ตอนที่ 14 : สี่สมบัติภูต
“นายท่านอาจจะไม่เคยได้ยินถึง สี่สมบัติภูต… ดวงตาภูตทำให้มองเห็นปราณได้ราวกับเห็นสายนทีที่หมุนวน เกศาเป็ไหมชั้นเลิศที่แข็งแกร่งเทียบเท่าเกราะเหล็กหนักร้อยกิโลกรัมและมีน้ำหนักเบาราวกับเสื้อแพรไหม ทั้งยังช่วยให้ลมปราณภายในร่างเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น ิญญาที่ใช้ขัดเกลาิญญาและจิตใจทำให้พลังิญญาและพลังจิตเข้มแข็งเป็เท่าตัว และสุดท้ายน้ำตาภูติ เพียงหยดเมื่อผสานผ่านการปรุง หล่อหลอมเป็เม็ดยาทะลวงดารา ทำให้ผู้ที่มีพลังปราณขั้นที่ต่ำกว่าขั้นดารานั้น ก้าวข้ามขึ้นมาห้วงหนึ่ง…” นางกล่าวด้วยเสียงปนสะอื้น เป็สุ้มเสียงที่สามารถสั่นคลอนใจของหลานเทียนอย่างยิ่ง ชั่วความคิดหนึ่งของหลานเทียนถึงกับคั่งแค้นเผ่าพันธุ์ของตนอย่างยิ่งยวด รู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์ความเป็มนุษย์ขึ้นมา
“ด้วยนานาประโยชน์…สรรพางค์ร่างอันเป็ที่รักของธรรมชาติ กลับถูกเผ่าพันธุ์ที่กล่าวอ้างว่าสูงส่งสง่าผ่าเผย เช่นมนุษย์…ไล่ล่าคร่ากุม ภูตที่ถูกจับไป…ล้วนถูกกระชากผมจนไม่เหลือแม้เส้น บ้างถูกควักดวงตาออก บ้างถูกดึงิญญาให้ร่างกายกลายเป็แค่เปลือกที่มีชีวิตแต่ไร้สำนึกรู้สึกตัวตนซึ่งเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย และสุดท้ายคือถูกกักขังและทรมานร่างกายสารพัดสารพันวิธีการ เพื่อให้เหล่าภูตหลั่งน้ำตา…” นางไม่อาจทนกล่าวต่อไปได้อีก น้ำเสียงที่เจือด้วยความเศร้าโศกอย่างเหลือคณานับ แววตาที่เอ่อไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลลงสู่ใบหน้าเนื้อหยกที่งดงาม เป็ภาพที่ปวดใจ แรงกดดันของนางสร้างจิตสังหารที่คับคั่งไปด้วยแรงแค้นที่คั่งแค้นอย่างถึงที่สุด
หลานเทียนไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้ เขากลับส่งตัวเองคว้านางภูตเข้าสู่อ้อมอกพลางกล่าวคำหนึ่ง และไม่อาจจะหักห้ามตนเองที่จะดึงนางมากอดไว้ เนื่องจากจิตใจที่อ่อนล้าของหลานเทียนจากก่อนหน้าจึงไม่อาจทัดทานความโศกาอาลัยของนางได้เลย
“ข้าขอโทษ…” นี่เป็คำเดียวที่หลานเทียนนึกออก และเพียงคำเดียวนี้ที่นางนั้นรู้ได้ทันทีว่าออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ เป็คำขอโทษจากความรู้สึกผิดอย่างยิ่ง ตัวนางสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ขึ้นมา
“ข้า…ขอโทษ…ลี่เหอ” สิ้นเสียงหลานเทียน นางกระวัดแขนกอดเขาแน่นและร่ำร้องออกมาอย่างสุดหัวใจ สะอื้นร่ำไห้ ด้วยที่จิติญญาของทั้งสองพันผูกกัน ทำให้เข้าใจถึงความเ็ปทุกข์ทนทรมานของนางส่งผ่านมาอย่างแจ่มชัด ภาพตรงหน้าก่อเกิดเป็ตราประทับลงในจิตใจ ความเศร้าโศกาอาลัยประทับตราตรึงติดลงในจิติญญาของเขา คำกล่าวของหลานเทียนนั้นดูธรรมดาอย่างยิ่งแต่กลับเป็เพียงแค่คำเดียวที่นาง้าอย่างแท้จริง ้ามาโดยตลอด นางผู้ถูกพลัดพรากจากภูตวิถีที่เสมือนเป็ครอบครัวของนาง ซึ่งภูตวิถีนั้นคล้ายกับการสืบสายเืเพียงแต่ภูตนั้นเกี่ยวพันผูกกันด้วยสายใยแห่งดวงิญญา
กว่าชั่วยามเต็มที่นางปล่อยโฮร้องไห้อย่างไม่อายฟ้าดินเสียงสะอื้นสุดท้ายจึงหยุดลง นางเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มอันบอบบาง เมื่อครั้งพานพบกับนางหลานเทียนมองนางมีนิสัยที่หยิ่งผยอง ทะนงตน ทั้งยังเ็า หากแต่เนื้อในนางนั้นเป็เพียงสตรีธรรมดาทั่วไปที่ร้องไห้และเสียใจเป็ มีอารมณ์ทั้งยินดีและเศร้าโศก บางทีในครั้งอดีตนางอาจจะเป็เพียงผู้หญิงที่เคยร่าเริงผู้หนึ่งแต่ด้วยเหตุการณ์บางอย่างทำให้นางเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังมือ
ในที่สุดนางก็คืนสติหยุดฟูมฟายลง พลังลมปราณที่ปั่นป่วนก็กลับมาสงบนิ่ง อารมณ์ที่พรั่งพรูล้วนค่อยกลับกลายเป็นิ่งสงบลง ลี่เหอค่อยผละตัวออกจากนายเหนือหัวของนางอย่างอ่อนโยน หลานเทียนเองก็มิได้แข็งขืนตระกองกอดนางไว้อีก
“ขอบคุณนายท่าน ข้าทำเสื้อท่านชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาขอข้าแล้ว” นางกล่าวพลางยิ้มออกมาถึงแม้จะมีคราบน้ำตาอาบอยู่บางสะท้อนกับแสงอาทิตย์อย่างเบาบาง รอยยิ้มของนางเวลานี้นั้นสำหรับหลานเทียนนับเป็รอยยิ้มที่งดงามที่สุดที่เขาเคยพบพาน อีกทั้งเป็ยิ้มที่นางยิ้มออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ การร่ำร้องสะอื้นไห้ของนางคล้ายกับการปลดปล่อยหมื่นขุนเขาที่ทับลงบนหัวใจนางจนหมดสิ้น จากพันธสัญญากลับกลายเป็ความผูกพันขึ้นสายหนึ่ง
นางเองก็ไม่เข้าใจตัวเองที่ร้องไห้ออกมามากมายขนาดนี้ ด้วยสั่งสมความคั่งแค้นมาเนิ่นนาน นานจนเกินไป หรืออาจเป็เพราะอยู่ใกล้กับอสุภบุพผาที่ปลดปล่อยพลังงานด้านลบทำให้อารมณ์ของนางดำดิ่งลงไม่อาจสะกดกลั้นไว้ได้อีกถึงแม้พลังจิตของนางนั้นกล้าแข็งเพียงพอที่จะยืนหยัด แต่ด้วยเหตุประการใดนางเองก็ไม่อาจรู้ได้ หรืออาจเป็เพียงแต่ตอนนี้เวลานี้นั้น นางรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจในตัวชายที่อยู่เบื้องหน้านางอย่างยิ่ง
“เ้ามีพลังมากถึงขนาดนั้น ใครกันที่จะผนึกเ้าได้” หลานเทียนกล่าวถามด้วยน้ำสียงฉงน พลางยันตัวลุกขึ้น
“ภูติมีตราิญญาที่ไม่อาจสังหารมนุษย์ได้ไว้อยู่ถ้วนทั่วทุกตัวตน ข้าสังหารมนุษย์ไป…ทำให้ตรานั้นทำงานร่างกายข้าไม่อาจควบคุมพลังได้ทำให้ก่อเกิดเป็พายุหิมะลูกใหญ่ จนกระทั่งตราิญญานั้นผนึกข้าโดยสมบูรณ์” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้นกว่าเก่ามาก ไม่มีความสั่นเครือหลงเหลือในน้ำเสียงแม้เสี้ยว
“ช่างประจวบเหมาะ ประจวบเหมาะจนน่าหัวร่อ โชคชะตาช่างเล่นตลก ฮ่าฮ่าฮ่า ที่แท้เป็เพราะท่านที่หลุดการควบคุมนี่เอง ที่ทำให้พายุหิมะในปีนั้นรุนแรงผิดวิสัยธรรมชาติ” หลานเทียนกล่าวพลางหัวร่อออกมาก
“ที่แท้เป็อันใด นายท่าน โชคชะตาเล่นตลกอย่างไร” ลี่เหอกล่าวด้วยสีหน้าฉงน
“ที่ข้าเคยบอกกับเ้า ปู่ของข้า อี้หวังหย่ง พลาดท่าเสียทีเพราะอสูรต้นไม้ตนหนึ่ง จึงถูกทำลายวรยุทธ์และไม่อาจฟื้นคืนได้อีก เนื่องจากพายุบดบังทัศนวิสัยไม่อาจมองเห็นการโจมตีของอสูรต้นไม้ตนนั้น…” หลานเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงธรรมดาอย่างถึงที่สุด
“เป็เช่นนี้ ข้า..ข้า” ลี่เหอกล่าวพลางแสดงสีหน้าใอย่างยิ่ง นางถึงกลับเป็ต้นเหตุที่ทำให้ปู่ของเขาเกือบมอดม้วย
“ข้ายินดีชดใช้ทุกสิ่ง หากทำให้นายท่าน สบายใจขึ้น” นางกล่าวด้วยสีหน้าแววตาสำนึกผิดอย่างชัดเจน
“ไม่มีสิ่งใดที่เ้าต้องกังวล ข้าไม่ได้โกรธแค้นหรือคับข้องใจใด เื่ที่ผ่านมาเ้าเองก็ทำไปโดยไม่ตั้งใจ ทั้งยังถูกลงโทษจากตราิญญาด้วยแล้ว อีกทั้งเ้ายามนี้ก็กลับมาเป็ภูตประจำตัวข้าอีก เ้าไม่ได้ติดค้างอันใดต่อข้ากลับกันเป็ข้าที่ได้รับจากเ้ามากกว่าเสียอีก เื่อดีตมันจบสิ้นไม่อาจหวนกลับไปแก้ไข เพียงแต่ข้าหวังว่า เ้าจะ…เกลียดชังมนุษย์น้อยลง” หลานเทียนกล่าวพลางยิ้มอย่างใจดีสีหน้านางเองก็ดูดีขึ้นมากแล้ว คล้ายกับได้รับอิสระหลานเทียนถึงกับรู้สึกได้ว่าความเกลียดชังมนุษย์ของนางลดลงไปกว่าสองถึงสามส่วน
“ขอบคุณนายท่าน ที่ไม่ถือโทษเคืองโกรธ” ลี่เหอกล่าวเสร็จ กลับเปลี่ยนแปรสีหน้าทันที กลับกลายเป็ตระหนกสุดขีด ความกลัวแสดงออกอย่างแจ่มแจ้ง ตัวหลานเทียนเองจึงรีบกล่าวถามนางทันที
“เกิดอะไรขึ้นกัน ลี่เหอ ทำไมเ้าถึงตื่นกลัวเช่นนี้” นางที่ฟังหลานเทียนกล่าวคว้าหลานเทียนมายืนข้างหลังนางทันที พร้อมกับเดินลมปราณ คล้ายกับเตรียมตัวสัประยุทธ์เป็ตาย
ทิศที่นางจ้องมองนั้น เพียงอึดใจก็ยังเกิดสุ้มเสียงก้องกังวานราวสายฟ้ากัมปนาทลงยังแผ่นผืนพสุธา ปรากฏร่างหนึ่งห้อทะยานด้วยความเร็วยิ่งยวดราวอสนีบาตแหวกหมู่เมฆพุ่งมาทางตำแหน่ง และเมื่อสิ่งร่างนั้นเข้าใกล้ระยะพันก้าวจึงชัดเจนว่ามีเป้าหมายคือหลานเทียนเป็แน่ คลื่นพลังงานอันคุ้นเคยแผ่ััออกมาจากร่างนั้นอยู่ไกลลิบ กระนั้นหลานเทียนกลับพลันส่งยิ้มออกมา ด้วยพลังจิตของหลานเทียนที่อ่อนโทรมลงทำให้นางไม่อาจรับรู้ถึงความคิดของหลานเทียนในห้วงเวลานี้ไดเเลย
“นายท่าน เบื้องหน้า… ความแข็งแกร่งของผู้นี้ แม้แต่ตัวข้ายามพรั่งพร้อมถึงขีดสุด ก็ไม่อาจสลัดหนีได้พ้น หากประมืออาจจะพอยื้อเวลาให้นายท่านได้หนี ไม่แน่ด้วยเคล็ดวิชานั้น นายท่านอาจจะรอดชีวิต…” ลี่เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก ในท่าเตรียมต่อสู้เป็ตาย หากแต่ หลานเทียนดึงนางกลับมาและสลับตำแหน่งของนางและหลานเทียน
“ไม่จำเป็ ลี่เหอมาอยู่ด้านหลังข้า” ด้วยประกาศิตของหลานเทียนทำให้ลี่เหอไม่อาจแสดงการขัดขืนใด
“เหตุใด นายท่าน จอมยุทธ์เบื้องหน้านั้น ท่านไม่อาจต่อกร…” หลานเทียนได้ยินดังนั้นจึงตัดบทนางทันที
“คนผู้นั้น เป็อาจารย์ของข้าเอง” ลี่เหอที่ได้ฟังถึงกับเผยสีหน้าใอย่างยิ่ง ถึงกับอ้าปากหวอ ราวกับเด็กน้อยผู้หนึ่ง ไม่มีเค้าลางหญิงสาวที่ส่งกลิ่นอายสูงส่งเหลืออยู่
“ศิษย์หลานเทียน คำนับท่านอาจารย์” หลานเทียนกล่าวพลางยกมือทั้งสองประสานคารวะ
“ท่านอาจารย์เกิดสิ่งใดขึ้น เหตุใดจึงเร่งรีบเดินทางมาพบศิษย์เช่นนี้” หลานเทียนกล่าวถามขึ้นทันที
ร่างเซียวหงไห่ปรากฏเบื้องหน้า เผยสีหน้ากังวลออกมา
“หื้ม…เ้าช่างเป็ผู้มีพร์ด้านการเสาะหาสิ่งอันตรายพร้อมที่จะคร่าชีวิตของเ้าโดยแท้ เห้อ” เซียวหงไห่กล่าวพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เหตุใดท่านอาจารย์ถึงทราบได้ว่า ศิษย์ประสบเคราะห์ภัย” หลานเทียนกล่าวถามอย่างไร้เดียงสา
“ของที่ข้าให้เ้าไว้เมื่อครั้งอยู่ใจกลางป่าต้องห้าม” หลานเทียนฟังคำ จากนั้นจึงดึงกระดูกสัตว์บางประเภทออกมา มันส่งแสงสีแดงเรื่อกระพริบเป็จังหวะคล้ายหัวใจเต้น
“อืม ของสิ่งนี้ มาจากเขาของกวางสามเขานั้น เขากวางชนิดนี้เป็วัตถุพิเศษ โดยธรรมชาติแล้ว กวางสามเขา ยากที่จะคร่ากุมจะเป็ต้องสังหารอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความว่องไว แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลเดียว กวางสามเขานั้นล้วนอยู่เป็คู่เ้าไม่อาจสังหารตัวที่สองไม่ว่าอย่างไร เนื่องมาจากความสามารถของเขากลางหน้าผากของมันเป็การแจ้งภัยต่อคู่ของมัน เมื่อไหร่ที่มีสถานการณ์ที่บีบบังคับให้ลงสู่หุบเหวแห่งความตาย เขาของมันจะส่งสัญญาณไปหาคู่ของมันว่าเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตทั้งยังละม้ายคล้ายเข็มทิศ เพื่อหาตำแหน่งอีกฝ่ายด้วย ข้าให้ติดตัวไว้เพื่อ คอยช่วยเหลือเ้ายามคับขัน และเมื่อถูกใช้ออกมันจะสูญเสียอำนาจของมันทันที…หื้ม และเห็นได้ว่าพลังจิตของเ้าอ่อนโทรมเพียงใด” เซียวหงไห่พูดกล่าวสั่งสอนหลานเทียนเสียยกหนึ่งก่อนจากนั้นจึงยกน้ำเต้าคู่ใจกระดกไปอึกใหญ่ ก่อนพ่นลมหายใจทิ้งอีกลมหนึ่ง
“เดิมที ข้าไม่ได้สอนเ้าถึง เื่ของมิติ” เซียวหงไห่เปลี่ยนเป็ดุดันขึ้นมา
“มิติอันเป็เอกเทศนั้น มีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน หากแต่ขนาดที่เหมือนว่าสุดหยั่งเทียบเคียงของเ้าได้นั้นมีไม่ถึงหนึ่งส่วนจากผู้คนมากมาย โดยมิติอันเป็เอกเทศของบุคคลนั้น เรียกกันโดยง่ายว่ามิติส่วนตัว หากแต่มิติภภายในร่างที่เ้าถือครองนั้นแตกต่างออกไปมากมายมหาศาล เนื่องจาก ประตูปราณนั้น โดยทั่วไปไม่อาจดำรงอยู่ภายในห้วงมิติได้” หลานเทียนที่นึกถึงประตูปราณตนเองที่ราวกับเป็แผ่นกระเบื้องกว้างใหญ่ถึงขนาด ใส่ราชันย์สัตว์อสูรลงไป ยังคงเหลือที่ว่างอีกมากมาย มากพอที่จะบรรจุ ร่างราชันย์สัตว์อสูรที่มีขนาดราวกับเขาลูกย่อมได้หลายร้อยตัว เ้ารู้หรือไม่เหตุใด โดยสามัญมิติส่วนตัวนั้นจึงแยกออกจากประตูปราณ” เซียวหงไห่กล่าวถามหลานเทียนด้วยสีหน้าจริงจังที่สุด หากแต่ไม่คาดหวังซึ่งคำตอบ
“ข้าไม่ทราบ วอนท่านอาจารย์ชี้แนะ” หลานเทียนตั้งใจฟังทุกคำของเซียวหงไห่อย่างไม่ตกลงแม้พยางค์เดียว หน้าตาเคร่งเครียดขึ้นมา กอปรด้วยกับพยายามตีความสิ่งที่เซียวหงไห่อรรถาธิบายร่ายให้มันฟัง
“อื้ม เนื่องจากมิติส่วนตัวนั้นไม่อาจกักเก็บพลังปราณ เคล็ดวิชาภาพทรงจำ ิญญา และสิ่งที่ไม่อาจััได้ด้วยกายเนื้อ นี่คืออัตตามิติโดยธรรมชาติ หากแต่ในห้วงจักรวาลอันยิ่งใหญ่ไพศาลนั้น มักมีสิ่งฝืนกฎเกณฑ์มากมายนับอนันต์ เฉกเช่น หยาดน้ำตาภูต ที่ทำให้เลื่อนชั้นห้วงลมปราณถึงห้วงใหญ่เต็มโดยไม่สูญเสียอะไรเลย” เซียวหงไห่กล่าวพลางมองไปยัง ลี่เหอ ที่ยืนอยู่ด้านหลังหลานเทียน ก่อนจะสาวความต่อ
“สิ่งที่ฝืนกฏเกณฑ์บนร่างเ้านั้น คือห้วงมิติที่เรียกขานว่า ห้วงนิรันดร์ อันเป็มิติจำเพาะ ซึ่งพิเศษอย่างถึงที่สุด และยังคงมีความลับอื่นซ่อนอยู่อีก ซึ่งข้าก็ไม่อาจหยั่งรู้และบอกกล่าวต่อเ้าซึ่งความลับทั้งหมด เ้าจำเป็เสาะแสวงและไขความลับนั้นด้วยตนเอง” เซียวหงไห่กล่าวพลางกระดกเหล้าในน้ำเต้าอีกคราหนึ่ง
“ห้วงมิติของข้า ที่แท้พิสดารถึงเพียงนี้” หลานเทียนพึมพำกับตนเอง
“นายท่าน ผู้าุโด้านหน้า คืออาจารย์ของท่านจริง ๆ หรือ” ลี่เหอถามพร้อมด้วยสีหน้า แววตาเลื่อมใสขึ้นหลายส่วน หลานเทียนเพียงยิ้มออกมาโดยไม่กล่าวอะไร
“ดอกไม้ดอกนั้น คิดเสียว่าเป็บททดสอบพลังจิตของเ้าภายในสิบวันข้าเชื่อเหลือเกินว่าเ้าจะสามารถเก็บเกี่ยวมันได้อย่างแน่นอน ภูตวารีเื้ัเ้านางจะเป็ผู้ชี้แนะให้แก่เ้าเอง เหล่าภูตมีพลังจิตที่เข้มแข็งกว่ามนุษย์เรามาก นางจึงเหมาะสมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เ้า” เซียวหงไห่มองไปยังลี่เหออีกครั้ง
“คำนับท่านาุโ ข้านามลี่เหอ เป็ภูตของนายท่านหลานเทียน เป็เกียรติอย่างยิ่งที่ผู้ยิ่งใหญ่เฉกเช่นท่านจะเห็นภูตธรรมดาเช่นข้าในสายตา เื่พลังจิตนั้นข้าสมควรชี้แนะแก่นายท่านของข้าอย่างแน่นอน” ลี่เหอกล่าวพลางคำนับอย่างนอบน้อม
“โฮ่ ร้ายไม่เบา ถึงกับสามารถผูกิญญากับภูตวารีที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ฮึ่ม นับว่าข้าไม่ต้องกังวล” เซียวหงไห่กล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อแก่หลานเทียน ส่งผลให้หลานเทียนถึงกับหน้าแดงระเรื่อ
“เอาล่ะ ก่อนข้าจะออกเดินทางท่องยุทธภพ ข้ามีสามสิ่งที่้าจากเ้าหลานเทียน” เซียวหงไห่กลับเป็จริงจังอีกครั้ง
“ไม่ว่าสิ่งใด” หลานเทียนกล่าวพร้อมกับประกายจากสายตาบ่งบอกให้เห็นถึงความแน่วแน่อย่างถึงที่สุด
“อื้ม หนักแน่นดี อย่างแรกจงก้าวเข้าสู่ ่ชั้นปราณดาราภายในสองปี นี่เป็ความเป็ไปได้เดียวที่เ้าจำเป็ต้องลุล่วงมันเพื่อไปสู่ สิ่งที่สอง” เซียวหงไห่หยุดชั่วครู่ก่อน หยิบน้ำเต้าคู่ใจและควบแน่นพลังปราณไปที่ฝ่ามือก่อนจะบีบมันอย่างแรง เศษเปลือกน้ำเต้าแตกกระเด็นไปทั่วสารทิศ เหล้าภายในกระจายไปทั่วสารทิศ เหนือฝ่ามือของเซียวหงไห่ควรปรากฏเพียงความว่างเปล่า กลับกันบัดนี้ปรากฏทินกรดวงจ้อยที่เพียงจ้องมองก็รู้สึกได้ถึงความร้อนแรงของเปลวอัคคีที่พวยพุ่งออกมา ลี่เหอถึงกลับถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากธาตุขั้วตรงข้ามเช่นน้ำและไฟมักสะกดข่มกันไปมา แพ้ชนะตัดสินเพียงความเข้มข้นของธาตุนั้นนั้น หากแต่นางเองก็ยังไม่อาจจะเชื่อสายตา ภูติวารีเช่นนางกลับถอยหลังตามสัญชาตญาณถึงอันตรายและความร้อนแรงของทินกรดวงจ้อยที่มีขนาดเพียงผลส้ม
“ไม่น่าเชื่อว่าก้อนเพลิงจะมีธาตุอัคคีที่หนาแน่นเช่นนี้” ลี่เหอถึงกับสบถออกมา
“ไม่แปลกที่เ้าจะรู้สึกประหวั่นต่อมัน มันคือวัตถุทรงจำของตระกูลข้า ที่สั่งสมมากว่าหมื่นปี มันเรียกว่า ลูกแก้วมรดกอัคคี์ เป็ลูกแก้วที่บรรจุเคล็ดวิชา ประวัติศาสตร์ ความทรงจำเกี่ยวกับพรรคตระกูลเซียวทั้งหมดทั้งมวลตลอดทุกยุคสมัยสิ่งนี้เป็ดั่งหัวใจของข้าสำคัญต่อข้ายิ่งกว่าตัวข้าเอง นอกจากลูกเมีย สิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญเป็รองจากพวกนางเท่านั้น หลานเทียนข้าขอมอบให้กับเ้า” เซียวหงไห่ใช้ปราณเล็กน้อยขับเคลื่อนไปยังเบื้องหน้าของหลานเทียน เป็ผลให้หลานเทียนตะลึง อ้าปากหวอและไม่อาจเอ่ยคำใด ทั้งขยับเขยื้อนแม้เพียงนิด กว่าหลายนาที
“หลานเทียน รับมันนี่คือสิ่งที่เป็ความหวังของข้า ที่้าส่งมอบต่อเ้าด้วยตัวข้าเอง เก็บมันไว้ในห้วงนิรันดร์เถิด” หลานเทียนได้ยินดังนั้นจึงฟื้นคืนสติและรับเข้าสู่ห้วงนิรันดร์โดยไม่เอ่ยปากขัดแย้งใด เนื่องจากมันรู้ดีว่าต่อให้มันกล่าวอะไรออกไปล้วนไม่เกิดผลต่อการตัดสินใจของอาจารย์มันแม้เพียงเสี้ยว
“หื้ม ประเสริฐ เด็กดี เด็กดี ข้ามองคนไม่ผิดจริง จริง” ดวงตาของเซียวหงไห่เกิดประกาย ทั้งสีหน้าแสดงออกถึงความสุขีอย่างที่หลานเทียนไม่เคยเห็นมาก่อน
“ท่านอาจารย์…ศิษย์…ถึงแม้จำต้องแลกด้วยชีวิตตัวข้า หลานเทียนจะไม่มีวันทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน” หลานเทียนกล่าวด้วยความเด็ดเดี่ยวและหนักแน่นยิ่งกว่าครั้งใดที่เคยเอ่ยสัญญามาชั่วชีวิต ปราศจากระลอกของความลังเลแม้เศษเสี้ยวในสายตา สายตาของลี่เหอเปลี่ยนแปรไปเล็กน้อย นางไม่เคยพบเห็นผู้ที่กล่าวสัญญายินยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อตอบแทนผู้อื่นอย่างไม่ลังเลเช่นหลานเทียนมาก่อน ถึงแม้เป็เพียงลมปากแต่ให้ความรู้สึกหนักแน่นกว่า พันธสัญญาใดในโลกหล้า แม้ลมปากบางเบาราวขนนก กลับหนักแน่นแม้ขุนเขายังไม่อาจเทียบ