อ๋องเจ็ดอ่านเนื้อความในหนังสือหมั้นหมายอย่างจริงจังเขาพับเก็บใส่ไว้ในอกเสื้อช้าๆ ก่อนจะเอ่ยกับอ๋องเก้า “ไม่เลว”
อ๋องเก้าตกตะลึงยิ่งนัก
อะไรของพี่เจ็ดกันก็ดูใส่ใจพี่สะใภ้เจ็ดมากขนาดนั้น แต่พอนางถูกทำร้ายเหตุใดถึงไม่รีบลงไปช่วยนางเล่า ถึงไม่ลงไปเอง อย่างน้อยก็ต้องส่งองครักษ์ลับไปไม่ใช่หรือ!
อ๋องเก้าร้อนใจอยากรู้นักแต่ติดที่อ๋องเจ็ดเป็นคนพูดน้อย การจะเค้นคำพูดจากปากเขานั้นยากยิ่งนัก
หนึ่งชั่วยามต่อมาอ๋องเจ็ดเห็นฮวาชิงเหยียนซึ่งสีหน้าเผือดซีดเดินออกมาจากร้านนางปฏิเสธเถ้าแก่หลินที่อยากให้คนมาส่ง แล้วเดินตรงไปยังจุดที่ตนเป็นลมล้มลงนางย่อตัวเก็บเศษผงหยกบนพื้นลงขวดลายครามก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป
แววตาลุ่มลึกของอ๋องเจ็ดฉายแสงวาบก่อนจะให้คนเข็นรถจากไปด้วยเช่นกัน
ทิ้งอ๋องเก้าให้ร้อนรุ่มอยู่ในใจเพียงคนเดียวแน่นอนว่าอ๋องเจ็ดไม่มีวันยอมให้อ๋องเก้ารู้ว่าตลอดเวลานั้นเขานึกถึงแต่ภาพฮวาชิงเหยียนที่เอาเส้นผมของจ้าวหลิงเฟิงเก็บใส่อกเสื้อ
ฮวาชิงเหยียนไม่รู้เลยว่าอ๋องเจ็ดจับตาดูนางอยู่ตลอดก่อนหน้านี้นางฝืนใช้พลังจิตที่มีเพียงน้อยนิดทำให้ยังคงรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรงไม่รู้ว่าจะส่งผลเสียต่อพลังจิตในภายหลังหรือไม่
สิ่งที่นางกำลังคิดไม่ตกคือเมื่อครู่แม้จะทุ่มพลังจิตทั้งหมดลงไปหนึ่งกระบวนท่าแต่กลับไม่สามารถทำลายทะเลจิตสำนึกของจ้าวหลิงเฟิงได้สีหน้าของฮวาชิงเหยียนจึงเย็นชาผิดปกติ ตอนนี้นางยังอ่อนแอเกินไปแต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ต้องแกร่งเหนือกว่าจ้าวหลิงเฟิงให้จงได้! แค้นที่มีต่อจ้าวหลิงเฟิงและจวินอู๋ย่าวันนี้...จะต้องชำระแน่นอน!
จากคำบอกเล่าของเจ้าต้าโถวกับคนอื่นๆนางพอจะเดาได้ว่าช่วงเวลาคับขันมีคนช่วยชีวิตนางไว้ ไม่เช่นนั้นนางคงตายไปแล้วเพียงแต่เพราะหมดสติ นางเลยไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนช่วย ด้วยนิสัยเดิมฮวาชิงเหยียนนับถือคติที่ว่า บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ เมื่อเห็นเศษผงหยกหล่นอยู่บนพื้นนางจึงเก็บบางส่วนใส่ขวดลายครามหวังจะนำไปตรวจสอบดูว่าเป็นผงของสิ่งใดและผู้ใดเป็นคนช่วยนางกันแน่
พอกลับถึงเรือนฮวาชิงเหยียนพบว่าฮวาเฮ่าเย่ว์อยู่ในห้องของซูซื่อบ่าวทั้งสองก็ดูเหมือนจะอยู่ในนั้นด้วย ราวกับว่ากำลังปรึกษาอะไรกันอยู่นางยังรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อยเมื่อเก็บเศษผงและเส้นผมของจ้าวหลิงเฟิงไว้เรียบร้อยแล้วก็นอนลงพักทันที
ตอนที่ฮวาชิงเหยียนตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็นเวลากลางคืนแล้ว
นางยกมือกดขมับที่ยังรู้สึกปวดตุบๆอยู่ยังไม่ทันจะฟื้นตัวเต็มที่ก็ได้ยินเสียงตื่นเต้นของเซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยดังขึ้น
“คุณหนู ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ!”
