Chapter 25 : ก็อบลินทั้งสาม
เคร้ง!
เสียงของโลหะกระทบกันดังขึ้น ซึ่งที่มาของเสียงดังกล่าวมาจากดาบของเ้าก็อบลินและกระบี่ของนนที่กำลังฟาดฟันกันอย่างไม่ยั้งั้แ่เริ่มต่อสู้กัน เด็กหนุ่มทั้งสองคนยังคงประหลาดใจไม่หาย ว่าก็อบลินตัวเขียวเบื้องหน้าของพวกเขานั้น มีพัฒนาการก้าวะโขึ้นมากเมื่อเทียบกับครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้สู้กับมัน
โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ มันมีความฉลาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก รู้จักว่าเวลาไหนควรรุก เวลาไหนควรรับ ควรหลบหลีก ปกปิดช่องว่างของตัวเองทันทีที่รู้ตัว แถมพวกเขาทั้งคู่ยังสามารถััได้ว่าฝีมือดาบของมันไม่กระจอก กากๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว
ตู้ม!
เสียงของบางสิ่งะเิขึ้นพร้อมกับเศษไม้ที่แตกกระจายไปทั่วบริเวณ ที่มาของมันก็คือเวทมนตร์ลมอัดอากาศของสามซึ่งเด็กหนุ่มปล่อยออกไปเมื่อสักครู่ เล็งเป้าหมายไปที่เ้ามอนสเตอร์ตัวเขียวผู้ซึ่งกำลังประดาบกับเพื่อสนิทของเขาอยู่
แต่เขากลับไม่คิดไม่ฝันเลยว่าเ้าก็อบลินนั้นจะรู้ตัวก่อนที่ลมอัดอากาศจะพุ่งเข้าถึงตัวของมันและะโหลบอย่างฉิวเฉียด ทำให้เวทมนตร์ของเขานั้นพุ่งไปโดนต้นไม้ที่อยู่ข้างหลังแทน เวทมนตร์ดังกล่าวมีความรุนแรงมากถึงขนาดที่ทำให้ต้นไม้ที่มีลำต้นหนากว่าสามเมตรพรุนเป็รูโบ๋
“มันเก่งขึ้นไปปะวะ” เด็กหนุ่มสบถออกมา
“ไหนมึงบอกท้าทายดีอะ” นนพูดหยอกล้อเพื่อนของตน
“ก็ท้าทายแต่แบบ กูยิงไปสามสี่นัดละยังหลบได้ มันแรงก์เอฟจริงปะวะ ทำไมประสาทััดีจัง” เขาบ่น
นนยักไหล่ไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย แม้จะเห็นด้วยอยู่บ้างที่เ้ามอนสเตอร์สุดอัปลักษณ์ตัวเขียวเบื้องหน้าของเขานั้นมีประสาทััดีและความเร็วในการตอบสนองดีเกินกว่าจะอยู่แรงก์เอฟได้ ทำให้เด็กหนุ่มต่อสู้กับอีกฝ่ายอย่างยากลำบากอยู่ไม่น้อยเลยเนื่องจากตัวเขานั้นยังอยู่เพียงแรงก์จีเท่านั้น
สองมนุษย์ หนึ่งมอนสเตอร์จ้องกันไม่วางตา ต่างฝ่ายต่างดูเชิงกันอย่างจริงจัง ทั้งสามหยุดขยับตัวอยู่นิ่งไม่ไหวติง มีเพียงสายลมอ่อนที่พัดผ่านมาให้หมู่มวลแมกไม้เอนลู่ตามลมเท่านั้น
จนกระทั่ง ใบไม้ใบเขียวใบหนึ่งหลุดออกมาจากกิ่ง มันปลิวไสว ลอยลงมาผ่านช่องว่างกึ่งกลางระหว่างพวกเขา และในจังหวะที่ใบไม้ดังกล่าวค่อยๆ ร่อนผ่านระยะสายตาของทั้งสาม ทันใดนั้นเอง
เคร้ง!
ดาบของเ้าก็อบลินและกระบี่ของนนก็พลันปะทะเข้าหากันอีกครั้ง เด็กหนุ่มตวัดกระบี่ของตนไปมาอย่างรวดเร็ว แต่แม้การโจมตีของเขาจะรวดเร็วเพียงใด ก็ไม่อาจจะสามารถทะลุผ่านการป้องกันของเ้าก็อบลินไปได้ มันสามารถเอาดาบมากันได้ทุกครั้งไป
ไม่เพียงเท่านั้น เ้าอสูรร้ายเบื้องหน้าของเขายังสามารถบุกทะลวงการป้องกันของเขาเข้ามาได้ในบางครั้งอีกด้วย นี่หากไม่ใช่ว่านนมีสามคอยสนับสนุนอยู่เื้ัแล้วล่ะก็ เขาคิดว่าปานนี้ตัวเขานั้นก็อาจจะถูกจัดการไปแล้วก็เป็ได้
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
คมดาบถูกฟันเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน และเพราะว่าอาวุธของเขาเป็กระบี่ จึงทำให้ไม่สามารถรับการโจมตีของอีกฝ่ายตรงๆ ได้ ไม่อย่างนั้นความทนทานของอาวุธของเขาจะลดลงไปเรื่อยๆ จนกระบี่หักเป็แน่
ตู้ม
เป็อีกครั้งที่ลมอัดอากาศที่สามยิงออกไปพลาดเป้า เด็กหนุ่มคิ้วกระตุกทันทีเนื่องจากตัวเขานั้นพยายามที่จะลอบโจมตีอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ แล้วแต่ก็พลาดท่าอีกครั้งเพราะเ้ามอนสเตอร์ตัวเขียวดันรู้ตัวและหลบเวทมนตร์ของเขาได้
เดาะลิ้นอย่างหัวเสียก่อนจะเอ่ยขึ้นกับเพื่อนสนิทของตน “ขอกระบี่บิน”
นนที่ได้ยินประโยคของสามก็พลันพยักหน้า ก่อนจะะโถอยหลังออกมาจากก็อบลินเพื่อรักษาระยะห่าง พร้อมๆ กันที่ปากระบี่ของตนไปเบื้องหน้า และใช้ฉีควบคุมให้อาวุธของตนลอยอยู่กลางอากาศ
เ้าก็อบลินมองด้วยความสงสัยและตั้งการ์ดขึ้นป้องกันพร้อมกับมองมนุษย์ทั้งสองคนตรงหน้ามันอย่างไม่วางสายตาเนื่องจากไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร มันจึงไม่ผลีผลามพุ่งตัวออกไปเข้าปะทะ หยุดยืนอยู่ตรงนี้เพื่อรักษาระยะห่างพลางส่งสายตาของมันมองสลับเด็กหนุ่มทั้งสองตรงหน้าก่อนที่จะไปหยุดที่เด็กหนุ่มตัวเล็กผู้สวมชุดคลุมนักเวทย์เนื่องจากเขาเริ่มขยับริมฝีปาก
“ข้าแต่พระพายแห่งพายัพ ข้าขอวิงวอนในฐานะบริวารแห่งท่าน โปรดประทานวายุแก่ข้า จงพัดหมุนวนเป็เกลียวแหลม เพื่อกำจัดศัตรูข้า เพื่อกำจัดอริข้า”
สิ้นคำร่ายคาถา ที่ปลายไม้เท้าของเขาก็พลันมีสายลมหมุนวนกันเป็พายุ เป็ไต้ฝุ่นเล็กๆ ดูไร้พิษภัย แต่ถ้าหากใครไม่รู้เื่แล้วพยายามแหย่มือเข้าไปล่ะก็ ก็คงไม่ต่างจากการแหย่มือเข้าไปในเครื่องบดเนื้อหมู
คาถาบทดังกล่าวเป็คาถาที่สามได้แรงบันดาลมาจากพี่สาวของตน น้ำหนึ่ง เพราะว่าเขาได้ดูการฝึกของเธอมาั้แ่เด็กๆ ได้เห็นพัฒนาการการต่อสู้ ได้รู้เรียนรู้วิชาต่างๆ ผ่านการสังเกต
