秘蜜 หฤทัยจอมนาง

    ข่มขู่ตกลง

    Ep 034 :: ข่มขู่ตกลง

     

    วังหลวงวุ่นวายขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อชินอ๋องแห่งแคว้นเซี่ยที่สมควรจะมาถึงอย่างน้อยในอีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง จู่ ๆ ก็โผล่มาที่ประตูวังหลวงแล้วยื่นความประสงค์ขอเข้าพบฝ่าบาทแบบปัจจุบันทันด่วน

    ลำบากยืนยันตัวบุคคลเสียวุ่นวายเพราะต้องตรวจสอบที่มาให้แน่นอน และเมื่อพบว่าไม่ผิดคน ขันทีของฮ่องเต้จึงกลายมาเป็นผู้วิ่งเต้นประสานงานตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ

    เวลานี้มังกรบนบัลลังก์จับจ้องมังกรไร้บัลลังก์ผู้ที่มีฉายาว่าเทพสงครามแห่งเมืองเหมันต์ฤดูตลอดปีอย่างแคว้นเซี่ย ชินอ๋อง ‘ฮุ่ยเทียนเหมิง’ ข่าวลือของตัวเขานั้นมีมากมายมหาศาล ที่ส่วนมากจะสดุดีถึงความกล้าแกร่งสมชายชาตินักรบ แต่ผู้ที่เคยเห็นตัวจริงของเขานั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย

    ในเวลานี้ เทพสงครามผู้สวมหน้ากากเงินสลักลวดลายน่าเกรงขามปิดบังใบหน้าซีกซ้าย เผยใบหน้าหล่อเหลาคมคายดุจเทพเซียนเพียงเศษเสี้ยว รูปร่างสูงสง่าองอาจ ไอปราณหนักแน่น

    ความรู้สึกโดยรวมยามพบคนผู้นี้นั้นไม่ต่างจากตอนพบแม่ทัพผู้พิชิตจตุรทิศแห่งแคว้นฉินเลย เพียงแต่ความเคร่งขรึมเย็นยะเยือกนั้นหนักหนายิ่งกว่า ไม่ได้ดูสามารถพูดคุยเล่นได้

    ...จะบอกว่าสมฉายาเทพสงครามก็ได้กระมัง

    “ขอบังอาจเสียมารยาทกราบทูลพระองค์ตามตรง ...ถึงถ้อยคำจากพระเชษฐาของกระหม่อม”

    เฟยเกาจงฮ่องเต้เหลือบพระเนตรคนที่กล่าวถ้อยคำออกมาอย่างตรงไปตรงมา แม้จะดูนอบน้อมอยู่หลายส่วน แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างสูงสง่าของผู้พูดนั้นช่างกล้าแกร่ง มั่นคงดุจหินผา และมั่นใจยิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่อยู่เพียงผู้เดียวท่ามกลางวงล้อมของแคว้นอื่น จนพระองค์เองต้องเป็นฝ่ายรู้สึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อย

    “ว่ามา”

    “จงทำให้งานอภิเษกเชื่อมสัมพันธไมตรีให้จบลงด้วยดีเสีย”

    ประโยคนั้นเหมือนคำสั่งที่มีให้ผู้อยู่บนบัลลังก์มังกร กงกงที่อยู่ด้านข้างชะงักค้างไปก่อนจะโกรธจนหน้าเขียว ชี้หน้าผู้มาเยือนกล่าวอย่างโกรธา

    “!!! ...วาจาท่านช่างกล้ายิ่งนัก!! ต่อให้ท่านเป็นชินอ๋องแห่งแคว้นเซี่ย แต่ต่อหน้าท่านคือฝ่าบาทแห่งแคว้นฉิน ท่านไม่มีสิทธิ์เสียมารยาทนะจ่ะม่ะค่ะ!!”

    “กงกง อย่าเสียมารยาท”

    “...ขอประทานอภัยจ่ะม่ะค่ะ”

    เฟยเกาจงฮ่องเต้ไม่เพียงไม่โกรธ พระองค์ยังคงนิ่งเฉยดุจขุนเขา ทำให้ผู้มาเยือนเคารพและนับถืออีกฝ่ายมากขึ้นหลายส่วน

    “กงกงของเจิ้นวู่วามนัก หวังว่าชินอ๋องจะไม่ถือสา ...ข้อความยังไม่จบใช่หรือไม่?”

    “พระเชษฐาดูไม่ผิดเลยว่าพระองค์ควรค่าแก่การผูกมิตรด้วย”

    ใบหน้าที่ผู้คนแทบไม่เคยได้พบเห็นแทบไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่น้ำเสียงนั้นอ่อนลงมาพอสมควร

    “แคว้นเว่ยและหม่า ตั้งใจจะทำสงครามกับฉินในสักวันหนึ่ง หากวันนั้นมาถึงแล้วแคว้นเซี่ยที่มีกำลังทหารเข้มแข็งเป็นหนึ่งในศัตรูของพระองค์ ก็จะแทบเป็นการปิดประตูตายของแคว้นฉิน”

    ความจริงจังในน้ำเสียง ไอปราณที่แผ่ไปในอากาศ และเนื้อหาของคำพูดนั้น ๆ ทำเอากงกงที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่กล้าเอ่ยปากแทรก ทั้งเหงื่อยังคงไหลพราก ๆ ผู้ที่สวมอาภรณ์สีเหลืองทองปักลายมังกรห้าเล็บถึงกับขมวดพระขนง พระโอษฐ์ฉีกยิ้มเหยียด

    “...ฮ่องเต้แห่งเซี่ยตั้งใจจะข่มขู่เจิ้นรึ?”

    “หามิได้ พระเชษฐาทรงชื่นชมในตัวพระองค์มาก มากพอจะยื่นข้อเสนอให้พระองค์”

    “การอภิเษกเชื่อมสัมพันธไมตรีน่ะรึ?”

    “แคว้นเซี่ยจะคอยช่วยเหลือแคว้นฉินยามถูกแคว้นอื่นรุกราน และจะไม่รุกรานแคว้นฉินเช่นกัน พระองค์จะไม่ต้องกังวลศึกสองด้านยามมีสงคราม ทั้งยังมีผู้ช่วยคอยกดดันแคว้นเว่ยและหม่าอีกทาง เพียงแลกกันกับ...”

    “...แลกกันกับให้แคว้นฉินช่วยเรื่องสาธารณูปโภค”

    เฟยเกาจงฮ่องเต้เข้าใจความต้องการด้านสาธารณูปโภคของแคว้นเซี่ยดี แคว้นที่หนาวเหน็บปกคลุมไปด้วยหิมะแทบจะตลอดทั้งปี ความต้องการทางอาหารจึงสูงยิ่ง ทั้งยังขาดแคลนจะแจกจ่ายให้ทั่วทุกภาคส่วน ประชาชนส่วนมากจึงสมัครเป็นทหารเพื่อสวัสดิการความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น แคว้นเซี่ยจึงมีกำลังทหารที่น่ากลัวที่สุดก็ว่าได้

    ข้อตกลงนี้จะว่าเท่าเทียมก็ได้อยู่ อย่างไรเสียฉินเองก็ไม่เคยขาดแคลนอาหาร การเพาะปลูกรึก็ไม่เคยแห้งแล้ง ไม่ว่าภูมิภาคไหนก็อุดมสมบูรณ์

    ...แต่นี่คือการเป็นพันธมิตรมิใช่ข่มขู่แน่รึ?

    “มีความต้องการอื่นนอกเหนือจากนั้นหรือไม่?”

    “ไม่ เพียงแค่ต้องการแลกเปลี่ยนและมีไมตรีที่ดีต่อกัน”

    “แคว้นฉินจะมิยอมถูกกดขี่หรอกนะ”

    “ทั้งฉินและเซี่ยจะเท่าเทียม มิได้กดขี่กันแต่อย่างใด”

    ความกดดันจากสาส์นที่ผ่านมาช่างธรรมดาและผิวเผินยิ่ง เมื่อเทียบกับประโยคที่ถูกฝากฝังมาบอกกล่าวด้วยเทพสงครามโดยตรงเมื่อสักครู่

    ...หากปฏิเสธ แคว้นฉินอาจจะ...

    “พระองค์ทรงเป็นฮ่องเต้ที่ดี ทั้งยังมีความสามารถ พระองค์คงดูออกว่าเทพสงครามมีความสามารถเพียงไร กองทัพแห่งแคว้นเซี่ยก็เช่นกัน”

    “...”

    “จะให้แคว้นเรารุกรานก็ย่อมได้ แต่พระองค์ก็รู้ดีว่าไม่เสียเลือดเสียเนื้อมีผลประโยชน์ร่วมกันย่อมดีกว่า พระองค์...คงมิยอมให้แผ่นดินลุกเป็นไฟใช่หรือไม่?”

    “...นั่นก็เป็นถ้อยคำที่ถูกฝากมารึ?”

    “ย่อมเป็นเช่นนั้น”

    “คิดว่าเจิ้นจะยิ้มรับและกระทำตามแต่โดยดีทั้ง ๆ ที่ถูกข่มขู่รึเทพสงคราม?”

    เฟยเกาจงฮ่องเต้แม้จะไม่ใช่ชายชาติทหาร แต่ความที่อยู่เหนือผู้คนทั้งแผ่นดินพระองค์เองก็มีศักดิ์ศรีและความกดดันที่ไม่ธรรมดา

    บรรยากาศในท้องพระโรงอึดอัดขึ้นกะทันหัน แต่ผู้มาเยือนไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้า

    “ขอยืนยันว่ามิใช่การข่มขู่ แต่เพราะพระองค์มิเคยให้คำตอบที่แน่นอน พระเชษฐาจึงต้องการพูดถึงภาพรวมให้พระองค์ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเท่านั้น”

    “...”

    “พระองค์คงรู้ดีว่าการเชื่อมสัมพันธ์นี้มีแต่ข้อดีหาได้มีข้อเสีย แคว้นเซี่ยเราแม้จะมีกำลังทางการรบแต่ก็ไม่ชมชอบการคร่าชีวิต ทหารทุกผู้คนของเราล้วนแล้วแต่สำคัญนัก ทว่าหากพระองค์ปฏิเสธ...”

    “...”

    “กระหม่อมในฐานะเทพสงครามแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเซี่ย ก็จะเป็นผู้กรีธาทัพบุกตีแคว้นฉินด้วยทั้งหมดที่มี ตามพระบัญชาของฮุ่ยหวงตี้”

    วรกายล้ำค่าบนบัลลังก์มังกรถึงกับสั่นสะท้านเมื่อผู้ที่ได้ชื่อว่าเทพสงครามแผ่ไอปราณออกจากร่าง ปราณนั้นทั้งหนักหน่วงเยือกเย็น ชวนให้หนาวสะท้านไปทั่วสรรพางค์กาย ระดับของอีกฝ่ายสมควรไม่ด้อยไปกว่าสหายเพียงหนึ่งเดียวของเขา

    “...เช่นนั้นเจิ้นก็ควรจะกำจัดศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดในอนาคตก่อนใช่หรือไม่?”

    เฟยเกาจงฮ่องเต้สุรเสียงนิ่งต่ำ พระหัตถ์โบกสะบัดเบา ๆ ทหารองครักษ์ก็วิ่งเข้ามาล้อมรอบผู้มาเยือนอย่างรวดเร็ว

    “!!!”

    กงกงที่ยืนอยู่ด้านข้างขาสั่นระริกทรุดนั่งลงกับพื้นยามเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเลวร้ายยิ่งนัก

    “งั้นกระหม่อมก็สมควรกำจัดบังเหียนของแคว้นฉินก่อนจะจากไปใช่หรือไม่?”

    ฮุ่ยเทียนเหมิงที่ถูกทหารล้อมรอบยังคงนิ่งเฉย ร่างสูงในอาภรณ์สีดำสนิทไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อน ดวงตาสีรัตติกาลคมเข้มจ้องมองวรกายบนบัลลังก์มังกรช้า ๆ ไอปราณเริ่มควบแน่นจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปราณสีดำสนิทต่างจากคนทั่วไปทำเอาทหารบางคนถึงกับขาแข็งไม่กล้าขยับ

    “ฮ่า ๆ ดี ดีมาก!”

    “...”

    เฟยเกาจงฮ่องเต้สรวลเสียงดัง ทำเอาคนรอบข้างสะดุ้งเฮือก ในใจต่างคิดกันไปไกลแล้วว่าพระองค์ทรงคิดอะไรเล่นอะไรกันแน่

    แต่เมื่อพระหัตถ์หนาโบกอีกครั้งทหารก็ถอนใจก้าวถอยออกจากท้องพระโรงด้วยหัวใจที่เต้นรัว

    “ชินอ๋อง ฮุ่ยเทียนเหมิง เจิ้นยินดีตอบรับความต้องการของฮุ่ยหวงตี้ในการอภิเษกเชื่อมสัมพันธ์ ภายหลังจากงานอภิเษกสิ้นสุดฉินและเซี่ยจะเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันอย่างเป็นทางการ!”

    “...”

    “ขอให้เตรียมส่งทูตมาร่างสนธิสัญญาตามที่เห็นสมควรไว้ได้เลย”

    “กระหม่อมทราบถึงคำตอบของพระองค์แล้ว”

    ถึงไม่มีถ้อยคำข่มขู่เฟยเกาจงฮ่องเต้ก็คิดจะผูกไมตรีกับแคว้นเซี่ยอยู่แล้ว การต้องรับมือกับเว่ยและหม่า ทั้งยังอาจจะมีศึกภายในอีก การจะต้องเป็นศัตรูกับแคว้นเซี่ยที่แข็งแกร่งเพิ่มนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย แม้แคว้นฉินจะเข้มแข็งมากพอควร แต่จะให้รับศึกหลายด้านโดยรวมแคว้นเซี่ยเป็นหนึ่งในศัตรูด้วยนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน

    แคว้นเซี่ยเองก็คงรู้ดีว่าการสมัครสมานกับแคว้นเว่ยหรือแคว้นหม่าที่ไม่ซื่อสัตย์นั้น หลังจบศึกก็มีสิทธิ์ถูกพันธมิตรสองแคว้นล้อมกรอบกำจัดทิ้ง และหากปล่อยให้พวกนั้นได้แคว้นฉินที่เป็นจุดยุทธศาสตร์และอู่ข้าวอู่น้ำไป สมดุลระหว่างแคว้นคงพังทลายลง

    ใครหน้าไหนก็ทราบว่าเฟยเกาจงฮ่องเต้ขึ้นชื่อเรื่องคุณธรรม วิสัยทัศน์ของพระองค์ไม่เคยมีการทำสงครามที่โหดร้ายและไม่จำเป็น

    การที่ฉินจะเป็นพันธมิตรกับแคว้นเซี่ยเพื่อควบคุมให้สมดุลยังคงเดิมเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าแน่นอน

    แต่ที่ไม่ได้ตอบกลับอย่างแน่นอนเพราะพระองค์เพียงไม่มั่นใจในความต้องการของแคว้นเซี่ย แล้วก็ลังเลในการที่จะยกบุตรสาวให้แก่เทพสงครามที่ไม่เคยพบหน้าต่างหาก

    ...ได้พบได้พูดคุยเท่านี้ก็เพียงพอจะรู้อะไรมากขึ้นแล้ว

    “เจ้าชมชอบองค์หญิงคนใดของเจิ้นเป็นพิเศษบ้างหรือไม่?”

    “กระหม่อมไม่รู้จักองค์หญิงแห่งแคว้นฉิน และขอทูลตามตรงว่ากระหม่อมมิเคยต้องการการจะอภิเษกสมรสครั้งนี้แม้เพียงนิด”

    จากที่สรวลอยู่นั้นเฟยเกาจงฮ่องเต้ก็ต้องชะงักค้าง ผู้ที่ได้รับหน้าที่อภิเษกเชื่อมสัมพันธ์มิต้องการจะสมรส แล้วก่อนหน้านี้ที่พยายามบีบให้พระองค์ต้องตอบรับอย่างเสียมิได้นั่นคืออะไรกันเล่า!?

    “...”

    “เพียงแต่กระหม่อมจำต้องปฏิบัติตามความต้องการของพระเชษฐา ดังนั้นหากพระองค์ต้องการให้กระหม่อมอภิเษกกับองค์หญิงพระองค์ใดก็ย่อมได้”

    เฟยเกาจงฮ่องเต้ถึงกับเบื้อใบ้ไปชั่วขณะ

    “ชินอ๋องมิต้องการให้การเชื่อมสัมพันธ์นี้เป็นไปด้วยดีรึ?”

    “มิบังอาจ เพียงแต่สำหรับกระหม่อมสตรีคนใดล้วนแล้วเหมือนกัน กระหม่อมสัญญาว่าจะปฏิบัติต่อสตรีนางนั้นตามสมควร และจะให้เกียรตินางตามตำแหน่งชินหวางเฟยที่นางจะได้รับ แต่กระหม่อมอาจจะไม่สามารถมอบความรักดุจสามีภรรยาให้นางได้”

    “...”

    “เช่นนั้นพระองค์จะให้กระหม่อมอภิเษกกับผู้ใด?”

    คำถามของเทพสงครามฮุ่ยเทียนเหมิงทำเอาฮ่องเต้แห่งฉินถึงกับยกพระหัตถ์ขึ้นกุมพระเศียร

    เทพสงครามผู้มีชีวิตอยู่ท่ามกลางสนามรบ เก่งกาจ มีความสามารถ แค่ไม่เคยให้ความสนใจในอิสตรี จะให้ยกบุตรสาวที่รักใคร่หวงแหนให้แก่บุรุษที่ไร้ใจเช่นนี้...

    ...แม้จะเป็นการทำเพื่อบ้านเมือง แต่ต่อไปพระองค์ก็คงปวดพระทัยยิ่งนัก

    ...ยังดีแค่ไหนที่อีกฝ่ายยังสัญญาว่าจะให้เกียรติตามตำแหน่ง มิเช่นนั้นพออภิเษกไป พระองค์ต้องเป็นห่วงกลัวว่าบุตรีจะถูกรังแกเป็นแน่

    “เจิ้นจะให้ชินอ๋องได้เลือกก่อนจะเดินทางกลับ หรือหากชินอ๋องเลือกไม่ได้ วันนั้นเจิ้นจะเลือกให้ก็แล้วกัน”

    สุดท้ายพระองค์ก็ได้ตอบกลับแบบแบ่งรับแบ่งสู้ หวังว่าเมื่อถึงวันนั้นชินอ๋องผู้นี้จะมีสตรีที่พึงพอใจจะผูกสัมพันธ์สักคน

    แม้ชินอ๋องอาจเหมาะสมกับฐานะราชบุตรเขยของแคว้นฉิน แต่บางทีฮุ่ยหวงตี้ก็น่าจะเลือกคนอื่นมาทำหน้าที่นี้แทน...

    ...

    แม้จะรั้งให้พำนักอยู่ในวังหลวง แต่เทพสงครามก็ยืนกรานว่าอยากจะเดินเที่ยวชื่นชมทัศนียภาพ อากาศอบอุ่นแบบที่ไม่มีที่แคว้นของตนดูให้เต็มที่ พระองค์จึงได้แต่ยินยอมให้อีกฝ่ายเที่ยวชมจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร โดยให้คนคอยดูแลความสะดวกให้แทน

    หลังชินอ๋อง ฮุ่ยเทียนเหมิงแห่งแคว้นเซี่ยจากไป เฟยเกาจงฮ่องเต้ก็กวักพระหัตถ์เรียกขันทีข้างกายที่ดูเหมือนสติจะยังไม่คืนมาเต็มร้อยให้มารับใช้

    “กงกง”

    “...จะ...จ่ะม่ะค่ะ ฝ่าบาท”

    “ไปแจ้งฮองเฮา ให้นางเตรียมหารายชื่อแล้วส่งเทียบเชิญสตรีที่ยังไม่มีพันธะ ชาติตระกูลเพียบพร้อม อยู่ในวัยที่จะแต่งงานได้จำนวนหนึ่งเข้าร่วมงานเลี้ยงที่จะถึงหลังจากนี้ด้วย”

    “แต่ฝ่าบาท...งานเลี้ยงนี้มิสมควร”

    “เจิ้น...สั่ง”

    สุรเสียงทรงอำนาจกดต่ำลงจนกงกงรีบวิ่งฉิวทำตามพระบัญชาแทบไม่ทัน

    “...ระ...รับด้วยเกล้าจ่ะม่ะค่ะ”

    …หากเอาจำนวนเข้าว่า ก็ต้องมีสักคนที่ชินอ๋องจะถูกใจแหละกระมัง

    …

    “ฮัดชิ้ว!!”

    “คุณหนู ไม่สบายรึเจ้าคะ?”

    สุ่ยหลิวกุลีกุจอวิ่งเข้ามาวัดไข้ เตรียมหายาหาน้ำให้วุ่นวาย จนเฟิ่งปิงได้แต่หัวเราะแล้วโบกมือห้าม

    “มิใช่อาการป่วยหรอก แค่อาจจะมีคนนินทาข้าก็เท่านั้นแหละ”

    คล้ายกับเรื่อง秘蜜 หฤทัยจอมนาง ที่คุณอ่าน