูใหญ่ใส่แกเร็ทกะทำลายทั้งแกเร็ทและกำแพงน้ำแข็งไปพร้อมกัน ทว่าสิ่งที่งูใหญ่ฟาดลงไปกลับเป็นบาเรียที่ครอบร่างกายของแกเร็ทกับลูกน้องทั้งสามไว้ ซึ่งคนที่สร้างบาเรียก็คือลูกน้องคนที่ยืนเฉยมาโดยตลอดนั่นเอง
เอ็นวี่ที่เห็นว่าการโจมตีของตนไม่ประสบผลก็ไม่ได้แสดงท่าทีเสียดายอะไรเขากลับยิ้มทั้งยังพูดว่า
“ตายยากจังนะเหมือนแมลงสาบไม่มีผิด”
เอ็นวี่ฟาดงูใหญ่ไปที่บาเรียหนึ่งที หนึ่งที หนึ่งที แล้วก็ฟาดต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดบาเรียก็เกิดรอยร้าว ลูกน้องของแกเร็ทพยายามซ่อมแซมบาเรีย ในขณะที่อีกสองคนก็พยายามโจมตีเอ็นวี่จากในบาเรีย ทั้งร่ายเวทย์กระสุนน้ำแข็งหรือยิงธนูใส่ซึ่งมันก็ทำได้อย่างมากแค่ทำให้เอ็นวี่เสียหลักเล็กน้อยเท่านั้นแถมยังไม่สามารถสร้างบาดแผลให้เอ็นวี่เลยแม้แต่น้อย และความเร็วในการซ่อมแซมบาเรียยังไม่สัมพันธ์กับความเสียหายที่เอ็นวี่สร้างขึ้นในแต่ละครั้งที่เขาฟาด ลงจนในที่รอยร้าวก็เริ่มกระจายไปทั่วบาเรีย แกเร็ทที่ตอนนี้รู้แล้วว่าบาเรียคงยื้อไว้ได้อีกไม่นาน แต่แววตาของเขาก็ยังคงไม่มีท่าทีหวาดกลัว เขาลุกขึ้นมานั่งชันเข่าถ้าสังเกตที่มือขวาของเขาตอนนี้จะพบว่าผิวหนังของเขาเหมือนจะกลายเป็นสิ่งที่หลอมมาจากเหล็ก
จนในที่สุดเอ็นวี่ก็ฟาดงูใหญ่ลงบนบาเรียที่เต็มไปด้วยรอยร้าวซึ่งมันก็เกินกว่าจะรับไหวจนในที่สุดบาเรียก็แหลกเป็นเสี่ยงๆ ลูกน้องของแกเร็ทที่ร่ายเวทย์บาเรียทรุดลงกับพื้นทันทีเอ็นวี่ที่เห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมา
“ฮ่าฮ่าฮ่า ในเมื่อไม่มีอะไรคุ้มกะลาหัวแล้วดูสิว่าพวกแกจะเอาตัวรอดยังไงไอ้พวกแมลงสาบ”
พูดจบเอ็นวี่ก็เตรียมปิดฉากโดยการฟาดงูใหญ่ใส่พวกแกเร็ทโดยเน้นไปที่ตัวแกเร็ทเป็นหลัก ลูกน้องทั้งสองคนของเขาต่างร่ายเวทย์น้ำแข็งและยิงธนูใส่เอ็นวี่อย่างบ้าครั่ง ทว่าตัวแกเร็ทที่เป็นหัวหน้านั้นกลับเพียงแค่แสยะยิ้มออกมา