กลางดึก
หมู่บ้านชิงเหอเงียบสงัด
สายลมหนาวพัดผ่านยอดไม้เหนือูเา
แสงจันทร์ซีดขาวทอดลงบนพื้นดิน
แต่ไม่มีผู้ใดในหอเฝ้าราตรีรู้สึกสงบ
หลังการมาถึงของกลุ่มคนชุดดำ
บรรยากาศทั้งหมู่บ้านเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ราวกับพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
ภายในห้องประชุมชั่วคราว
ซูอู๋เซวียนกำลังนั่งอ่านรายงานจำนวนมาก
สีหน้าของรองเ้าหอเฝ้าราตรีส่วนกลางเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง
ตรงหน้าเขา
คือม้วนคัมภีร์โบราณหลายสิบเล่ม
และแผนที่เก่าแก่ที่เพิ่งถูกส่งมาจากส่วนกลาง
เฉินเยี่ยนชิวยืนอยู่ข้างโต๊ะ
พลางเอ่ยขึ้น
"พวกมันเป็ใครกันแน่"
ซูอู๋เซวียนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบช้า ๆ
"ข้าไม่รู้"
คำตอบนั้นทำให้เฉินเยี่ยนชิวนิ่งไป
เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกันมา
แทบไม่เคยมีเื่ใดที่ซูอู๋เซวียนตอบว่าไม่รู้
รองเ้าหอถอนหายใจเบา ๆ
ก่อนเปิดหน้าสุดท้ายของคัมภีร์
ภายในนั้น
มีเพียงข้อความสั้น ๆ
"เมื่อผู้เฝ้าผนึกหายไป"
"ผู้เฝ้ามองจะปรากฏตัว"
"เมื่อผู้ถือโคมกลับคืน"
"ประตูสุดท้ายจะถูกเปิด"
หลังจากนั้น
หน้าถัดไปกลับว่างเปล่า
ราวกับข้อมูลทั้งหมดถูกลบออกโดยเจตนา
ซูอู๋เซวียนปิดคัมภีร์ช้า ๆ
ดวงตาเย็นเฉียบ
"ข้ากลัวว่าคนพวกนั้น"
"อาจเป็ผู้เฝ้ามอง"
ห้องทั้งห้องเงียบสนิท
ไม่มีใครรู้ว่าผู้เฝ้ามองคืออะไร
แต่เพียงชื่อเรียก
ก็ทำให้บรรยากาศเย็นเยียบลงทันที
...
ในเวลาเดียวกัน
หลินเซวียนกำลังนั่งฝึกอยู่ในห้องพัก
หลังเปิดประตูมรรคา
การรับรู้ของเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก
ทุกครั้งที่เข้าสู่สมาธิ
เขาจะมองเห็นเส้นปราณลอยอยู่ในอากาศ
เห็นร่องรอยกรรมของผู้คน
และได้ยินเสียงกระซิบจากส่วนลึกของโลก
แม้จะยังควบคุมไม่ได้
แต่ดวงตาแห่งกรรมก็ค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้น
คืนนี้ก็เช่นกัน
ขณะกำลังฝึกวิชาสังเกตมรรคา
หลินเซวียนพลันรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่าง
มาจากูเา
เขาขมวดคิ้ว
ก่อนหลับตาลงอีกครั้ง
ดวงตาแห่งกรรมเปิดออก
โลกเบื้องหน้าพลันเปลี่ยนไป
เส้นกรรมจำนวนมหาศาลพาดผ่านท้องฟ้า
เชื่อมโยงหมู่บ้าน
ูเา
ผนึก
และผู้คนทั้งหมด
จากนั้น
สายตาของเขาก็หยุดลง
ที่เส้นกรรมสายหนึ่ง
มันเก่าแก่มาก
หนาแน่นอย่างน่าเหลือเชื่อ
และทอดยาวลงสู่ส่วนลึกใตู้เา
ลึกกว่าประตูหิน
ลึกกว่าผนึก
ลึกจนแม้แต่เขาก็มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
ทันใดนั้น
ภาพหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในห้วงจิต
ชายผู้หนึ่ง
สวมชุดคลุมโบราณสีดำทอง
ยืนอยู่บนลานหินขนาดมหึมา
ในมือ
ถือโคมิญญาเก้าชั้น
ด้านหลังของเขา
คือทะเลศพสุดลูกหูลูกตา
และประตูั์ที่แตกร้าว
ชายผู้นั้นหันกลับมาช้า ๆ
แม้ใบหน้าจะพร่าเลือน
แต่หลินเซวียนกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
จากนั้น
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"จงตามหาร่องรอยของพวกเรา..."
"ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป..."
ภาพทั้งหมดแตกสลาย
หลินเซวียนลืมตาขึ้นทันที
เหงื่อเย็นไหลเต็มแผ่นหลัง
หัวใจเต้นรัว
เขาไม่เข้าใจ
ว่าเหตุใดภาพเ่าั้จึงปรากฏขึ้น
แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ชัด
ชายผู้นั้น
ต้องเกี่ยวข้องกับผู้เฝ้าผนึกอย่างแน่นอน
...
เช้าวันต่อมา
คนของหอเฝ้าราตรีรีบเข้ามารายงาน
สีหน้าตื่นตระหนก
"ท่านรองเ้าหอ!"
"พบสิ่งผิดปกติ!"
ซูอู๋เซวียนลุกขึ้นทันที
"เกิดอะไรขึ้น"
ชายผู้นั้นกลืนน้ำลาย
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"เมื่อคืน..."
"บริเวณเชิงเขาปรากฏแท่นหินเพิ่มขึ้นอีกแห่ง"
ทุกคนใ
เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ไม่มีใครพบสิ่งใดเพิ่มเติมเลย
คณะสำรวจรีบเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ
ไม่นานนัก
พวกเขาก็มาถึง
แท่นหินสีดำขนาดใหญ่
โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน
ราวกับเพิ่งถูกดันขึ้นจากส่วนลึกใต้พิภพ
บนแท่น
เต็มไปด้วยอักขระโบราณ
มู่ชิงเหยาก้าวเข้าไปตรวจสอบ
ใช้เวลาหลายนาที
ก่อนใบหน้าของนางจะซีดลง
"นี่เป็ไปไม่ได้..."
ทุกคนหันมามอง
นางสูดหายใจลึก
ก่อนกล่าวออกมา
"ข้าอ่านได้เพียงบางส่วน"
"แต่ข้อความนี้กล่าวว่า..."
นางหยุดไปครู่หนึ่ง
ก่อนเอ่ยช้า ๆ
"ผู้เฝ้าผนึกคนสุดท้าย"
"มิได้ตาย"
ทันทีที่คำพูดนั้นดังขึ้น
ทุกคนต่างเปลี่ยนสีหน้า
แม้แต่ซูอู๋เซวียน
ก็ยังนิ่งไป
ในขณะที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
หลินเซวียนกลับรู้สึกว่า
ตะเกียงิญญาเก้าชั้นภายในร่าง
สั่นะเืเบา ๆ
ราวกับกำลังตอบสนองต่อข้อความนั้น
และในเวลาเดียวกัน
ลึกลงไปใตู้เา
รอยแตกบนประตูหิน
พลันขยายออกอีกเล็กน้อย
โดยไร้ผู้ใดรับรู้
ประโยคปิดบท
"หากผู้เฝ้าผนึกคนสุดท้ายยังมีชีวิตอยู่"
"แล้วตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา..."
"เขาเฝ้ามองสิ่งใดอยู่กันแน่"