ลิขิตฟ้าปราบมาร

    บทที่ 41 : จากศิษย์สายนอกสู่ศิษย์สายใน

            เหวินซานที่กำลังก้มหน้าก้มตาเขียนบันทึกอยู่ชะงักมือลง แล้วเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง "ผู้ใดกัน?"

            เสียงจากเบื้องนอกประตูส่งคำตอบกลับมาทันควัน "ศิษย์น้องเหวิน ผู้อาวุโสหอภารกิจให้ข้ามาแจ้งว่าโทษกักบริเวณของเจ้าสิ้นสุดแล้ว"

            ยังไม่ทันที่เขาจะได้ขยับตัวลุกขึ้นยืน เสียงจากภายนอกก็ดังแทรกขึ้นมาอีกประโยค "ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง"

            "รองเจ้าสำนักมีคำสั่ง ให้เจ้าไปเข้าพบที่ตำหนักใหญ่เดี๋ยวนี้"

            มือที่วางอยู่บนโต๊ะของเหวินซานชะงักค้างไปวูบหนึ่ง "รองเจ้าสำนักงั้นหรือ?"

            เหวินซานไม่ได้ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านรบกวนจิตใจ เขาเก็บสมุดเข้าสู่มิติ ก่อนก้าวออกจากเรือนพักเป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดวัน

            เมื่อมาถึงตำหนักใหญ่ เขาก็พบว่าภายในมีเหล่าผู้อาวุโสหลายท่านมารวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว

            เด็กหนุ่มเดินเข้าไปหยุดกลางตำหนัก ก่อนประสานมือคารวะ "ศิษย์เหวินซาน คารวะรองเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสขอรับ"

            รองเจ้าสำนักซึ่งนั่งอยู่เบื้องบนไม่ได้ตอบในทันที เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก่อนทอดสายตามายังเด็กหนุ่มเบื้องล่าง "เรื่องที่เกิดขึ้นในหุบเขาหมื่นพิษ ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา สำนักได้ตรวจสอบจากคำให้การของซูอวิ๋นเหอแล้ว "

            เหวินซานชะงักเล็กน้อย ก่อนนึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ "เรียนรองเจ้าสำนัก ศิษย์เองก็มีของบางอย่างต้องการมอบให้สำนักตรวจสอบขอรับ" กล่าวจบ เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ก่อนหยิบป้ายโลหะสีดำขนาดเท่าฝ่ามือออกมา

            ทันทีที่ป้ายโลหะปรากฏขึ้น สายตาของผู้อาวุโสหลายคนก็หันมาจับจ้องพร้อมกัน รองเจ้าสำนักยกมือขึ้น ป้ายโลหะในมือของเหวินซานพลันลอยขึ้น ก่อนพุ่งตรงไปหยุดอยู่เหนือฝ่ามือของเขา

            เดิมทีสีหน้าของรองเจ้าสำนักยังคงสงบนิ่ง แต่เมื่อพลิกป้ายด้านหน้าและเห็นลวดลายประตูโบราณที่เปิดออกเพียงครึ่งเดียว แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปทันที "นี่มัน..."

            ผู้อาวุโสผู้หนึ่งลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง "ตราประตูสวรรค์?!"

            เพียงสี่คำนี้หลุดออกมา บรรยากาศทั่วทั้งตำหนักก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผู้อาวุโสที่ก่อนหน้านี้ยังนั่งสงบนิ่งต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น บางคนถึงกับปลดปล่อยกลิ่นอายพลังออกมาโดยไม่รู้ตัว จนแรงกดดันหนักอึ้งแผ่ปกคลุมไปทั่วตำหนัก

            รองเจ้าสำนักพลิกป้ายกลับด้าน อักษรคำว่า "เจ็ด" ที่สลักอยู่ด้านหลังปรากฏแก่สายตาสีหน้าของเขายิ่งเคร่งขรึมกว่าเดิม "เจ้าได้สิ่งนี้มาจากที่ใด?"

            เหวินซานประสานมือ "จากร่างของหัวหน้ากลุ่มชายชุดดำที่ตามล่าศิษย์พี่ซูขอรับ"

            "แน่ใจหรือ?"

            "ขอรับ" ความเงียบเข้าปกคลุมตำหนักอยู่หลายลมหายใจ

            ผู้อาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยเสียงต่ำ "พวกมันกล้าปรากฏตัวใกล้อาณาเขตของสำนักเราแล้วหรือ..."

            อีกคนส่ายหน้า สีหน้าไม่น่าดูนัก "หากเพียงปรากฏตัวก็คงไม่เท่าไร แต่คนของพวกมันถึงกับตามล่าศิษย์ชั้นในของเราเพื่อแย่งชิงตำรา เรื่องนี้เกรงว่าจะไม่ธรรมดาแล้ว"

            รองเจ้าสำนักไม่ได้กล่าวสิ่งใด เขาจ้องป้ายโลหะในมืออยู่นาน ก่อนกำมันเอาไว้

            "เรื่องของลัทธิประตูสวรรค์ สำนักจะเป็นผู้ตรวจสอบต่อเอง" จากนั้นเขาจึงเงยหน้าขึ้นมองเหวินซาน "ส่วนเจ้า... การนำหลักฐานชิ้นนี้กลับมา นับเป็นความชอบอีกประการหนึ่ง"

            เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ "รวมกับการเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือศิษย์ร่วมสำนัก และการพาซูอวิ๋นเหอกลับมาได้อย่างปลอดภัย" สายตาของรองเจ้าสำนักจับอยู่บนร่างเด็กหนุ่ม "ความชอบที่เจ้าสร้างขึ้นในครั้งนี้ ไม่น้อยเลยจริง ๆ"

            "บทลงโทษในความผิดฐานแอบลอบหลบหนีออกจากสำนักโดยพลการ..." รองเจ้าสำนักหรี่ตามองตรงมายังร่างของเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก "ในตอนนี้ เจ้าก็ได้ชดใช้จนครบถ้วนแล้ว"

            เหวินซานยกมือขึ้นประสานคารวะรับคำสั่ง "ขอรับ"

            สิ้นเสียงรับคำ รองเจ้าสำนักจึงเอื้อมมือหนาไปหยิบป้ายหยกสีขาวบริสุทธิ์แผ่นหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะด้านข้างกาย

            “ตามกฎของสำนัก การเลื่อนจากศิษย์สายนอกขึ้นเป็นศิษย์ชั้นใน จำเป็นต้องผ่านการประเมินหลายด้าน ทั้งระดับการบ่มเพาะ ผลงานที่สร้างให้แก่สำนัก รวมถึงการทดสอบตามที่กำหนด” เขาหยุดเล็กน้อย “หากพิจารณาเฉพาะระดับการบ่มเพาะ เจ้ายังไม่ถึงเกณฑ์ของศิษย์ชั้นใน”

            เหวินซานไม่ได้กล่าวอะไร เพียงยืนนิ่งฟังอยู่เบื้องล่าง “แต่สำนักโอสถจันทราไม่เคยใช้ระดับการบ่มเพาะเพียงอย่างเดียวมาตัดสินศิษย์”

            น้ำเสียงของรองเจ้าสำนักจริงจังขึ้นเล็กน้อย “เจ้าหลอมโอสถระดับสองได้สำเร็จ ช่วยชีวิตศิษย์ร่วมสำนัก และยังนำเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับลัทธิประตูสวรรค์กลับมา ผลงานเหล่านี้เพียงพอที่จะพิสูจน์ทั้งความสามารถและคุณสมบัติของเจ้า”

            เขากวาดตามองเหล่าผู้อาวุโสภายในตำหนัก ก่อนหันกลับมาหาเหวินซาน “ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ข้าและเหล่าผู้อาวุโสได้หารือเรื่องนี้กันแล้ว และไม่มีผู้ใดคัดค้าน”

            รองเจ้าสำนักยกป้ายหยกขึ้น “ดังนั้น ข้าขอประกาศ” เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วตำหนัก “นับตั้งแต่วันนี้ เหวินซานได้รับการเลื่อนขึ้นเป็นศิษย์ชั้นในของสำนักโอสถจันทราอย่างเป็นทางการ”

            เหวินซานนิ่งงันไปชั่วขณะ เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะได้รับการเลื่อนเป็นศิษย์ชั้นในเร็วถึงเพียงนี้

            รองเจ้าสำนักสะบัดข้อมือเบา ๆ คล้ายปัดเป่าสายลม ป้ายหยกสีขาวบริสุทธิ์พุ่งแหวกแหวกผ่านอากาศลอยตรงเข้ามาหาเหวินซาน

            เด็กหนุ่มพอได้สติรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นรองรับมันเอาไว้

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกตื่นเต้นที่เอ่อล้นอยู่ในอก ก่อนจะประสานมือคารวะโค้งตัวลงต่ำด้วยความเคารพ "ศิษย์... ขอบคุณรองเจ้าสำนักขอรับ!"

            รองเจ้าสำนักพยักศีรษะรับเบา ๆ แววตาสะท้อนประกายความคาดหวัง เขาโบกมือเบา ๆ "ลุกขึ้นเถิด" จากนั้นเขาหันไปมองผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ทั้งสองฝั่ง ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ตามธรรมเนียมของสำนัก... เมื่อศิษย์ได้รับการเลื่อนเป็นศิษย์ชั้นใน ย่อมมีสิทธิ์เลือกฝากตัวเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโส" สิ้นคำ บรรยากาศภายในตำหนักก็เปลี่ยนไปทันที สายตาของผู้อาวุโสหลายคนเริ่มจับจ้องมายังเหวินซาน ต่างคนต่างประเมินเด็กหนุ่มอยู่ในใจ

            ผู้อาวุโสผู้หนึ่งหัวเราะเบา ๆ “พื้นฐานด้านสมุนไพรของเด็กคนนี้ไม่เลว ทั้งยังมีความละเอียดรอบคอบ หากมาอยู่ใต้การดูแลของข้า อีกไม่กี่ปีย่อมมีความก้าวหน้าไม่น้อย”

            ขณะนั้นเอง ชายชราร่างผอมผู้หนึ่งลูบเคราเบา ๆ ก่อนเอ่ยขึ้น “เจ้าจะรีบตัดสินไปไย”

            ผู้อาวุโสอีกคนกล่าวแทรกขึ้น “ในหุบเขาหมื่นพิษ เขาเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันได้หลายครั้ง จิตใจมั่นคงและรู้จักพลิกแพลง คุณสมบัติเช่นนี้เหมาะกับสายของข้ามากกว่า”

            “พวกเจ้ามองข้ามสิ่งสำคัญไปหรือไม่?” ชายชราร่างผอมที่นั่งอยู่อีกด้านพลันเอ่ยขึ้น เขาเหลือบมองเหวินซานด้วยแววตาสนใจ

            “ข้าได้ยินว่าเด็กคนนี้รู้จักใช้พิษในการต่อสู้ หากยอมมาเป็นศิษย์ของข้า ข้ารับรองว่าไม่เกินสามปี วิชาพิษของเขาจะไม่ด้อยไปกว่าศิษย์สายในคนอื่น”

            เพียงไม่นาน บรรยากาศภายในตำหนักที่เคยเคร่งขรึมก็เปลี่ยนไป เหล่าผู้อาวุโสหลายคนเริ่มแสดงความสนใจในตัวเหวินซานอย่างเปิดเผย

            แต่กลับมีอยู่เพียงคนเดียวที่ยังไม่เอ่ยอะไร

            กู้หยวนชิง

            ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ เขายังคงนั่งอยู่ในที่ของตนอย่างสงบ ราวกับเรื่องที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเลย

            รองเจ้าสำนักเห็นดังนั้นก็อดเอ่ยขึ้นไม่ได้ “ศิษย์พี่กู้ เด็กคนนี้อยู่กับท่านมาตั้งแต่ยังเป็นศิษย์รับใช้ บัดนี้มีคนคิดจะแย่งตัวไปต่อหน้าต่อตา ท่านยังนั่งเฉยได้อีกหรือ?”

            คราวนี้กู้หยวนชิงจึงวางถ้วยชาในมือลง เขากวาดตามองเหล่าผู้อาวุโสรอบด้าน ก่อนสายตาจะมาหยุดอยู่ที่เหวินซาน “พวกเจ้าชอบเขา ก็เสนอเงื่อนไขของพวกเจ้าไป” คำตอบนั้นทำให้หลายคนชะงัก กู้หยวนชิงจึงกล่าวต่อด้วยท่าทีไม่เร่งร้อน “เลือกอาจารย์เป็นเรื่องของเขา เหตุใดข้าต้องตัดสินใจแทน?”

            รองเจ้าสำนักมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นคล้ายเข้าใจอะไรบางอย่าง “ดูท่า... ศิษย์พี่กู้จะมั่นใจไม่น้อย”

            กู้หยวนชิงไม่ได้ตอบ เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้ง แต่คราวนี้ รอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากกลับไม่อาจรอดพ้นสายตาของคนในตำหนักไปได้

            รองเจ้าสำนักพยักหน้า ก่อนหันมองเหวินซาน "เหวินซาน เจ้าคิดจะฝากตัวเป็นศิษย์ของผู้ใด"

            เหวินซานไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว ก่อนคุกเข่าลงตรงหน้ากู้หยวนชิง ประสานมือคารวะ "ผู้อาวุโสกู้ ตั้งแต่ที่ข้าเข้ามาในสำนัก ท่านสอนศิษย์เรื่องสมุนไพร สอนการหลอมโอสถ ช่วยศิษย์มาหลายครั้ง พระคุณของท่าน ศิษย์จดจำมาตลอด" เขาก้มศีรษะลงจนหน้าผากแตะพื้น ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "หากผู้อาวุโสไม่รังเกียจ ศิษย์เหวินซานขอฝากตัวเป็นศิษย์สายตรงของท่าน"

            ภายในตำหนักเงียบไปชั่วขณะ

            ก่อนเสียงถอนหายใจด้วยความเสียดายจะดังขึ้นจากด้านหนึ่ง “เฮ้อ... ช้าไปก้าวเดียวจริง ๆ”

            ผู้อาวุโสอีกคนส่ายหน้า “ช้าไปก้าวเดียวที่ใดกัน ดูจากท่าทางของเด็กนั่น ต่อให้เจ้าเอาสมุนไพรระดับห้ามากองตรงหน้า เขาก็คงเลือกศิษย์พี่กู้อยู่ดี”

            “น่าเสียดาย...” เสียงบ่นพึมพำดังขึ้นประปราย เห็นได้ชัดว่าหลายคนเสียดายไม่น้อยที่พลาดศิษย์ซึ่งมีพรสวรรค์ด้านโอสถไป

            กู้หยวนชิงมองเด็กหนุ่มที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า รอยยิ้มที่พยายามเก็บมาตลอดในที่สุดก็ไม่อาจปิดบังได้อีก ก่อนหัวเราะเสียงดัง "ฮ่า ๆ ๆ! ดี! ดีมาก!" เขาลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยตนเอง ยื่นมือประคองเหวินซานให้ลุกขึ้น "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเจ้าคือศิษย์สายตรงของข้า อย่าได้ทำให้ข้าผิดหวัง"

            เหวินซานประสานมืออีกครั้ง "ศิษย์จะจดจำคำสอนของอาจารย์ไว้ตลอดชีวิต" เมื่อได้ยินคำว่า "อาจารย์" กู้หยวนชิงถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ก่อนหัวเราะออกมาอีกครั้ง เสียงหัวเราะของเขาดังก้องไปทั่วทั้งตำหนัก

            ในเวลานั้นเอง เสียงแหบพร่าของชายชราคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา “เอาเถอะ ๆ จะหัวเราะให้หลังคาตำหนักพังหรืออย่างไร”

            ผู้กล่าวคือชายชราร่างผอมที่เสนอรับเหวินซานเป็นศิษย์ก่อนหน้านี้ นามว่า หานเซิง ผู้อาวุโสแห่งหอพิษ ผู้เชี่ยวชาญการใช้พิษและการปรุงโอสถพิษของสำนัก

            เขามองกู้หยวนชิงด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก “ได้ศิษย์ไปคนหนึ่ง ทำเสียราวกับกลัวว่าพวกข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าดีใจ”

            เหล่าผู้อาวุโสรอบข้างหัวเราะขึ้นทันที

            กู้หยวนชิงกลับไม่สะทกสะท้าน “หากอิจฉา เจ้าก็ไปหาศิษย์ของตัวเองเสียสิ”

            “หึ!” หานเซิงสะบัดแขนเสื้อ ก่อนหันมองเหวินซานตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แววตายังคงมีความเสียดายอยู่ไม่น้อย “เด็กน้อย ถึงเจ้าจะเลือกตาแก่นี่เป็นอาจารย์แล้ว แต่ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสนใจเรื่องพิษ ทั้งยังรู้จักนำพิษมาใช้ในการต่อสู้”

            เหวินซานประสานมือ “ศิษย์เพียงศึกษาอยู่บ้างขอรับ”

            หานเซิงมองเขาอีกครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้น “ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้าเลือกอาจารย์แล้ว ข้าย่อมไม่แย่งศิษย์ของผู้อื่น” เขาหยุดเล็กน้อย “แต่หากวันใดเจ้าสนใจศาสตร์แห่งพิษ ไม่ว่าจะเป็นการแยกพิษ ถอนพิษ ปรุงพิษ หรือใช้พิษต่อสู้... ก็มาหาข้าที่หอพิษได้”

            เหวินซานเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ

            หานเซิงโบกมือ “ไม่ต้องทำหน้าเช่นนั้น ถึงเจ้าไม่ใช่ศิษย์สายตรงของข้า แต่ก็ยังเป็นศิษย์ของสำนักโอสถจันทรา ข้าจะชี้แนะให้เจ้าบ้างแล้วจะเป็นอะไรไป”

            ดวงตาของเหวินซานเป็นประกาย เขารีบประสานมือคารวะ “ศิษย์ขอบพระคุณผู้อาวุโสหาน!”

            “อืม”

            หานเซิงพยักหน้าด้วยความพอใจ แต่ยังไม่วายเหลือบมองกู้หยวนชิง “อย่างน้อยวิชาพิษของเด็กคนนี้ก็อย่าให้เจ้าสอนจนเสียของก็แล้วกัน”

            กู้หยวนชิงเหลือบตามองเขา “หากเจ้าว่างถึงเพียงนั้น วันหน้าข้าจะส่งเขาไปกินโอสถพิษของเจ้าสักร้อยเม็ด”

            “ส่งมาสิ!” หานเซิงตอบทันที

            “ข้ากลัวเสียที่ไหน!” เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วตำหนักอีกครั้ง

            หลังพิธีรับศิษย์สิ้นสุดลง เหวินซานไม่ได้กลับเรือนพักทันที แต่กลับเดินตามกู้หยวนชิงไปยังตำหนักโอสถ เมื่อเข้ามาภายในห้องหลอมโอสถ กู้หยวนชิงจึงหันกลับมา "มีเรื่องใดหรือ"

            เหวินซานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคุกเข่าลง "อาจารย์"

            กู้หยวนชิงขมวดคิ้ว "เหตุใดต้องคุกเข่า ลุกขึ้นพูด"

            เหวินซานส่ายหน้า "เรื่องนี้ศิษย์ปิดบังอาจารย์มานาน ศิษย์รู้สึกผิด

            "กู้หยวนชิงเห็นสีหน้าของเขาจริงจัง จึงถอนหายใจเบา ๆ "ว่ามา"

            เหวินซานสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นใต้เหมือง ตั้งแต่เตาหลอมโบราณ เมล็ดเพลิงที่พุ่งเข้าสู่ร่าง หินสีดำที่ผนึกมันเอาไว้ รวมถึงอาการที่ร่างกายแทบถูกเผาจนตาย เขาเล่าทุกอย่าง เว้นเพียงเรื่องมิติในหิน

            เมื่อฟังจบกู้หยวนชิงนิ่งเงียบอยู่นาน สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากสงบ กลายเป็นเคร่งเครียดอย่างที่เหวินซานไม่เคยเห็นมาก่อน

            กู้หยวนชิงวางนิ้วลงบนตันเถียนของเขา ส่งพลังวิญญาณเข้าไปตรวจสอบ ไม่นานนัก ชายชราก็ถอนพลังกลับทันที เขาสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่ห่อหุ้มเพลิงเอาไว้ แต่ทุกครั้งที่จิตสัมผัสเข้าใกล้ กลับถูกแรงลึกลับผลักออกมา "เป็นเมล็ดเพลิงวิญญาณจริง ๆ" เขาพึมพำ "แต่ระดับของเพลิงข้าไม่อาจบอกเจ้าได้ หินที่เจ้าพูดถึงข้ามองทะลุเข้าไปไม่ได้เลย"

            เหวินซานถามเสียงเบา "อาจารย์ช่วยข้าได้หรือไม่"

            กู้หยวนชิงส่ายหน้า หัวใจของเหวินซานพลันหนักอึ้ง แต่ประโยคถัดมากลับทำให้เขาเงยหน้าขึ้น "มันไม่ได้แค่ฝังอยู่ในร่างเจ้า เมล็ดเพลิงนี้กำลังยึดเจ้าเป็นภาชนะของมัน" กู้หยวนชิงเดินไปยังชั้นหนังสือ หยิบตำราเก่าเล่มหนึ่งออกมา พลิกอยู่พักใหญ่ ก่อนกล่าวช้า ๆ "หากคิดจะมีชีวิตอยู่ต่อ เจ้ามีเพียงทางเดียว หลอมมันให้กลายเป็นเพลิงของเจ้า"

            เหวินซานกำหมัดแน่น "แล้วอาจารย์ช่วยศิษย์ได้หรือไม่"

            กู้หยวนชิงยิ้ม "ข้าช่วยหลอมแทนเจ้าไม่ได้ แต่ข้าช่วยให้มันสงบ ตอนเจ้าหลอมได้" กล่าวจบ เขาหยิบเตาหลอมโอสถสีดำออกมาวางกลางห้อง ก่อนหยิบสมุนไพรวิญญาณหลายสิบชนิดออกมาจากตู้ เหวินซานสังเกตเห็นว่าสมุนไพรทุกต้นล้วนเป็นของล้ำค่า หลายชนิดเขาเพิ่งเคยเห็นจากตำรา

            กู้หยวนชิงเริ่มหลอมโอสถด้วยตนเอง เปลวเพลิงใต้เตาลุกโชน สมุนไพรแต่ละชนิดถูกหลอมรวม ผ่านไปกว่าครึ่งวัน โอสถสีแดงทองสามเม็ดก็ลอยออกมาจากเตาหลอม

            กู้หยวนชิงรับโอสถไว้ ก่อนยื่นให้เหวินซาน "กินอาทิตย์ละหนึ่งเม็ด มันจะช่วยกดเพลิงไว้ชั่วคราว และลดการกัดกินเส้นวิญญาณของเจ้า จนกว่าเจ้าจะหลอมมันสำเร็จ" เขามองศิษย์คนใหม่ด้วยสายตาจริงจัง "แต่จำไว้ มันได้ผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ช้าก็เร็วเจ้าจะต้องหลอมรวมเพลิงนี้ ไม่เช่นนั้นเพลิงวิญญาณจะกัดกินวิญญาณของเจ้าไปจนหมด"

            เหวินซานรับขวดโอสถมาด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย ก่อนคุกเข่าลงอีกครั้ง "ศิษย์ขอบคุณอาจารย์"

            กู้หยวนชิงหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือเคาะศีรษะเขาหนึ่งที "เด็กโง่ เจ้าคือศิษย์ของข้า ข้าจะปล่อยให้เจ้าถูกเพลิงเผาตายได้อย่างไร" คำพูดเรียบง่ายนั้น กลับทำให้หัวใจของเหวินซานอบอุ่นขึ้น

            กู้หยวนชิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจนัก "เอาล่ะ ไปเถิด กลับไปพักให้ดีเสียก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันภายหลัง"

            "ขอรับ อาจารย์" เหวินซานคำนับอีกครั้ง ก่อนถอยออกมาสองก้าว

            ในจังหวะนั้นเอง ศิษย์รับใช้สองคนที่ยืนรออยู่ไม่ไกลก็รีบเดินเข้ามา หนึ่งในนั้นประสานมืออย่างนอบน้อม "ศิษย์พี่เหวิน ที่พักได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เชิญตามพวกเรามาขอรับ"

            เหวินซานชะงักเล็กน้อย ก่อนนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่ได้รับการเลื่อนฐานะ ที่พักเดิมของศิษย์สายนอกย่อมไม่เหมาะสมอีกต่อไป

            เขาหันกลับไปคำนับกู้หยวนชิงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินตามศิษย์รับใช้ทั้งสองออกไป

            เด็กหนุ่มเดินตามศิษย์รับใช้ทั้งสองขึ้นไปยังยอดเขาด้านในของสำนัก ยิ่งเดินสูงขึ้นไปเท่าไร พลังวิญญาณในอากาศก็ยิ่งเข้มข้นและบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อย ๆ

            สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นสนโบราณที่แผ่กิ่งก้านกว้างใหญ่ มีเสียงน้ำตกดังแว่วมาให้ได้ยินจากที่ไกล ๆ ไม่นานนักพวกเขาทั้งสามก็มาหยุดอยู่หน้าถ้ำแห่งหนึ่ง

            หน้าถ้ำมีแผ่นศิลาสีขาวสูงกว่าสองจั้งตั้งตระหง่าน บนนั้นสลักคำว่า "ถ้ำเมฆาสงบ" ตัวอักษรเหล่านี้เปล่งแสงจาง ๆ ออกมา ด้านหน้ามีลานหินกว้างขวางสำหรับใช้ฝึกวิชา ด้านข้างมีธารน้ำใสไหลผ่าน และไม่ไกลกันนั้นมีแปลงดินขนาดใหญ่กว่าถ้ำเดิมจัดเตรียมไว้สำหรับการปลูกสมุนไพร

            เมื่อเหวินซานก้าวเท้าเข้าไปภายในถ้ำ เขาก็ต้องชะงักด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะถ้ำแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่พักเดิมของเขาสามเท่า ภายในถูกแบ่งออกเป็นหลายห้อง ทั้งห้องพัก ห้องฝึกตน ห้องหลอมโอสถ รวมถึงห้องเก็บของและห้องหนังสือที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน ผนังถ้ำถูกฝังด้วยผลึกเรืองแสงจำนวนมากที่ส่องสว่างทำให้ภายในดูสว่างไสวราวกับเวลากลางวัน

            กลางห้องฝึกตนยังมีแท่นหินวิญญาณตั้งอยู่ ซึ่งติดตั้งค่ายกลรวบรวมพลังวิญญาณที่ทำงานส่งเสริมการบำเพ็ญเพียรอยู่ตลอดเวลา

            ศิษย์รับใช้กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่นี่คือที่พักของศิษย์พี่เหวิน หากขาดเหลือสิ่งใด สามารถแจ้งทางหอธุรการได้ทุกเมื่อ" ทั้งสองคำนับลาและจากไป ทิ้งให้เหวินซานอยู่กับต้วนต้วนเพียงลำพัง

            ต้วนต้วนส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นดีใจ "อึ๊บ!" มันรีบคลานสำรวจไปทั่วทุกมุมของถ้ำ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการกลิ้งตัวลงบนเตียงด้วยท่าทางสบายใจ เหวินซานมองดูเจ้าหนอนอ้วนแล้วหัวเราะเบา ๆ "ชอบนักหรือ"

            ต้วนต้วนพยักหน้ารัว ๆ ราวกับกำลังประกาศว่าที่นี่คือบ้านหลังใหม่ของมันแล้ว

            ไม่นานนัก เสียงเคาะเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากบริเวณหน้าถ้ำ "เหวินซาน!" เมื่อได้ยินเสียงเรียกนั้น เหวินซานจึงรีบเดินออกไปดูก็พบกับอาเหมียวยืนรออยู่ เด็กหนุ่มยังคงมีรูปร่างผอมบางเหมือนเดิม แต่ใบหน้าของเขาดูสดใสและมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เมื่ออาเหมียวเห็นเหวินซาน เขาก็ยิ้มกว้างออกมา

            "น้องเหวิน! เจ้าฟื้นแล้วจริง ๆ ด้วย!" เขารีบก้าวเข้ามาสำรวจดูเหวินซานตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเป็นห่วง

            "บาดแผลหายดีหรือยัง? ข้าได้ยินข่าวว่าเจ้าเกือบตาย ข้ากลัวแทบแย่เลยรู้ไหม" เหวินซานยกมือขึ้นขยี้หัวอาเหมียวเบา ๆ "ข้าไม่เป็นไรแล้ว แล้วเจ้าเองเป็นอย่างไรบ้าง"

            อาเหมียวพยักหน้าแรง ๆ "ข้าสบายดี! ตอนนี้ไม่มีใครกล้ารังแกข้าแล้ว ทุกคนรู้กันหมดว่าข้ารู้จักน้องเหวิน"

            เหวินซานหัวเราะออกมาเบา ๆ "เช่นนั้นก็ดีแล้ว" ทั้งสองนั่งพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ อาเหมียวเล่าเรื่องราวความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในสำนักอย่างออกรสออกชาติ ทั้งเล่าว่าศิษย์หลายคนกำลังตั้งวงพนันเดิมพันผลการประลองสามสำนักที่จะมาถึง และเล่าว่าเหล่าศิษย์ใหม่ต่างพูดถึงชื่อของเหวินซานกันไม่หยุดปาก ทำเอาเหวินซานได้แต่ส่ายหน้า

            ในขณะนั้นเอง... เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากทางด้านนอก หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินขึ้นมาตามทางหิน นางสวมอาภรณ์สีขาวสะอาดตาที่พลิ้วไหวไปตามแรงลม ใบหน้าอันงดงามนั้นดูเย็นชาและสง่างาม ศิษย์พี่เซิ่งนั่นเอง

            อาเหมียวหันไปเห็นเข้าพอดี ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ "ศะ... ศิษย์พี่เซิ่ง!" เขารีบลุกพรวดขึ้นยืน ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ

            เซิ่งหลินพยักหน้าให้เล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ข้ามาหาเหวินซาน"

            อาเหมียวยกมือเกาหัวแก้เก้อ "เช่นนั้น... ข้าไม่รบกวนแล้ว!" เขาหมุนตัวเตรียมวิ่งออกไป แต่ด้วยความรีบร้อน เท้ากลับสะดุดธรณีประตูเข้าเต็มแรง

            "โอ๊ย!" ร่างของเขาเสียหลัก กลิ้งตกบันไดหินไปสองสามขั้น

            ต้วนต้วนที่กำลังนอนพักอยู่บนเตียงหินพลันโผล่หัวออกมาดู ก่อนส่งเสียง "อึ๊บ!" ราวกับกำลังหัวเราะเยาะอาเหมียวอยู่

            อาเหมียวหน้าแดงก่ำด้วยความอาย รีบลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นตามตัวด้วยท่าทีลนลาน ก่อนจะโบกมือลาเหวินซาน "น้องเหวิน! ข้าไปแล้วจริง ๆ" พูดจบเขาก็รีบวิ่งหนีลงเขาไปจนกระทั่งเสียงฝีเท้าหายลับไปตามทาง

            ภายในถ้ำกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงสายน้ำที่ไหลผ่านหน้าถ้ำกับสายลมเย็นที่พัดพากลิ่นต้นสนอ่อน ๆ เข้ามา เหวินซานกับศิษย์พี่เซิ่งยืนมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่รู้จะเริ่มพูดอะไร จนกระทั่งศิษย์พี่เซิ่งเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน "อาการบาดเจ็บ ดีขึ้นแล้วหรือ"

            เหวินซานยิ้มบาง "ดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณศิษย์พี่ที่เป็นห่วง"

            ศิษย์พี่เซิ่งพยักหน้าเบา ๆ "ดีแล้ว" คำตอบสั้น ๆ ของนางทำให้บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง เหวินซานอดยิ้มไม่ได้ "ศิษย์พี่ท่านมาถึงที่นี่ คงไม่ใช่เพียงเพื่อถามคำนี้กระมัง"

            เซิ่งหลินชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหลบสายตา "ไม่ใช่" นางยกกล่องไม้ใบเล็กที่ถือติดมือมาตลอดขึ้นมา "นี่ โอสถฟื้นฟูมา ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะต้องใช้" เหวินซานรับกล่องไม้มาเปิดดู พบโอสถสีแดงอมทองหกเม็ดเรียงรายอยู่ภายใน เพียงสูดกลิ่นแผ่วเบาก็ทราบว่าเป็นโอสถชั้นดี เขาจึงรีบปิดฝากล่อง "ของเช่นนี้มีค่ามาก ศิษย์พี่เก็บไว้เถิด" เซิ่งหลินส่ายหน้า "ข้าเหลืออีก เจ้าใช้เถอะ"

            เหวินซานมองหน้านางก่อนยิ้มอ่อน ๆ "เช่นนั้นข้าขอรับไว้" เมื่อเห็นว่าเขารับไว้จริง ๆ ศิษย์พี่เซิ่งก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            ทั้งสองเดินออกมาที่ลานหน้าถ้ำในยามที่พระอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำ แสงสีทองสาดลงบนผืนเมฆจนงดงามราวกับภาพวาด ทั้งคู่ยืนมองทิวเขาอยู่เคียงกันโดยไม่มีใครพูดอะไร แต่กลับไม่รู้สึกอึดอัด

            ผ่านไปครู่หนึ่งเซิ่งหลินจึงกล่าวเบา ๆ "ตอนอยู่ห้องรักษา ข้าเฝ้าเจ้าทุกวัน"

            เหวินซานหันมองนางทันที นางเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป ใบหน้าที่เคยเย็นชาขึ้นสีแดงระเรื่อ "ข้... ข้า... หมายถึงผู้อาวุโสให้ข้าช่วยดูแล" ยิ่งอธิบายน้ำเสียงของนางก็ยิ่งแผ่วเบาลง

            เหวินซานหัวเราะเบา ๆ "ขอบคุณ หากไม่มีศิษย์พี่ ข้าคงนอนอย่างโดดเดี่ยว"

            เซิ่งหลินเม้มริมฝีปากก่อนยกมือขึ้นเบา ๆ "หลับตา"

            เหวินหันมามองอย่างสงสัย "หือ?"

            นางจึงย้ำ "หลับตา"

            เหวินซานยิ้มและยอมทำตามโดยดี ทันใดนั้นปลายนิ้วอุ่น ๆ ก็แตะลงบนหน้าผากของเขาแผ่วเบา นุ่มนวลจนแทบไม่รู้สึก เหวินซานลืมตาขึ้นพบว่าเซิ่งหลินกำลังดึงเศษใบไม้เล็ก ๆ ออกจากเส้นผมของเขา นางยื่นใบไม้ให้ดู

            เหวินซานหัวเราะ "ข้านึกว่าศิษย์พี่จะทำอย่างอื่นเสียอีก"

            เซิ่งหลินหลุดยิ้มมุมปากเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าที่เคยเย็นชาดูอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด เหวินซานมองรอยยิ้มนั้นอยู่ครู่หนึ่งจนเซิ่งหลินเริ่มรู้สึกตัว "มองอะไร"

            "ศิษย์พี่ควรยิ้มบ่อย ๆ นะขอรับ" คำพูดนั้นทำให้นางนิ่งค้างไป แก้มทั้งสองข้างแดงขึ้นอย่างรวดเร็ว นางรีบหันหน้าไปทางทิวเขาเพื่อกลบเกลื่อน “เพราะอะไร?”

            เหวินซานยิ้ม “ดูดีกว่าตอนทำหน้าดุเยอะเลย” เซิ่งหลินยกมือขึ้นทำท่าเหมือนจะตีเขาแต่สุดท้ายก็เพียงใช้นิ้วดีดหน้าผาก "พูดไม่รู้จักอาย" เหวินซานหัวเราะพลางกุมหน้าผาก

            "เจ็บนะ"

            "สมควร" แม้ปากจะดุแต่แววตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ต้วนต้วนที่นอนกลิ้งอยู่ข้าง ๆ มองทั้งสองสลับไปมาด้วยความสงสัยก่อนจะร้องขึ้นเสียงดัง

            "อึ๊บ!" ราวกับไม่พอใจที่ไม่มีใครสนใจมัน เหวินซานก้มลงอุ้มมันขึ้นมา "เจ้าก็หึงเป็นด้วยหรือ"

            "อึ๊บ!" ต้วนต้วนเอาหัวถูแก้มของเหวินซานจนเซิ่งหลินหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง เสียงหัวเราะใส ๆ ของนางดังท่ามกลางสายลมยามเย็น

            เสียงหัวเราะของเซิ่งหลินดังแผ่วไปตามสายลม เหวินซานมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว