หลิงจือมอบรอยยิ้มชื่นชมให้ตู้เหิง เอ่ย “ท่านหมอ ท่านเริ่มฉลาดขึ้นเรื่อยๆแล้วสินะ ถูกต้อง ข้า้าให้ไป๋เสี่ยวโหลวเป็วีรบุรุษช่วยสาวงาม! เช่นนี้เขาจะกลายเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตคุณหนูซู ทุกคนในตระกูลซูก็จะรู้สึกขอบคุณเขาจากนั้นเื่การสู่ขอก็จะสำเร็จได้ง่ายขึ้นยังไงล่ะ?”
“ภรรยา เช่นนี้ดียิ่งดียิ่ง!” ตู้เหิงยิ้มหน้าบาน
ทว่าข้างๆ กัน ใบหน้าของเซี่ยอี้จือยังคงเหมือนมีคำว่า “มึนงง” เขียนอยู่ชัดเจน หลิงจือจึงเล่าที่มาที่ไปให้เขาฟังโดยละเอียด
เซี่ยอี้จือหันมองตู้เหิงแวบหนึ่ง ครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยตกปากรับคำ
เช้าตรู่วันถัดมาไป๋เสี่ยวโหลวและซูเมิ่งเสวี่ยมาถึงที่เหลียนหลี่ถังเวลาไล่เลี่ยกันเซี่ยอี้จือเมื่อทานมื้อเช้าเสร็จก็รีบตามมาสมทบ
ซูเมิ่งเสวี่ยกับไป๋เสี่ยวโหลวหนึ่งวันไม่เจอหน้าราวกับห่างกันนาน 3 ปี บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน
ด้านซูเมิ่งเสวี่ยเองก็ได้ยินเื่เถ้าแก่จินรับไป๋เสี่ยวโหลวเป็บุตรบุญธรรมแล้วจึงพอคาดเดาแผนการเื้ัได้
หลิงจือถามซูเมิ่งเสวี่ย “คหบดีซูได้ยินเื่นี้แล้วหรือไม่?”
ซูเมิ่งเสวี่ยพยักหน้าตอบ “เมื่อวานตอนทานมื้อเย็น พ่อบ้านก็เอ่ยขึ้นมาอยู่เหมือนกันท่านพ่อได้ยินเื่นี้แล้ว เพียงแต่...ท่านมองเป็แค่เื่ของคนนอกไม่ได้ใส่ใจมาก”
“เป็ธรรมดาแหละน่ะ” หลิงจือเอ่ยยิ้มๆ “เดิมทีคหบดีซูกับเถ้าแก่จินก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กันบ่อยสำหรับตอนนี้นี่เป็เพียงเื่คนนอก ปฏิกิริยาเช่นนี้ถือว่าปกติ รอเราดำเนินการแผนขั้นต่อไปก่อนค่อยดูว่าเขามีปฏิกิริยาเช่นไร?”
ไป๋เสี่ยวโหลวร้อนใจ เอ่ยถาม “แผนขั้นต่อไปคืออะไรรึ?”
หลิงจือเล่าแผนการวีรบุรุษช่วยสาวงามที่ปรึกษากันไปเมื่อวานให้พวกเขาฟังโดยละเอียด
ซูเมิ่งเสวี่ยฟังจบ แววตาเป็ประกาย “ถ้าเป็เช่นนี้พ่อข้าก็จะรู้สึกขอบคุณเสี่ยวโหลว...หมอหลิงจือ ความคิดนี้ยอดเยี่ยมมาก!”
“ใช่แล้วเดิมทีเื่นี้ข้าคิดว่าคงหมดหวัง แต่บัดนี้กลับมองเห็นทางสว่าง…” ไป๋เสี่ยวโหลวเสียงสั่นเล็กน้อย “หมอหลิงจือข้าขอขอบใจเ้าจริงๆ!”
หลิงจือกลับยกมือบอกปัด “ท่านกล่าวขอบคุณเร็วไปแล้ว ต่อจากนี้ต่างหากถึงจะเป็่สำคัญที่สุด พวกท่านทุกคนห้ามประมาทเด็ดขาด!”
ทุกคนฮึดสู้กว่าเดิมเป็เท่าตัว
ตู้เหิงยังคงสงสัยเล็กน้อย ย่นคิ้วถาม “ภรรยามีพวกข้าเป็โจรูเาแค่สองคน...มันจะไม่น้อยไปรึ?”
“ใครบอกว่ามีแค่พวกท่านสองคนล่ะ?” หลิงจือตบโต๊ะ “ยังมีข้าด้วยไง?”
ตู้เหิงสีหน้าเปลี่ยนฉับพลัน รีบคว้ามือหลิงจือเอ่ยอย่างร้อนรน “ภรรยา ไม่ได้เลยนะ! หมัดเท้าไร้ตา เ้าเป็ผู้หญิงอ่อนแอถ้าเกิดได้รับาเ็ขึ้นมาจะทำเช่นไร?”
“ดูถูกกันเกินไปแล้ว! ใครกันผู้หญิงอ่อนแอ? ข้าน่ะเคลื่อนไหวคล่องแคล่วจะตาย!” หลิงจือเถียงตาถลน
ใช่แล้ว ตอนอยู่ยุคปัจจุบันเธอเคยเรียนเทควันโดเชียวนะถึงจะย้ายมาอยู่ร่างนี้แล้ว แต่ก็น่าจะพอรับมือได้บ้างแหละน่า
ไป๋เสี่ยวโหลวกะพริบตาเอ่ย “เื่นี้ข้าน่าจะพอจัดการได้ ในคณะงิ้วมีพระเอกบู๊มากมายพวกเราปกติก็คุ้นเคยกันดี เรียกมาสักสองสามคน ให้ช่วยกันแสดงนิดหน่อยคงไม่ยาก”
“อย่าเชียวนะ!” หลิงจือเอ่ยห้ามเสียแข็ง “เื่นี้จะต้องเก็บเป็ความลับห้ามแพร่งพรายให้คนอื่นนอกจากพวกเรารู้เด็ดขาด! ถ้าเกิดมันไปถึงหูคหบดีซูเข้าละก็ที่เราพยายามทำมาทั้งหมดได้สูญเปล่าแน่!”
“ได้ๆ…” ไป๋เสี่ยวโหลวครุ่นคิดก่อนเอ่ยกับตู้เหิง “ท่านหมอตู้โปรดวางใจ นี่เป็แค่การแสดง ข้าย่อมรู้ขอบเขตจะไม่ทำให้พวกท่านาเ็แม้แต่นิดแน่นอน”
หลิงจือกลับสะบัดมืออีกครา เอ่ย “ท่านไป๋ ท่านจะจงใจมากไปไม่ได้ในเมื่องิ้วฉากนี้เราต้องแสดงต่อหน้าบ่าวรับใช้ตระกูลซู หากท่านจงใจออมมือแล้วพวกเขามองออกคงจะไม่ดีนัก”
เซี่ยอี้จือได้ยินเช่นนั้น ก็อดจ้องไปที่กล้ามเนื้อหนั่นแน่นที่เด่นออกมาภายใต้อาภรณ์ของไป๋เสี่ยวโหลวไม่ได้พลางแอบถอนใจกับตัวเองเบาๆ
ตู้เหิงเข้าใจความหมายของเขา หัวเราะแห้งๆ พลางกล่าว “ภรรยา...เอาเข้าจริงเกรงว่าข้ากับพี่เซี่ยจะสู้กับท่านไป๋ได้ไม่เท่าไหร่น่ะสิ…”
หลิงจือถลึงตาใส่เขาทีหนึ่ง เอ่ย “ข้าย่อมรู้ขีดความสามารถของพวกท่านสองคนดีแล้วก็ไม่ได้จะให้ไปต่อยตีจริงๆ เสียหน่อย ความหมายของข้าคือแบบทีเล่นทีจริงอย่าให้ใครมองออก อีกอย่าง ข้าจะให้ท่านไป๋หาอาวุธปลอมให้เราเดี๋ยวเราจะไปฝึกกันที่ลานบ้าน ให้ท่านไป๋ช่วยสอนให้สักสองสามกระบวนท่าอาศัย่ฟ้ามืดก็น่าจะไม่มีใครมองออกแล้ว”
“ได้เดี๋ยวข้าจะนำอาวุธปลอมจากคณะงิ้วมาให้” ไป๋เสี่ยวโหลวรับปาก
“เช่นนั้นพรุ่งนี้เรามาเริ่มปฏิบัติการกัน!” หลิงจือกวาดตามองทุกคนรอบหนึ่งเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น “แพ้ชนะตัดสินกันที่แผนครั้งนี้!”
วันถัดมา ซูเมิ่งเสวี่ยพาสองสาวใช้ เหมยเซียงและชุ่ยหลี่ว์มาดูงิ้วที่หลีเซียงหยวน คราวนี้มาดูทั้งวัน จนกระทั่งฟ้าใกล้มืดจึงค่อยกลับและวันนี้คุณหนูซูก็ยังอารมณ์ดีเป็พิเศษ ดูงิ้วเสร็จยังแวะร้านเครื่องประทินผิวเลือกซื้ออยู่เป็นานสองนานกว่าจะกลับจวน ฟ้าก็มืดสนิทเสียแล้ว
คุณหนูซูเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่เพิ่งปรากฏบนท้องฟ้าเอ่ยกับสองสาวใช้ “โธ่ วันนี้ดึกแล้ว พอกลับถึงบ้านต้องถูกท่านพ่อดุแน่เลยพวกเราไปทางลัดกันเถอะ จะได้กลับเร็วขึ้น!”
เหมยเซียงรู้ว่าทางลัดที่คุณหนูเอ่ยถึงคือซอยลึกซอยหนึ่งระยะทางใกล้กว่าถนนใหญ่ก็จริง แต่ก็มืดกว่ามาก
“คุณหนู นี่ก็ค่ำมืดแล้วไปทางลัดอาจไม่ปลอดภัยนะเ้าคะ” เหมยเซียงเอ่ยเตือน
ชุ่ยหลี่ว์เอ่ยเสริม “ใช่เ้าค่ะคุณหนู ได้ยินว่า่นี้มีโจรูเาออกอาละวาดหนัก...ในตำบลมีคนถูกโจรูเาทำร้ายไปหลายคนแล้วระวังไว้หน่อยก็ดีนะเ้าคะ ยังไง...ให้เหมยเซียงอยู่เป็เพื่อนคุณหนูตรงนี้ส่วนข้าจะกลับไปเรียกคนที่จวนให้ส่งเกี้ยวมารับคุณหนูเองนะเ้าคะ!”
ซูเมิ่งเสวี่ยได้ยินก็เอ่ยเสียงเข้ม “อย่าดึงดูดความสนใจสิ!ทำแบบนี้ เดี๋ยวข้าจะยิ่งโดนดุเข้าไปใหญ่! ฟังข้านะ เราจะไปทางลัดกัน รีบเดินเถอะ!”
คุณหนูสั่งมาเช่นนี้ สาวใช้ทั้งสองก็ไม่กล้าขัดอีกได้แต่เดินประกบซ้ายขวา ตามซูเมิ่งเสวี่ยเข้าไปในตรอกมืด
คนสมัยก่อนล้วนเข้านอนเร็วเวลานี้ในตำบลจึงไม่มีคนออกมาเดินเพ่นพ่านแล้ว ยิ่งในซอยเช่นนี้แม้เงาสักครึ่งคนก็ยังไม่มี
ขณะที่คนทั้งสามกำลังเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังพลันปรากฏเงามืดของคนสามคนะโลงมาจากบนกำแพง เข้ามาขวางพวกนางเอาไว้กลางวงล้อม
เมื่อชุ่ยหลี่ว์จ้องดูดีๆก็พบว่าเป็คนสวมชุดดำปิดบังใบหน้าสามคน สองคนรูปร่างสูงโปร่งส่วนอีกคนรูปร่างเล็กผอมบาง แม้ทั้งสามจะดูไม่แข็งแกร่งมากแต่ในมือก็ถือมีดดาบวาววับ ท่าทีน่าหวาดหวั่น
“พะ...พวกเ้าจะทำอะไร?” เหมยเซียงเอ่ยถามเสียงสั่นหวาดกลัวจนเสียงเพี้ยนไปล่วงหน้าแล้ว
คนชุดดำที่ยืนอยู่หน้าสุด เอ่ยพร้อมหัวเราะชั่วร้าย “หึหึ...เ้าคิดว่าโจรูเาจะทำอะไรล่ะ? พวกเ้าก็ช่างใจกล้านะผู้หญิงสามคนยังกล้ามาเดินในซอยมืดเปลี่ยวดึกดื่น ฮ่าฮ่า...พอดีเลยจับกลับไปให้หัวหน้าทำเมียแล้วกัน!”
พูดจบ คนชุดดำทั้งสามก็พุ่งตรงเข้ามาพร้อมกับอาวุธในมือ
ซูเมิ่งเสวี่ยแสร้งะโขอความช่วยเหลือ “ใครก็ได้! มีโจรูเาช่วยด้วย!”
ทันใดนั้น ด้านหน้าก็มีเสียงประกาศกร้าวดังขึ้น “เ้าโจรป่าใจกล้าบังอาจทำร้ายสตรีงั้นรึ! ตายซะเถอะ!”
ตามมาด้วย เงาร่างสีขาวเงาหนึ่งที่ทะยานเข้ามาใกล้...
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/29dcc53d184b6208da3a5c6049a2d19e
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจกที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #ภรรยาสาวในบ้านหมอยาจก #เรือนหอมหมื่นลี้ #readAwrite ด้วยน้า