"กราบคารวะท่านลุงและท่านป้าอีกครั้ง ผู้หลาน หยางเสี่ยวเอ๋อร์ รับคำสั่งบิดาให้มากราบเยี่ยมเยี่ยนท่านลุงท่านป้า ตอนนี้ตระกูลหยางเพิ่งจัดการเรื่องปัญหาที่เกิดกับตระกูลเสร็จสิ้นจึงไม่สะดวกเดินทางมาเอง ผู้หลานต้องกราบขออภัยแทนบิดาด้วยเจ้าค่ะ.."
"ข้านงคราญสุรางสวรรค์รุ่นปัจจุบัน นามเหมี่ยวเซี๊ยะ กราบคารวะท่านลุงและท่านป้าเจ้าค่ะ ปัจจุบันข้าเป็นผู้ติดตามของคุณชายกังหลงตามบันทึกของบรรพชน "
"อา..นงคราญสุรางสวรรค์..!!"
"นงคราญสุรางค์สวรรค์จากจตุรนามสุูราชันย์แห่งเมืองเหอหนานนั่นนะรึ..!!"
"อะไรนะ..!! หนึ่งจตุรนามสู่ราชันย์แห่งเมืองเหอหนานนะรึ..!! โอ..พระเจ้า"
คำจตุรนามสู่ราชันย์แห่งเมืองเหอหนานสร้างความโกลาหลให้แก่ผู้คนในห้องโถงเป็นยิ่งนัก เพราะสิ่งนี้นับเป็นสิ่งที่ชาวเมืองเนตรอสูรย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดี ความเป็นจริงเมืองเหอหนานเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอาณาจักรเนตรอสูรเปรียบเหมือนพื้นที่พิเศษของเมืองเนตรอสูรที่มีมาช้านาน คล้าย ๆ เป็นพื้นที่อิสระที่มิได้ขึ้นตรงกับตระกูลใดในเมืองเนตรอสูร จึงถูกเรียกเป็นเมืองเหอหนาน
ที่นั่นมีบททดสอบที่เก่าแก่ของอาณาจักรเนตรอสูรที่มีมามากกว่าหลายร้อยปี หนึ่งในสี่ของจตุรนามสู่ราชันย์กลับมาติดตามกังหลง สร้างทั้งความแปลกใจ ยินดี อิจฉา และหลากหลายอารมณ์แก่ผู้คนในที่นี้ยิ่ง
แต่เมื่อได้ทราบภูมิหลังของสตรีทั้งสองว่าหนึ่งเป็นถึงบุตรีของตระกูลอันดับหนึ่งของอาณาจักรอีกหนึ่งเป็นถึงตำนานที่สืบทอดมากว่าหลายร้อยปี ทำให้ทุกคนเริ่มมองสตรีทั้งสองด้วยความกริ่งเกรงความรู้สึกต่าง ๆ ที่เคยมีก่อนหน้านี้ล้วนถูกสยบไปแทบหมดสิ้น เมื่อดื่มกันกันอิ่มหนำกังหยางได้กล่าวถึงเรื่องสำคัญต่าง ๆ
"เอาหละเมื่อดื่มกันกันพอสมควรแล้วข้าจะพูดถึงเรื่องสำคัญ วันนี้การแข่งขันช่วงชิงผู้นำตระกูลนับว่าได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และในอีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้ก็จะทำการคัดเลือกอัจฉริยะด้านพลังฝีมือตัวแทนของตระกูล สำหรับเข้าแข่งขันแย่งชิงตัวแทนระดับเมือง "
"และหากมีผู้เยาว์ของตระกูลกังได้ติดอันดับหนึ่งในห้า ผู้นั้นก็จะมีสิทธิ์เข้าร่วมการคัดเลือกการเป็นตัวแทนของอาณาจักรเนตรอสูรในการเข้าแข่งขันระดับอาณาจักรต่อไป
โดยบุตรหลานทั้งหญิงชายที่อายุไม่เกินยี่สิบปีทุกคนสามารถร่วมคัดเลือกและจะคัดเหลือผู้ชนะจำนวนเพียงห้าคนสุดท้ายมาเป็นตัวแทนของตระกูลเพื่อเข้าแข่งขันระดับเมืองกับเมืองต่างในอาณาจักรเนตรอสูรที่จะจัดขึ้นในทุกห้าปี ซึ่งครั้งนี้จะมีกำหนดจัดขึ้นในอีกสี่สิบห้าวันหลังจากนี้ "
"ดังที่ได้บอกไว้ตัวแทนของตระกูลที่เข้าแข่งขันระดับเมืองทั้งห้า จะมีสิทธิ์ได้เข้าไปเลือกวิชาหนึ่งวิชาในหอคัมภีร์เพื่อฝึกปรือและได้เข้าเสี่ยงเลือกอาวุธในหอศาสตราวุธหนึ่งครั้ง โดยสามารถเลือกอาวุธที่ชอบหรือถนัดได้คนละหนึ่งชิ้นฝึกปรือเตรียมพร้อมสำหรับการคัดเลือกตัวแทนของอาณาจักรที่จะมีขึ้นอีกสามเดือนนับจากนี้ "
"ในหกเดือนที่ผ่านมานี้คิดว่าทุกคนคงพัฒนาฝีมือขึ้นมากมาย แต่ยังเหลือเวลาให้ฝึกฝนอีกหนึ่งเดือนขอให้ทุกคนพยามยามกันให้เต็มที่ หากครานี้ตระกูลกังโชคดีมีคนได้เป็นตัวแทนหนึ่งในห้าของตัวแทนจากเมืองเนตรอสูรเรา และหากได้เป็นตัวแทนของอาณาจักรเนตรอสูรอีก ก็จะสร้างชื่อเสียงให้ตระกูลกังและเมืองเนตรอสูร มิต้องโดนผู้คนเหยียดหยามดูแคลนเหมือนที่ผ่านมา"
กังหยางหันไปมองสตรีทั้งสอง กล่าวถามขึ้น
"หลานทั้งสองก็คงเข้าร่วมการคัดเลือกตัวแทนของเมืองเนตรอสูร และหวังการตัวแทนของอาณาด้วยเช่นกันใช่รึไม่ ?"
สตรีทั้งสองต่างพยักหน้ารับ กังหยางครุ่นคิดแม้ตนจะไม่เคยเห็นสตรีเยาว์วัยทั้งสองแสดงความสามารถ แต่ด้วยภูมิหลังของทั้งสอง คงจะมิใช่ผู้คนรุ่นราวคราวเดียวกันจะเทียบกับสตรีทั้งสองนี้ได้ ก่อนหน้านี้กังหยางมีเยี่ยนฟางที่มีพรสวรรค์ของตระกูลกัง พอจะมีลุ้นที่จะได้สิทธ์ในการคัดเลือกระดับเมือง หรือระดับอาณาจักรได้
แต่เมื่อได้เห็นกังหลงแสดงฝีมือในวันนี้ และสตรีเยาว์วัยสองนางนี้มาปรากฎตัว ตัวกังหยางเองมิสามารถหยั่งถึงพลังฝีมือที่แท้จริงของสตรีเยาว์วัยทั้งสองได้ ทำให้กังหยางเริ่มวิตกจนความคิดได้เริ่มเปลี่ยนไป มิทราบอัจฉริยะเยาว์วัยของเมืองต่าง ๆ จะมีฝีมือระดับใดบ้างแต่อย่างน้อยก็ย่อมจะมิอ่อนด้อยเช่นกัน เนื่องจากตนมิได้ออกไปจากเมืองเนตรอสูรนานหลายสิบปี จึงมิทราบว่าปัจจุบันแต่ละเมืองจะมีอัจฉริยะเยาว์วัยเกิดขึ้นมากมายปานใดแล้ว หันมามองกังหลงและกล่าวต่อ
"กังเอ๋อร์วันนี้ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน จะได้รับของขวัญโดยได้รับสิทธิ์เข้าหอคัมภีร์ เลือกวิชาฝีมือหนึ่งชนิดเพื่อฝึกปรือ พรุ่งนี้เช้าเจ้าไปยังหอคัมภีร์เลือกวิชาที่เจ้าสนใจมาหนึ่งวิชาเพื่อฝึกฝน"
"ขอรับ..ท่านพ่อ"
"เอาละพวกผู้เยาว์แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ ส่วนผู้อาวุโสทุกท่านให้อยู่ก่อน ข้ามีเรื่องการค้าขายของตระกูล และการจัดพิธีรับตำแหน่งผู้นำตระกูลในอีกสองวันจะปรึกษากับพวกท่าน"
จบคำของกังหยางผู้คนต่างแยกย้ายกันออกไป หลงเหลือไว้เพียงผู้ที่รอปรึกษาพูดคุยกับกังหยางเท่านั้น บุตรหลานตระกูลกังหลายคนต่างเข้ามาแสดงความยินดีกับกังหลง หลายคนต่างส่งสายตาอิจฉาไปที่กังหลงที่ได้มีโอกาสเข้าหอคัมภีร์ไปคัดเลือกวิชาฝีมือ
รุ่งเช้ากังหลงได้เข้าไปยังหอคัมภีร์ หอคัมภีร์ของตระกูลกังมีสืบทอดมานายหลายชั่วคน จึงมีคัมภีร์ต่าง ๆ มากมาย คัมภีร์เก่าแก่เป็นของที่ลึกล้ำจากโบราณคนรุ่นหลัง ๆ จึงมักจะฝึกฝนยาก ผู้ที่เคยเข้าหอคัมภีร์บางคนบางรุ่นเพียงสามารถเรียนรู้ได้ผิวเผินเท่านั้น นั่นเป็นสาเหตุให้ปัจจุบันตระกูลกังตกต่ำอยู่อันดับท้ายสุดของอาณาจักรเนตรอสูร
เนื่องจากปัจจุบันมิมีผู้ที่เรียนรู้แตกฉานวิชาฝีมือของตระกูล กังหลงเดินหา หยิบโน่นหยิบนี่มาดูแต่ยังมิพานพบวิชาที่น่าสนใจและเหมาะกับตน ทันใดนั้นกังหลงพลันสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณพุ่งตรงมาที่หว่างคิ้วของตน
"เอ๊ะ..!!
กวาดสายตามองไปไม่พบสิ่งใด จึงหลับตาสำรวมจิตแผ่พลังสัมผัสออกไปช้า ๆ พบเห็นพลังวิญญาณนี้มาจากคัมภีร์ม้วนหนึ่งซึ่งถูกผนึกไว้ด้วยปราณระดับราชันย์ เมื่อหยิบขึ้นมาคัมภีร์ม้วนนี้ขึ้นมา ม้วนคัมภีร์ถึงกับแผ่กระแสวิญญาณออกมาจนสัมผัสได้ บนม้วนคัมภีร์มีอักขระ "คัมภีร์วิญญาณเทวะ" คัมภีร์ม้วนนี่ยังมิเคยมีผู้ใดปลดผนึกออกได้เนื่องด้วยปราณที่ผนึกไว้นั้นเป็นปราณราชันย์ ผู้ที่จะปลดผนึกได้ย่อมต้องมีปราณระดับราชันย์ขึ้นไปเท่านั้น
ตั้งแต่หลังสิ้นยุคบรรพชนตระกูลกังมาเป็นเวลาหลายชั่วคน ยังคงไม่มีผู้ที่สามารถยกระดับปราณขึ้นสู่ปราณราชันย์ได้ ด้วยเหตุนี้คัมภีร์ม้วนนี้จึงยังมิเคยมีผู้ใดได้เรียนรู้มาก่อน
กังหลงให้ความสนใจกับพลังจิตวิญญาณเป็นพิเศษเนื่องจากการที่จะพัฒนาด้านโอสถให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป พลังจิตวิญญาณต้องยิ่งมากมาย และหากมีพลังวิญญาณที่สูงมากพอก็สามารถใช้โจมตีผู้อื่นได้เช่นกัน กังหลงจึงเลือกคัมภีร์ม้วนนี้ออกมาและมอบให้ผู้อาวุโสผู้ดูและหอคัมภีร์ตรวจดูและจดบันทึก ทันทีที่เห็นผู้อาวุโสที่ดูแลหอคัมภีร์ถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวดกล่าวขึ้น
"เจ้าแน่ใจรึว่าจะเลือกคัมภีร์ม้วนนี้ เจ้าควรจะรู้ไว้นะว่า คัมภีร์ในหอคัมภีร์สามารถเลือกได้เพียงม้วนเดียว และนำไปเพื่อเรียนรู้ได้เพียงเจ็ดวัน เมื่อครบกำหนดแล้วต้องนำกลับมาคืน และการที่จะเรียนรู้คัมภีร์นั้น ๆ ได้ต้องสามารถปลดผนึกพลังที่ปิดผนึกคัมภีร์ออกได้เช่นกัน "