บทที่ 39 ลาจาก
เหล่าโจรภูเขาต่างทำหน้าเลิ่กลักมิรู้ควรทำเช่นไรหัวหน้าพวกตนก็เข้าไปภายในหุบผาลึกเป็นเวลาสองวันแล้ว แต่ที่ปรากฏออกมาจากถ้ำ กลับเป็นบุคคลอื่นซึ่งไม่คล้ายเป็นคนของกลุ่มโจรภูเขาแม้แต่กระผีกชั่วขณะที่พวกมันกำลังทำตัวไม่ถูก พลันมีวัตถุชิ้นหนึ่งลอยมาตกที่ด้านหน้าของบุรุษหนุ่มผู้มานี้ซึ่งของสิ่งนั้นกลับเป็นสร้อยคอประจำตัวของหัวหน้าพวกตนนั่นเอง เช่นนี้คนจากกลุ่มโจรภูเขาต้องขมวดคิ้วมุ่นก่อนส่งเสียงกล่าววาจาเอะอะโวยวายขึ้น
“สร้อยคอนั่น พวกเจ้าได้มาอย่างไร”
“หัวหน้าพวกเราเล่า”
“พวกมันต้องแอบขโมยและหนีมาแน่เลย”
“จับตัวพวกมันไว้ รอพี่ใหญ่ออกมาค่อยว่ากล่าว”
ขณะที่เหล่าโจรภูเขากำลังส่งเสียงกล่าววาจาอยู่นั้นเสี่ยวซาที่อยู่ภายในถ้ำก็เดินออกมาพร้อมกับเซี่ยวเอ๋อ แล้วกล่าวขึ้น
“หัวหน้าพวกเจ้ามันคงไม่มีโอกาสได้ออกมาอีกแล้วเพราะข้าพึ่งเอาสร้อยเส้นนั้นมาจากศพของมัน”
“เจ้าว่าอะไร”
ครานี้เหล่าโจรภูเขาถึงกลับเกิดความปั่นป่วนพวกมันรู้ดีที่สุดว่าสร้อยเส้นนั้นมีความสำคัญกับหัวหน้าตนเพียงใด สร้อยเส้นนั้นไม่มีทางตกไปอยู่ในมือของผู้อื่นได้ง่ายๆหากมันไม่….
หลงเหอที่ยืนสงบอยู่ชั่วครู่ก็เปิดปากขึ้น
“รู้เช่นนี้แล้ว ก็รีบไสหัวออกไปซะ”
“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ พวกเจ้าต้องโกหก”
“ใช่ พี่ใหญ่เป็นผู้ที่เก่งกาจที่สุดทั้งยังนำคนไปด้วยตั้งมากมาย อาศัยเพียงพวกเจ้ามีหรือจะสังหารมันได้”
“เฮอะ จับตัวพวกมันไว้ หากพวกมันไม่ยอมแต่โดยดีก็ฆ่าาา”
กล่าวจบเหล่าโจรภูเขานับสิบคนก็กำชับอาวุธในมือขึ้นก่อนแตกฮือวิ่งกรูเข้าหาคนทั้งสามเซี่ยวเอ๋อรีบซุกร่างเข้าไปหลบที่ด้านหลังของบิดา เป็นหลงเหอที่เปิดปากกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“ข้าเตือนพวกเจ้าแล้ว”
สิ้นเสียงคำกล่าว หลงเหอพลันหันปลายกระบอกอาร์พีจีเข้าหากลุ่มโจรภูเขาที่วิ่งเข้ามาจากนั้นคนก็กดนิ้วชี้ลั่นไกหนึ่งครา
“อาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมาร”
วี้ดดดดดดดดดดด ตูมมมมมมมมม!!
อ๊ากกกกก!!!
ด้วยอานุภาพของอาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมารที่แสดงออกมาส่งผลให้ทุกผู้ต้องปากอ้าตาค้างไปตามๆ กัน เหล่าโจรภูเขาเกิดการย่นระย่อ จนต้องถอยร่นราวกับมุสิกที่กำลังหวาดกลัวแมวพวกมันบัดนี้นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว ดังนั้นเรื่องที่หัวหน้าพวกตนได้เพลี่ยงพร้ำไปคงมิใช่เรื่องที่ถูกกุขึ้นมาอย่างแน่นอน
“ท่านจอมยุทธ์โปรดระงับโทสะ”
“พวกข้าทุกคนยอมสยบแล้ว ท่านต้องการสิ่งใดพวกข้าย่อมยินดีมิขัดข้อง”
หลงเหอล้วงมือเข้าไปที่กระเป๋าสะพายด้านหลังจากนั้นหยิบวัตถุรูปทรงรีออกมาก่อนสอดเข้าใส่ส่วนปลายของอาวุธรูปทรงกระบอกที่พึ่งแสดงแสนยานุภาพเมื่อครู่ปากก็กล่าวขึ้น
“เช่นนั้น พวกเจ้าก็ทำลายค่ายโจรอันแสนโสมมแห่งนี้แล้วไปมอบตัวต่อทางการซะ”
“ท่าน!! ว่ากระไร”
วี้ดดดดดดดดดด ตูมมมมมมมมมม
ไม่พูดพร่ำทำเพลง อาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมารในมือของหลงเหอก็ถูกใช้ออกไปอีกคราครั้งนี้ชายหนุ่มเลือกโจมตีใส่ตัวอาคารไม้ไผ่ที่ใหญ่ที่สุดในค่ายโจรภูเขา ตัวอาคารก็เริ่มพังครืนลงมาก่อนเกิดประกายไฟลุกไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็วเหล่าโจรภูเขาจ้องมองภาพที่เบื้องหน้าอย่างนิ่งค้าง ก่อนที่จะมีเสียงกึกก้องราวอัสนีบาศฟาดลงใส่แก้วหูของพวกมันปลุกให้คนตื่นจากภวังค์
“หากพวกเจ้ามิรีบไปมอบตัวต่อทางการข้าหลงเหอ ขอสัญญา ว่าจะติดตามไล่ล่าสังหารพวกเจ้าทุกคนจนสุดหล้าฟ้าเขียว!!!”
เฮือก! เสียงสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ของเหล่าโจรภูเขา พวกมันต่างจ้องมองบุรุษที่ราวกับเป็นตุลาการทมิฬอย่างหวาดหวั่นคำพิพากษาของมันไม่มีหนทางให้โต้แย้งได้แม้แต่หนทางเดียว เช่นนั้นเหล่าโจรภูเขาหลายคนที่ขวัญอ่อนอยู่ก่อนต่างทยอยวิ่งออกไปจากค่ายโจรไปจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย และก็ค่อยๆหายไปจนหมดสิ้น พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากทั่วทุกสารทิศ
“ข้าจะไปมอบตัวเดี๋ยวนี้”
“ข้าด้วย”
“ข้าก็ด้วย”
“……..…”
ฝู่ววว เสียงเป่าปากอย่างโล่งอกของหลงเหอดังออกมาแผ่วเบาชายหนุ่มรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่งที่แผนการยกตนข่มท่านสัมฤทธิ์ผล เพราะหากอาศัยเพียงอาร์พีจีของมันที่ตอนนี้เหลือกระสุนอยู่แค่ห้าลูกย่อมมิอาจจัดการเหล่าโจรภูเขานับร้อยคนให้หมดทั้งค่ายได้ เมื่อผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้ย่อมเป็นผลที่ดีเกินความคาดหมายแล้ว
“พี่ใหญ่ อาวุธแปลกประหลาดของท่านกลับมีอานุภาพน่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ ท่านช่างเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมเสียจริง”
เซี่ยวเอ๋อที่หลบอยู่ด้านหลังของบิดามาตลอดพลันวิ่งเข้าหาหลงเหอแล้วเอาแต่จ้องมองอาร์พีจีที่พาดอยู่บนบ่าของชายหนุ่มโดยตาไม่กระพริบ เป็นหลงเหอที่กล่าวขึ้น
“เรารีบออกจากที่นี่กันก่อนไฟเริ่มลุกลามไปทั่วค่ายแล้ว”
“อื้อ… เอ๋? บิดาข้าไปไหนแล้วเล่า”
หลงเหอมัวแต่สนทนาอยู่กับเซี่ยวเอ๋อจนลืมสังเกตมองว่าเสี่ยวซาไปที่ไหนซักพักใหญ่ค่อยมีเสียงสิ่งของกระทบกันดังมา เป็นเสี่ยวซาที่วิ่งออกมาจากอาคารแห่งหนึ่งพร้อมหอบเอาสิ่งของมีค่ามาหอบใหญ่ก่อนกล่าววาจาอย่างเหนื่อยหอบ
“พวกเรารีบออกไปกันเถอะ ไฟเริ่มลุกลามแล้ว”
คนทั้งสามออกจากค่ายโจรภูเขามาไกลโขก่อนหยุดยืนมองแสงอันโชติช่วงที่เกิดจากการมอดไหม้ของค่ายโจรภูเขาที่เลื่องชื่อในแคว้นเหยียนแห่งนี้เสี่ยวซาที่ยืนหอบของมีค่าอยู่พลันส่ายหัวแล้วกล่าวขึ้น
“บัญชีแค้นที่มีต่อกัน ขอให้จบลงในครั้งนี้หวังว่าพวกเจ้ากับข้าจะไม่มีใดที่ติดค้างต่อกันอีก”
กล่าวจบมันพลันหันหน้ามาทางหลงเหอแล้ววางของมีค่าในมือลงก่อนประสานมือคาราวะจนแทบจรดพื้น ทำให้หลงเหอต้องรีบเข้ามาห้ามไว้
“บุญคุณที่เจ้าช่วยเหลือเราสองบิดาบุตรข้าจะไม่มีทางลืมเลือนข้าพอมีอำนาจอยู่ที่บ้านเกิด หากเจ้ายินดีติดตามไป ข้าจะให้เจ้าได้อยู่อย่างสุขสบาย”
“พวกท่านก็ช่วยเหลือข้าเมื่อครั้งที่ข้าตกลงสู่ใต้หุบผาครั้งนี้ถือว่าหายกันเถอะ ท่านมิต้องติดค้างบุญคุณข้าถึงเพียงนั้น ส่วนน้ำใจที่ท่านหยิบยื่นให้ข้าขอรับไว้เพียงคำขอบคุณ”
เซี่ยวเอ๋อวิ่งเข้าหาบิดาก่อนหันมามองหลงเหอแล้วกล่าว
“บิดากล่าววาจาคล้ายว่าพี่ใหญ่หลงเหอจะจากพวกเราไปพี่ใหญ่ท่านจะจากพวกเราไปจริงๆ หรือ”
หลงเหอย่อตัวลงก่อนยื่นมือไปจับที่บ่าทั้งสองข้างของเซี่ยวเอ๋อแล้วกล่าวขึ้น
“เซี่ยวเอ๋อ บุคคลทุกผู้ย่อมมีเรื่องที่ต้องกระทำข้าแม้ตอนนี้จะไม่มีเป้าหมายใดให้คิด แต่ยังมีบางสิ่งอย่างที่มิอาจไม่กระทำได้ เช่นนั้นวันนี้ข้าคงต้องลาจากพวกเจ้าแล้ว”
เซี่ยวเอ๋อมีหยดน้ำตาคลอเบ้าคนกล่าวเจือด้วยน้ำเสียงสะอื้น “พี่ใหญ่ ซักวันข้าจะต้องเก่งกาจให้ได้อย่างท่านเมื่อมีโอกาสพบพานกันครั้งหน้า ข้าจะแสดงฝีมือให้ท่านได้เห็น”
หลงเหอตบลงบนบ่าของเซี่ยวเอ๋อเบาๆแล้วกล่าว “ดีมาก ลูกผู้ชายพูดแล้วต้องไม่คืนคำ อีกอย่างโลกภายนอกนั้นสวยงามยิ่งขอให้เจ้าเที่ยวชมอย่างสุขสมนะ”
“อื้อ”
“ลาก่อน”
หลงเหอแยกจากสองบิดาบุตรในที่สุดก่อนจากกันเสี่ยวซายังมอบสิ่งของมีค่าส่วนหนึ่งให้หลงเหอเก็บไว้ใช้เวลาเดินทาง ทั้งยังอธิบายสกุลเงินที่ใช้กันในแผ่นดินใหญ่นี้ให้หลงเหอทราบอย่างละเอียดซึ่งส่งผลให้การพบกับคนทั้งสองในครั้งนี้ของหลงเหอ ได้ทำให้มันรับรู้คำว่ามิตรภาพนั้นดียิ่งถึงเพียงไหนตลอดการใช้ชีวิตในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดของมัน พบเจอแต่บุคคลที่คิดหวังเพียงผลประโยชน์ของตนเองไม่เคยพบเจอมิตรภาพที่แท้จริงเช่นนี้ ดังนั้นคนจึงอดรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับยุคก่อนประวัติศาสตร์นี้ขึ้นมามิได้
“โลกแห่งนี้ยังนับว่าประเสริฐกว่าโลกปัจจุบันเป็นไหนๆถึงมีโอกาสก็ไม่คิดที่จะกลับไปแล้ว โลกที่ไม่มีที่ยืนสำหรับเรา”
ที่ยอดเขาสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่งในแคว้นเหยียนมีธารน้ำตกไหลทอดเป็นทางยาวสู่เบื้องล่างที่นั่นนั่งไว้ด้วยบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง มันผู้มีมือเพียงข้างเดียว และที่ด้านหลังสะพายทวนสีเงินยวงแวววาวน่าเกรงขามอยู่ชายหนุ่มผู้นี้กำลังหน้านิ้วคิ้วขมวดจ้องมองสายน้ำที่ไหลรินอย่างนึกสงสัย เมื่อวันก่อนมันยังสัมผัสได้ถึงพลังธรรมชาติอันมหาศาลที่ไหลเวียนไปตามลำธารสายนี้แต่จู่ๆ พลังเมื่อครู่กลับคล้ายถูกดึงดูดไปจนหมดสิ้น ซึ่งทิศทางที่พลังสายนี้ถูกดึงดูดไปก็คือจุดปลายของธารน้ำนั่นเองชายหนุ่มผู้นี้จึงลุกขึ้นก่อนพุ่งทะยานวิ่งเลียบไปตามลำธาร เนิ่นนานจึงบรรลุถึงและหยุดอยู่ที่ขอบเหวหุบผาลึกที่มองไม่เห็นแม้แต่ก้นที่แท้ธารน้ำตกแห่งนี้กลับทอดลงสู่หุบผาลึกเบื้องหน้าของมัน ด้วยความสงสัยว่าพลังดังกล่าวอาจมีส่วนเกี่ยวข้องและความคล้ายคลึงกับสิ่งที่มันตามหาอยู่คนจึงตัดสินใจปลดทวนสีเงินยวงที่ด้านหลัง ก่อนยกขึ้นเหนือศีรษะแล้วหมุนควงราวจักรผันจากนั้นชายหนุ่มก็กระโดดทิ้งตัวลงสู่หุบผาเบื้องล่างไป
ท่ามกลางซากปรักหักพัง ณ อารามอวู่ยี่ที่มีต้นตอมาจากอาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมารของหลงเหอ ได้มีชายชราสองผู้กำลังยืนจ้องมองไปพลางส่ายหน้าไปพลางอยู่จากนั้นก็มีเสียงสนทนากันดังขึ้น
“ดูซิ ใครมันช่างใจไม้ใส้ระกำสามารถทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ลงคอ เฮ้อ ตาแก่เห็นทีเจ้าจะได้อยู่เก็บกวาดที่นี่เป็นนานสองนานแล้ว”
“แล้วเจ้ามิคิดที่จะช่วยข้าบ้างรึหรือจะเอาแต่ติดตามข้าไปวันๆ เท่านั้น”
“จั๊กๆๆ นี่เกี่ยวข้องใดกับข้าเจ้าจะเก็บกวาดทำความสะอาดอารามไปทั่วทุกที่นั่นมันก็เป็นกิจของเจ้า ข้าเพียงเป็นผู้ชมดูเท่านั้น”
“ข้ามิเถียงกับเจ้าแล้ว อืมแต่หากดูร่องรอยเหล่านี้ข้าว่าน่าจะเกิดจากการต่อสู้”
“เจ้าผิดแล้ว เพียงดูจากรอยเท้าแสดงให้เห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่ปิดล้อมห้องที่พังทลายเบื้องหน้านั่น จากนั้นพวกมันกลับถูกเล่นงานจากพลังสายหนึ่งที่มิได้อยู่ที่นี่ฉะนั้นจึงเป็นการลอบทำร้าย มิใช่การต่อสู้ซึ่งหน้า”
“พลังที่ว่ามาจากต้นไม้นั่นสินะ”
“สมกับที่เป็นเจ้า…..แต่ดูท่าเจ้าคนที่ถูกปิดล้อมก็มีไหวพริบอยู่มิใช่น้อย ถึงหลอกล่อให้กลุ่มคนเหล่านี้มารวมกลุ่มอยู่ที่จุดเดียวก่อนลงมือ”
“ดูท่าพลังญาณที่มันใช้ออกคงไม่ต่ำกว่าระดับเหนือธรรมชาติถึงได้สร้างความเสียหายได้ถึงเพียงนี้”
“เฮ้อ นับวันสงครามของผู้ฝึกญาณปาฏิหาริย์เริ่มจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆความมืดเริ่มที่จะคืบคลานเข้าสู่ใจมนุษย์แล้ว”
“มนุษย์หากยังไม่ละซึ่งกิเลสฉันท์ใดความมืดย่อมสามารถแทรกแซงใจคนได้ฉันท์นั้น”
“ที่เจ้าพูดมาย่อมมิผิด นับแต่คัมภีร์วิถีฟ้าปรากฏและถูกแยกให้ไปอยู่กับค่าย พรรค สำนักใหญ่ ทั่วทั้งแผ่นดินบัดนี้แม้จะยังไม่ถูกเผาไหม้ลุกลามไปด้วยไฟสงครามแต่ก็เริ่มที่จะมีเชื้อไฟที่ครุกกรุ่น เตรียมพร้อมที่จะแผดเผาขึ้นมาแล้ว”
“อาชาสวรรค์คู่เล่า”
“ข้าหวังเพียงศิษย์ของข้าจะทำสำเร็จและค้นพบคู่หูโดยเร็ว หรือไม่ก็เพียงหวังให้สวรรค์เมตตา”
“ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะคน”
“ประโยคนี้ของเจ้าก็ใช้มิได้เสมอไปเพราะ คนคำนวนหรือจะสู้ฟ้าลิขิต”
“ก็เจ้าเป็นเฒ่าพยากรณ์นี่นะถึงอาศัยเพียงฟ้ากำหนด แต่ข้ามันพวกชอบลงมือทำ”
“เช่นนั้นก็จงทำหน้าที่ของเจ้าต่อไป”
“ทำอะไรหรือ?”
“กวาดลาน”
“ฮ่าา ฮ่าา ฮ่าา”
ฉึก! ฟิ้วววว ฉึก! ฟิ้วววว ฉึก! ฟิ้ววววฉึก! เสียงอาวุธปักเข้าออกผนังผาดังมาตามสายลมเป็นระยะๆ ที่มาของต้นเสียงนี้ก็คือบุรุษหนุ่มแขนเดียวที่พึ่งกระโดดลงสู่หุบผาลึกก่อนหน้านั่นเองมันอาศัยแรงโน้มถ้วงของโลกในการทิ้งตัวลงยังเบื้องล่าง แต่คนก็อาศัยทวนสีเงินยวงที่มือในการปักเข้าบริเวณหน้าผาเพื่อหยุดชะงักการล่วงหล่นจากนั้นคนก็ชักทวนออกก่อนทิ้งร่างลงไปใต้หุบผาอีกครา พอได้ระยะมันก็ปักทวนเข้าใส่ผนังผาอีกครั้งเพื่อหยุดยั้งสภาวะการตกทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เกือบสองชั่วยามคนจึงได้บรรลุถึงที่โล่งใต้หุบผาลึกแห่งนี้ เมื่อมาถึงชายหนุ่มก็เดินเลียบไปตามรอยแยกที่มิน่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติซึ่งเป็นที่รองรับน้ำตกที่ทอดลงมายังใต้หุบผานี้ ไม่นานคนก็มาถึงจุดกึ่งกลางของหุบผาอันเป็นที่ดำรงอยู่ของบ่อน้ำรูปวงกลม บุรุษหนุ่มจ้องมองบ่อน้ำเบื้องหน้าอยู่เนิ่นนานคนสัมผัสได้ถึงพลังที่มีอยู่น้อยนิดจนแทบจะไม่มีเหลือ ซึ่งพลังดังกล่าวมีส่วนคล้ายคลึงกับพลังของอักขระศาสตร์ที่อาจารย์ตนถือครองอยู่เป็นอย่างยิ่งพลังจากน้ำตกสายนี้คนทั่วไปมิอาจสัมผัสได้ แต่มันเป็นอีกบุคคลที่มีโอกาสได้ดู และได้สัมผัสลักษณะพลังจากอักขระศาสตร์ในคัมภีร์วิถีฟ้าเช่นนั้นคนจึงให้ความสนใจและเฝ้าสืบเสาะต่อพลังสายนี้ที่น้ำตกบนยอดเขาสูงตั้งแต่ต้นแต่พลังดังกล่าวกลับถูกดึงดูดไปและจุดสิ้นสุดที่พลังสายนั้นถูกดึงดูดมาก็คือที่นี่บ่อน้ำรูปวงกลมใต้หุบผาลึกแห่งนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงกระโดดลงสู่บ่อน้ำ จากนั้นก็ดำว่ายลงไปเพื่อค้นหาปริศนาที่อาจซ่อนอยู่ในบ่อน้ำมินานร่างของคนก็กลืนหายไปพร้อมๆ กับผิวน้ำที่หยุดกระเพื่อมไหว