บทที่ 22 ปล่อยให้เขาก่อเื่ไปเถิด
"ลู่เยี่ย เ้าไม่เป็ไรใช่หรือไม่? !"
ฟางซิ่วร้องเสียงแหลมด้วยความใ ดวงตาของนางเบิกกว้าง
"ให้ตายสิ! ทำนายน้อยใแทบแย่!"
ลู่จั๋วสะดุ้งไปทั้งร่าง ปากเล็ก ๆ ของเขาสบถออกมาอย่างไม่พอใจ
ลู่เซียวพลันลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
สมาชิกทุกคนของตระกูลลู่ต่างหันไปมองยังประตูใหญ่พร้อมกัน
เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งคุ้นตานั้นชัดเจน เสียงโห่ร้องยินดีก็ดังขึ้นมาในห้องโถงใหญ่ทันที
"คุณชายรองกลับมาแล้ว!"
"เป็ประมุขตระกูล ประมุขตระกูลกลับมาแล้ว!"
"ฮ่า ๆ ๆ ์ยังมีตา! !"
เมื่อเทียบกับความตื่นเต้นและดีใจของคนตระกูลลู่แล้ว พี่น้องพานอิ๋งซิ่วและพานอวิ๋นเฟิงกลับยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
เกิดอะไรขึ้น?
ทั้ง ๆ ที่ได้ก่อเื่ใหญ่ที่สำนักศึกษาเทียนเหอแล้ว เหตุใดคนผู้นั้นจึงยังสามารถกลับมาได้อย่างมีชีวิต?
หรือว่าได้เกิดเื่ที่ผู้คนไม่ล่วงรู้ขึ้นอีก?
พี่น้องทั้งสองคนมองหน้ากัน ทั้งตกตะลึงและสงสัย
ในไม่ช้า ทุกคนต่างสังเกตเห็นว่าด้านหลังของลู่เยี่ยยังมีกลุ่มคนเดินตามมาด้วย
มีทั้งบุตรหลานตระกูลอย่างลู่ผิงและผู้าุโเก้าหยวนคุนจากสำนักศึกษาเทียนเหอ
นอกจากนั้น ยังมีสตรีอีกสองคนที่ไม่คุ้นหน้าตาอีกด้วย
สตรีผู้นำหน้าสวมอาภรณ์ผ้าเรียบง่าย ผมยาวเกล้าขึ้น รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม ใบหน้างดงามสะดุดตาอย่างยิ่ง
ข้างนางคือหญิงสาวร่างเล็กที่มีดวงตาและคิ้วงดงามราวกับภาพวาด มีความสง่างามเหนือสามัญชน ทั่วทั้งร่างแผ่รัศมีสูงศักดิ์อันแตกต่างจากคนธรรมดา
ทุกคนต่างตะลึงในความงามของหญิงสาวทั้งสอง พากันคาดเดาไปว่าพวกนางเป็ผู้มีฐานะสูงส่งจากที่ใดกัน
ในเวลาเดียวกัน ลู่เยี่ยก็ยิ้มตาหยีเดินเข้ามาข้างหน้า แล้วบีบแก้มของลู่จั๋วเอาไว้แน่น จากนั้นก็กล่าวว่า
"เ้าเกิดในตระกูลลู่ เติบโตในตระกูลลู่ อาหารการกิน ที่พักอาศัย การเรียนรู้ ตลอดจนทุกสิ่งที่จำเป็สำหรับการฝึกฝน ล้วนเป็ตระกูลลู่ที่มอบให้เ้า แต่บัดนี้เ้ากลับคิดจะเปลี่ยนแซ่อย่างนั้นหรือ?"
"เจ็บ ๆ ๆ!ลู่เยี่ยปล่อยนายน้อยเร็วเข้า!"
ลู่จั๋วร้องโวยวายด้วยความเ็ป "มิเช่นนั้น ข้าจะฟ้องท่านตา แล้วตอบแทนเ้าอย่างสาสมเป็ร้อยเท่า!"
ฟางซิ่วมีสีหน้าเปลี่ยนไป รีบพุ่งเข้าไปขัดขวางทันที "ลู่เยี่ย เ้ารีบปล่อยมือเดี๋ยวนี้!"
ปัง!
ลู่เยี่ยโบกแขนทีหนึ่ง ฟางซิ่วก็ถูกกระแทกจนถอยออกไป แล้วล้มลงบนพื้นอย่างอเนจอนาถ
"พี่สะใภ้ฟางซิ่ว เ้าอย่าได้เคลื่อนไหวเชียว หากเ้าเกิดาเ็ขึ้นมา ก็เป็เพราะเ้าหาเื่ใส่ตัวเองทั้งนั้น!"