ฮวาชิงเหยียนหันไปมองเห็นดวงตาคู่งามสองคู่จ้องมองนางด้วยความดีใจนางขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยถาม “พวกเจ้ามาอยู่ในห้องข้าทำไม”
“คุณหนู ท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เหตุใดไม่บอกพวกบ่าวสักคำบ่าวตั้งใจจะวัดตัวให้ท่านเพื่อตัดชุดใหม่แท้ๆ คุณหนูหิวหรือไม่เจ้าคะข้าวในหม้อยังอุ่นอยู่ เดี๋ยวบ่าวไปยกมาให้เดี๋ยวนี้!”
เสี่ยวเหมยพูดจบก็รีบออกไปยกอาหารส่วนเซี่ยจู๋ก็เอ่ยอย่างร่าเริง “คุณหนูท่านอยากได้ลายปักแบบไหนเจ้าคะ”
ชุดแต่งงานมีลวดลายให้เลือกหลากหลายบ้างก็เป็นมังกรหงส์เคียงคู่ บ้างก็เป็นดอกไม้เบ่งบาน “พวกเจ้าจะตัดชุดให้ข้าหรือ”
ฮวาชิงเหยียนก้มมองชุดผ้าหยาบที่ตนสวมอยู่ครั้นเห็นว่าตอนนี้ครอบครัวมีเงินแล้วก็ไม่ควรตระหนี่เรื่องเสื้อผ้านางจึงโบกมือเอ่ยเสียงหนักแน่น “เอาลายปักแบบเรียบง่ายก็พอไม่ใช่แค่ชุดของข้า ของท่านแม่กับพี่ชายก็ต้องเตรียมไว้ของเจ้าและเสี่ยวเหมยก็ด้วย อีกอย่างพรุ่งนี้ไปสืบให้ข้าหน่อยว่ามีช่างคนใดถนัดซ่อมแซมเรือนบ้างเรือนนี้ควรได้รับการซ่อมแซมนานแล้ว หากวันไหนฝนตกหนักอีกคงได้พังแน่”
เซี่ยจู๋ดีใจจนพยักหน้ารับไม่หยุด “คุณหนูวางใจได้เลยเจ้าค่ะ ฮูหยินสั่งไว้แล้วว่าพรุ่งนี้จะเริ่มลงมือทันทียังบอกให้บ่าวตัดชุดใหม่ให้ท่านเพิ่มอีกสองชุดด้วย เดี๋ยวบ่าววัดตัวให้นะเจ้าคะ”
เซี่ยจู๋คิดในใจว่าคุณหนูของนางคงเจอคนที่ชอบเข้าแล้วพอตื่นมาก็รีบร้อนอยากซ่อมเรือนกับสั่งตัดชุดใหม่ดูท่าว่าคุณหนูจะกระตือรือร้นอยากแต่งออกเรือนไวยิ่งกว่าฮูหยินกับคุณชายเสียอีก
“อืม วัดได้เลย” ฮวาชิงเหยียนกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืน
เซี่ยจู๋เตรียมสายวัดไว้ไม่ห่างมือเพราะตั้งใจว่าหากคุณหนูตื่นก็จะวัดตัวให้ทันที
ระหว่างที่เซี่ยจู๋กำลังวัดตัวให้ฮวาชิงเหยียนเสี่ยวเหมยก็ยกสำรับอาหารเข้ามา พอวางของเรียบร้อยก็เข้ามาช่วยอีกแรง “จริงสิเจ้าคะฉางฮูหยินส่งตั๋วเงินหนึ่งล้านตำลึงทองมาแล้วเจ้าค่ะ ฮวาฮูหยินให้บ่าวมาบอกว่าหากท่านตื่นเมื่อไหร่ก็ให้ไปรับที่ห้องเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องหรอก บอกท่านแม่ให้เก็บไว้เถิด หากข้าจะใช้ค่อยไปขอเอา”
คิดไม่ถึงเลยว่าฉางฮูหยินจะรักษาคำพูดบอกว่าวันนี้จะส่งเงินมาก็ส่งมาจริงๆ ช่างดีเสียเหลือเกิน! ในเมื่อมีเงินหนึ่งล้านตำลึงทองแล้วนางย่อมซื้อสมุนไพรกับเครื่องมือได้อีกมากมาย
เซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยพยักหน้ารับ“เจ้าค่ะ บ่าวจะไปเรียนฮูหยินให้เจ้าค่ะ”
วัดตัวไปได้สักพักฮวาชิงเหยียนก็ปรายตามองอาหารที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พอแล้ว ข้าจะกินข้าว พวกเจ้าไม่ต้องอยู่เฝ้าแล้ว ออกไปพักเถิด”
เสี่ยวเหมยกับเซี่ยจู๋ออกไปด้วยสีหน้าระรื่นจนฮวาชิงเหยียนอดสงสัยไม่ได้
พวกนางดูอารมณ์ดียิ่งนักเป็นเพราะเงินหนึ่งล้านตำลึงทองที่ฉางฮูหยินส่งมาหรือ
พอนึกถึงเรื่องชุดใหม่ที่มารดาพูดถึงคงเพราะได้เงินก้อนนี้มาเป็นแน่ นางจึงทั้งซ่อมเรือนทั้งสั่งตัดเสื้อผ้าฮวาชิงเหยียนชักจะชอบความใจกว้างเช่นนี้ของมารดาเข้าแล้ว
หลังกินข้าวเสร็จฮวาชิงเหยียนรู้สึกว่าอาการปวดหัวทุเลาลงบ้างแล้ว จึงเริ่มโคจรพลังจิตของตนทว่ากลับต้องขมวดคิ้ว
เหตุใดถึงไม่พบพลังจิตในทะเลจิตสำนึก
ทะเลจิตสำนึกยังคงตึงแน่นราวกับจะระเบิดคงเป็นเพราะฝืนใช้งานเกินขีดจำกัด หากไม่รีบรักษา ก็ยากนักที่พลังจิตจะฟื้นคืน
เมื่อรู้ว่าพลังจิตของตนเสียหายรุนแรงฮวาชิงเหยียนก็ยิ่งเกลียดจ้าวหลิงเฟิงกับจวินอู๋ย่ามากขึ้นกว่าเดิม
ข้าจะไม่มีวันลืมแค้นในวันนี้เด็ดขาด!
จวนตระกูลฉาง
หลังได้ยินบ่าวรับใช้รายงาน ซูเสี่ยวเสี่ยวก็ตวาดลั่นเสียงแหลมในทันที “เจ้าบอกว่าคนที่รักษาฉางจื่อโหรวคือเจ้าคนไร้ค่าฮวาชิงเหยียนของจวนอันกั๋วกงหรือ!”
บ่าวชายรายงานตามจริง “ใช่ขอรับฮูหยินห้าบ่าวได้ข่าวมาว่าฮวาชิงเหยียนใช้สิ่งที่เรียกว่าโอสถน้ำเสริมความงามรักษาใบหน้าคุณหนูจนหายดีซ้ำยังทำให้ดูงดงามกว่าเดิมอีก ไม่เพียงเท่านั้นผู้ดูแลร้านหลินแห่งร้านโอสถเทียนชิงกับเด็กรับใช้ที่ชื่อต้าโถวก็เคยทดลองใช้พอใช้แล้วผู้ดูแลร้านหลินดูหนุ่มขึ้นสิบกว่าปีส่วนเจ้าต้าโถวที่เดิมทีหน้าตาขี้ริ้วก็ดูดีขึ้นมากเลยขอรับ”
ซูเสี่ยวเสี่ยวกำผ้าเช็ดหน้าแน่นดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “นางมีโอสถที่ช่วยให้คนงามขึ้นซ้ำยังอ่อนเยาว์ลง? ถึงขั้นเหนือกว่าโอสถฟื้นคืนผิวพรรณเชียวหรือ”
นางยกมือลูบใบหน้าของตนที่ยังคงเยาว์วัยทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าทางบ้านมารดาไม่ได้ส่งโอสถฟื้นคืนผิวพรรณมาให้นานกว่าครึ่งปีแล้วโอสถที่กินไปก่อนหน้านี้ก็เหลือฤทธิ์อยู่ได้อีกแค่เดือนเดียว แม้จะกินโอสถนั้นแล้วแต่นางก็ยังสัมผัสได้ว่าผิวพรรณเริ่มโรยรา หากวันใดต้องแก่จนกลายเป็นเหมือนหญิงหน้าซีดอย่างหยางซื่อนางย่อมทนไม่ได้แน่
บ่าวชายกล่าวยืนยัน “บ่าวสอบถามมาหลายทาง แม้จะไม่ได้เห็นกับตาแต่ผู้ดูแลร้านหลินกับเด็กในร้านเขาก็ยืนยันด้วยปากตัวเองขอรับ”
ซูเสี่ยวเสี่ยวขมวดคิ้วเล็กน้อย “ได้ยินว่าวันนี้หยางซื่อมอบตั๋วเงินหนึ่งล้านตำลึงทองให้ฮวาชิงเหยียนฟังดูน่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อย แต่ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปเจ้าไปจับตาดูนางฮวาชิงเหยียนให้ดี ต้องรู้ให้แน่ชัดว่ามีโอสถนั่นจริงหรือไม่”
หากฮวาชิงเหยียนมีโอสถนั่นจริงไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใด นางต้องเอามาครอบครองให้จงได้!
ลานเรือนอันทรุดโทรมของจวนอันกั๋วกง
ฮวาชิงเหยียนยังคงครุ่นคิดเรื่องที่ตนไม่อาจใช้พลังจิตได้ด้วยต้องพึ่งเพียงสายตาในการจำแนกสมุนไพร ความเร็วในการปรุงโอสถเลยช้าลงอย่างมากนางพยายามฝืนฝึกปราณ แต่เมื่อไร้พลังจิตช่วยจึงทำให้ฝึกช้าลง
เวลาผ่านไปทั้งคืนจวบจนตะวันขึ้นนางยังไม่อาจขยับระดับพลังขึ้นได้แม้แต่ขั้นเดียว แม้แต่จิตวิญญาณแห่งคัมภีร์ในทะเลจิตสำนึกก็เงียบสนิทไร้การตอบสนอง
ฮวาชิงเหยียนลองเปิดคัมภีร์กำเนิดสวรรค์แต่เมื่อไม่อาจใช้พลังจิตได้ จึงเปิดคัมภีร์ไม่ได้เช่นกัน นางรู้สึกจนใจนัก ก่อนจะคิดได้ว่าต้องรีบออกไปหาสมุนไพรแล้วเร่งปรุงโอสถน้ำฟื้นฟูพลังจิตโดยเร็ว เมื่อไร้พลังจิตแม้แต่การฝึกปรือก็ยากเย็นราวกับเดินในความฝัน โชคยังดีที่ตอนนี้มีเงินติดมืออย่างน้อยก็สามารถจัดหาโอสถที่มารดากับพี่ชายต้องการได้
ฮวาชิงเหยียนกินข้าวเสร็จแล้วก็ยกยาต้มที่เสี่ยวเหมยเตรียมไว้เข้าไปในห้องของซูซื่อ
ทันทีที่ซูซื่อเห็นฮวาชิงเหยียนก็เอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เหยียนเอ๋อร์เหนื่อยเกินไปหรือไม่เสี่ยวเหมยบอกว่าเมื่อวานลูกกลับมาก็เข้านอนเลย ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่นถ้าเหนื่อยก็พักเถิด ไม่ต้องออกไปข้างนอกบ่อยนักหรอก”
ฮวาชิงเหยียนยิ้มบางพลางตอบ “ไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะท่านแม่ ลูกไม่เป็นไร ท่านแม่ดื่มยาก่อนนะเจ้าคะ”
ซูซื่อมองใบหน้าซีดเซียวของบุตรสาวใบหน้าที่แม้จะซีดเหลืองแต่แววตากลับเปล่งประกายแจ่มชัด สำหรับนางแล้วบุตรสาวของตนคือเด็กสาวที่งดงามและคู่ควรกับอ๋องเจ็ดที่สุด
หากคนอื่นมาได้ยินความคิดนี้เข้าคงอดขำไม่ได้ไม่ต้องพูดถึงระดับฝีมือของอ๋องเจ็ด แค่เพียงรูปโฉมของเขาอายุยังน้อยแต่กลับหล่อเหลาเหนือมนุษย์ บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ต่างแห่ออกมายืนรอชมโฉมอ๋องเจ็ดทุกครั้งที่เขาออกจากจวนจนเจ้าตัวต้องสวมหน้ากากเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายส่วนฮวาชิงเหยียนที่ใบหน้าซีดเหลืองราวกับขาดสารอาหาร ผอมจนเกือบเห็นกระดูกหากไม่นับดวงตากลมโตดำขลับแล้ว แทบไม่มีตรงไหนที่ดูงดงามสักนิด
ซูซื่อดื่มยาพลางมองบุตรสาวสำหรับคนเป็นมารดาแล้วเมื่อรู้ว่าบุตรสาวใกล้จะออกเรือนก็มักจะทั้งยินดีทั้งอาวรณ์แต่สำหรับซูซื่อแล้วนางยินดีมากกว่า
บุตรสาวของนางฝึกตนไม่ได้ซ้ำยังถูกจวินอู๋ชิงถอนหมั้น นางกังวลว่าบุตรสาวจะหาคู่ครองดีๆ ไม่ได้ แต่ตอนนี้อ๋องเจ็ดกลับใส่ใจต่อบุตรสาวของตนนักมีใครสักคนที่รักและดูแลบุตรสาวได้ถึงเพียงนี้สำหรับคนเป็นมารดาแล้วช่างอิ่มใจเสียยิ่งกว่าได้สมบัติล้ำค่าเสียอีก
ฮวาชิงเหยียนมองมารดาที่ดื่มยาทั้งรอยยิ้มแล้วก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้เมื่อนึกถึงท่าทีของพี่ชายเมื่อตอนเช้า เขาก็มีสีหน้าดีใจอย่างยิ่งเช่นกัน
นางอดคิดไม่ได้ที่แท้เพียงหาเงินกลับมาได้ ก็ทำให้ทั้งมารดาและพี่ชายยินดีถึงเพียงนี้ถ้าอย่างนั้น...นางจะหาเงินให้มากกว่านี้ แล้วแบ่งให้มารดากับพี่ชายเพื่อให้ได้เห็นรอยยิ้มอบอุ่นเช่นนี้อยู่เสมอ
“ท่านแม่ เมื่อวานฉางฮูหยินส่งตั๋วเงินหนึ่งล้านตำลึงทองมาใช่หรือไม่เจ้าคะวันนี้ลูกไม่มีธุระพอดี ขอท่านแม่แบ่งตั๋วเงินให้ลูกสักสองแสนตำลึงทองได้หรือไม่ลูกจะนำไปซื้อสมุนไพรที่ท่านแม่กับพี่ชายต้องใช้เจ้าค่ะ”
ซูซื่อกลับเสนอแนะ“เหยียนเอ๋อร์คงมีเรื่องต้องใช้เงินอีกมากหากเก็บตั๋วเงินไว้ที่ลูกจะสะดวกกว่า เวลาจำเป็นจะได้หยิบใช้ได้เลย อีกอย่างแม่อยู่เรือนไม่ค่อยมีเรื่องให้ต้องจับจ่ายอะไรนัก”