ภายในจวนเจ้าเมืององครักษ์กำลังนำหยกมามอบให้หลี่เฉิงเฟิงด้วยความเคารพพร้อมกล่าวว่า "ท่านเจ้าเมืองทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสนามฝึกตระกูลเย่วันนี้ถูกบันทึกไว้ในหยกบันทึกภาพหมดแล้วขอรับเชิญดูได้เลย"
หยกบันทึกภาพถือเป็นหยกวิเศษชนิดหนึ่งกระตุ้นการทำงานด้วยปราณแท้ สามารถบันทึกภาพและเสียงได้ระยะเวลาหนึ่งซึ่งหาได้ยากมาก
หลี่เฉิงเฟิงรับหยกบันทึกภาพมาไว้ในมือแล้วใช้นิ้วปัดแสงพลันฉายภาพขึ้นบนผนัง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามฝึกของตระกูลเย่ปรากฏให้เห็นบนผนังอย่างชัดเจน
ถ้าเย่หยางเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เขาจะต้องอ้าปากค้างแน่นอนวิทยาการของโลกนี้ก้าวหน้ากว่าชีวิตก่อนหน้าของเขามาก
หลี่เฉิงเฟิงเฝ้าดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความสนอกสนใจโดยเฉพาะตอนที่เย่หยางชกหมัดออกไปจนสรุปได้ว่าพลังหมัดของเขาอยู่ที่สามพันสองร้อยจินม่านตาของหลี่เฉิงเฟิงก็หดตัวลง "ความแข็งแกร่งของเด็กผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆแต่ดูเหมือนเขายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดที่มีเจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ซ่อนความสามารถตนเองไว้ลึกพอตัว”
เมื่อเขาเห็นว่าเย่หลิงเทียนให้เย่หยางกลับไปทดสอบที่ศิลาทดสอบพลังอีกครั้งด้วยสีหน้าหงิกงอหลี่เฉิงเฟิงก็อดยิ้มไม่ได้ พ่อลูกคู่นี้ตีกันเก่งจริงๆ
แม้จะไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขาอย่างชัดเจนทว่าหลี่เฉิงเฟิงก็สามารถคาดเดาได้จากการอ่านปากและท่าทางของพวกเขา
ในภาพ เย่หยางกำลังใช้วิชายุทธ์ทันทีที่หมัดของเขากระแทกเข้าใส่ศิลาทดสอบพลัง มือขวาที่กำลังถือชาของหลี่เฉิงเฟิงอดสั่นไหวไม่ได้หยดน้ำกระฉอกลงบนขาของเขาสองสามหยด
องครักษ์ที่อยู่ข้างๆ แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ขนาดคนสงบสุขุมอย่างท่านเจ้าเมืองยังตกใจเช่นนี้ก็ไม่น่าอายอันใดแล้ว”
เพราะเขาเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นตื่นตระหนกจนแทบจะโยนหยกบันทึกภาพทิ้ง
เมื่อฝุ่นกระจายฟุ้งหายไปหมดสิ้นเย่หยางยังคงยืนหยัดอยู่ในท่าปล่อยหมัด
ทว่าศิลาทดสอบพลังที่เดิมสูงกว่าสิบจ้างบนสนามฝึกกลับแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
"เยี่ยม" เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลี่เฉิงเฟิงก็ปรบมือพร้อมระเบิดเสียงหัวเราะลั่น"สมแล้วที่เขาเป็นคนที่ข้าหลี่เฉิงเฟิงเลือกด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ ตราบใดที่เขาตั้งใจฝึกฝนอีกสักหน่อยครั้งต่อไปเมื่อดินแดนลับโยวอวี่เปิดขึ้นอีกครามันจะต้องมีที่ว่างสำหรับเขาอย่างแน่นอน”
องครักษ์ตกตะลึงเมื่อได้ยินสิ่งที่เจ้าเมืองกล่าว "ท่านเจ้าเมืองขอรับแม้เย่หยางจะมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดาแต่ข้าว่ามันยังไม่มากพอที่จะเข้าดินแดนลับโยวอวี่"
“เจ้าจะไปรู้อะไรเย่หยางคือคนที่มีความสามารถและศักยภาพอันไร้สิ้นสุดช่วงเวลาที่เขาปล่อยหมัดออกไปสัมผัสกับศิลาทดสอบพลังหมัดของเขาถูกปกคลุมไปด้วยพลังปราณแท้นี่แสดงให้เห็นว่าเขาตระหนักว่าปราณแท้ทำอะไรได้บ้าง จึงปลดปล่อยมันออกมา” หลี่เฉิงเฟิงแย้ง
“เป็นไปไม่ได้ การจะปลดปล่อยปราณแท้สู่ภายนอกคนผู้นั้นจำเป็นต้องมีปราณแท้แข็งแกร่งในระดับหนึ่ง ปกติพวกจอมยุทธ์ยังรู้แค่เพียงผิวเผินเท่านั้นมีเพียงปรมาจารย์ยุทธ์ถึงจะเชี่ยวชาญมัน” องครักษ์ไม่อยากจะเชื่อ
“ใช่แล้ว แม้จะแค่เริ่มต้นแต่มันคือการปลดปล่อยปราณแท้อย่างแน่นอนบางทีเขาอาจจะช่วยทำให้ข้าบรรลุความปรารถนาอันแสนยาวนานได้วิญญาณของเย่ว์อิ่งบนฟากฟ้าจะได้พักผ่อนอย่างสงบเสียที” หลี่เฉิงเฟิงถอนหายใจเบาๆ
“เอาล่ะ เจ้าออกไปได้แล้วอย่าลืมปกป้องเย่หยางให้ดีด้วย ผู้ใดก็ตามที่กล้าคุกคามความปลอดภัยของเขาจะต้องถูกสังหารอย่างไร้ปรานีสถานเดียวต่อให้เป็นคนจากในวังก็ไม่ต้องสน” หลี่เฉิงเฟิงสั่งการอย่างเย็นชา
“ขอรับนายท่าน” องครักษ์ตอบรับแล้วหายไปจากห้อง
ช่วงนี้เย่หยางรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากนับตั้งแต่บิดาบังคับให้เปิดเผยความสามารถครั้งใหญ่เขาเอาแต่เก็บตัวฝึกซ้อมอยู่ในห้อง
เขาไม่สามารถทนต่อความสนใจของทุกคนได้ชายหนุ่มหญิงสาวต่างยกย่องให้เขาเป็นวีรบุรุษจนแทบจะบูชาเขาด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเย่หยางจึงเอาแต่หมั่นฝึกฝนส่งผลให้ระดับฝีมือดีขึ้น ความเร็วในการฝึกฝนก็ไม่ได้ช้าลง หลังจากผ่านไปได้สามวันเย่หยางก็ตระหนักได้ว่าปราณแท้ของเขาเข้าสู่จุดวิกฤตแล้ว
หากทะลวงผ่านไปได้อีกก้าวเขาจะบรรลุสู่ระดับนักรบทว่าเมื่อมาถึงวิกฤตคอขวด ไม่ว่าเขาจะฝึกฝนอย่างไรปราณแท้ภายในร่างก็ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
เย่หยางระลึกถึงคำแนะนำของ ‘เคล็ดสังหารเทพ’เมื่อใดที่เคล็ดวิชาสังหารเทพก้าวหน้าขึ้นจำเป็นต้องดูดซับจิตวิญญาณ
เขาถอนหายใจนั่นหมายความว่าต่อให้ฝึกฝนอย่างหนักเพียงใดความก้าวหน้าก็จะไม่เพิ่มขึ้นแม้แต่ชุ่นเดียว
สถานการณ์ปัจจุบัน การฝึกฝนที่บ้านไม่เหมาะกับเขาแล้วหากต้องการฝึกฝน ‘กายามังกรคชสาร’ จะต้องไปข้างนอก
เย่หยางมาหาเย่หลิงเทียนบอกเขาว่าจะไปฝึกฝนบนภูเขาเย่หลิงเทียนนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วบอกแค่ว่าให้ระวังตัวด้วยเท่านั้น
เดิมทีเย่หยางคิดว่าคงต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อเกลี้ยกล่อมบิดาแต่ผลที่ออกมากลับผิดคาดทำให้เขาอึ้งไปครู่หนึ่งด้วยไม่คาดคิดว่าคนหัวโบราณอย่างบิดาจะตอบตกลงโดยไม่บ่นหรือก่นด่าสักคำเรื่องนี้ทำให้เขาสับสนอยู่ไม่น้อย
ถึงกระนั้นเขาก็คร้านเกินกว่าจะคิดแค่ออกไปฝึกฝนข้างนอกได้ ระดับฝึกตนของเขาก็น่าจะดีขึ้น เย่หยางคิดอยู่ตลอดว่าตนเป็นเหมือนนกในกรงที่ตระกูลเย่ไม่ยอมปล่อยมือ
เมื่อเห็นบิดาพยักหน้าเย่หยางก็กลับมายังห้องของตนเองหยิบแผ่นผลึกที่บิดามอบให้ก่อนหน้านี้วิ่งไปยังตลาดเพื่อซื้อสิ่งของจำเป็นในการฝึกฝน
เมื่อเห็นร่างเย่หยางจากไป ผู้อาวุโสสองก็ถามอย่างกังวล"ท่านผู้นำท่านมั่นใจแล้วหรือที่จะปล่อยเขาไปฝึกฝนบนเขา"
อย่างที่รู้กันว่านอกเมืองปาฮวงมีภูเขาไร้สิ้นสุดเรียกว่าเทือกเขาไร้พรมแดนครอบคลุมพื้นที่นับหมื่นลี้ มีสัตว์อสูรนับไม่ถ้วน ขนาดนักรบที่ออกไปปฏิบัติภารกิจแถวภูเขายังมักได้รับอันตรายอยู่เสมอ
“ไม่ต้องเป็นห่วง…ไม่ได้มีแค่พวกเราที่ใส่ใจหยางเอ๋อร์ยังมีผู้อื่นที่ใส่ใจมากกว่าเราเสียอีก” เย่หลิงเทียนตอบอย่างมีนัยพลางมองไปยังทิศทางจวนเจ้าเมือง
เย่หยางใช้เวลาสองชั่วยามในการเดินซื้อหาข้าวของในตลาดที่จำเป็นรวมถึงที่พักแรมชั่วคราว เช่นเครื่องหลับนอน และของประจำวันอื่นๆ อย่างยาไล่ยุงไล่แมลงชนิดพิเศษ
นอกจากนี้เขายังซื้อหม้อ กระทะ น้ำมัน เกลือซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู และเครื่องปรุงรสต่างๆ อีกไม่น้อย
เช้าวันรุ่งขึ้นเย่หยางเดินออกจากประตูมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเมื่อไม่เห็นผู้ใดอยู่ในป่า จึงใช้ก้าววายุทะยานไปเบื้องหน้าตลอดทาง
ผ่านไปครึ่งชั่วยามเขาเดินทางมาไกลกว่าสองร้อยลี้ ตลอดทางเขาเห็นต้นไม้เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วทำให้รู้สึกมีความสุขอย่างมาก
การวิ่งกว่าครึ่งชั่วยามไม่ได้ทำให้เย่หยางรู้สึกเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อยกลับรู้สึกสดชื่นเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นว่ากำลังเข้าสู่พื้นที่เทือกเขาจึงชะลอความเร็วลงแล้วหยิบหอกออกมา
เขามาถึงส่วนเขตกั้นถนนป้องกันสัตว์อสูรแล้วแถวนี้ไม่ค่อยมีสัตว์อสูรเข้ามาในพื้นที่ แตกต่างจากแนวป่าด้านหน้าตรงนั้นคืออาณาเขตของเหล่าสัตว์อสูรที่ไม่อาจประมาทได้
เมื่อเข้ามาถึงแนวป่าต้นไม้โบราณสูงตระหง่านปรากฏให้เห็นอยู่ทุกหนทุกแห่งในชีวิตก่อนหน้านี้ของเย่หยางไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อนแสงภายในป่ามืดกว่าภายนอกมากนัก ทว่าเขาก็ปรับตัวมุ่งหน้าไปต่ออย่างรวดเร็ว
หลังจากเดินทางนานกว่าหนึ่งชั่วยามเย่หยางก็หยุดกะทันหัน เหล่ตามองไปด้านหลังแล้วกล่าวว่า "ไม่ทราบว่าสหายติดตามข้ามาตลอดทางเพื่ออันใด"
ภายในป่าเงียบสงัดไร้ซึ่งคำตอบ
เย่หยางยิ้มพลางเดินไปยังต้นไม้ใหญ่ขนาดสองคนโอบเขาเงยหน้าขึ้นแล้วถามว่า"ผู้อาวุโสบนต้นไม้ คิดจะอยู่บนนั้นตลอดเลยหรือ"
“ฮ่าๆฮ่าเป็นเรื่องจริงที่ว่าวีรบุรุษปรากฏขึ้นตั้งแต่ยังเยาว์วัยไม่ทราบว่าท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าติดตามท่านมา” ร่างสีเทาร่อนลงมาตรงหน้าเย่หยาง
คนที่ปรากฏตรงหน้าเป็นชายวัยกลางคนดูท่าทางองอาจสวมหมวกไม้ไผ่บนหัว สวมกางเกงรัดรูปสีเทา ซึ่งเป็นการอำพรางตัวที่ดีในป่าแห่งนี้
“ถ้าให้ข้าเดา ท่านคงเป็นคนของจวนเจ้าเมืองใช่หรือไม่”เย่หยางถามตรงประเด็นแต่ไร้ซึ่งคำตอบ
นับตั้งแต่เย่หยางออกจากเมือง เขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าถูกติดตามหลังความสามารถของเย่หยางพัฒนาขึ้น จิตหยั่งรู้ก็เฉียบคมขึ้นเช่นกัน
ทว่าคนติดตามก็ฉลาดมากทำให้ตอนแรกเขาไม่ค่อยแน่ใจ จนผู้ติดตามประมาทขยับเข้ามาใกล้รัศมีสามร้อยจ้างซึ่งอยู่ในระยะขอบเขตจิตหยั่งรู้ของเย่หยาง เขาจึงแน่ใจว่าถูกติดตาม
“ใช่แล้วขอรับ…ข้าชื่อโยวอีหนึ่งในองครักษ์ส่วนตัวของเจ้าเมือง ข้าหาได้มีเจตนาร้ายต่อนายน้อยข้าได้รับคำสั่งมาให้ปกป้องนายน้อย” ขณะกล่าวโยวอีก็ยื่นมือเอาตราห้อยเอวให้เย่หยาง
เย่หยางไม่ได้รับตราที่โยวอีมอบให้ถึงจะมอบให้แต่เขาก็ไม่ได้อยากมีองครักษ์ส่วนตัว อีกทั้งโยวอีมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งแม้ว่าเย่หยางมองไม่เห็นเพราะระดับฝึกฝนของตนเองต่ำเกินไปแต่ก็รู้ได้ว่าคนผู้นี้ต้องมีฝีมือระดับยอดยุทธ์เป็นแน่คนเก่งกาจเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เล็กน้อยเพื่อจัดการเขา
“ข้าคงต้องขออภัยและขอบคุณในเวลาเดียวกัน เชิญท่านกลับไปเถอะข้าต้องการฝึกฝนด้วยตนเองเพื่อทะลวงขึ้นสู่ระดับนักรบ หากได้รับการปกป้องตลอดเวลาเกรงว่าประสบการณ์ที่สู้อุตส่าห์ออกมาฝึกฝนจะไร้ความหมาย” เย่หยางกล่าว
“มันค่อนข้างน่าลำบากใจสำหรับข้าถ้าข้ากลับไปแบบนี้เกรงว่าจะถูกท่านเจ้าเมืองลงโทษ” โยวอีกล่าวอย่างหดหู่เล็กน้อย
“ไม่ต้องห่วง ลุงหลี่เป็นคนมีเหตุผลเขาจะไม่ตำหนิท่านแน่นอนช่วยฝากไปบอกลุงหลี่ด้วยว่า “เย่หยางมุ่งมั่นที่จะแข็งแกร่งแต่ข้าไม่สามารถเติบโตภายใต้ปีกของผู้อื่นได้” เย่หยางบอกอย่างเคร่งขรึมจริงจังไม่มีที่ว่างให้โต้กลับ
"ก็ได้…ข้าจะกลับไปรายงานตามนั้น" โยวอีพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ เขาหายตัวไปจากป่าทึบหลังจากกระโดดขึ้นลงไม่กี่ครั้ง
เย่หยางหันหลังกลับก้าวไปข้างหน้าต่อหลังจากเดินไปไม่กี่ก้าวเขาก็หยุด แล้วพูดติดตลกขึ้นว่า “ไม่น่าขันไปหน่อยหรือที่ท่านจะเล่นวิธีนี้กับข้าข้าพบท่านครั้งหนึ่งแล้ว ตอนนี้ข้าก็พบท่านเป็นครั้งที่สอง”
เดิมทีโยวอีวางแผนที่จะแอบติดตามเขาต่อไปเนื่องจากลังเลที่จะละทิ้งภารกิจแล้วกลับไป แต่สุดท้ายก็ถูกจับได้อีกครั้ง
แม้โยวอีจะระมัดระวังอย่างมากพยายามใช้ทักษะทางกายถึงขีดสุด แต่เย่หยางก็ยังคงรับรู้ได้อีกครั้งเขาจึงรู้สึกหดหู่ละอายใจจนต้องแอบก่นด่า ‘ตัวประหลาด’ แล้วเขาก็หันหลังกลับวิ่งออกจากป่าทึบรู้สึกละอายที่จะติดตามต่อ
ในฐานะองครักษ์เงาย่อมโดดเด่นในด้านการปกปิดอำพรางตัวฝีมือของเขาอยู่ในระดับยอดยุทธ์แต่กลับถูกพบโดยมือใหม่ ช่างน่าละอายอย่างยิ่ง
ณ จวนเจ้าเมือง โยวอีมารายงานคำพูดของเย่หยางให้หลี่เฉิงเฟิงฟังด้วยความหดหู่
หลี่เฉิงเฟิงแสดงสีหน้าแปลกๆ ขณะมองไปทางโยวอี
โยวอีรู้สึกอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
“ไม่ต้องหดหู่ไปหรอกเด็กผู้นี้เป็นคนที่ยากจะคาดเดาอยู่เสมอไม่คิดว่าครั้งสุดท้ายที่ข้าบังคับเขาให้แสดงความแข็งแกร่งออกมา เขาจะมีไพ่ตายอยู่จริงๆเจ้าเด็กสารเลวไฉนถึงได้มีความคิดลึกซึ้งเช่นนี้”
“แต่ที่เขากล่าวก็ถูกต้องหากต้องการเป็นผู้แข็งแกร่งก็ควรพึ่งพาตนเอง ท้ายที่สุดแล้วพลังภายนอกไม่ใช่ของเขาช่างมันเถอะ ปล่อยเขาไป ข้าใจร้อนเกินไปจนทำเรื่องผิดพลาดโง่ๆ เช่นนี้” หลี่เฉิงเฟิงถอนหายใจ
เย่หยางไม่พบโยวอีอีกความรู้สึกของการถูกติดตามก็หายไปเช่นกันดังนั้นเขาจึงหยิบแผนที่ออกมาระบุทิศคร่าวๆ ด้วยการเดินเข้าป่าลึกไป
ขณะเดินทางเข้าป่าลึกเขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงรีบหลบซ่อนตัวทันที ทันใดนั้นก็มีร่างสีแดงขนาดใหญ่แวบผ่านไป
เย่หยางเพ่งมองอย่างพินิจดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นทันที
"เยี่ยมมาก"