ทุกครั้งที่เด็กหนุ่มเห็นพี่สาวของตัวเอง เรียกน้ำให้มารวมกันอยู่ที่ปลายพลองของเธอ และใช้มันไม่ต่างจากหอก สามประทับใจทุกครั้งที่ได้เห็น เขาจึงนำมันมาประยุกต์ใช้เวทมนตร์สายลมของตนเอง กลายเป็สว่านลมอย่างที่ทุกคนได้เห็น
เ้าอสูรร้ายตัวเตี้ยมองสว่านลมด้วยสายตาคมกริบ มันรับรู้ได้ถึงความอันตรายจากลมหมุนดังกล่าว แต่กระนั้นมันก็ยังยิ้มเยาะออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยราวกับว่ามันไม่ได้เกรงกลัวที่จะโดนมนุษย์สองคนเบื้องหน้ากำจัดเลยแม้แต่น้อย
“นน” สามเอ่ยออกมา
นนที่ได้ยินอีกคนเรียกชื่อของตนก็พลันตวัดข้อมือเพื่อบังคับกระบี่ให้บินเข้าหาศัตรูตรงหน้าทันที สามเองก็ไม่รอช้ารีบพุ่งออกไป เ้าก็อบลินที่เห็นดังนั้นก็ยกดาบของมันขึ้นมาฟันไปยังเบื้องหน้า
คมดาบกับไม้เท้ากระทบกันเสียงดัง แม้จะมีรอยบากเกิดขึ้นกับไม้เท้าดังกล่าว เด็กหนุ่มก็ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด เขาชักมันกลับมาก่อนจะแทงมันออกไปในมุมหนึ่งร้อยแปดสิบองศา
เ้าก็อบลินใช้ขนาดความสูงอันต่ำเตี้ยของมันให้เป็ประโยชน์โดยก้มตัวย่อเข่าลงเพื่อหลบการโจมตีนั้น ก่อนจะฟันดาบไปยังไม้เท้าที่อยู่เหนือหัวของมันพร้อมกับกวาดไปด้านข้าง หลังจากนั้นมันก็พลันกระโจนเข้าหามนุษย์เบื้องหน้าทันทีพร้อมกับง้างดาบหมายจะประทุษร้ายอีกฝ่าย
แต่ในจังหวะนั้นเอง ในขณะที่มันกำลังจะถึงตัวศัตรูของมัน พลันก็มีกระบี่ลอยมาขว้างมันไว้ และพุ่งเข้าหามันอย่างรวดเร็ว
เคร้ง!
คมดาบกระทบกันจนเกิดเสียง มันะโถอยหลังออกไปเพื่อรักษาระยะห่างพลางส่งสายตาเย็นมาไปให้นนผู้ซึ่งขัดขว้างมันได้ทันเวลา
เ้าปีศาจตัวเขียวชูดาบขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกับกรีดร้องเสียงดังสนั่น สามและนนยืนมองด้วยความสงสัยเนื่องจากอยากรู้ว่าอีกฝ่าย้าจะทำอะไร และทันใดนั้นเอง
ฟรึ่บ
พลันก็มีเงาดำตะคุ่มพุ่งมาจากทิศทางใดก็ไม่ทราบ มันรวบร่างของเ้าก็อบลินก่อนจะหายไปพร้อมกับเสียงหัวเราะแหลม “คิคิคิคิคิคิ”
__________
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ที่ฝั่งของบอยและสอง
“เพิ่มประสาทััได้ก็ดีนะมึง อย่าประมาท” บอยพูดขึ้นด้วยความน้ำเสียงจริงจัง
“เออกูรู้ละน่า” สองเอ่ยเสียงแข็ง
ในขณะนี้นั้นเด็กหนุ่มทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างหันหลังชนกันเพื่อเปิดทัศนวิสัยโดยรอบ เนื่องจากศัตรูของเขาหายตัวหลบอยู่ที่ไหนสักแห่งในบริเวณใกล้ๆ ทั้งคู่จึงหันหลังเข้าหากันอย่างที่เห็น
สายตาทั้งสองคู่กวาดหาเป้าหมายของพวกเขาไปทั่วบริเวณ เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่ที่เ้ามอนสเตอร์ตัวเขียวจะโผล่ออกมา บอยจึงตั้งการ์ดเอาไว้ไม่ตก ส่วนสองก็ยกโล่ขึ้นมากันเอาไว้ โผล่ออกมาให้เห็นแค่ครึ่งศีรษะ
เนื่องจากอยู่ใกล้จากจุดต่อสู้อื่นพอสมควรจึงทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าพรรคพวกทั้งสี่เป็อย่างไรบ้าง
เกิดความเงียบงันขึ้นเพราะไม่มีใครส่งเสียงอันใด สายลมอ่อนผัดโชยมาจนเหล่าใบไม้และปลายผมของเด็กหนุ่มทั้งสองพลิ้วไสวไปตามลม
และทันใดนั้น ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด บอยถึงเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า พลันสายตาของเด็กหนุ่มก็เห็นร่างเขียวๆ ปรากฏตัวขึ้นอยู่กลางอากาศเหนือหัวของพวกเขา
“เชี่ย!” เขาะโออกมา ก่อนจะม้วนตัวหลบไปด้านหน้า
สองที่ตั้งตัวได้ช้ากว่าจึงไม่สามารถหลบได้ เขาจึงยกโล่หนาขึ้นมากันคมมีดเอาไว้ โชคดีที่การตอบสนองเขาเร็วพอเพราะมีพลังในระดับแรงก์บีทำให้ประสาทััของเขาเร็วกว่าการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย
เสียงของโลหะกระทบกันดัง เคร้ง!
“มันรอดผ่านประสาทัักูที่อยู่แรงก์บีได้ไงวะ” สองะโขึ้นอย่างประหลาดใจ
เ้าก็อบลินะโถอยหลังทันทีที่การโจมตีของมันถูกกันเอาไว้ได้ ก่อนจะพยายามหายตัวไปอีกครั้ง แต่ทันใดนั้นเองก็มีหมัดของใครบางคนขัดสกิลของมันเอาไว้เสียก่อน
บอยพุ่งเข้าไปหาเ้าอสูรร้ายทันทีที่เขาตั้งตัวได้ เด็กหนุ่มพุ่งไปข้างหน้าพลางง้างกำปั้นขึ้นมาชกศัตรูของเขา เ้าก็อบลินยกแขนทั้งสองข้างของมันขึ้นมากันเอาไว้ได้ทันท่วงที
มันเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์เนื่องจากถูกขัดขว้าง พลางส่งสายตาอาฆาตไปหาเด็กหนุ่มตัวสูงเบื้องหน้า
หลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาที ทั้งสองก็พุ่งเข้าหากันอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มง้างกำปั้นของเขาขึ้น ส่วนเ้าก็อบลินก็ตั้งท่าเตรียมรอใช้มีดของมันแทงอีกฝ่าย
บอยยื่นมือของตนออกไปปัดแขนของศัตรูเบื้องหน้าที่ถือมีดอย่างรวดเร็ว และชกเข้าไปที่หน้าอกของอีกฝ่าย แต่ถึงมีดของเ้าอสูรสุดอัปลักษณ์ตัวน้อยจะโดนปัดจนกระเด็นไป มันก็พลันเอามืออีกข้างมารับการโจมตีเอาไว้และมันก็สามารถยับยั้งกำปั้นของเด็กหนุ่มได้ก่อนจะถึงตัวพร้อมกับจับล็อกเอาไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนไปไหน
เ้าก็อบลินหยิบมีดอีกเล่มออกมาและง้างแขนขึ้นหมายจะทิ่มแทงไปที่ิัของมนุษย์เบื้องหน้าของมัน แต่บอยก็ไม่ได้โง่เขลาถึงขนาดที่แขนข้างหนึ่งโดนล็อกแล้วจะทำอะไรไม่ได้ เขายื่นแขนไปจับข้อมือของข้างหนึ่งของเ้ามอนสเตอร์ตัวเขียวที่กำลังง้างอยู่พลางบิดออกไป
ภาพในขณะนี้ก็คือมือข้างขวาของเ้าก็อบลินจับมือของซ้ายของบอยเอาไว้แน่น ส่วนมือของขวาของเด็กหนุ่มก็จับข้อมือข้างซ้ายของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างแ่าเช่นกัน
ในเมื่อมือทั้งสองข้างไม่ว่าง ก็ต้องใช้อวัยวะอย่างอื่นแทน และเหมือนว่าทั้งคู่จะคิดได้พร้อมกัน เพราะทันทีที่มือของต่างฝ่ายต่างโดนล็อก หนึ่งคนและหนึ่งก็อบลินก็พลันะโยกขาคู่ขึ้นกลางอากาศและถีบหากันอย่างไม่รีรอ
ทั้งคู่กระเด็นออกจากกันจากแรงกระแทก พร้อมกับม้วนตัวลุกขึ้นยืนมาตั้งการ์ดโดยพลัน บอยนั้นทำได้อย่างไม่มีปัญหา อะไร แต่กลับกัน ในตอนที่เ้าก็อบลินลุกขึ้นยืน พลันก็มีวัตถุบางอย่างบินมาหามันอย่างรวดเร็วโดยที่มันไม่ทันได้ตั้งตัว
โล่หนาใหญ่ลอยไปกระแทกลำตัวของเ้ามอนสเตอร์ตัวเขียวเข้าอย่างจัง ทำให้มันกระเด็นกระแทกพื้นดินไปไกลหลายเมตร มันใช้แขนเล็กๆ ยันตัวขึ้นอย่างยากลำบาก ร่างกายเกิดอาการสั่นไม่หยุดเนื่องจากแรงกระแทกจากโล่หนาที่ถูกปามาจากผู้ที่มีพลังของเทียร์หนึ่งแรงก์บี แม้มันจะมีอัตราการตอบสนองรวดเร็วเพียงใดก็ไม่อาจจะไวถึงขั้นนั้นได้
กระอักเืออกมาก้อนใหญ่อย่างเสียไม่ได้ก่อนจะยกฝ่ามือเขียวเล็กๆ ทั้งสองข้างของมันขึ้นมากุมหน้าอกด้วยความเ็ป
สองชูมือหนาของตนขึ้นเพื่อรับโล่ั์ของตนที่บินกลับไปหาเขา เด็กหนุ่มรับมันมาราวกับกว่าน้ำหนักของมันเบาราวกับปุยนุ่น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วโล่ของเขานั้นหนักกว่าร้อยกิโลกรัม
“เหอะ ก็ไม่เท่าไหร่วะ” เขาเอ่ยเยาะเย้ยพลางแสยะยิ้มพร้อมกับส่งสายตาคมกริบไปให้กับมอนสเตอร์เบื้องหน้า
บอยส่ายหัวกับการกระทำของเพื่อนสนิทของตน เด็กหนุ่มเข้าใจการกระทำของเพื่อนสนิทของเขาดี เพราะว่าการมีระดับพลังที่สูงกว่าทำให้สองมักจะมองคู่ต่อสู้ของเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม ซึ่ง! จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไรสำหรับมนุษย์บนโลกนี้ที่สามารถเอาพลังของพวกเขามาเทียบกันได้ ใครแข็งแกร่งกว่า ใครอ่อนแอกว่า
บอยจึงไม่ได้ใส่ใจกับนิสัยดังกล่าวของสองเท่าไหร่นัก เพราะเขารู้ว่าแม้อีกฝ่ายจะติดนิสัยไม่ดีนิดหน่อยมาจากสภาพแวดล้อมของครอบครัว แต่เนื้อแท้ภายในของเพื่อนสนิทของเขาก็ยังคงเป็คนที่มีจิตใจดีงามอยู่ ต่างจากสมาชิกครอบครัว(ญาติๆ)ของสองส่วนใหญ่ที่ยโสจองหองจากสันดาน
และในขณะที่บอยและสองตั้งท่ากำลังจะเข้าปะทะกับเ้าก็อบลินตรงหน้าอยู่นั้นเอง พลันพวกเขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้นจากที่ไกลๆ ไม่แน่ใจว่ามันโหยหวนขนาดไหนแม้จะได้ยินชัดแจ๋วก็ตาม
“คิคิคิคิคิคิ”
เด็กหนุ่มเบนสายตาไปที่เ้าก็อบลินเบื้องหน้าของพวกเขาทันทีที่ได้ยินมันส่งเสียงหัวเราะแหลมออกมา ก่อนที่คิ้วจะกระตุกในทันทีเพราะพวกเขามีปฏิกิริยาตอบสนองไม่ทันในตอนที่ร่างของมอนสเตอร์ตัวเตี้ยเบื้องหน้าของเขาเลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะที่ค่อยๆ จางหายไปกับสายลม
“ห่าเอ๊ย!” สองสบถออกมาเสียงดัง
__________
“นั่นเสียงอะไรอะอุง” เสียงหวานเอ่ยถามน้องชายที่อยู่ห่างกันไม่ไกลกันนัก
“เสียงไรพี่อัน อุงไม่เห็นได้ยินเลย” เด็กหนุ่มตอบพี่ชายของตน
“เสียงออกจะดัง ทำไมไม่ได้ยิน” เขาหันไปถามย้ำอีกครั้ง
“พี่อัน หูอุงหูหมีนะไม่ใช่หูกระต่าย” ตอบกับอีกฝ่ายอย่างเอือมระอาพลางกลอกตาใส่โดยไม่สนใจว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าคือพี่ชายของตัวเอง
“เออจริงด้วย” เอากำปั้นทุบฝ่ายมือตัวเองเบาๆ เมื่อนึกขึ้นได้
ในขณะนี้นั้นพวกเขากำลังวิ่งไล่ตามเ้าก็อบลินที่ถือธนูอยู่ โดยอันะโไปตามกิ่งไม้เพื่อไล่ตาม และอุงก็วิ่งบนพื้นดินอย่างรวดเร็วไม่แพ้กันแม้บนไหล่ของเด็กหนุ่มจะมีท่อนซุงยาวหนาที่มีน้ำหนักกว่าร้อยกิโลเมตรพาดไว้ก็ตาม
อันเดาะลิ้นก่อนจะกล่าวขึ้น “หนีเก่งจังเลยแฮะ”
ที่เบื้องหน้าห่างไปไม่ไกลจากพวกเขาเท่าไหร่นักคือแผ่นหลังของมอนสเตอร์รูปร่างเหมือนมนุษย์ที่มีผิวตัวเขียว แต่มีหน้าตาที่อัปลักษณ์ ส่วนสูงราวกับเด็กประถม มันวิ่งหนีพวกเขาแถมยังสามารถรักษาระยะห่างเอาไว้ได้ดีจนพวกเขาทั้งคู่ยังคงอึ้งไม่หาย
เนื่องจากพวกเขาทั้งคู่ไม่ใช่พวกสายต่อสู้ระยะไกล ทำให้ทางเดียวที่จะกำจัดศัตรูที่กำลังวิ่งหนีอยู่ได้ก็คือการเข้าถึงตัวของมัน แต่เพราะอีกฝ่ายก็เร็วไม่แพ้กันกับพวกเขา ทำให้ในตอนนี้เขาจะต้องไล่ตามเ้ามอนสเตอร์ตัวนี้เบื้องหน้านี้ให้ทันให้ได้
แถมั้แ่ที่อันได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างร้องเสียงแหลมเมื่อสักครู่ เขาก็รู้สึกได้ทันทีว่ามันกำลังจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น ทำให้เด็กหนุ่มระวังตัวมากขึ้นและในขณะที่เขากำลังโดดไปยังกิ่งไม้ต่อไปอยู่นั่นเอง
“อุงหลบ!” อันะโขึ้นสุดเสียง พร้อมๆ กับที่เงาดำโผล่ออกมาข้างหลังของน้องชายของเขา
เด็กหนุ่มที่ได้ยินคำเตือนของพี่ชายทิ้งท่อนซุงที่พาดอยู่บนบ่าของเขา ก่อนจะะโม้วนตัวทันที และในจังหวะนั้นเองก็เป็จังหวะที่มีดอันคมกริบได้ฝ่าผ่านตัวของเขาไปอย่างฉิวเฉียด
เด็กหนุ่มหันรีบลุกขึ้นยืนเพื่อตั้งท่าเตรียมตัวต่อสู้ทันที เขามองไปยังเบื้องหน้า เผยให้เห็นร่างเขียวๆ สองร่างที่ยิ้มเห็นฟันเหลืองอันน่าขยะแขยงพร้อมกับที่มันหัวเราะเสียงแหลม “คิคิคิคิคิคิคิ”
“พวกที่เหลือโดนจัดการไปแล้วเหรอ” อุงะโขึ้นอย่างประหลาด
“ไม่อะ พี่ได้ยินเสียงฝีเท้าอยู่แต่ไกลออกไปกิโลหนึ่ง” อันตอบ
สายตาของเขามองสลับก็อบลินสองตัวที่ยืนอยู่ตรงหน้าของน้องชายของเขา และก็อบลินอีกตัวที่อยู่เบื้องหน้าของตน
“ฮ่า โดนล้อมซะแล้วสิ” เอ่ยขำๆ ออกมา
“สามต่อสอง ไหวปะพี่อัน” อุงถาม แต่เหมือนว่าคำถามเขาจะเป็การถามออกมาเฉยๆ เพราะว่าหน้าตาของเด็กหนุ่มในตอนนี้ไม่ได้มีความกังวลแม้แต่น้อย
“ตลก ต่อให้มาสิบก็ไหว” เว้นวรรคไปชั่วขณะหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “เดะเคลียร์พื้นที่ให้ อย่างน้อยก็น่าจะกันไม่ให้ไอ้ตัวถือมีดมีที่ซ่อน”
สิ้นประโยคอันก็ะโจากกิ่งไม้ลงมาบนพื้นดินพลางะโเหยาะๆ เป็จังหวะอยู่สองสามวินาที ก่อนที่เขาจะหันไปเตะต้นไม้ใหญ่ข้างกายของเขา ไม่พอแค่นั้น ต้นไม้ทีอยู่บริเวณโดยรอบก็หนีไม่พ้นลูกเตะของเด็กหนุ่ม
เ้าก็อบลินทั้งสองถอยหนีออกไปเพื่อรักษาระยะห่าง ไม่ให้ต้นไม้หลายต้นที่กำลังล้มอยู่ล้มมาทับมัน ไม่นานนัก บริเวณนั้นก็โล่งเตียนเหลือเพียงต้นไม้ใหญ่ที่นอนกองอยู่บนพื้นพร้อมๆ กับที่ร่างของเด็กหนุ่มผิวอมชมพูลอยลงมาจากฝากฟ้า
“เลือกเอาเองนะ ว่าอันไหนเหมาะมือ” อันพูดกับน้องชายของตน พลางส่งสายตากวาดไปยังเหล่าท่อนซุงมากมายที่นอนกองอยู่บนพื้น
“คร้าบผม!” เด็กหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส
อันพ่นลมหายใจออกมาที่หนึ่งก่อนจะะโเข้าหาก็อบลินทั้งสามที่บัดนี้มันเข้ารวมกลุ่มกันแล้ว มุมปากของเด็กหนุ่มยกยิ้มขึ้น พลางร่างกายของเขาก็พลันหมุนตัวพร้อมกับฟาดขาไปยังเบื้องหน้า
เ้าก็อบลินทั้งสามะโหลบแยกออกจากกัน ตัวที่ถือธนู ถอยออกไปหลายสิบเมตร ตัวที่ถือมีดะโหลบอยู่ด้านหลังตัวที่ถือดาบซึ่งมันหลบไม่ไกลจากจุดที่อันเตะไปเท่าไหร่นัก
ไม่รอช้าให้เ้ามอนสเตอร์ตัวเขียวเบื้องหน้าได้ตั้งตัว เด็กหนุ่มะโเข้าหาพวกมันพวกอีกครั้งหนึ่ง เพิ่มพลังของฝ่าเท้าของตนให้มีพลังทำร้ายล้างมากกว่าเดิม
แต่แล้ว โดยไม่คาดคิด เ้าก็อบลินเบื้องหน้าชูดาบของมันขึ้นมากันเอาไว้ รองเท้าบูตสีขาวและคมดาบสีเงินกระทบกันอย่างรุนแรง อันเดาะลิ้นอย่างอารมณ์เสียพร้อมกับใช้ใบดาบดังกล่าวเป็ฐานเพื่อะโขึ้นฟ้าไป พร้อมเอ่ยเสียงหวานกับเ้าก็อบลินทั้งสอง “ระวังหลังหน่อยก็ดีนะ”
เมื่อได้ยินประโยคของมนุษย์เบื้องหน้า พวกมันก็พลันรู้สึกและััได้ทันทีว่าข้างหลังของพวกมันกำลังมีบางอย่างลอยมา
ตู้ม!
ท่อนซุงขนาดใหญ่พุ่งไปกระแทกพื้นดินจนเกิดเสียงดัง เ้าก็อบลินทั้งสองเบิกตากว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นขนาดของท่อนซุงดังกล่าว ถ้าหากเมื่อสักครู่นี้มันหลบไม่ทันล่ะก็ ไม่แน่ที่ใต้ของท่อนซุงนี้ อาจจะเป็ร่างกายอันแหลกเหลวของพวกมันก็เป็ได้
“ไปเตือนมันทำไมพี่อัน” อุงพูดขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้ว
“เรามาฝึกฝีมือนะ ถ้ามันตายเพราะท่อนซุงที่อุงปามาเมื่อกี้ จะต่างไรกับฝึกอยู่บ้านอะ” เขาให้เหตุผลกับน้องชายของตน
“เออก็จริง” อุงตอบกลับ
เพราะว่าเมื่อสักครู่เขายกท่อนซุงขึ้นมาปาไปที่เ้ามอนสเตอร์ที่กำลังยุ่งอยู่กับพี่ชายของเขา เนื่องจากมันเป็การลอบโจมตี เมื่อสักครู่ที่อันพูดเตือนก็ทำให้เขานึกขึ้นได้ เขามาที่นี่เพื่อฝึกฝีมือให้ต่อสู้ได้ดีขึ้น ไม่ได้มาเพื่อพลังชีวิตอย่างเดียว
คิดได้ดังนั้นอุงก็พลันหยิบท่อนซุงใกล้ๆ มืออีกท่อนขึ้นมาพาดไว้บนไหล่ของเขา ก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาเ้าก็อบลินทั้งสองทันที
อันที่เพิ่งจะะโถึงพื้นก็เอี่ยวตัวหลบลูกธนูไม้ซึ่งถูกยิงมาจากที่ไกลๆ และเมื่อเห็นว่าน้องชายของตนพุ่งเข้าหามอนสเตอร์ตัวเขียวทั้งสอง เขาจึงหันไปหาเ้าตัวที่ถือธนูที่ยืนอยู่ไกลออกไปหลายสิบเมตร
“ดูสิว่ารอบนี้จะหนีได้อีกไหม” เขาพูดขึ้นพลางหรี่ตามองไปยังมัน
ออกแรงที่ฝ่าเท้าหมายจะะโเพียงแค่ครั้งเดียวหมายจะให้ถึงตัวของศัตรูเบื้องหน้า และในจังหวะนั้นเองที่เขากำลังจะะโออกไป
โคร่ง!!!!!!
พลันเด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียงคำรามอันดังก้อง รอบนี้ไม่ใช่เพียงแค่เขาเท่านั้นที่ได้ยิน อุงและคนอื่นๆ ที่อยู่ในดันเจี้ยนแห่งนี้ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนก็ได้ยินเสียงคำรามดังกล่าวจัดแจ๋วราวกับว่าเ้าตัวที่มาของเสียงนั้นมาคำรามข้างๆ หูของพวกเขา
เด็กหนุ่มยกมือขึ้นปิดหูด้วยความเ็ป ร่างของเขาทรุดตัวลงคุกเข่าไปที่พื้น เพราะว่าประสาทการได้ยินดีกว่าคนอื่นหลายสิบเท่า ทำให้เสียงคำรามดังกล่าวดังจนทำให้ประสาทหูของเขาเจ็บ
เมื่อเสียงคำรามสิ้นสุดลง อันจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกเพราะความเ็ปได้หายไปแล้ว แต่เด็กหนุ่มสบายใจได้เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น เพราะต่อมา เขาก็พลันได้ยินเสียงของฝีเท้าอันดังก้องกระทบพื้นดิน
จากประสบการณ์ของเขา อันรู้ได้ทันทีเลยว่าขนาดตัวของอะไรก็ตามที่กำลังวิ่งอยู่นั่น มีขนาดใหญ่กว่าช้างเป็แน่