กระบี่ฟ้าสังหาร

    กระบี่ฟ้าสังหาร ตอนที่ 57 : หนานหลิงหลง

    “ ช่างประจวบเหมาะยิ่งนัก “ เขาเอ่ย

     

    “ ข้ากำลังขัดสนเงินทองอยู่พอดี หากนำตัวเจ้าไปให้กับตระกูลเถียน ข้าก็จะมีเงินทองไปปรนเปรอแม่นางฟ่ง “ เขาเอ่ย

     

    “ เจ้าคิดให้ดี “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ ข้าคิดดีแล้ว “ เขาเอ่ยแลฉีกยิ้มจนหน้าบาน

     

    “ เช่นนั้นแล้วก็มิมีสิ่งใดต้องพูดกัน “ ชิงหยางเอ่ย

     

    ชิงหยางมองยังเหล่าศิษย์ที่มาทั้งห้า “ วาบ “ ดวงตาของเขาเปล่งแสงสีขาวสว่างวาบ

     

    “ อ่อค “ พวกมันทั้งห้าพลันกระอักโลหิตออก

     

    “ ตุบ “ ร่างของพวกมันทรุดฮวบลงยังพื้นแน่นิ่งในทันใด

     

    “ เจ้าฆ่าพวกมันรึ “ หนานชี่หลงเอ่ย

     

    “ ข้าเพียงผนึกวิญญาณ หากมันจะตายก็คงตายเพราะถูกสัตว์อสูรกัดแทะ “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ ไป “ ชิงหยางเอ่ยแลทะยานร่างออกจากถ้ำอย่างรวดเร็ว

     

    “ ชิงหยาง เหตุใดขั้นฝึกของเจ้าจึงลดลง “ นางเอ่ยถาม

     

    “ เรื่องมันยาว ไว้ข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ อืม “ นางพนักหน้าช้าๆ

     

    “ เจ้าฝึกกระบี่เจ็ดดาราเป็นเช่นใดบ้าง “ ชิงหยางเอ่ยถาม

     

    “ ก็ดี เวลานี้ข้าฝึกขั้นพื้นฐานของกระบี่เจ็ดดาราสำเร็จแล้ว แลกำลังเริ่มฝึกขั้นแรกของกระบี่เจ็ดดารา “ นางเอ่ย

     

    “ อืม “ ชิงหยางพยักหน้า

     

    เขาครุ่นคิดว่านางนั้นเก่งกาจยิ่งเพราะนางมิมีอาจารย์คอยสอนสั่งแต่นางกลับสามารถฝึกฝนพื้นฐานของกระบี่เจ็ดดาราได้ ความสามารถเช่นนี้หากมิได้รับการเลี้ยงดูจากสำนักคงเสียหายใหญ่หลวง

     

    ชิงหยางรั้งกายไว้ แลมองยังหุบเหว

     

    “ มีสิ่งใดรึ “ หนานชี่หลงเอ่ยถาม

     

    “ ข้ารู้แปลกๆกับหุบเหวนี้ “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ ไปดูก็สิ้นเรื่อง “ หนานชี่หลงเอ่ย

     

    ดวงตาหงส์ของนางเปล่งประกายวาววับ

     

    เด็กหนุ่มมองแล้วอมยิ้ม

     

    “ เจ้า “ นางแค่นเสียงใสพร้อมกับถลึงตาใส่เขา

     

    “ ไป ไป ไป “ เด็กหนุ่มเอ่ยแลทะยานร่างไปอย่างรวดเร็ว

     

    เมื่อมาถึงเขาชะโงกหน้ามองลงไป ร่างของเขาพลันสะท้าน

     

    “ น่ากลัวยิ่ง “ เด็กหนุ่มพึมพำ

     

    “ มันลึกยิ่งนัก “ หนานชี่หลงเอ่ย

     

    “ วิ้ว “ พลันมีลมกรรโชกแรงพวยพุ่งขึ้นมาจากหุบเหว

     

    ทั้งสองเร่งเหยียดร่างถอยห่าง แต่ก็มิได้เร็วพอที่จะหนีจากลมกรรโชก

     

    ฉับพลันลมกรรโชกม้วนกลับหอบเอาร่างของทั้งสองลงสู่หุบเหวลึก

     

    “ อ้ากก “ ชิงหยางร้องตะโกนลั่น

     

    “ ชิงหยาง ช่วยข้าด้วย “ หนานชี่หลงร้องออกมา

     

    เด็กหนุ่มวาดมือนำร่างของนางเข้ามาแลกอดไว้แน่น นางพลันใบหน้าแดงระเรื่อเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของเขา หัวใจดวงน้อยของนางพลันเต้นระรัว นางมองยังใบหน้าครึ่งซีกของเขาแลอมยิ้มที่มุมปาก

     

    มิถึงครึ่งก้านธูปลมกรรโชกได้นำทั้งสองมายังถ้ำแห่งหนึ่งกลางหน้าผา

     

    ชิงหยางกวาดตามองทั่วถ้ำ เขาพบเพียงโขดหินที่ผิวหน้าเรียบเนียน เขาโอบกระชับอ้อมกอดแน่นแลเดินเข้าหาโขดหิน

     

    หนานชี่หลงมองยังโขดหิน นางให้สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ใดกันมาฝึกฝนอยู่ที่นี่ เพราะบรรยากาศของหุบเหวนี้มิน่าฝึกฝนเอาเสียเลย

     

    ทั้งสองมองยังโขดหินด้วยสายตาที่ว่างเปล่าทั้งยังกอดกันกลม จนในที่สุดหนานชี่หลงนางรู้สึกเจ็บที่หน้าอกของตน

     

    “ เจ้าจะกอดข้าอีกนานเพียงใด “ นางเอ่ย น้ำเสียงที่แผ่วเบานั้นมันเต็มไปด้วยความเขินอาย

     

    “ ข้าจะกอดเจ้าจนวันตาย “ ชิงหยางพึมพำ

     

    “ ห๊ะ “ นางร้องออก

     

    “ เมื่อครู่เจ้าว่าสิ่งใดนะข้าได้ยินมิชัด “ นางเอ่ยถาม เพราะนางรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมันสำคัญยิ่ง

     

    “ ไม่มีอะไร “ เขาเอ่ย แลคลายอ้อมกอดของเขา

     

    “ ฮื่อห์ “ นางถอนหายใจออกบางเบา

     

    ชิงหยางเดินวนรอบโขดหิน เมื่อครบอบแล้ว เขาได้ตัดสินใจนั่งลงยังโขดหิน

     

    “ วิ้ง “ พลันโขดหินเปล่งแสงเซียนสว่างไสว รัศมีแสงเซียนพร่างพร่ายพริ้มเพราทั่วโพรงถ้ำ

     

    ร่างของเขาพลันสะท้านเหงื่อกาฬไหลหลั่งอาบย้อมทั่วกายา รัศมีเซียนที่ล่องลอยหมุนวนทั่วร่างพลันไหลเวียนเข้าสู่กายาของเขา

     

    หนานชี่หลงเบิกตากว้างมองยังเด็กหนุ่มอย่างโง่งม นางมิอาจรู้ได้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับเขาในเวลานี้

     

    แสงเซียนที่นางเห็นนั้นมันคือสิ่งใดกันแน่ ทั้งเหตุใดจึงเข้าสู่ร่างกายของเขาได้ นางยิ่งคิดก็ยิ่งงุนงงสงสัย

     

    เวลาไหลผ่านไปนานนับวัน

     

    “ ตูมมม “ ปราณพลังระเบิดออกจากร่างของเด็กหนุ่มอย่างรุนแรง

     

    หนานชี่หลงร้องลั่นเมื่อถูกปราณพลังของเขาซัดเข้าเต็มอก ร่างของนางลอยละลิ่วจวนเจียนร่วงหล่นลงยังก้นเหว

     

    ชิงหยางวาดมือออกคว้าเอวบางของนางแลดึงเข้าหาตัว

     

    “ ตุบ “ นางเมื่อถูกดึงเข้ามาพลันนั่งทับยังตักของเขา

     

    “ เจ้า จะล่วงเกินข้าไปถึงไหน “ นางเอ่ย แต่เสียงของนางนั้นแผ่วเบายิ่งนัก คล้ายกับว่านางมิอยากจะต่อว่าเขา

     

    “ อยู่เฉยๆ “ ชิงหยางเอ่ย

     

    นางพลันคิ้วขมวดแลหันมองยังเด็กหนุ่ม

     

    “ วิ้ง “ แสงเซียนพลันเปล่งประกายขึ้นอีกครา

     

    “ อ๊า “ นางร้องออกมาเมื่อถูกแสงเซียนแทรกซึมเข้าสู่กายาของนาง

     

    ร่างบางพลันสะท้าน เมื่อเลือดลมทั่วร่างเดือดพล่าน ปราณพลังไหลเวียนทั่วกายา

     

    “ อย่าเพิ่งข้ามพันธนาการ “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ สะกดมันไว้ก่อน “ เขาเอ่ย

     

    “ อึ้ม “ นางพยักหน้า

     

    แสงเซียนมากมายพลันไหลหลั่งโอบล้อมทั้งสองกายามองแล้วคล้ายกับรังไหมดักแด้

     

    ในห้วงจิตของเด็กหนุ่ม เขากำลังเพ่งมองยังอักษรมากมายที่ล่องลอยเวียนทั่วห้วงจิต เขาพยายามที่จะจัดเรียงตัวอักษรต่างๆ แต่ก็มิเป็นผลเพราะว่ามันมีจำนวนมากมายยิ่ง

     

    “ เวลานี้ได้มาเพียงสิ่งเดียวก็คือเพลงกระบี่นพเก้า “ ชิงหยางพูดในใจ

     

    “ มันมีอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรงยิ่ง แต่ก็สิ้นเปลืองพลังงานยิ่ง “ เขาพูดในใจ

     

    “ ทั้งมิใช่เพลงกระบี่ของยุคสมัยนี้ มันเป็นเพลงกระบี่โบราณที่เก่าแก่ยิ่งนัก “ เขาพูดในใจ

     

    “ ไว้กลับไปที่ถ้ำแลลองถามตาแก่หวงตี้ดู “ เขาพูดในใจ

     

    เด็กหนุ่มเปิดเปลือกตาขึ้นแลมองยังร่างบางที่กำลังซึมซับเอาพลังเซียนเข้าไป เขาพยักหน้าช้าๆ แลโอบกอดร่างของนางจากด้านหลัง

     

    หนานชี่หลงสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็มิได้เอ่ยวาจาใด เสมือนว่านางคุ้นชินกับการกระทำของเขาแล้ว ทั้งนางยังเขยิบถอยใช้แผ่นหลังอิงแอบกับอกแกร่งของเขา สองมือของนางเลื่อนลงวางบนสองมือของเขา

     

    ในใจของชิงหยางเวลานี้มันให้อบอุ่นเหลือหลาย มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบอกแก่ผู้ใดได้ มันเป็นความรู้สึกที่เขามิเคยมี มันเป็นความรู้สึกที่เขามิเคยได้รับมาจากที่ใดรึผู้ใด

     

    “ ความรู้สึกเช่นนี้เรียกว่าเช่นใด “ เขาพึมพำ

     

    “ เจ้าก็รู้สึกเช่นเดียวกับข้าเช่นนั้นรึ “ นางเอ่ยออกมา

     

    “ มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นยิ่ง ทั้งความรู้สึกเช่นนี้มันบอกให้ข้ากอดเจ้าไว้ แลปกป้องเจ้า “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ อึ้ม “ นางพยักหน้า

     

    “ ความรู้สึกของเจ้าเล่าเป็นเช่นใด “ เขาเอ่ยถาม

     

    “ ข้ามิรู้ ข้ารู้เพียงอยากอยู่ใกล้ชิดกับเจ้าตลอดเวลา “ นางเอ่ยออกมา พร้อมกับก้มหน้ามองต่ำ

     

    ใบหน้าเนียนใสของนางพลันแดงระเรื่อ เมื่อคิดว่าหากได้อยู่กับเขาเช่นนี้จนวันตายคงดี

     

    “ ชี่หลง “ ชิงหยางเอ่ย

     

    น้ำเสียงของเขานั้นมันเต็มไปด้วยความอบอุ่น ทำเอาหัวใจดวงน้อยๆของนางพองโต

     

    “ ต่อไปอย่างเรียกข้าว่าชี่หลง “ นางเอ่ย

     

    “ แล้วให้เรียกเจ้าว่าเช่นใด “ เขาเอ่ย

     

    “ เรียกข้าว่าหลิงหลง “ นางเอ่ย

     

    “ หนานหลิงหลงรึ “ เขาเอ่ย

     

    “ อึ้ม “ นางพยักหน้า

     

    “ ชิงหยาง เจ้ามีความสุขรึไม่ที่ได้อยู่กับข้าเช่นนี้ “ นางเอ่ยถาม

     

    “ แน่นอน ข้ามีความสุขยิ่ง “ เขาเอ่ยแลกระชับกอดแน่น

     

    “ ข้าก็มีความสุขเช่นกัน “ นางเอ่ยออกมา

     

    “ ข้าว่าเมื่อออกจากที่นี่ ข้าจะกลับไปยังตระกูลสักครา เพื่อดูท่านพ่อ “ นางเอ่ย

     

    “ เช่นนั้นแล้วข้าจะไปกับเจ้า “ เขาเอ่ย

     

    “ จริงรึ “ นางร้องออก พร้อมกับผินกายกลับ

     

    สองแขนของนางคล้องยังคอของเขาอย่างลืมตัว สองตาหงส์มองจ้องใบหน้าหล่อของเขา

     

    “ แน่นอน เจ้าไปที่ใด ข้าก็จะไปที่นั่น “ ชิงหยางเอ่ย

     

    “ อึ้ม “ นางพยักหน้า

     

    “ ดียิ่งนัก “ นางเอ่ยออกมา แต่น้ำเสียงของนางฟังแล้วแปลกๆสำหรับเด็กหนุ่ม

     

    เขามองยังมวยผมที่เกล้าขึ้นสูงแลใช้ปิ่นไม้ไผ่เสียบไว้ มือซนของเขาเลื่อนเข้าดึงปิ่นปักผมออ ก ผมยาวสลวยของนางพลันหลุดลุ่ยคลอเคลียทั่วแผ่นหลัง

     

    “ หลิงหลงเจ้าช่างงามล้ำยิ่งนัก “ ชิงหยางเอ่ย

     

    เขาโน้มใบหน้าเข้าหาใบหน้าของนาง แลประทับจูบยังปากสวยของนาง

     

    “ อื้อ “ นางร้องออกมาเมื่อถูกจู่โจมอย่างรวดเร็ว