หนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1

    บทที่ 49: ลืมตาตื่นในดงอสูร

            บทที่ 49: ลืมตาตื่นในดงอสูร

            แสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างบานกว้างที่ถูกออกแบบให้หันไปทางทิศใต้ของ‘เรือนแยกโรค’ ลำแสงอุ่นๆ ตกกระทบลงบนพื้นกระดานไม้ที่ถูกเช็ดทำความสะอาดจนไร้ฝุ่นผงรังสีอัลตราไวโอเลต จากธรรมชาติทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคในอากาศอย่างเงียบเชียบผสานกับกลิ่นฉุนอ่อนๆ ของ ‘ปูนขาว’ ที่ถูกโรยเป็นแนวกำแพงเคมีอยู่ด้านนอกสร้างบรรยากาศที่ทั้งปลอดโปร่งและปราศจากภัยคุกคามทางชีวภาพโดยสิ้นเชิง

            บนเตียงไม้กระดานที่ปูรองด้วยฟางหญ้าแห้งและคลุมทับด้วยผ้าห่มไหมพฤกษาที่นุ่มละมุนที่สุดร่างของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีค่อยๆ ขยับตัว เปลือกตาที่หนักอึ้งและบวมช้ำของ ‘เลโอ’ค่อยๆ ปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า

            ความรู้สึกแรกที่กระแทกเข้าสู่โสตประสาทของเขาไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการถูกเฆี่ยนตีหรือความเย็นเยียบของกรงขังเหล็กอย่างที่คุ้นเคย แต่มันคือ ‘ความเบาสบาย’อย่างประหลาด เลโอก้มลงมองข้อมือและข้อเท้าของตนเองโซ่ตรวนเหล็กขึ้นสนิมที่เคยกัดกินเนื้อเยื่อจนเน่าเหวอะ บัดนี้อันตรธานหายไปแล้ว!ร่องรอยของบาดแผลถูกชะล้างจนสะอาดสะอ้านและถูกพอกด้วยสมุนไพรสีเขียวเข้มที่ส่งกลิ่นหอมเย็นๆก่อนจะถูกพันทับด้วยผ้าพันแผลสีขาวสะอาดอย่างประณีตบรรจง

            และนอกจากบาดแผลที่ได้รับการดูแลอย่างดีแล้วเลโอยังเพิ่งตระหนักถึงสัมผัสที่แนบชิดอยู่บนผิวหนังเศษผ้ากระสอบหยาบกระด้างที่เหม็นคาวเลือดและโคลนตมซึ่งเขาจำใจสวมใส่มาตลอดการหลบหนีได้อันตธานหายไปแล้ว!บัดนี้ ร่างกายของเขาและพี่สาวถูกสวมทับด้วยชุดเสื้อผ้าทอสีขาวนวลที่เนื้อผ้านุ่มลื่นและเบาสบายจนแทบไม่รู้สึกถึงน้ำหนักมันให้ความอบอุ่นแต่ไม่อึดอัด ปรับอุณหภูมิได้ราวกับกำลังโอบกอดผิวหนังอย่างอ่อนโยนเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านระดับนี้...มันคือเนื้อผ้าแบบเดียวกับที่ขุนนางชั้นสูงในอาร์คิเดียสวมใส่ไม่ใช่หรืออย่างไรกัน!

            "พี่... พี่เลโอน่า..." เลโอเค้นเสียงที่แหบพร่าออกจากลำคอเขารีบหันขวับไปมองด้านข้าง

            บนเตียงไม้ถัดไปร่างของหญิงสาววัยสิบแปดปีผู้เป็นพี่สาวยังคงนอนหลับสนิทลมหายใจของเธอเข้าออกอย่างสม่ำเสมอบาดแผลตามร่างกายของเธอได้รับการปฐมพยาบาลและพันผ้าพันแผลอย่างรัดกุมเช่นเดียวกันใบหน้าที่เคยเปื้อนคราบโคลนและน้ำตาถูกเช็ดจนสะอาดเผยให้เห็นเค้าโครงความงดงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความซูบผอม

            เลโอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพวกเขารอดตายแล้ว... แต่อยู่ที่ไหนกันล่ะ?

            เด็กหนุ่มพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งแม้กล้ามเนื้อจะประท้วงด้วยความปวดร้าว เขากวาดสายตามองไปรอบๆโครงสร้างของอาคารไม้นี้ดูเรียบง่ายแต่แข็งแรงทนทาน ไม่มีซอกหลืบให้แมลงหรือสัตว์มีพิษซ่อนตัวแต่ทว่า... เมื่อสายตาของเขาเลื่อนไปหยุดอยู่ที่มุมห้องด้านในสุดหัวใจของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีก็แทบจะหยุดเต้น!

            "ฮ... เฮือก!!"

            เลโอเบิกตากว้างจนแทบถลนรูม่านตาหดเล็กลงด้วยความหวาดผวาขีดสุดเลือดในกายที่เพิ่งจะสูบฉีดกลับเย็นเฉียบไปถึงขั้วกระดูก!

            ที่มุมห้องตรงนั้นมี ‘เงาดำทะมึน’ ขนาดมหึมากำลังนั่งคุกเข่าอยู่!มันคือสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่โตราวกับบ้านหลังเล็กๆขนสีดำสนิทหนาเตอะปกคลุมทั่วร่างกรงเล็บที่ซ่อนอยู่ใต้อุ้งเท้าหนานั้นดูทรงพลังพอจะบดขยี้กะโหลกมนุษย์ให้แหลกละเอียดได้ในพริบตา!

            'หมียักษ์อสูรระดับ A' !

            มอนสเตอร์สายแทงก์ประจำรัฐอิสระเฮเซลบรุคหรือ ‘บาร์นีย์’ กำลังนั่งขัดสมาธิอย่างเรียบร้อยอุ้งเท้าหน้าขนาดมหึมาของมันกำลังจับ ‘สากหิน’ บดตำก้อนสมุนไพรในครกศิลาอย่างขะมักเขม้นและระมัดระวังที่สุดเพื่อเตรียมยาสมานแผลลอตใหม่ เสียง กึก... กึก... ของสากหินกระทบก้นครกดังก้องสะท้อนในความเงียบ

            แต่ในสายตาของเด็กหนุ่มที่เพิ่งหนีตายจากนรกการเห็นสัตว์อสูรขนาดยักษ์อยู่ในระยะประชิดขนาดนี้ มันคือฉากสุดท้ายของชีวิตชัดๆ!

            "อ... อย่าเข้ามานะไอ้สัตว์ประหลาด!"

            เลโอรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายกัดฟันข่มความเจ็บปวด กระโดดลงจากเตียงไปยืนขวางหน้าพี่สาวของตนไว้เขาสอดส่ายสายตาหาอาวุธคว้าเอาท่อนไม้ขนาดเท่าท่อนแขนที่ใช้สำหรับค้ำบานหน้าต่างขึ้นมาถือไว้แน่นปลายไม้สั่นกึกๆ ตามแรงสั่นของท่อนแขนที่ไร้เรี่ยวแรง

            "ถ้าแกก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว... ข... ข้าจะสู้ตาย! ข้าจะไม่ยอมให้แกกินพี่สาวของข้าเด็ดขาด!"เด็กหนุ่มตะโกนขู่ด้วยเสียงที่สั่นเครือแม้จะรู้ดีว่าไม้ท่อนแค่นี้ไม่อาจระคายเคืองผิวหนังของมอนสเตอร์ระดับนี้ได้เลยก็ตาม

            บาร์นีย์ชะงักสากหินในมือมันเอียงคอใหญ่มหึมามองดูมนุษย์ตัวจิ๋วที่กำลังทำท่าทางคุกคาม ดวงตาสีดำขลับของหมียักษ์กะพริบปริบๆด้วยความงุนงง มันไม่ได้ขู่คำราม ไม่ได้แยกเขี้ยว เพียงแต่ถอนหายใจออกมาเบาๆจนลมหายใจอุ่นๆ พัดปะทะใบหน้าของเลโอ

            "โฮก... มนุษย์... ตื่นแล้ว... เสียงดัง... หนวกหู..."บาร์นีย์บ่นอุบอิบในลำคอ ก่อนจะหันกลับไปตำสมุนไพรต่ออย่างไม่ใส่ใจ ราวกับเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นเพียงมดปลวกที่ไร้พิษสง

            เลโออ้าปากค้างสัตว์อสูรระดับสูง... เมินเขา?

            "ถ้าบาร์นีย์คิดจะกินนายเป็นอาหารเช้านายคงไม่มีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาจับท่อนไม้นั่นหรอกนะ ไอ้หนู"

            เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจและความเยือกเย็นดังก้องมาจากทางประตูหน้าของเรือนแยกโรค

            เลโอหันขวับไปมองทันทีที่หน้าประตู ปรากฏร่างของ ‘เด็กชาย’ ผู้หนึ่งกำลังยืนท้าวสะเอวอยู่เขามีเรือนผมสีเข้ม นัยน์ตาสีรัตติกาลที่ดูลึกล้ำและผ่านโลกมาอย่างโชกโชนขัดกับสรีระที่ดูน่าจะมีอายุเพียงแค่สิบสองปี ร่างนั้นสวมใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าที่ดูหรูหราและประณีตเกินกว่าจะเป็นเสื้อผ้าของชาวบ้านธรรมดา

            เด็กชายคนนั้นคือ‘อีไลอัส’ ผู้ใหญ่บ้านแห่งเฮเซลบรุค!

            อีไลอัสก้าวเดินข้าม‘เส้นปูนขาว’ เข้ามาภายในอาคารอย่างช้าๆ มั่นคงและไร้ซึ่งความหวาดหวั่น เขาสวมถุงมือหนังสัตว์และมีผ้าไหมผืนบางปิดบังจมูกและปากตามมาตรการป้องกันโรคติดต่อสายตาของเขากวาดมองประเมินสภาพของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว

            "ชีพจรเต้นเร็ว อัตราการหายใจถี่ รูม่านตาขยาย... ภาวะตื่นตระหนก สั่งการให้ต่อมหมวกไตหลั่งอะดรีนาลีนสินะ"อีไลอัสวิเคราะห์ตามหลักการแพทย์พื้นฐาน "วางท่อนไม้นั่นลงซะผู้ลี้ภัยหมายเลขสอง?"

            เลโอกำท่อนไม้แน่นขึ้น"ก... แกเป็นใคร! แกเป็นคนของพวกค้าทาสในอาร์คิเดียใช่ไหม!แกใช้มนตร์ดำควบคุมหมียักษ์ตัวนี้ไว้เรอะ!"

            ความเอะอะโวยวายของน้องชายทำให้ ‘เลโอน่า’ พี่สาววัยสิบแปดปีที่นอนอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นเธอลืมตาโพลงด้วยความหวาดผวารีบผุดลุกขึ้นนั่งและดึงตัวน้องชายเข้ามากอดไว้ด้านหลังทันทีสัญชาตญาณของการปกป้องครอบครัวทำงานเต็มพิกัดแม้ร่างกายของเธอจะสั่นเทาเป็นลูกนกก็ตาม

            "ได้โปรด... ปล่อยพวกเราไปเถอะ..." เลโอน่าเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า"พวกเราไม่มีประโยชน์อะไรให้พวกท่านหรอกพวกเราอ่อนแอเกินกว่าจะไปเป็นแรงงานทาสให้ใครแล้ว..."

            อีไลอัสหยุดยืนอยู่ห่างจากเตียงของทั้งสองในระยะประมาณสองเมตรซึ่งเป็นระยะห่างที่ปลอดภัย เขาดึงผ้าปิดปากลงเล็กน้อยเพื่อเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เยาะเย้ยแต่เป็นรอยยิ้มของความเห็นใจและเข้าใจโลก

            ทว่าออร่าที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กชายวัยสิบสองปีคนนี้กลับหนักอึ้งและทรงอำนาจยิ่งกว่าขุนนางคนใดที่เลโอน่าเคยพบเจอ!มันไม่ใช่ความกดดันแบบจิตสังหาร แต่มันคือความมั่นคงราวกับภูเขาผาหินเป็นความนิ่งสงบของ ‘ผู้ปกครอง’ ที่สามารถบงการทุกสรรพสิ่งในอาณาเขตของตนได้อย่างแท้จริง!

            "ฟังให้ดีนะ ทั้งสองคน"อีไลอัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบกระด้างแต่แฝงความอบอุ่น "ข้อแรก ข้าชื่อ 'อีไลอัส' เป็นผู้ก่อตั้งและผู้ใหญ่บ้านแห่ง 'รัฐอิสระเฮเซลบรุค' สถานที่ที่พวกเจ้าเพิ่งจะก้าวล่วงล้ำเข้ามา"

            เด็กชายชี้ไปที่บาร์นีย์"ข้อสอง หมียักษ์ตัวนี้ชื่อบาร์นีย์ เขาเป็นพลเมืองของข้าเป็นรถเครนประจำไซต์งานก่อสร้างและเป็นคนอุ้มพวกเจ้าที่สลบเหมือดอยู่ชายป่าเข้ามารักษาในห้องพยาบาลแห่งนี้เขาไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ไม่ใช่ทาส แต่เป็นลูกบ้านของข้า... และข้อสาม..."

            อีไลอัสสบตากับเลโอน่าอย่างจริงจัง"ที่นี่ ไม่ใช่จักรวรรดิอาร์คิเดีย ไม่มีกฎหมายค้าทาส ไม่มีการใส่โซ่ตรวนข้าเป็นคนใช้คีมเหล็กงัดโซ่ขึ้นสนิมพวกนั้นออกจากข้อเท้าพวกเจ้าเอง...รวมถึงเสื้อผ้ากระสอบที่เปื้อนเลือดและเต็มไปด้วยเชื้อโรคของพวกเจ้า ข้าก็สั่งให้คนนำไปเผาทิ้งและเช็ดตัวทำความสะอาดพร้อมเปลี่ยนชุดผ้าไหมพฤกษาที่ฆ่าเชื้อแล้วให้ใหม่ทั้งหมดรัฐอิสระแห่งนี้คือ 'เซฟโซน' ...ตราบใดที่พวกเจ้าอยู่ที่นี่จะไม่มีใครทำร้ายพวกเจ้าได้ ข้าขอรับประกันด้วยเกียรติของสถาปนิก!"

            คำประกาศที่ดุดันและหนักแน่นของอีไลอัสราวกับน้ำเย็นจัดที่สาดรดลงบนกองเพลิงแห่งความตื่นตระหนกเลโอน่าและเลโอเบิกตากว้าง พวกเขามองดูข้อมือที่ไร้โซ่ตรวนมองดูผ้าพันแผลที่ถูกทำไว้อย่างประณีตและมองดูหมียักษ์ที่ยังคงนั่งตำสมุนไพรต่อไปเงียบๆ...

            กำแพงแห่งความหวาดระแวงพังทลายลงในพริบตา!

            "ท... ท่านช่วยพวกเราไว้... ท่านไม่ได้จะจับเราไปขาย..."เลโอน่าปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เธอทรุดตัวลงคุกเข่าบนเตียงก้มศีรษะลงจดพื้นไม้กระดาน "ขอบพระคุณ... ขอบพระคุณท่านอีไลอัส! ข้าเลโอน่าและน้องชายเลโอ ขอมอบชีวิตนี้ทดแทนพระคุณของท่านเจ้าค่ะ!"

            เลโอลดท่อนไม้ในมือลงเขาทรุดตัวลงร้องไห้ตามพี่สาว ความรู้สึกปลอดภัยที่แท้จริงซึ่งพวกเขาไม่เคยได้สัมผัสมานานแรมปี บัดนี้กำลังโอบกอดพวกเขาไว้ในเรือนไม้เล็กๆแห่งนี้

            โครกกกกกก....ครากกกกก...

            ท่ามกลางบรรยากาศอันซาบซึ้งจู่ๆ เสียงคำรามที่ดังกึกก้องก็ดังแทรกขึ้นมา แต่มันไม่ได้มาจากบาร์นีย์...มันมาจากกระเพาะอาหารของสองพี่น้องที่ว่างเปล่ามานานหลายวัน!

            เลโอหน้าแดงก่ำด้วยความอายเขากุมท้องตัวเองไว้แน่น "ข... ขอโทษครับท่านอีไลอัส... พ...พวกเราไม่ได้กินอะไรตกถึงท้องมาสี่วันเต็มๆ แล้ว... ถ้าท่านพอจะมีเศษขนมปังแข็งๆหรือหญ้าแห้งๆ ให้พวกเราประทังชีวิต..."

            "ห้ามกินของแข็งเด็ดขาด!" อีไลอัสยกมือขึ้นห้ามเสียงแข็งทันควันทำเอาสองพี่น้องสะดุ้งสุดตัว

            "ท... ทำไมล่ะเจ้าคะ? หรือว่าอาหารในหมู่บ้านขาดแคลน..."เลโอน่าถามเสียงสั่น

            "ในห้องเก็บเสบียงของข้ามีผักกาดขาวและมันเทศป่าเป็นตันๆ ขนมปังข้าวสาลีก็เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆแต่ข้าให้พวกเจ้าระดมกินของพวกนั้นตอนนี้ไม่ได้!" อีไลอัสสวมวิญญาณนักวิชาการอธิบายหลักการแพทย์อย่างฉะฉาน

            "เมื่อร่างกายของมนุษย์ขาดอาหารอย่างรุนแรงเป็นเวลานานระบบทางเดินอาหารของพวกเจ้าจะอยู่ในสถานะ 'ปิดระบบ' ลำไส้จะฝ่อและหยุดการหลั่งน้ำย่อย... ให้เปรียบเทียบในทางวิศวกรรมมันก็เหมือนกับ 'ท่อน้ำที่แห้งกรังและมีรอยร้าว'! ถ้าจู่ๆ ข้าโยนขนมปังแข็งๆ หรือเนื้อย่างก้อนโตให้พวกเจ้ากินมันก็เหมือนกับการสูบน้ำแรงดันสูงอัดเข้าไปในท่อที่เปราะบาง!ระบบย่อยอาหารจะรับไม่ไหว ลำไส้จะอุดตัน ระดับอินซูลินจะพุ่งปรี๊ด...ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า 'ภาวะช็อกจากการรับสารอาหารหลังอดอยาก'มันอาจทำให้พวกเจ้าช็อกตายได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง!"

            เด็กชายอธิบายด้วยภาพเปรียบเทียบ"ถ้าจู่ๆ ฉันโยนขนมปังแข็งๆ หรือเนื้อย่างก้อนโตให้พวกเธอกินมันก็เหมือนกับการสูบน้ำแรงดันสูง อัดเข้าไปในท่อที่เปราะบาง!ระบบย่อยอาหารของพวกเธอจะรับไม่ไหว ลำไส้จะอุดตันระดับอินซูลินจะพุ่งปรี๊ดจนทำให้แร่ธาตุในเลือดเสียสมดุล! ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า 'ภาวะช็อกจากการรับสารอาหารหลังอดอยาก' มันอาจทำให้พวกเธอช็อกตายได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง!"

            เลโอน่าและเลโอกลืนน้ำลายลงคอแม้จะไม่เข้าใจคำว่าอินซูลินหรือท่อน้ำแรงดันสูงแต่พวกเขาเข้าใจชัดเจนว่าการกินตะกละตะกลามในตอนนี้คือการฆ่าตัวตาย

            "ถ้าเช่นนั้น... พวกเราควรทำอย่างไรดีเจ้าคะท่านผู้ใหญ่บ้าน..."เลโอน่าถามอย่างอ่อนแรง

            "ฉันเตรียมทางออกทาง 'วิศวกรรมอาหาร' ไว้ให้แล้ว รอแป๊บเดียว"

            อีไลอัสหันไปพยักหน้าให้บาร์นีย์หมียักษ์อสูรวางสากหินลง แล้วเดินอุ้ยอ้ายออกไปนอกเรือนแยกโรค หยิบเอา 'หม้อดินเผาเคลือบ'ขนาดใหญ่ที่ถูกอุ่นทิ้งไว้บนเตาถ่านขนาดเล็กตรงจุดส่งของนอกเส้นปูนขาวเข้ามาส่งให้อีไลอัสอย่างระมัดระวัง

            ทันทีที่อีไลอัสเปิดฝาหม้อดินเผาออก...ไอร้อนสีขาวก็พวยพุ่งขึ้นมาในอากาศ พร้อมกับ 'กลิ่นหอมหวนอันล้ำลึกและเข้มข้น' ที่แทรกซึมทะลุหน้ากากผ้าเข้าไปกระแทกต่อมรับรสของสองพี่น้องจนน้ำลายสอ!

            มันไม่ใช่กลิ่นของสตูว์ผักจืดๆและไม่ใช่กลิ่นของเนื้อย่างไฟแรง แต่มันคือกลิ่นของความกลมกล่อมที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างยาวนาน!

            "นี่คือ 'โจ๊กธัญพืชและน้ำซุปกระดูก'"อีไลอัสประกาศชื่อเมนูแห่งการเยียวยาเขาใช้ทัพพีไม้คนส่วนผสมในหม้อให้เข้ากัน

            "ฉันให้ดัสตี้ไปขุดรากสมุนไพรฤทธิ์เย็นมา ผสมกับแป้งข้าวสาลีบดหยาบๆจากโรงสีใหม่ของเรา และที่สำคัญที่สุด... น้ำซุปในหม้อนี้ฉันใช้กระดูกท่อนโตของวัวหินผาที่ฟินน์ล่ามาได้ นำมาทุบให้แตกเพื่อดึงเอา 'ไขกระดูก' ออกมา แล้วตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยว อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสี่ชั่วโมงเต็ม!"

            อีไลอัสตักโจ๊กที่ข้นหนืดและร้อนฉ่าใส่ชามไม้ที่ต้มฆ่าเชื้อแล้ว นำไปวางไว้ที่ปลายเตียงของสองพี่น้อง

            "ผลลัพธ์จากการเคี่ยวโครงสร้างกระดูกด้วยความร้อนต่ำ คือการสกัดเอา 'คอลลาเจน' และกรดอะมิโนจำนวนมหาศาลออกมาละลายอยู่ในน้ำซุป!" สถาปนิกน้อยอธิบายสรรพคุณทางชีวเคมี"คอลลาเจนพวกนี้แหละ คือ 'กาวชีวภาพ' ชั้นยอด! เมื่อพวกเธอกินโจ๊กชามนี้เข้าไป น้ำซุปที่เข้มข้นแต่นุ่มนวลจะเข้าไป 'ฉาบเคลือบ' และซ่อมแซมผนังลำไส้ที่สึกหรอของพวกเธออย่างอ่อนโยนที่สุด!ส่วนคาร์โบไฮเดรตที่ต้มจนเละแทบจะเป็นน้ำจะถูกดูดซึมไปเป็นพลังงานให้เซลล์ในร่างกายได้ทันทีโดยไม่ต้องออกแรงย่อย!"

            "อาหารที่ถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างร่างกายที่พังทลาย...นี่แหละคือสถาปัตยกรรมแห่งการเยียวยา! เอ้า! กินซะสิ ค่อยๆ ซดทีละคำอย่ารีบร้อน"

            เลโอน่าและเลโอมือสั่นเทาขณะประคองชามไม้ขึ้นมาจรดริมฝีปาก พวกเขาเป่าไอร้อนเบาๆก่อนจะซดโจ๊กน้ำซุปกระดูกเข้าไปอึกแรก...

            วูบ...

            ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความอบอุ่นที่ไหลลื่นลงไปตามลำคอราวกับหยาดฝนที่หยดลงบนผืนดินที่แห้งแล้งมานานนับปี รสชาติอูมามิ ที่ลึกล้ำของไขกระดูกผสมผสานกับความหวานละมุนของแป้งข้าวสาลีและกลิ่นหอมของรากสมุนไพรมันแตกซ่านกระจายไปทั่วทุกอณูของต่อมรับรสความข้นหนืดของคอลลาเจนช่วยเคลือบกระเพาะอาหารที่กำลังปวดเกร็งให้คลายตัวลงอย่างน่าอัศจรรย์ ความเจ็บปวดจากแผลในช่องท้องมลายหายไปในพริบตา!

            "อร่อย... อร่อยเหลือเกิน..." เลโอพึมพำทั้งน้ำตาเขายกชามขึ้นซดโจ๊กอึกใหญ่ ร่างกายที่เคยหนาวสั่นเริ่มมีเหงื่ออุ่นๆซึมออกมาที่หน้าผาก พลังงานแห่งชีวิตกำลังถูกชาร์จกลับเข้าสู่ร่างกาย

            เลโอน่าตักโจ๊กเข้าปากคำแล้วคำเล่ารสชาติที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอนของเด็กชายแปลกหน้าตรงหน้าทำให้กำแพงความเข้มแข็งที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องน้องชายพังทลายลงจนหมดสิ้น

            หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจไหลอาบแก้มสองข้างของเด็กสาววัยสิบแปดปี ร่วงหล่นลงผสมกับโจ๊กในชามไม้เธอไม่ได้ร้องไห้เพราะความหวาดกลัว หรือความเจ็บปวดอีกต่อไป...แต่เธอร้องไห้เพราะความ 'ซาบซึ้งใจ' อย่างหาที่สุดไม่ได้

            ตลอดเวลาที่เป็นทาสในจักรวรรดิอาร์คิเดียพวกเขาถูกมองเป็นเพียงเศษขยะ เป็นแรงงานที่กินเศษอาหารบูดเน่าเพื่อประทังชีวิต แต่ณ ที่แห่งนี้... ในเรือนไม้เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ปลายลมของหมู่บ้านที่มีมอนสเตอร์เดินขวักไขว่...ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นเพียงเด็กชายอายุสิบสองปีกลับปรุงอาหารที่วิจิตรบรรจงและเปี่ยมไปด้วยการคำนวณทางวิทยาศาสตร์เพื่อเยียวยาชีวิตที่ไร้ค่าของพวกเขาอย่างทะนุถนอมที่สุด

            "ขอบพระคุณเจ้าค่ะ... ท่านอีไลอัส... อาหารมื้อนี้... เป็นอาหารที่ต่อชีวิตพวกข้าจริงๆ..."เลโอน่าสะอื้นไห้ วางชามไม้ที่ว่างเปล่าลง และก้มหัวคำนับอีกครั้ง

            อีไลอัสกอดอกมองดูผลงานการเยียวยาของตนเองด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก"กินให้อิ่มแล้วก็นอนพักซะ พรุ่งนี้ฉันจะมาตรวจแผลอีกรอบ...รัฐอิสระเฮเซลบรุค ไม่เคยทอดทิ้งใครที่ก้าวเข้ามาพึ่งพิงหรอกนะ"

            เด็กชายหันหลังเดินออกจากเรือนแยกโรคโดยมีบาร์นีย์เดินตามหลังมาติดๆปล่อยให้สองพี่น้องผู้ลี้ภัยได้พักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายในเซฟโซนที่แท้จริง

            การปรากฏตัวของมนุษย์สองคนนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มภาระให้หมู่บ้าน แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการรวบรวมข้อมูลโลกภายนอกที่อีไลอัสจะต้องใช้มันเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่ชื่อว่า 'จักรวรรดิอาร์คิเดีย'ซึ่งกำลังก่อตัวอยู่เหนือเส้นขอบฟ้าอย่างแน่นอน!

    คล้ายกับเรื่องหนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1 ที่คุณอ่าน