หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล]

    ตอนที่ 29 ทดสอบ

    ณ ลานชุมนุม

            หลันเฟิงไม่ได้เพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรกทว่าลานชุมนุมที่คึกคักปานนี้ เขากลับเพิ่งเคยเห็น

            บนพื้นหินมีคนในตระกูลยืนอยู่แน่นขนัดนอกจากท่านผู้นำตระกูล อาวุโส รวมทั้งพ่อบ้านและผู้ดูแลสองสามคนแล้ว คนที่เหลือล้วนบุรุษสตรีวัยหนุ่มสาวแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ตรงกลางเหลือเส้นทางกว้างหนึ่งจั้งไว้สายหนึ่ง

            แม้ว่าจะมีคนจำนวนมากแต่ภายในลานกลับเงียบสงบ แม้เข็มหล่นก็ได้ยิน

            หลันเฟิงกวาดสายตาไปบนเรือนร่างของทุกคนแวบหนึ่งก่อนเดินไปด้านข้างตามความรู้สึก และกลืนหายเข้าไปในฝูงชน

            การมาถึงของเขาดึงดูดความสนใจของผู้คนไม่น้อยทำให้ผู้คนมองมาด้วยความระแวดระวังราวกับพบศัตรูอย่างไรอย่างนั้น

            ฉากนี้ทำให้หลันเฟิงกระอักกระอ่วนเล็กน้อยราวกับภิกษุสูงสองจั้งที่สับสนทำอันใดไม่ถูก

            ทว่าเขาไม่ได้สนใจเกินไปนักสายตาแปลกประหลาดเช่นนี้หรือท่าทางที่แย่ยิ่งกว่านี้เขาก็เคยประสบมาแล้วถึงสามปีเทียบกันแล้วเจตนาไม่เป็นมิตรที่อยู่ตรงหน้า ไม่อาจทำอันใดกับหัวใจของเขาได้

            และตัวเอกในวันนี้คือหยางเสวี่ยเขาย่อมไม่อยากชิงความโดดเด่นไปจากแม่นางน้อย

            หยางเสวี่ยยืนอยู่ตรงสุดทางเดินใจกลางลานชุมนุมตั้งนานแล้วนางยืนเคียงไหล่กับท่านผู้นำตระกูลหยางเซียวสวมชุดสีเขียวมรกตบดบังผิวพรรณขาวเนียนเอาไว้ เพิ่มความอ่อนเยาว์ให้นางหลายส่วนการแต่งกายที่ไม่ได้พิถีพิถันนี้กลับขับความรู้สึกสนิทสนมของหญิงสาวข้างบ้านออกมา

            นางไม่ใช่เทพเซียนที่ไม่กินดอกไม้ไฟบนโลกมนุษย์[1]แต่เป็นปีศาจที่เที่ยวเล่นอยู่ในโลกมนุษย์

            โอกาสสำคัญเช่นนี้หยางเสวี่ยย่อมไม่สะดวกที่จะมาทักทายหลันเฟิงทว่ารอจนหลันเฟิงยืนนิ่งแล้ว แม่นางน้อยกลับจงใจกะพริบตาให้หลันเฟิง

            มีความรู้สึกหลากหลายอยู่ในดวงตานั้นแม้แต่หลันเฟิงยังรู้สึกลำบากใจ

            “แม่นางน้อยผู้นี้...”เขาถลึงตาใส่หญิงสาวอย่างหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก แววตาแฝงไว้ด้วยการเตือนนี่ไม่ใช่เวลาปกติ แม่นางน้อยจะก่อความวุ่นวายไม่ได้

            เมื่อถูกหลันเฟิงถลึงตาใส่หญิงสาวก็รู้สึกน้อยใจ ปากเล็กๆ พลันมุ่ยขึ้น

            หยางเซียวชำเลืองมองบุตรสาวด้วยสีหน้าราบเรียบแวบหนึ่งแล้วแสร้งกระแอม ทำให้แม่นางน้อยตกใจจนสะดุ้งเล็กน้อยชั่วขณะนั้นพลันชักสายตากลับมา แล้วมองไปตรงหน้า ท่าทางดูเป็นคนจริงจัง มีความอดทนผู้ที่ไม่รู้เรื่องเกรงว่าคงถูกหลอกเข้าจริงๆ

            ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อในที่สุดคนที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง

            หยางเซียวเผยรอยยิ้มกระตือรือร้นออกมาสาวเท้ายาวเข้าไปต้อนรับ “ยินดีต้อนรับท่านอาวุโสเสี้ยวเอินแห่งสำนักศึกษาเมิงอู่ที่มาเยือนตระกูลหยางของพวกเรา”

            เหล่าคนหนุ่มสาวในตระกูลที่ยืนเรียงอยู่สองฝั่งทางเดินก็เอ่ยพร้อมกันว่า“ยินดีต้อนรับท่านอาจารย์เสี้ยวเอิน!”

            ผู้มาเยือนมีทั้งหมดสามคนคนที่เป็นหัวหน้าคือท่านอาจารย์ระดับต้นคนหนึ่งของสำนักศึกษาเมิ่งอู่ เสี้ยวเอินพลังยุทธ์ไม่สู้หยางเซียว อยู่แค่ระดับไอปราณขั้นเก้าแต่ฐานะอาจารย์ระดับต้นแห่งสำนักศึกษาเมิ่งอู่ของเขากลับทำให้ทุกคนไม่กล้าดูแคลน

            ทั้งสองด้านของเสี้ยวเอินคือศิษย์ระดับกลางสองคนพลังยุทธ์ถึงระดับไอปราณขั้นหกแล้วอยู่ห่างจากระดับไอปราณขั้นปลายเพียงแค่เส้นแบ่งเดียว

            เสี้ยวเอินดูไม่ค่อยพูดและไม่ค่อยแย้มยิ้มท่าทางเข้มงวดไม่ธรรมดา

            “ทุกท่านกระตือรือร้นเกินไปแล้วผู้แซ่เสี้ยวได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเกินไปจนตกใจเสียแล้ว!” เสี้ยวเอินฉีกยิ้มบางๆ สายตากวาดมองไปรอบด้านแวบหนึ่งสุดท้ายก็ตกอยู่ที่เรือนร่างของท่านผู้นำตระกูลหยางเซียวแล้วประสานมือคารวะอย่างมีมารยาท

            “พี่เสี้ยวถ่อมตนเกินไปแล้วทั้งสามท่านคงเหนื่อยจากการเดินทาง เข้าไปพักผ่อนข้างในก่อนเถิด”หยางเซียวรับคารวะแล้วเชิญทั้งสามคนเข้าไปข้างใน

            ทว่าเสี้ยวเอินกลับปฏิเสธเขาไม่กล้าลืมภารกิจที่เบื้องบนรับสั่งมา จึงฉีกยิ้มแล้วโบกมือ “ไม่เป็นไรๆ มีเรื่องสำคัญกว่า”

            พอสิ้นเสียง สายตาของเขาก็ตกอยู่ที่ร่างของหยางเสวี่ยที่อยู่ข้างหยางเซียวเมื่อมองไปหญิงสาวที่ยืนอย่างสง่างามก็ทำให้เขาตกตะลึงในความงดงามทันที ความงดงามของนางเปรียบเสมือนดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ที่ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอยู่ในโลก

            เป็นหญิงสาวที่งดงามยิ่งคนหนึ่ง!

            หากการรวมตัวของจิตวิญญาณอันงดงามในใต้หล้ามีทั้งหมดสิบส่วนหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าคนเดียวก็เอาไปสามส่วนแล้ว!

            แม้ว่าเสี้ยวเอินจะมีประสบการณ์มาไม่น้อยได้พบกับหญิงสาวอัจฉริยะอายุน้อยมามากมาย คนที่หน้าตาโดดเด่นก็มีอยู่มากแต่หญิงสาวที่มีเสน่ห์เหลือล้น หน้าตาและพรสวรรค์รวมอยู่ในตัวคนคนเดียวเขากลับเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก จึงรู้สึกตกตะลึง

            ยิ่งเหลือบมองชายหนุ่มที่แทบจะตะลึงค้างด้านข้างทั้งสองคนแล้วเสี้ยวเอินก็อดโคลงศีรษะไม่ได้ หากตนอ่อนเยาว์กว่านี้สักยี่สิบปีเกรงว่าก็คงจะถอนตัวออกจากความเย้ายวนของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ได้ยาก

            สายตาไม่ปกปิดความชื่นชมเลยสักนิดเสี้ยวเอินเอ่ยด้วยรอยยิ้มจางๆ “แม่นางผู้นี้คือคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์สินะ?”

            ศิษย์ที่คนผู้นั้นให้ความสำคัญแม้แต่เขาที่เป็นอาจารย์ของสำนักศึกษาเมิ่งอู่ก็ยังต้องปฏิบัติอย่างให้เกียรติ

            ภายใต้การส่งสัญญาณของบิดาอย่างหยางเซียวเสวี่ยเอ๋อร์ก็คารวะพร้อมรอยยิ้มบางๆ “หยางเสวี่ยเอ๋อร์แห่งตระกูลหยางคารวะท่านอาจารย์เสี้ยวเอินเจ้าค่ะ!”

            “คุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์ไม่ต้องมากมารยาทก็ได้”เสี้ยวเอินโบกมือแล้วเอ่ยว่า “ผู้แซ่เสี้ยวมาเยือนในครั้งนี้เกรงว่าพวกเจ้าคงรู้กันหมดแล้ว หากพิสูจน์ได้ว่าพลังยุทธ์ของคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์เป็นเรื่องจริงรอให้สำนักศึกษาเมิ่งอู่เปิดภาคเรียนใหม่ คุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์ก็จะพุ่งทะยานไปจุดสูงสุดได้คารวะเป็นศิษย์ของประมุขแห่งสำนักศึกษาเราตำแหน่งสูงส่งกว่าที่ผู้แซ่เสี้ยวจะเปรียบเทียบได้ หึๆถึงยามนั้นผู้แซ่เสี้ยวกลับต้องเป็นฝ่ายเอาใจคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์แล้ว”

            ท่าทางของเสี้ยวเอินไม่เย่อหยิ่งทำให้หยางเซียวและเหล่าผู้คนในตระกูลหยางรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก

            และคำว่าลูกศิษย์ที่เขาเอ่ยถึงก็ยิ่งทำให้เหล่าคนหนุ่มสาวที่อยู่รอบด้านตาลุกวาวอย่างหาที่เปรียบมิได้ใบหน้าของทุกคนเผยความตกตะลึงพรึงเพริดออกมา!

            แม้จะรู้ว่าหยางเสวี่ยได้รับความสนใจจากคนใหญ่คนโตของสำนักศึกษาเมิ่งอู่แต่คิดไม่ถึงว่าคนผู้นั้นจะเป็นท่านประมุขแห่งสำนักศึกษาเมิ่งอู่นั่นเป็นสิ่งมีชีวิตที่สูงส่งที่สุดในสำนักศึกษาเมิ่งอู่เชียวนะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนยอดหอคอยพีรามิดของเมืองหงสือรวมถึงเมืองต่างๆเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆ ในรัศมีสองร้อยลี้ในละแวกนี้

            การได้กลายเป็นลูกศิษย์ของเขาอนาคตย่อมสดใสไร้ขีดจำกัด!

            และคำพูดนี้ของเสี้ยวเอินไม่ใช่แค่พูดให้คนตระกูลหยางได้ยินแต่เขายังพูดให้ลูกศิษย์หนุ่มสองคนที่อยู่ข้างกายได้ยินด้วย

            ในคำพูดแฝงไว้ด้วยการเตือนสติแม้ว่าจะแฝงอยู่แค่เล็กน้อย แต่ชายหนุ่มทั้งสองก็ยังฟังออก

            จากฐานะของพวกเขาย่อมไม่ขาดหญิงสาวข้างกายพวกเขาแค่กระดิกนิ้ว หญิงสาวทั่วไปก็เป็นฝ่ายเอาตัวมาส่งในอ้อมกอดแล้วแต่หยางเสวี่ยนั้นไม่เหมือนกัน นางถูกกำหนดให้ขึ้นไปบนฟ้าด้วยเพียงก้าวเดียวกลายเป็นลูกศิษย์ของท่านประมุข หญิงสาวเช่นนี้พวกเขาย่อมไม่มีวาสนาได้เชยชมและไม่กล้าเข้าไปวุ่นวาย

            สิ่งที่เสี้ยวเอินกังวลก็คือพวกเขาจะตกอยู่ในเสน่ห์ของหยางเสวี่ยจนสูญเสียสติสัมปชัญญะไป

            โชคดีที่ศิษย์หนุ่มทั้งสองไม่ใช่คนบุ่มบ่ามพวกเขาสูดลมหายใจลึกเข้าไปเฮือกหนึ่ง แล้วฝืนละสายตาจากหยางเสวี่ย พยายามควบคุมตนเอง

            เสี้ยวเอินชะงักไปเล็กน้อยแล้วเอ่ยอย่างขอความเห็น “สะดวกรับการทดสอบตอนนี้เลยหรือไม่”

            “สะดวกแน่นอน พอบุตรสาวข้าได้ยินว่าพี่เสี้ยวจะมาหาก็เตรียมตัวพร้อมนานแล้วต้องทดสอบอย่างไร พี่เสี้ยวบอกมาได้เลย บุตรสาวของข้าจะทำตามแน่นอน”หยางเซียวหัวเราะหึๆ แล้วตอบแทนบุตรสาว

            หากบุตรสาวเข้าสำนักศึกมาเมิ่งอู่ได้และยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับความสำคัญจากประมุขสำนัก กลายเป็นศิษย์ของท่านประมุข นี่ย่อมเป็นเกียรติยศของหยางเซียว

            ใบหน้าที่ยามปกติมักจะเคร่งขรึมราวกับหิมะถูกละลายปรากฏรอยยิ้มขึ้นอย่างหาได้ยาก

            เสี้ยวเอินพยักหน้าส่งสายตาให้กับลูกศิษย์หนุ่มที่อยู่ด้านขวาผู้ที่ถูกส่งสายตาให้พลันเข้าใจทันที เขาปลดห่อผ้าที่อยู่บนแผ่นหลังลงแกะห่อผ้าที่พับไว้ออก หยิบแผ่นป้ายศิลาสีขาวเกลี้ยงเกลาดังคันฉ่องออกมา

            แผ่นป้ายศิลามีขนาดประมาณหนึ่งหมี่หนาสองสามชุ่น น้ำหนักไม่น้อยกว่าร้อยชั่ง

            “นี่คือแผ่นป้ายศิลาทดสอบปราณเป็นสิ่งที่ปราชญ์ท่านหนึ่งคิดค้นขึ้น ทุกคนคงเคยได้ยินมาก่อน” เสี้ยวเอินรับแผ่นป้ายศิลาเกลี้ยงเกลามาจากมือของลูกศิษย์หนุ่มพลางอธิบายอย่างแช่มช้าก่อนตั้งมันขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วเอ่ยกับหยางเสวี่ยว่า “คุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์เจ้าแค่เอามือสัมผัสแผ่นป้ายศิลาทดสอบปราณ มันก็จะแสดงพลังยุทธ์ของเจ้าออกมา”

            หยางเสวี่ยเบิกตากลมโตที่น่ารักแล้วค่อยๆเดินมาอยู่ตรงหน้าแผ่นป้ายทดสอบปราณยื่นนิ้วเรียวยาวขาวเนียนมาสัมผัสแผ่นป้ายศิลาทดสอบปราณ ศีรษะเล็กๆหันไปมองเสี้ยวเอิน “ท่านอาจารย์เสี้ยวเอิน ทำเช่นนี้หรือ”

            “ใช่ทำเช่นนี้แหละ ใช้เวลาเพียงสิบชั่วลมหายใจ การทดสอบก็จะเสร็จสิ้น”เสี้ยวเอินตอบด้วยรอยยิ้มจางๆ

            ยามนั้นลานชุมนุมตกอยู่ในความเงียบสงัดทุกคนกั้นลมหายใจ ตึงเครียดและรอคอยผลที่เสี้ยวเอินจะประกาศ

            สิบชั่วลมหายใจผ่านไปแผ่นป้ายศิลาทดสอบปราณมีตัวอักษรเล็กๆ สีดำสนิทแถวหนึ่งปรากฏขึ้น

            อายุสิบสี่ปีระดับไอปราณขั้นหนึ่ง ระดับดารา

            เมื่อเห็นตัวอักษรเล็กๆสีดำแถวนี้ รอยยิ้มของเสี้ยวเอินก็อ่อนโยนยิ่งขึ้น เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มจางๆ ว่า“ยินดีกับคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์ที่ได้คารวะเป็นศิษย์ของท่านประมุข กลายเป็นศิษย์สายตรงของท่านประมุขคนที่สี่!”

            ครู่ต่อมาท่านผู้นำตระกูลหยางเซียวเหล่าอาวุโส ผู้ดูแลรวมทั้งหยางเสวี่ยเองก็เผยรอยยิ้มดีใจออกมา

            เหล่าคนหนุ่มสาวในตระกูลที่อยู่ด้านล่างก็โห่ร้องด้วยความดีใจเหมือนงานฉลองส่งท้ายปีใบหน้าอ่อนวัยล้วนเผยรอยยิ้มตื่นเต้นใจออกมา บุตรสาวของท่านผู้นำตระกูลได้คารวะเป็นลูกศิษย์ของสำนักศึกษาเมิ่งอู่ย่อมเป็นเกียรติสำหรับคนในตระกูล จากนี้หากเดินไปไหนก็คงจะภูมิใจมาก

            “ผู้แซ่เสี้ยวอยู่ที่สำนักศึกษามาเจ็ดแปดปีได้เห็นอัจฉริยะมาไม่น้อยแต่อัจฉริยะล้ำเลิศอย่างคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์กลับพบเห็นได้ยากยิ่ง มิน่าล่ะแม้แต่ท่านประมุขก็ยังให้ความสำคัญกับคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์เช่นนี้”เสี้ยวเอินมองหญิงสาวงดงามร่างกายอรชนอ้อนแอ้นอย่างปลงอนิจจัง

            แต่หยางเสวี่ยกลับโคลงศีรษะ“ท่านอาจารย์เสี้ยวเอินชมเกินไปแล้ว เสวี่ยเอ๋อร์ไม่ได้ล้ำเลิศอย่างที่ท่านอาจารย์เสี้ยวเอินกล่าวขนาดนั้นแค่ในตำบลเฟิงเล็กๆ แห่งนี้ก็มีผู้ที่ล้ำเลิศมากกว่าเสวี่ยเอ๋อร์แล้ว”

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้หลันเฟิงที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนก็ใจเต้น รู้สึกอยากหนีออกไปจากที่นี่

            ชายชราส่งหัวเราะหึๆแล้วเอ่ยอยู่ข้างหูเขาว่า “แม่หนูผู้นั้นกำลังพูดถึงเจ้าแน่ๆ”

            “หืมคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์พูดถึงใครหรือ แนะนำให้ผู้แซ่เสี้ยวรู้จักสักหน่อยได้หรือไม่ ผู้มากความสามารถเช่นนี้ผู้แซ่เสี้ยวอยากรู้จักสักหน่อย”  เสี้ยวเอินตกตะลึงไปเล็กน้อยในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความฉงนสงสัย

            หยางเสวี่ยไม่ได้เอ่ยปากแต่สายตาอ่อนโยนกลับมองมายังตำแหน่งที่หลันเฟิงอยู่

            ทันใดนั้นสายตาของคนในตระกูลทั้งหมดพลันมองตามสายตาของหยางเสวี่ยไปรวมกันอยู่ที่หลันเฟิงราวกับปรึกษากันมาแล้วอย่างไรอย่างนั้นและยามที่เห็นหน้าตาของชายหนุ่ม ทุกคนในตระกูลก็เข้าใจทันที

            หากจะหาคนที่ล้ำเลิศกว่าหยางเสวี่ยในบรรดาคนหนุ่มสาวทั้งตำบลเฟิงดูเหมือนจะมีเพียงชายหนุ่มผู้นี้ที่มีคุณสมบัติพอ

            แต่แค่อุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อนทำให้ชายหนุ่มตกนรกไม่มีทางฟื้นฟูได้ชั่วกัปชั่วกัลป์ยามนี้ชายหนุ่มยังล้ำเลิศเหมือนตอนนั้นหรือไม่กลับเป็นเรื่องที่ยังต้องปรึกษาหารือ

            “เสวี่ยเอ๋อร์หมายถึงอัจฉริยะท่านไหนคุณชายผู้นี้หรือ” สายตาประหลาดใจตกอยู่ที่เรือนร่างของหลันเฟิง

            หลันเฟิงท่าทางดูจนปัญญาแม่นางจึงขายเขาเสียเลย “ใช่แล้ว พี่หลันเฟิงนี่แหละ”

            “หลันเฟิงหรือ...”เสี้ยวเอินหัวเราะหึๆ แล้วเอ่ยเชิญ “คุณชายหลัน ไม่ทราบว่าท่านสนใจจะทดสอบหรือไม่”

            “พรึ่บ”

            ทุกคนในตระกูลหันมามองชายหนุ่มเป็นตาเดียว

             


    [1] ไม่กินดอกไม้ไฟบนโลกมนุษย์เป็นคำอุปมา หมายถึงไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน