“จืออวี๋ เธอมาแล้วเหรอ?”
ซินซวงหันไปมองและเห็นเจียงจืออวี๋กำลังเดินมาทางนี้
เจียงจืออวี๋พยักหน้ารับเบาๆก่อนจะเบนสายตาไปหยุดอยู่ที่ร่างของเด็กสาวซูบผอมคนนั้น
“จ้าวมู่เสวี่ย?”
คิ้วเรียวของเจียงจืออวี๋ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยขณะเอ่ยชื่อนั้นออกมา
เด็กสาวหันกลับมาสบสายตากับเจียงจืออวี๋เข้าอย่างจัง
เวลาผ่านไปเพียงเดือนเศษนับจากที่พบกันครั้งล่าสุดแต่จ้าวมู่เสวี่ยในตอนนี้กลับดูซูบผอมลงไปถนัดตาเมื่อเทียบกับตอนที่เจอกันในโรงเหล้ายิ่งไปกว่านั้น บนใบหน้าของเธอยังมีรอยช้ำสีเขียวจางๆ ปรากฏอยู่
แม้รอยนั้นจะเริ่มจางลงจนเกือบหมดแล้วแต่ด้วยสายตาของเจียงจืออวี๋ มีเหรอจะมองไม่ออก
และยังมีอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกสงสัย
ถึงแม้ปักกิ่งจะผ่านช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดไปแล้วแต่อุณหภูมิตอนเที่ยงวันก็ยังคงอยู่ที่ราวๆ สามสิบองศาแต่จ้าวมู่เสวี่ยกลับสวมเสื้อไหมพรมคอเต่า ปิดบังร่างกายอย่างมิดชิด
“พี่เจียง...”
เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงจืออวี๋ใบหน้าของจ้าวมู่เสวี่ยก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทว่ารอยยิ้มนั้นกลับดูเหมือนจะไปดึงรั้งบาดแผลบางอย่าง ทำให้มุมปากของเธอสั่นเบาๆดูฝืนธรรมชาติอย่างมาก
“มาคนเดียวเหรอ? แล้วมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า?”
จ้าวมู่เสวี่ยพยักหน้าก่อนจะยื่นไหใบเล็กในอ้อมแขนส่งให้เจียงจืออวี๋
“ที่มาครั้งนี้... ฉันตั้งใจเอาเหล้าใบชาเขียวอ่อนมาให้พี่เจียงค่ะ”
“หวังว่าพี่เจียงจะไม่รังเกียจนะคะ”
ถ้าจำไม่ผิดเมืองผู้ฝึกยุทธ์ที่จ้าวมู่เสวี่ยอาศัยอยู่ น่าจะห่างจากปักกิ่งถึงสองพันกิโลเมตรการเดินทางไกลขนาดนี้เพียงเพื่อส่งเหล้าแค่ไหเดียวน่ะเหรอ?
คำพูดนี้อย่าว่าแต่เจียงจืออวี๋เลยต่อให้เป็นซินซวงหรือจางสิงก็ไม่มีทางเชื่อ
แต่เจียงจืออวี๋ไม่ได้ซักไซ้อะไรในตอนนั้นเธอรับไหเหล้ามาถือไว้ ก่อนจะจูงมือจ้าวมู่เสวี่ยให้เดินตามไป
“ไปเถอะ ไปนั่งคุยกันที่หอพักของฉันดีกว่า”
จ้าวมู่เสวี่ยไม่ได้ปฏิเสธเธอเดินตามเจียงจืออวี๋ไปเงียบๆ โดยมีซินซวงและจางสิงเดินตามมาด้วย
ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไรจนกระทั่งเข้ามาในหอพักเจียงจืออวี๋ถึงได้หันไปมองจ้าวมู่เสวี่ยแล้วถามขึ้นอีกครั้ง
“บอกมาเถอะ เดินทางมาไกลขนาดนี้เพื่อตามหาฉัน เธอมีเรื่องอะไรกันแน่?”
เมื่อกี้อยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนเจียงจืออวี๋จึงไม่อยากถามให้มากความแต่ตอนนี้ในห้องมีแค่พวกเธอที่เป็นคนคุ้นเคยกันจากโรงเหล้าถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริงๆ เด็กสาวคนนี้ก็น่าจะพูดออกมาได้แล้ว
เป็นไปตามคาดทันทีที่ได้ยินคำถามของเจียงจืออวี๋ ขอบตาของจ้าวมู่เสวี่ยก็แดงก่ำน้ำตาเริ่มคลอเบ้า
แต่แค่สองวินาทีต่อมาเธอกลับฝืนยิ้มทั้งน้ำตาแล้วส่ายหน้าช้าๆ “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
“ฉันแค่มาหาพี่เจียงที่ปักกิ่งเพื่อขอบคุณเท่านั้นเองจะมีเรื่องอะไรได้ยังไงคะ?”
เด็กคนนี้...ไม่เคยมีใครบอกเลยหรือไงว่าเธอเล่นละครไม่ได้เรื่องเลย?
เจียงจืออวี๋เพียงแต่มองจ้าวมู่เสวี่ยนิ่งๆก่อนจะค่อยๆ พูดขึ้น “จากการพบกันคราวก่อนฉันดูออกว่าเธอติดคุณปู่มากแค่ไหน”
“เธอคงไม่เคยแยกจากคุณปู่เลยใช่ไหม?”
“แต่ครั้งนี้ เธอกลับยอมทิ้งเมืองผู้ฝึกยุทธ์นั่น แล้วเดินทางมาปักกิ่งมาที่มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่เพียงคนเดียว”
“แล้วคุณปู่ของเธอล่ะ? ท่านปล่อยให้เธอเดินทางไกลคนเดียวแบบนี้ได้ยังไง?”
เด็กสาวก็ยังคงเป็นเด็กสาวอยู่วันยันค่ำ
เดิมทีเธอก็พยายามกลั้นอารมณ์ไว้อย่างสุดความสามารถแต่พอได้ยินเจียงจืออวี๋พูดถึงคุณปู่ น้ำตาก็ทะลักออกมาทันที
“คุณปู่... คุณปู่ท่าน...”
“เสียแล้วค่ะ!”
เมื่อได้ยินคำสองคำสุดท้ายคิ้วของเจียงจืออวี๋ก็ขมวดแน่นทันที ส่วนซินซวงและจางสิงก็หันมองหน้ากันก่อนจะหลุดชื่อหนึ่งออกมาพร้อมกัน
“หวังเหมิ่ง?!”
เหตุการณ์ที่เมืองผู้ฝึกยุทธ์วันนั้นทั้งคู่ต่างก็เห็นและมีส่วนร่วมด้วยจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเชื่อมโยงเรื่องทั้งหมดเข้ากับคณบดีแห่งมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจผู้นั้น
“เสียได้ยังไง? เล่ามาให้ชัดเจน”
สีหน้าของเจียงจืออวี๋เย็นชาลงหลายส่วนแต่น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง
“คืนหนึ่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีคนสองคนมาที่ร้านค่ะ”
“ตอนนั้นมันดึกมากจนปิดร้านไปแล้ว คุณปู่ไม่อยากจะเปิดประตูรับแขกแต่คนสองคนนั้นทำเหมือนคนเมา เอาแต่เคาะประตูไม่หยุด”
“สุดท้ายคุณปู่ไม่มีทางเลือก เลยให้ฉันรออยู่ข้างบนแล้วท่านก็ลงไปเปิดประตูคนเดียว”
น้ำเสียงของจ้าวมู่เสวี่ยสั่นเครือไปด้วยแรงสะอื้นแต่มันกลับแฝงไปด้วยความหวาดกลัวมากกว่า
“เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่วันนั้นมันไม่เหมือนกัน...”
“หลังจากคุณปู่ลงไปได้ไม่นาน ก็มีเสียงคนพังข้าวของดังขึ้นมา”
“ฉันสะดุ้งตกใจพอก้าวออกจากห้องก็เห็นคนใส่ชุดดำสองคนกำลังต่อสู้กับคุณปู่ที่ชั้นล่าง”
“พวกเขามีมีดอยู่ในมือ ฉัน... ฉันขวัญเสียไปหมด”
“คนพวกนั้นเห็นฉันพอดี หนึ่งในนั้นถือมีดพุ่งตรงมาหาฉันคุณปู่รีบตะโกนบอกให้ฉันหนีไป”
ภายใต้น้ำเสียงที่หวาดกลัวมือทั้งสองข้างของจ้าวมู่เสวี่ยก็ขยับทำท่าทางอย่างลนลาน
“ฉันหนีไปซ่อนในห้องบ่มเหล้าที่คุณปู่ขุดไว้คุณปู่เคยบอกว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ให้รีบเข้าไปซ่อนแล้วล็อกประตูจากข้างใน”
“ฉันได้ยินเสียงคนพยายามจะพังประตูเข้ามา ฉันตกใจมาก... ฉันไม่กล้าออกไปเลย”
“คนสองคนนั้นวนเวียนอยู่หน้าห้องบ่มเหล้านานมาก นานจนเสียงเงียบหายไป”
“แต่ฉันก็ยังไม่กล้าออกไป หวาดระแวงไปหมด...กลัวว่าพวกนั้นจะดักรออยู่ข้างนอก”
“จนกระทั่งได้ยินเสียงเพื่อนบ้านตะโกนเรียกนั่นแหละ ฉันถึงกล้าออกมาแต่ว่า... แต่คุณปู่...”
จ้าวมู่เสวี่ยร้องไห้โฮออกมาอย่างเจ็บปวด
ยังไงซะเธอก็เป็นแค่เด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะคนหนึ่ง
การต้องเห็นคุณปู่ที่เป็นที่พึ่งเดียวในชีวิตต้องมาตายต่อหน้าต่อตาแต่เธอยังประคองสติมาได้จนถึงตอนนี้ ก็นับว่ามีจิตใจที่เข้มแข็งมากแล้ว
“รู้ไหมว่าเป็นฝีมือใคร?”
น้ำเสียงของเจียงจืออวี๋ยังคงราบเรียบแต่ความราบเรียบนั้นกลับแฝงไปด้วยเจตจำนงสังหารอันเข้มข้น
“ฉัน... ฉันไม่รู้ค่ะ...”
“พวกเขาปิดบังใบหน้าเอาไว้...”
จ้าวมู่เสวี่ยตัวสั่นเทาพลางส่ายหน้าไปมา
ซินซวงมองดูภาพนั้นด้วยความสงสารจนรู้สึกเหมือนใจจะขาดตามเธอเอื้อมมือไปกอดเด็กสาวไว้ในอ้อมแขน
ความจริงแล้วต่อให้จ้าวมู่เสวี่ยไม่พูด เจียงจืออวี๋ก็เดาออกว่าเป็นใคร
คนที่มีความแค้นกับสองปู่หลานคู่นี้จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากหวังเหมิ่ง?
เมื่อสองสัปดาห์ก่อน...ซึ่งก็คือช่วงที่มีการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกพอดี
คงจะกะไว้แล้วสินะว่าตอนนั้นเธอจะไม่มีเวลามาสนใจสองปู่หลานคู่นี้ ถึงได้เลือกจังหวะนั้นลงมือ
สังหารหนึ่งละเว้นหนึ่ง... ในบรรดาปู่หลาน มีแค่จ้าวมู่เสวี่ยเท่านั้นที่รอดชีวิต
บางทีหวังเหมิ่งอาจจะคิดว่าการแก้แค้นแบบนี้มันคงสะใจเขามาก
ไม่ต้องเดาเลยว่านับจากนี้ไปชั่วชีวิตจ้าวมู่เสวี่ยจะไม่มีวันลืมความหวาดกลัวที่เห็นคุณปู่ถูกฆ่าตายไปได้เลย
แต่เขาน่าจะคิดไม่ถึงว่าจ้าวมู่เสวี่ยจะหนีมาที่ปักกิ่ง และตามหาเธอจนเจอ
“ฉันไม่กล้าอยู่ที่นั่นอีกแล้ว ฉันกลัวว่าคนสองคนนั้นจะย้อนกลับมา...”
“ฉัน... ฉัน...”
จ้าวมู่เสวี่ยพูดออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลไม่หยุด
“ฉันไม่มีคุณปู่แล้ว... ฉันไม่รู้เลยว่าควรจะไปที่ไหน...”
“คุณปู่เคยบอกว่า... พี่เจียงเป็นคนดี...”
“ท่านยังบอกอีกว่า... จะพาฉันมาที่ปักกิ่งเพื่อขอบคุณพี่ด้วยตัวเอง...”
เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวมู่เสวี่ยสายตาของเจียงจืออวี๋ก็เลื่อนไปตกอยู่ที่ไหเหล้าใบชาเขียวอ่อนใบนั้น ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าไหเหล้าเล็กๆ ใบนี้กลับหนักอึ้งราวกับพันกิโล!