ลู่ผิงตาไวมือเร็ว รีบเข้าไปกดตัวของฟางซิ่วไว้เป็คนแรก
"ช่างเป็เ้าหมาป่าน้อยตาขาวจริง ๆ"
ลู่เยี่ยยังคงยิ้มตาหยีมองไปที่ลู่จั๋ว "เ้ารู้หรือไม่ว่าตามกฎของตระกูลลู่ การเปลี่ยนแซ่โดยพลการถือเป็การทรยศต่อตระกูล?"
ในตระกูลลู่การทรยศตระกูลเป็ความผิดร้ายแรงที่ต้องถูกปะาชีวิต!
"ทรยศตระกูล? หากเ้ากล้าแตะต้องบุตรชายของข้าแม้เพียงเส้นผมเดียว ตระกูลฟางของข้าจะไม่ยอมเด็ดขาด!"
ฟางซิ่วกรีดร้องอย่างปวดร้าว "ลู่เยี่ย เ้าไม่เห็นหรือว่าตอนนี้ตระกูลลู่เป็อย่างไรแล้ว เ้ายังจะก่อเื่ให้ตระกูลลู่อีกงั้นหรือ?"
"ข้าไม่ได้กลัวตายสักนิด!"
ลู่จั๋วจึงร้องะโตามมาว่า "ลู่เยี่ย ถ้าเ้ามีฝีมือจริงก็สังหารข้าเลย เ้ากล้าหรือไม่?"
เด็กชายอายุเพียงสิบเอ็ดปี แต่ในดวงตาเต็มไปด้วยความโเี้และเหยียดหยาม
"ไม่ต้องรีบร้อน ข้าจะถลกเนื้อเถือหนัง บดกระดูกเ้าให้แหลกละเอียด เอาสายเืตระกูลลู่ที่ไหลเวียนในตัวเ้ากลับคืนมาก่อน แล้วค่อยสังหารเ้าสัตว์เดรัจฉานน้อยตัวนี้ก็ยังไม่สาย"
ลู่เยี่ยพลิกฝ่ามือ จับลู่จั๋วกระแทกลงกับพื้น มือหนึ่งกดที่คอ อีกมือหนึ่งชักดาบออกมาจากฝัก
คมดาบสว่างวาบจนแสบตา ทำให้หัวใจทุกคนสั่นสะท้าน
"เขายังเป็แค่เด็กน้อยเท่านั้นนะ!"
ฟางซิ่วร้องะโด้วยความสิ้นหวัง "หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้!"
ลู่จั๋วก็ใเช่นกัน เขามีสีหน้าหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด
ลู่เยี่ยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่สายตาของเขาราวกับปีศาจในร่างมนุษย์!
"ท่านอา ข้าผิดไปแล้ว! ข้าจะไม่เปลี่ยนแซ่แล้ว และจะไม่ไปไหนแล้ว ได้โปรดละเว้นชีวิตข้าด้วยเถิด"
ลู่จั๋วร้องไห้พลางะโออกมา ความจริงแล้วเขากลัวจนกระทั่งฉี่ราดกางเกงแล้ว
"ไร้ความสามารถ! หากเ้ายืนหยัดอย่างแข็งแกร่งอีกสักนิด ข้าคงจะเห็นคุณค่าในตัวเ้าสักหน่อย"
ลู่เยี่ยส่ายหน้าอย่างผิดหวัง เก็บดาบเข้าฝัก แล้วใช้ฝ่ามือทำลายตันเถียนของลู่จั๋ว
ลู่จั๋วเ็ปจนตาพร่ามัว เขาไม่ทันได้ร้องครวญครางก็ล้มลงหมดสติไปในทันที
"จากนี้ไปให้ขับไล่ฟางซิ่วออกจากตระกูลลู่และลบชื่อลู่จั๋วออกจากทะเบียนตระกูล ตระกูลลู่ของข้าไม่มีคนที่ต่ำช้าเช่นนี้!"
ลู่เยี่ยคว้าตัวลู่จั๋วขึ้นแล้วโยนไปข้างฟางซิ่วทันที "พาเขาไป แล้วไสหัวไปซะ!"
ผู้ทรยศต่อตระกูลที่แท้จริง จะทรยศตระกูลอย่างโเี้ สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับตระกูล จะไม่โง่เง่าเหมือนแม่ลูกคู่นี้ที่มาขออนุญาตก่อนจะจากไป…
หากไม่ใช่เพราะลู่จั๋วโวยวายว่าจะเปลี่ยนแซ่ ลู่เยี่ยก็ไม่ได้ขัดข้องเลยที่จะปล่อยให้พวกเขาจากไป แทนที่จะลงมือรุนแรงเช่นนี้
ฟางซิ่วก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก นางใจึงกอดลู่จั๋วเอาไว้แล้วหันหลังจากไป
ขณะจากไป ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความแค้นและความเกลียดชังอันล้นเหลือ
พานอวิ๋นเฟิงคอยสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ ด้วยสายตาเย็นเยียบมาตลอด ตอนนี้เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างเยาะเย้ยว่า
"เ้าลู่เยี่ยไม่ใช่หรือที่เก่งกาจนัก เหตุใดจึงไม่กล้าสังหารเ้าตัวเล็กนั่นล่ะ?"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา นอกห้องโถงใหญ่ก็มีเสียงร้องโหยหวนอย่างเ็ปดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หลังจากนั้น ภายใต้สายตาตกตะลึงของทุกคนที่จับจ้องอยู่ ผู้าุโเก้าหยวนคุนแห่งสำนักศึกษาเทียนเหอก็ได้ก้าวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่อย่างสง่างาม
ในมือทั้งสองข้างของเขาหิ้วร่างไร้ิญญาสองร่าง
แน่นอนว่าเป็ร่างของฟางซิ่วและลู่จั๋ว!
ทุกคนต่างตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
"ในเมื่อเ้าสัตว์เดรัจฉานน้อยนี้ไม่ใช่คนของตระกูลลู่แล้ว การที่ข้าจะสังหารเขาคงไม่มีใครคัดค้านใช่หรือไม่?"
หยวนคุนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
เขามีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ เคราและผมเป็ประกายดั่งหอกทะลวง เดิมทีพลังบำเพ็ญก็อยู่ในขอบเขตแท่นทองคำ เมื่อยืนอยู่ตรงนั้น ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความกดดันอย่างมาก
"ส่วนฟางซิ่วก็ถูกตระกูลลู่ขับไล่แล้ว ข้าสังหารนาง ทุกคนคงไม่คัดค้านหรอกกระมัง?"
หยวนคุนเอ่ยขณะที่สายตามองไปยังพานอวิ๋นเฟิง ทำเอาอีกฝ่ายใจนร่างแข็งทื่อ ใบหน้าเปลี่ยนสี
"แต่ว่าการที่ข้าบุกรุกเข้ามาสังหารคนในตระกูลลู่ก็เป็การกระทำที่ไร้มารยาทอยู่ดี"
หยวนคุนหันไปมองที่ลู่เยี่ย "ความผิดทั้งหมดข้าจะรับไว้เอง!"
เสียงนั้นดังกังวานไปทั่ว
ลู่เยี่ยรู้สึกปั่นป่วนในใจ เขารู้ดีว่านี่คือหลักฐานแสดงความจงรักภักดีที่หยวนคุนมอบให้ตน!
เขารีบประสานมือคารวะทันที จากนั้นก็กล่าวว่า "ในใจข้า ท่านอาจารย์หยวนเป็เสมือนคนในครอบครัวอยู่แล้ว สมาชิกตระกูลลู่ทั้งหมดจะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับอาจารย์หยวน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน!"
"ฮ่า ๆ ๆ ข้าไม่ได้เป็ผู้าุโของสำนักศึกษาเทียนเหอแล้ว!"
หยวนคุนหัวเราะเสียงดัง "หากลู่เยี่ยเ้าไม่รังเกียจ ข้าย่อมเต็มใจอุทิศชีวิตนี้แก่ตระกูลลู่ แม้จะเป็แค่สุนัขเฝ้าบ้านตัวหนึ่ง แล้วจะเป็ไรไปเล่า?"
ทั้งบนล่างของตระกูลลู่ต่างพากันตกตะลึง
"เ้านี่สวามิภักดิ์ต่อลู่เยี่ยแล้วอย่างนั้นหรือ?"
พานอิ๋งซิ่วคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ ด้วยสายตาเ็ามาตลอด บัดนี้นางรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก
หยวนคุนคนประเภทนี้ เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก
สิ่งที่ทำให้พานอิ๋งซิ่วรู้สึกประหลาดใจอย่างแท้จริงก็คือ ทั้ง ๆ ที่ลู่เยี่ยได้ก่อเื่ใหญ่ในสำนักศึกษาเทียนเหอแล้ว แต่เหตุใดเขาจึงยังสามารถกลับมาอย่างปลอดภัยได้
หรือว่า... เป็เพราะหญิงสาวสองคนนั้น?
พานอิ๋งซิ่วลอบมองไปที่ประตูใหญ่อีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
นางไม่รู้จักเซี่ยหลิงชิวและนั่วนั่ว แต่สัญชาตญาณบอกนางว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสำนักศึกษาเทียนเหอนั้น มีความเป็ไปได้อย่างยิ่งว่าเกี่ยวข้องกับคนทั้งสองนี้!
"แย่แล้ว แย่แล้ว พวกเ้าตระกูลลู่จบแล้ว!"
พานอวิ๋นเฟิงส่ายศีรษะและถอนหายใจทันที พลางกล่าวว่า "ลู่เยี่ยได้ก่อเื่ใหญ่ในสำนักศึกษาเทียนเหอและได้ละเมิดกฎหมายของต้าเฉียนแล้ว ไม่ว่าใครจะเข้ามาแทรกแซง ราชสำนักต้าเฉียนก็จะไม่ปล่อยเื่นี้แน่!"
"ตอนนี้ยังปล่อยให้ฟางซิ่วกับบุตรชายของนางตายที่ตระกูลลู่อีก ตระกูลฟางจะยอมปล่อยเื่นี้ไปได้อย่างไร?"
กิริยาแปลกประหลาดและส่อเสียดนั้นทำให้หลายคนสีหน้าหม่นหมอง
แม่นางนั่วนั่วพึมพำว่า "คนคนนี้เป็ใครกัน สมองโดนลาเตะหรือไง ถึงได้พูดเื่โง่ ๆ เช่นนี้ออกมา!"
ลู่เยี่ยหัวเราะแล้วกล่าวว่า "บุรุษผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย เป็คุณชายจากตระกูลพาน! แม้แต่ข้าก็ไม่สามารถล่วงเกินได้ง่าย ๆ"
"จริงหรือ?"
แม่นางนั่วนั่วกะพริบตาด้วยดวงตาที่งดงาม แล้วถามอย่างสงสัย "ในเมื่อเขาไม่ใช่คนของตระกูลลู่เหตุใดถึงมาทำเื่โง่ ๆ ที่นี่? มาจากตระกูลพานแล้วยิ่งใหญ่มากหรือไร?"
นางหันไปมองไปยังเซี่ยหลิงชิวที่อยู่ข้างกาย "ท่านอาจารย์ ท่านรู้หรือไม่?"
เซี่ยหลิงชิวได้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องโถงใหญ่มาตลอด แต่นางไม่สนใจความขัดแย้งเล็กน้อยเช่นนี้เลย
นางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า "เ้าออกมาข้างนอกกับข้าเป็ครั้งแรก จึงย่อมไม่รู้เป็ธรรมดา ตระกูลพานนี้เป็ตระกูลที่มีประวัติมานานนับพันปีในเขตชางโจว ฐานรากของพวกเขา... ก็พอใช้ได้เท่านั้นแหละ"
เมื่อได้ยินประโยคแรก พานอวิ๋นเฟิงอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าภาคภูมิใจ
จนกระทั่งได้ยินประโยคสุดท้าย สีหน้าของเขาก็แข็งค้างทันที
ยังพอใช้ได้งั้นหรือ?
หญิงสาวผู้นี้แม้จะงดงามเกินไป แต่ก็หยิ่งผยองเกินไป!
ส่วนพานอิ๋งซิ่วนั้นรู้สึกใจหายวูบ คำพูดของเซี่ยหลิงชิวและปฏิกิริยาของนั่วนั่วทำให้นางรับรู้อย่างฉับไวว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เมื่อเห็นพานอวิ๋นเฟิงทำหน้าบึ้งตึงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง พานอิ๋งซิ่วนั่งไม่ติดที่อีกต่อไป นางลุกขึ้นแล้วตวาดว่า
"หุบปาก! เ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะมาพูดที่นี่! เ้าตามข้ามา!"
พานอิ๋งซิ่วคว้าแขนพานอวิ๋นเฟิงไว้ แล้วกำลังจะออกไป
"ช้าก่อน"
ลู่เยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบว่า "ในเมื่อพี่สะใภ้ใหญ่ก็อยู่ที่นี่แล้ว ก็ถือโอกาสนี้สะสางเื่ให้จบสิ้นไปเลยดีกว่า!"
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำสนิทดุจน้ำหมึก มีดาบยาวห้อยอยู่ที่เอว เมื่อคำพูดนั้นสิ้นสุดลง บรรยากาศในห้องโถงใหญ่ก็เปลี่ยนไปทันที
"จิ๊ จิ๊ ท่านอาจารย์ท่านดูสิ ลู่เยี่ยเ้าโจรหน้าด้านผู้นี้กำลังจะใช้ประโยชน์จากท่านเพื่อก่อเื่อีกแล้ว!" แม่นางนั่วนั่วเอ่ย
เซี่ยหลิงชิวจึงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า "ปล่อยให้เขาก่อเื่ไปเถิด"