บทที่ 53 สามเดือนให้หลัง ผลน้ำเต้าหลิงเยว่ฟื้นนิทรา
กาลเวลาในหุบเขาดูสั้นนัก พริบตาเดียวสามเดือนก็ผ่านไป
สามเดือนมานี้ สวี่ไท่ผิงใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ นอกจากฝึกฝนพลังฉานเสียและวิชาอื่น ๆ ทุกวันแล้ว เวลาที่เหลือเขาก็จะไปรดน้ำ กำจัดศัตรูพืช และใส่ปุ๋ยให้สมุนไพรในสวนสมุนไพร หรือไม่ก็สอนผิงอันพูดและอ่านหนังสือ
เนื่องจากขีดจำกัดของกระดูก ความก้าวหน้าของพลังฉานเสียจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้าดังที่เขาคาดการณ์ไว้ ทั้งยังทะเลปราณในร่างกายของเขายังไม่ก่อตัวขึ้น มันยังคงพร่ามัวเลือนราง
แต่สวี่ไท่ผิงก็ไม่ได้รีบร้อน เพราะสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถควบคุมได้ เขาทำได้เพียงรอให้ผลใต้พิภพสุกงอมเสียก่อน จึงจะหาวิธีแก้ไขได้
ว่ากันด้วยเรื่องสมุนไพรในสวนสมุนไพร ปีนี้เขาปลูกโชวูรากหิมะเป็นหลัก โชวูรากหิมะชนิดนี้มีสีขาวราวหิมะ เป็นยาชั้นยอดสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บจากกระบี่ นับว่าเป็นยาอันล้ำค่า
โชวูรากหิมะชนิดนี้จะให้ผลผลิตปีละครั้ง หนึ่งชั่งสามารถแลกเปลี่ยนเป็นแต้มสำนักได้สิบเหรียญ แต่มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่จะงอกรากสีขาวราวกับหิมะออกมาได้ สวนสมุนไพรพื้นที่สามหมู่ของเขามากสุดก็น่าจะให้ผลผลิตได้ราว ๆ ห้าสิบชั่ง เท่ากับว่ามีแต้มสำนักห้าร้อยเหรียญ หักค่าเมล็ดพันธุ์สองร้อยเหรียญ กำไรก็อยู่ที่สามร้อยเหรียญเท่านั้น
แต่ด้วยค่ายกลรวมปราณที่เทพธิดาหลิงเยว่สร้างไว้ ประกอบกับประสบการณ์ที่ได้รับจากการปลูก จื่อซูเก้าใบเมื่อปีที่แล้ว สวี่ไท่ผิงจึงรู้สึกว่าปีนี้ผลผลิตอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะราว ๆ หนึ่งร้อยหกสิบชั่ง
แบบนี้อย่างน้อยเขาก็น่าจะได้แต้มสำนักหนึ่งพันสี่ร้อยเหรียญ
นอกจากโชวูรากหิมะแล้ว สวี่ไท่ผิงยังปลูกสมุนไพรที่จำเป็นสำหรับการหลอมโอสถรวมฤทธาอีกจำนวนหนึ่ง หลังจากที่ผลผลิตออกภายในหนึ่งปี อย่างน้อยเขาก็น่าจะสามารถหลอมโอสถรวมฤทธาได้สิบเม็ด
"สมุนไพรที่แพงที่สุดที่ศิษย์นอกสำนักสามารถซื้อได้ก็คือโชวูรากหิมะ นั่นหมายความว่าหากศิษย์นอกสำนักไม่ปล้นชิงผู้อื่น อย่างมากที่สุดภายในสามปีก็จะหาแต้มสำนักได้เพียงสองถึงสามร้อยเหรียญเท่านั้น ดูเหมือนว่าทั้งหมดนี้สำนักชิงเสวียนจะวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว"
หลังจากฝึกฝนพลังฉานเสียเป็นเวลาสองชั่วยาม สวี่ไท่ผิงก็พลิกตัวลุกจากเตียง และเริ่มคิดถึงรายได้ของปีนี้
" สวี่ไท่ผิง วันนี้ข้ารดน้ำ กวาดลานและล้างผักแล้ว เจ้า... เล่นหมากรุกกับข้าได้หรือไม่"
ทันใดนั้น วานรน้อยผิงอันก็โผล่หน้าเข้ามาที่กรอบประตู ดวงตากลมโตกะพริบมองสวี่ไท่ผิง
"ได้ หลังจากกินข้าวเสร็จข้าจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง"
สวี่ไท่ผิงยืนขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
หนึ่งปีผ่านไป ตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มผอมแห้งแรงน้อยที่เพิ่งขึ้นเขามาใหม่ ๆ อีกต่อไปแล้ว
รูปร่างของเขาสูงถึงหกฉื่อ ไม่เพียงเท่านั้น กายเนื้อยังดูสมส่วนแข็งแรง ใบหน้าที่เคยอ่อนเยาว์บัดนี้กลับดูคมคายขึ้น ความหล่อเหลาแฝงไปด้วยพลังแห่งวัยเยาว์
"ดีจริง!"
ได้ยินว่าสวี่ไท่ผิงจะเล่นหมากรุกกับตน ผิงอันก็ดีใจกระโดดขึ้นไปบนม้านั่งข้าง ๆ ทันที
แม้เวลาจะผ่านไปเพียงสามเดือน แต่มันเป็นวานรคีรีน้อยที่มีสายเลือดอสูร ฉลาดเฉลียวเป็นพิเศษ ไม่เพียงแต่เรียนรู้ภาษาของมนุษย์ได้ แต่ยังตกหลุมรักการเล่นหมากรุกกับสวี่ไท่ผิงด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ความเฉลียวฉลาดน่ารักของมันยังทำให้สวี่ไท่ผิงลืมไปเลยว่าแท้จริงแล้วมันเป็นสัตว์อสูร
ทุกวันมันจะอ่านหนังสือและฝึกเขียนตามที่สวี่ไท่ผิงบอก ทั้งยังคัดลอกตำรายา ช่วยสวี่ไท่ผิงทำงานบ้าน และระยะหลังมมันยังหัดก่อไฟทำอาหารได้แล้ว
" อ้อ จริงสิ สวี่ไท่ผิง คนผู้นั้นมาอีกแล้ว เขาให้ข้าบอกท่านว่าเขายังจะมาอีก "
วานรคีรีน้อยพูดพลางกระโดดขึ้นไปบนไหล่ของสวี่ไท่ผิง
" หากเขามาอีก เจ้าก็บอกเขาไปว่าข้าเพียงปรารถนาจะบำเพ็ญเพียรอย่างสงบ มิสนใจที่จะเข้าร่วมกับหอเมฆา "
สวี่ไท่ผิงพูดพลางลูบหัวผิงอัน
ที่เรียกว่าหอเมฆา แท้จริงแล้วเป็นสมาคมของนักพรตนอกของภูเขาเซียนอวิ๋นหลู ศิษย์นักพรตนอกที่เข้าร่วมจะได้รับความคุ้มครองจากหอเมฆา ถ้าสวี่ไท่ผิงเผชิญหน้ากับอสูรเหมือนครั้งก่อน เขาก็สามารถขอความช่วยเหลือจากพวกเขาได้
ในตอนแรกเขาก็คิดว่าจะเข้าร่วมสมาคมนี้หรือไม่ เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เขามีหลักประกันมากขึ้น แต่หลังจากที่สอบถามไป๋อวี่เกี่ยวกับสถานการณ์ของหอเมฆาแล้ว เขาก็เปลี่ยนใจ
ประการแรก หลังจากเข้าร่วมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากสวนสมุนไพรหรือถ้ำบำเพ็ญเพียร หลังจากหักส่วนที่ต้องมอบให้สำนักชิงเสวียนแล้ว ยังต้องมอบส่วนที่เหลืออีกหนึ่งในสามให้กับหอเมฆา
ประการที่สอง ต้องเชื่อฟังคำสั่งของหอเมฆาตลอดเวลา และติดตามนักพรตในหอเมฆาไปล่าอสูรด้วย
แม้ว่าการล่าอสูรจะได้รับรางวัล แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องมอบให้กับหอเมฆาอยู่ดี
นอกจากสองข้อข้างต้นแล้ว สิ่งที่ทำให้สวี่ไท่ผิงหมดความคิดที่จะเข้าร่วม ก็คือคำเตือนของไป๋อวี่ " นักพรตของหอเมฆาเกือบทั้งหมดที่กลายเป็นศิษย์ของยอดเขาที่เจ็ด ล้วนถูกหอเมฆาคุกคาม โดยให้พวกเขาเปิดเผยข้อมูลของสำนักและจ่ายแต้มสำนักจำนวนมหาศาล "
ด้วยเหตุนี้ สวี่ไท่ผิงจึงล้มความคิดทันที
ตามที่ไป๋อวี่กล่าว ตราบใดที่เขาไม่ปรากฏตัว คนเหล่านี้จะรบกวนเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นพวกนั้นก็จะจากไปเอง ไม่จำเป็นต้องสนใจ
"ผิงอัน เมื่อคุยกับคนผู้นั้นเสร็จแล้ว ก็อย่าออกไปนอกบริเวณเรือนไผ่เขียวเป็นอันขาด "
สวี่ไท่ผิงกำชับวานรคีรีน้อยอีกครั้ง
“เข้าใจไหม” สวี่ไท่ผิงกล่าว
ผิงอันพยักหน้ารับคำ
“ไป พวกเรามาดูน้ำเต้าที่สวนกันเถิด หากไม่มีอะไรผิดพลาด คืนนี้พี่หลิงเยว่ก็น่าจะตื่นแล้ว” สวี่ไท่ผิงพูดพลางอุ้มผิงอันไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะพามันเดินตรงไปยังสวนสมุนไพร
ณ สวนสมุนไพร
ในตอนนี้ สวนสมุนไพรไม่ได้ดูรกร้างเหมือนเมื่อสามเดือนก่อนอีกแล้ว ที่แห่งนี้กลับกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ที่เขียวชอุ่ม บางคราก็ยังได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรลอยโชยมา
ท่ามกลางพืชสมุนไพรนานาพันธุ์ที่โอนเอนไหวไปตามสายลม มีต้นน้ำเต้าสีเขียวมรกตต้นหนึ่ง และผลน้ำเต้าสามลูกสามสีที่ห้อยอยู่บนเถานั้นดูโดดเด่นสะดุดตายิ่ง
และผลน้ำเต้าสามลูกนี้ก็คือ ผลของผลใต้พิภพหลังจากที่มันแปรเปลี่ยนเป็นครั้งที่สอง
“สวี่ไท่ผิง น้ำเต้าพวกนี้ช่างหอมหวนยิ่งนัก” ผิงอันพูดขึ้นหลังจากที่มันลองดมดู ดวงตากลมโตฉายแววละโมบออกมา ก่อนที่มันจะแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างอดใจไม่ไหว
“วานรคีรีน้อย เจ้ากล้ากินข้าหรือ เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเข้าไปในท้องแล้วทำให้ลำไส้ของเจ้าปั่นป่วนหรือไร” สวี่ไท่ผิงที่จะเอ่ยปากดุผิงอัน แต่ทันใดนั้นเอง ผลน้ำเต้าสีเขียวที่อยู่ท่ามกลางผลน้ำเต้าอีกสองลูกก็ส่งเสียงหวานใสราวกับเสียงสตรีออกมาเสียก่อน
ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น สวี่ไท่ผิงก็เผยยิ้มออกมาอย่างยินดี ก่อนจะหันไปมองผลน้ำเต้าลูกนั้นแล้วเอ่ยว่า
“พี่หลิงเยว่ ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว”