ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 152 สังหารหนึ่ง ละเว้นหนึ่ง

            “จืออวี๋ เธอมาแล้วเหรอ?”

            ซินซวงหันไปมองและเห็นเจียงจืออวี๋กำลังเดินมาทางนี้

            เจียงจืออวี๋พยักหน้ารับเบาๆก่อนจะเบนสายตาไปหยุดอยู่ที่ร่างของเด็กสาวซูบผอมคนนั้น

            “จ้าวมู่เสวี่ย?”

            คิ้วเรียวของเจียงจืออวี๋ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยขณะเอ่ยชื่อนั้นออกมา

            เด็กสาวหันกลับมาสบสายตากับเจียงจืออวี๋เข้าอย่างจัง

            เวลาผ่านไปเพียงเดือนเศษนับจากที่พบกันครั้งล่าสุดแต่จ้าวมู่เสวี่ยในตอนนี้กลับดูซูบผอมลงไปถนัดตาเมื่อเทียบกับตอนที่เจอกันในโรงเหล้ายิ่งไปกว่านั้น บนใบหน้าของเธอยังมีรอยช้ำสีเขียวจางๆ ปรากฏอยู่

            แม้รอยนั้นจะเริ่มจางลงจนเกือบหมดแล้วแต่ด้วยสายตาของเจียงจืออวี๋ มีเหรอจะมองไม่ออก

            และยังมีอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกสงสัย

            ถึงแม้ปักกิ่งจะผ่านช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดไปแล้วแต่อุณหภูมิตอนเที่ยงวันก็ยังคงอยู่ที่ราวๆ สามสิบองศาแต่จ้าวมู่เสวี่ยกลับสวมเสื้อไหมพรมคอเต่า ปิดบังร่างกายอย่างมิดชิด

            “พี่เจียง...”

            เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงจืออวี๋ใบหน้าของจ้าวมู่เสวี่ยก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทว่ารอยยิ้มนั้นกลับดูเหมือนจะไปดึงรั้งบาดแผลบางอย่าง ทำให้มุมปากของเธอสั่นเบาๆดูฝืนธรรมชาติอย่างมาก

            “มาคนเดียวเหรอ? แล้วมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า?”

            จ้าวมู่เสวี่ยพยักหน้าก่อนจะยื่นไหใบเล็กในอ้อมแขนส่งให้เจียงจืออวี๋

            “ที่มาครั้งนี้... ฉันตั้งใจเอาเหล้าใบชาเขียวอ่อนมาให้พี่เจียงค่ะ”

            “หวังว่าพี่เจียงจะไม่รังเกียจนะคะ”

            ถ้าจำไม่ผิดเมืองผู้ฝึกยุทธ์ที่จ้าวมู่เสวี่ยอาศัยอยู่ น่าจะห่างจากปักกิ่งถึงสองพันกิโลเมตรการเดินทางไกลขนาดนี้เพียงเพื่อส่งเหล้าแค่ไหเดียวน่ะเหรอ?

            คำพูดนี้อย่าว่าแต่เจียงจืออวี๋เลยต่อให้เป็นซินซวงหรือจางสิงก็ไม่มีทางเชื่อ

            แต่เจียงจืออวี๋ไม่ได้ซักไซ้อะไรในตอนนั้นเธอรับไหเหล้ามาถือไว้ ก่อนจะจูงมือจ้าวมู่เสวี่ยให้เดินตามไป

            “ไปเถอะ ไปนั่งคุยกันที่หอพักของฉันดีกว่า”

            จ้าวมู่เสวี่ยไม่ได้ปฏิเสธเธอเดินตามเจียงจืออวี๋ไปเงียบๆ โดยมีซินซวงและจางสิงเดินตามมาด้วย

            ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไรจนกระทั่งเข้ามาในหอพักเจียงจืออวี๋ถึงได้หันไปมองจ้าวมู่เสวี่ยแล้วถามขึ้นอีกครั้ง

            “บอกมาเถอะ เดินทางมาไกลขนาดนี้เพื่อตามหาฉัน เธอมีเรื่องอะไรกันแน่?”

            เมื่อกี้อยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนเจียงจืออวี๋จึงไม่อยากถามให้มากความแต่ตอนนี้ในห้องมีแค่พวกเธอที่เป็นคนคุ้นเคยกันจากโรงเหล้าถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริงๆ เด็กสาวคนนี้ก็น่าจะพูดออกมาได้แล้ว

            เป็นไปตามคาดทันทีที่ได้ยินคำถามของเจียงจืออวี๋ ขอบตาของจ้าวมู่เสวี่ยก็แดงก่ำน้ำตาเริ่มคลอเบ้า

            แต่แค่สองวินาทีต่อมาเธอกลับฝืนยิ้มทั้งน้ำตาแล้วส่ายหน้าช้าๆ “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”

            “ฉันแค่มาหาพี่เจียงที่ปักกิ่งเพื่อขอบคุณเท่านั้นเองจะมีเรื่องอะไรได้ยังไงคะ?”

            เด็กคนนี้...ไม่เคยมีใครบอกเลยหรือไงว่าเธอเล่นละครไม่ได้เรื่องเลย?

            เจียงจืออวี๋เพียงแต่มองจ้าวมู่เสวี่ยนิ่งๆก่อนจะค่อยๆ พูดขึ้น “จากการพบกันคราวก่อนฉันดูออกว่าเธอติดคุณปู่มากแค่ไหน”

            “เธอคงไม่เคยแยกจากคุณปู่เลยใช่ไหม?”

            “แต่ครั้งนี้ เธอกลับยอมทิ้งเมืองผู้ฝึกยุทธ์นั่น แล้วเดินทางมาปักกิ่งมาที่มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่เพียงคนเดียว”

            “แล้วคุณปู่ของเธอล่ะ? ท่านปล่อยให้เธอเดินทางไกลคนเดียวแบบนี้ได้ยังไง?”

            เด็กสาวก็ยังคงเป็นเด็กสาวอยู่วันยันค่ำ

            เดิมทีเธอก็พยายามกลั้นอารมณ์ไว้อย่างสุดความสามารถแต่พอได้ยินเจียงจืออวี๋พูดถึงคุณปู่ น้ำตาก็ทะลักออกมาทันที

            “คุณปู่... คุณปู่ท่าน...”

            “เสียแล้วค่ะ!”

            เมื่อได้ยินคำสองคำสุดท้ายคิ้วของเจียงจืออวี๋ก็ขมวดแน่นทันที ส่วนซินซวงและจางสิงก็หันมองหน้ากันก่อนจะหลุดชื่อหนึ่งออกมาพร้อมกัน

            “หวังเหมิ่ง?!”

            เหตุการณ์ที่เมืองผู้ฝึกยุทธ์วันนั้นทั้งคู่ต่างก็เห็นและมีส่วนร่วมด้วยจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเชื่อมโยงเรื่องทั้งหมดเข้ากับคณบดีแห่งมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจผู้นั้น

            “เสียได้ยังไง? เล่ามาให้ชัดเจน”

            สีหน้าของเจียงจืออวี๋เย็นชาลงหลายส่วนแต่น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง

            “คืนหนึ่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีคนสองคนมาที่ร้านค่ะ”

            “ตอนนั้นมันดึกมากจนปิดร้านไปแล้ว คุณปู่ไม่อยากจะเปิดประตูรับแขกแต่คนสองคนนั้นทำเหมือนคนเมา เอาแต่เคาะประตูไม่หยุด”

            “สุดท้ายคุณปู่ไม่มีทางเลือก เลยให้ฉันรออยู่ข้างบนแล้วท่านก็ลงไปเปิดประตูคนเดียว”

            น้ำเสียงของจ้าวมู่เสวี่ยสั่นเครือไปด้วยแรงสะอื้นแต่มันกลับแฝงไปด้วยความหวาดกลัวมากกว่า

            “เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่วันนั้นมันไม่เหมือนกัน...”

            “หลังจากคุณปู่ลงไปได้ไม่นาน ก็มีเสียงคนพังข้าวของดังขึ้นมา”

            “ฉันสะดุ้งตกใจพอก้าวออกจากห้องก็เห็นคนใส่ชุดดำสองคนกำลังต่อสู้กับคุณปู่ที่ชั้นล่าง”

            “พวกเขามีมีดอยู่ในมือ ฉัน... ฉันขวัญเสียไปหมด”

            “คนพวกนั้นเห็นฉันพอดี หนึ่งในนั้นถือมีดพุ่งตรงมาหาฉันคุณปู่รีบตะโกนบอกให้ฉันหนีไป”

            ภายใต้น้ำเสียงที่หวาดกลัวมือทั้งสองข้างของจ้าวมู่เสวี่ยก็ขยับทำท่าทางอย่างลนลาน

            “ฉันหนีไปซ่อนในห้องบ่มเหล้าที่คุณปู่ขุดไว้คุณปู่เคยบอกว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ให้รีบเข้าไปซ่อนแล้วล็อกประตูจากข้างใน”

            “ฉันได้ยินเสียงคนพยายามจะพังประตูเข้ามา ฉันตกใจมาก... ฉันไม่กล้าออกไปเลย”

            “คนสองคนนั้นวนเวียนอยู่หน้าห้องบ่มเหล้านานมาก นานจนเสียงเงียบหายไป”

            “แต่ฉันก็ยังไม่กล้าออกไป หวาดระแวงไปหมด...กลัวว่าพวกนั้นจะดักรออยู่ข้างนอก”

            “จนกระทั่งได้ยินเสียงเพื่อนบ้านตะโกนเรียกนั่นแหละ ฉันถึงกล้าออกมาแต่ว่า... แต่คุณปู่...”

            จ้าวมู่เสวี่ยร้องไห้โฮออกมาอย่างเจ็บปวด

            ยังไงซะเธอก็เป็นแค่เด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะคนหนึ่ง

            การต้องเห็นคุณปู่ที่เป็นที่พึ่งเดียวในชีวิตต้องมาตายต่อหน้าต่อตาแต่เธอยังประคองสติมาได้จนถึงตอนนี้ ก็นับว่ามีจิตใจที่เข้มแข็งมากแล้ว

            “รู้ไหมว่าเป็นฝีมือใคร?”

            น้ำเสียงของเจียงจืออวี๋ยังคงราบเรียบแต่ความราบเรียบนั้นกลับแฝงไปด้วยเจตจำนงสังหารอันเข้มข้น

            “ฉัน... ฉันไม่รู้ค่ะ...”

            “พวกเขาปิดบังใบหน้าเอาไว้...”

            จ้าวมู่เสวี่ยตัวสั่นเทาพลางส่ายหน้าไปมา

            ซินซวงมองดูภาพนั้นด้วยความสงสารจนรู้สึกเหมือนใจจะขาดตามเธอเอื้อมมือไปกอดเด็กสาวไว้ในอ้อมแขน

            ความจริงแล้วต่อให้จ้าวมู่เสวี่ยไม่พูด เจียงจืออวี๋ก็เดาออกว่าเป็นใคร

            คนที่มีความแค้นกับสองปู่หลานคู่นี้จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากหวังเหมิ่ง?

            เมื่อสองสัปดาห์ก่อน...ซึ่งก็คือช่วงที่มีการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกพอดี

            คงจะกะไว้แล้วสินะว่าตอนนั้นเธอจะไม่มีเวลามาสนใจสองปู่หลานคู่นี้ ถึงได้เลือกจังหวะนั้นลงมือ

            สังหารหนึ่งละเว้นหนึ่ง... ในบรรดาปู่หลาน มีแค่จ้าวมู่เสวี่ยเท่านั้นที่รอดชีวิต

            บางทีหวังเหมิ่งอาจจะคิดว่าการแก้แค้นแบบนี้มันคงสะใจเขามาก

            ไม่ต้องเดาเลยว่านับจากนี้ไปชั่วชีวิตจ้าวมู่เสวี่ยจะไม่มีวันลืมความหวาดกลัวที่เห็นคุณปู่ถูกฆ่าตายไปได้เลย

            แต่เขาน่าจะคิดไม่ถึงว่าจ้าวมู่เสวี่ยจะหนีมาที่ปักกิ่ง และตามหาเธอจนเจอ

            “ฉันไม่กล้าอยู่ที่นั่นอีกแล้ว ฉันกลัวว่าคนสองคนนั้นจะย้อนกลับมา...”

            “ฉัน... ฉัน...”

            จ้าวมู่เสวี่ยพูดออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลไม่หยุด

            “ฉันไม่มีคุณปู่แล้ว... ฉันไม่รู้เลยว่าควรจะไปที่ไหน...”

            “คุณปู่เคยบอกว่า... พี่เจียงเป็นคนดี...”

            “ท่านยังบอกอีกว่า... จะพาฉันมาที่ปักกิ่งเพื่อขอบคุณพี่ด้วยตัวเอง...”

            เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวมู่เสวี่ยสายตาของเจียงจืออวี๋ก็เลื่อนไปตกอยู่ที่ไหเหล้าใบชาเขียวอ่อนใบนั้น ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าไหเหล้าเล็กๆ ใบนี้กลับหนักอึ้งราวกับพันกิโล!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน