หากไม่มีตราประทับท้าทายสวรรค์ละก็อันเจิงคงไม่มีเวลามาบ่มเพาะพลังวัตรแน่ ทุกเช้าเขาต้องเข้าท้องพระโรงต้องไปอยู่ข้างกายมู่ฉางเยียนที่ตำหนักวิหารสวรรค์จนกระทั่งสิ้นสุดการประชุมเช้าส่วนช่วงบ่ายเขาก็ต้องรีบไปที่สำนักวรยุทธ์ชางถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีอะไรต้องทำก็ตาม แต่ตัวเขาเป็นรองเจ้าสำนักส่วนเจ้าสำนักฉางและรองเจ้าสำนักฮวาก็ยังบาดเจ็บไม่หาย
ในขณะที่อันเจิงกำลังสั่งการให้คนซ่อมแซมสำนักที่ผุพังอยู่นั้น ซางโหยวก็เดินมายืนข้างอันเจิงอย่างไม่สบอารมณ์
“เป็นอะไร?” อันเจิงถาม
ซางโหยวส่ายหน้าเบา ๆ“ข้าไม่เจอตัวติงหนิงตงมาสองวันแล้ว ตั้งแต่วันที่เจ้า...เฮ้อ...”
ซางโหยวถอนหายใจ “ติงหนิงตงน่าสงสารมาก”
อันเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น“ข้าคิดว่าข้ารู้ว่านางอยู่ที่ไหน ข้าจะไปหานางเอง”
ซางโหยวอยากไปด้วยแต่เพราะอันเจิงรู้สึกว่าบ้านของจูเก๋อเชียวหยุนน่ากลัวเกินไปจึงห้ามไว้ ซางโหยวจึงพูดด้วยความผิดหวัง“หากหาตัวติงหนิงตงเจอ ฝากเจ้าบอกนางด้วยว่า ไม่ว่านางจะเสียอะไรไปข้าจะอยู่ข้างนางเสมอ”
อันเจิงขานรับ จากนั้นก็เดินไปยังบ้านของจูเก๋อเชียวหยุนเพียงคนเดียวระหว่างทางเขาเจอคนที่รู้จักมากมาย และคนเหล่านั้นก็ทักทายอันเจิงอย่างไม่ขาดสายตอนนี้อันเจิงกลายเป็นบุคคลสำคัญในเมืองฟางกู้ไปแล้ว สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของอันเจิงมีชื่อเสียงแต่ในทางที่ดีฉะนั้นทุกคนจึงมีรอยยิ้มที่เป็นมิตรมอบให้อันเจิงและคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อันเจิงตอบกลับทุกคนด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจก็คิดมาตลอดทางว่าติงหนิงตงจะปิดกั้นตัวเองหรือไม่
เมื่อเดินไปใกล้บ้านของจูเก๋อเชียวหยุนในสมองของอันเจิงก็มักจะคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งก่อนตอนที่เขาสูดกลิ่นสมุนไพรพิษเหล่านั้นเข้าไป หากติงหนิงตงไม่ได้ช่วยไว้ครั้งนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
อันเจิงเหม่อลอยครู่หนึ่ง ในใจคิดว่าหญิงสาวที่บริสุทธิ์เช่นนางไม่ควรมีชะตาชีวิตที่น่าอัปยศเช่นนี้ฉะนั้นความรู้สึกผิดในใจจึงมากยิ่งขึ้น ถึงแม้อันเจิงจะไม่เสียใจที่ฆ่าติงเซิ้นซาแต่เรื่องนี้ก็ทำให้เขารู้สึกว่าติงหนิงตงน่าสงสารมากเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องที่ตระกูลติงต้องล่มสลายเพราะเรื่องชั่วบางอย่างแล้วตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่นางกับพี่สาม นั่นก็คือติงหว่านเชียว
ขณะกำลังนึกถึงติงหว่านเชียวอยู่นั้น อันเจิงก็เห็นเขาที่หน้าประตูบ้านของจูเก๋อเชียวหยุน
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ติงหว่านเชียวจึงหันกลับมามองหลังจากเห็นว่าเป็นอันเจิง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง แต่อันเจิงดูออกว่าในแววตาของติงหว่านเชียวไม่ได้มองเขาเป็นศัตรู
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะมาที่นี่”
ติงหว่านเชียวใช้น้ำเสียงที่เย็นยะเยือกพูดขึ้น“นางก็คงนึกไม่ถึงเช่นกัน”
เขายกมือชี้ไปในสวนบ้าน
อันเจิงเดินไปยืนข้างติงหว่านเชียวจากนั้นก็มองตามมือที่เขาชี้ ทันใดนั้น สีหน้าของอันเจิงก็ซีดจนน่ากลัว จู่ ๆก็เหมือนมีอะไรบางอย่างมาโจมตีหัวใจของอันเจิง แม้กระทั่งลมหายใจก็แทบหยุดลง
ในสวนบ้านของจูเก๋อเชียวหยุนติงหนิงตงนั่งอยู่หน้าประตูแล้วกำลังพูดคุยกับใครบางคนอยู่
นางนั่งยอง ๆ แล้วกอดเข่าตัวเองอยู่หน้าประตูนางไม่ได้เงยหน้าขึ้นแต่กลับพูดพึมพำอะไรกับตัวเอง ส่วนตรงหน้านางมีคนสามคนยืนอยู่และก้มมองนางด้วยสีหน้าไร้อารมณ์...สามคนนั้น คนแรกก็คือติงไท่ชุน คนที่สองก็คือติงเซิ้นซาส่วนอีกคนก็คือติงหว่านเชียว
ตอนนี้อันเจิงเข้าใจแล้วว่าทำไมสีหน้าของติงหว่านเชียวจึงมีความหวาดกลัว...ในบ้านของน้องสาวมีตัวเขาอีกคนแล้วยังมีพี่ใหญ่กับพี่รองที่ตายไปแล้วด้วย ฉะนั้นความกลัวจึงปรากฏขึ้นในใจเขา
“นั่นคือ..อะไร...”
อันเจิงรู้สึกว่าตัวเองคอแห้งขึ้นมาทันทีเสียงก็แหบพร่า แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ฟังไม่ออกว่าเมื่อครู่พูดอะไรออกไปบ้าง
ติงหว่านเชียวยิ้มแห้ง ๆ “ข้าพี่ใหญ่และพี่รองของข้า”
“ข้ารู้ว่าเป็นใคร...แต่ความหมายที่ข้าพูดคือนั่นมันคืออะไรกันแน่”
ติงหว่านเชียวส่ายหน้า“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร แต่มันเหมือนมากจริง ๆ”
อันเจิงยืนนิ่ง ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกหนาวขึ้นมาในใจมันเหมือนความรู้สึกที่ตกลงไปในทะเลน้ำแข็งอย่างกะทันหันรอบด้านเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บที่ไม่อาจทนได้ แล้วก็รู้สึกหนาวจนแทบจะขาดใจ
ส่วนติงหนิงตงไม่ได้สังเกตเลยว่ามีคนสองคนยืนมองตัวเองอยู่ด้านนอกตอนนี้เหมือนนางจมเข้าสู่โลกส่วนตัวแล้ว ฉะนั้นทุกคนจึงถูกปิดกั้นให้อยู่ในอีกโลกหนึ่งอันเจิงอยากเดินเข้าไปแต่กลับถูกติงหว่านเชียวขวางไว้ “เข้าไปไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่านางใช้พลังและพิษที่ร้ายแรงแค่ไหนในบ้านหลังนี้อาจมีพิษที่ร้ายแรงผนึกอยู่ ไม่ว่าใครก็เข้าไปไม่ได้ทั้งนั้น”
อันเจิงชะงักและหยุดนิ่งเขายังคงมองติงหนิงตงที่นั่งพึมพำกับตัวเอง และรู้สึกว่าในใจมีคลื่นที่เย็นยะเยือกแผ่ออกมาเป็นระลอกๆ
“พี่ใหญ่ ต่อไปพี่อย่ารังแกคนอื่นได้หรือไม่?” ติงหนิงตงพูดขึ้น
ชายคนที่ดูเหมือนติงไท่ชุนพยักหน้าด้วยรอยยิ้มจากนั้นก็อ้าปากค้างแต่ไม่มีเสียงอะไรออกมาเลยสักนิด ทว่าอ้าปากเป็นเชิงบอกว่าได้...ข้าจะเชื่อเจ้าน้องสาว
ติงหนิงตงเงยหน้าและยิ้มดูเหมือนรอยยิ้มนี้ผ่อนคลายลงมาก แต่แฝงไปด้วยความโดดเดี่ยวอย่างมหาศาล
อันเจิงและติงหว่านเชียวมองอยู่ด้านนอกตอนนี้อยู่ในฤดูใบไม้ร่วง แต่พวกเขากลับรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว
“นั่นคือเถาวัลย์โลหิต”เสียงดังขึ้นด้านหลังอันเจิงและติงหว่านเชียวโดยที่พวกเขาทั้งสองไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าใครเดินเข้ามา
อันเจิงและติงหว่านเชียวหันไปมองพร้อมกันจึงเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาก็คือจูเก๋อเชียวหยุนที่ถือไม้เท้านั่นเอง เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุการณ์วันนั้นที่เกิดขึ้นในตำหนักวิหารสวรรค์หรือไม่แต่ดูเหมือนจูเก๋อเชียวหยุนแก่ลงมาก
“นางผนึกบ้านหลังนี้แล้ว” จูเก๋อเชียวหยุนพูดขึ้น
ติงหว่านเชียวกัดริมฝีปากตัวเองจากนั้นก็คุกเข่าลงอย่างกะทันหัน “ผู้อาวุโสโปรดช่วยนางด้วย”
จูเก๋อเชียวหยุนดึงตัวติงหว่านเชียวแต่ทว่าเขากลับไม่ยอมลุก จูเก๋อเชียวหยุนจึงพูดขึ้น “นางเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของข้าพวกเจ้าคิดว่าข้าไม่อยากช่วยรึ? แต่ตอนนี้ แม้แต่ตัวข้าเองก็หมดหนทางแล้วนางปลูกต้นเถาวัลย์โลหิตไว้ในบ้าน แล้วยังเชื่อมสัมพันธ์ด้วยเลือดของตัวเองอีกด้วยวิธีการผนึกบ้านเช่นนี้ หากข้าทำลายพิษที่ผนึกแล้วเข้าไปละก็ นางต้องตายอย่างแน่นอน”
อันเจิงพูด “ผู้อาวุโสเก่งกาจขอท่านคิดวิธีช่วยนางด้วยเถิด”
จูเก๋อเชียวหยุนถอนหายใจก่อนพูดขึ้น“เดิมทีเถาวัลย์โลหิตก็คือพิษร้ายในจำพวกสมุนไพรพิษ มันเติบโตโดยมีเลือดหล่อเลี้ยงเพียงไม่นานนางก็เลี้ยงเถาวัลย์โลหิตถึงสามต้น ตอนนี้เลือดในร่างนางจึงแทบจะหมดตัวแล้วเถาวัลย์โลหิตนี้จะเติบโตตามจิตนึกคิด แต่การที่มันเติบโตมาเป็นรูปร่างคนที่เหมือนจริงเช่นนี้นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าเคยเจอ ข้าเป็นคนที่มีประสบการณ์มากพอสมควร ความรู้ทางด้านการแพทย์ก็ไม่มีใครเปรียบแต่นาง...เกินความคาดหมายจริง ๆ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ จูเก๋อเชียวหยุนก็ชะงักไป“สวรรค์...นางไม่ได้ใช้เลือดตัวเองมาเลี้ยงต้นเถาวัลย์โลหิตสามต้นแต่เป็นสี่ต้นต่างหาก”
เขาชี้มือไปยังด้านในที่มีต้นเถาวัลย์โลหิตอีกต้นกำลังเติบโตอีกทั้งตอนนี้ยังดูเหมือนคนมากแล้วด้วย
ติงหว่านเชียวมองไปยังต้นเถาวัลย์โลหิตต้นที่สี่พักหนึ่งจากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นแย่ลง เขามองไปยังอันเจิงพร้อมพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ“ต้นที่สี่...คือเจ้า”
อันเจิงชะงักไป จากนั้นก็เพ่งมองไปยังต้นเถาวัลย์โลหิตต้นที่สี่อย่างอดไม่ได้หลังจากมองอย่างละเอียดครู่หนึ่งจึงเห็นว่า เถาวัลย์โลหิตต้นนั้นเหมือนหน้าตัวเองไม่มีผิด
จูเก๋อเชียวหยุนพูดขึ้น“นั่นอาจเป็นคนที่อยู่ส่วนลึกในใจของนางจริง ๆ นึกไม่ถึงว่าคนคนนั้นจะเป็นเจ้าจะว่าเกลียดหรือ? ดูแล้วก็ยังไม่ใช่ หรืออาจเพราะปัญหาที่เกิดขึ้น? อยากฆ่าเจ้าเพื่อแก้แค้นให้คนในครอบครัวแต่จิตใจนางไม่มีทางทำเรื่องเช่นนั้นได้แน่ฉะนั้นเหตุผลเดียวที่นางเลี้ยงเถาวัลย์โลหิตต้นที่สี่ขึ้นมาก็คือนางอาจไม่รู้ตัวว่านางรู้สึกอย่างไรอยู่”
อันเจิงรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจมันเป็นความเจ็บปวดที่มากที่สุด
ติงหว่านเชียวพูดขอร้อง “ผู้อาวุโสไม่มีวิธีช่วยนางแล้วจริง ๆ หรือ?”
หลังจากจูเก๋อเชียวหยุนเงียบไปครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น“เลือดในตัวนางกำลังจะหมดไปแล้ว เดาว่าอีกไม่ถึงสามวันก็ต้องตาย สำหรับนางแล้วสามวันนี้สำคัญมาก พวกเจ้าทั้งสองยืนเฝ้าที่นี่ก็แล้วกัน ข้าจะกลับไปคิดหาวิธี เฮ้อ...เด็กน้อยที่น่าสงสารสวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมกับนางจริง ๆ หากข้าเจอนางเร็วกว่านี้แล้วพานางออกมาจากตระกูลติงตั้งแต่แรกตอนนี้อาจไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ก็ได้”
ขณะเดียวกันติงหนิงตงที่อยู่ในบ้านลุกขึ้น จากนั้นก็เดินไปหยุดอยู่ด้านหน้าของติงเซิ้นซาตัวปลอมพลางพูดด้วยสีหน้าที่ขาวซีด “พี่รอง ข้ารู้ว่าพี่เกลียดเขายิ่งกว่าอะไรดี แต่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดไม่ใช่หรือ? พี่เป็นคนไปหาเรื่องเขาเองทั้งยังเห็นแก่ตัวมากไปหน่อย ข้ารู้ว่าพี่อยากแข็งแกร่งและกระหายชัยชนะจึงทนเห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้ ต่อให้จะเป็นพี่สามก็ตาม พี่จึงไม่อาจยอมรับว่าคนนอกเก่งกว่าแต่ข้า...แต่ข้าคิดว่าข้าชอบเขา ข้าไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้คือความรักหรือไม่ ข้าไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อนแต่ข้าอยากให้พี่และเขาไม่ต่อสู้กันอีกได้หรือไม่? ทั้งสองคนอยู่กันด้วยสันติได้หรือไม่?ข้าไม่อยากให้เขาบาดเจ็บ และไม่อยากให้พี่บาดเจ็บเพราะเขา ถึงแม้พี่จะมีนิสัยแย่มากขนาดไหนแต่อย่างไรพี่ก็คือพี่รองของข้า”
ต้นเถาวัลย์โลหิตที่ดูเหมือนติงเซิ้นซาพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็อ้าปากราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงอะไรดังออกมา
แต่ติงหนิงตงกลับทำเหมือนได้ยินเพราะนางแสดงอาการดีใจมากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งใบหน้าที่ขาวซีดในตอนแรกตอนนี้ก็ได้กลายเป็นสีชมพูแล้ว ดูเหมือนนางจะดีใจอย่างมากจึงคล้องแขนพี่รองแล้วหมุนตัวหนึ่งรอบ“ข้ารู้ว่าตอนที่ข้ายังเล็ก พวกพี่ทุกคนต้องรักข้ามากแน่ ๆถึงแม้โตขึ้นแล้วพวกเราจะห่างเหินกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ต้องห่วงความรู้สึกข้ามากใช่หรือไม่? พวกพี่อย่าเพิ่งรีบร้อนอีกสองวันข้าก็จะเรียกท่านพ่อกับท่านแม่มาด้วยพวกเราทั้งบ้านจะได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง เราจะไม่ต้องถูกเรื่องภายนอกมากระทบอีกแล้ว”
นางเดินไปหาติงหว่านเชียวตัวปลอมจากนั้นก็ก้มหน้า “พี่สาม ข้ารู้ว่าที่ผ่านมาพี่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย พี่ยังเป็นคนเดิมที่รักและห่วงใยข้าใช่หรือไม่? วันนั้นตอนที่พี่ไปหาแล้วต่อสู้กับเขาข้าเป็นกังวลมาก ข้ากลัวว่าพี่จะได้รับบาดเจ็บ และกลัวว่าพี่จะทำให้เขาบาดเจ็บด้วยข้าไม่รู้ว่าเพราะอะไร ข้ามักจะรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนในครอบครัวเดียวกันกับเราไม่ว่าใครคนใดคนหนึ่งต้องเจ็บตัว ข้าก็เจ็บปวดเหมือนกัน”
ติงหว่านเชียวตัวปลอมยกมือขึ้นจากนั้นก็ลูบหัวนางพร้อมพูดอะไรบางอย่าง
ด้านนอกบ้าน ติงหว่านเชียวลุกขึ้นแล้วคำรามเสียงดัง“ปล่อยนางเดี๋ยวนี้นะ! เจ้าไม่ใช่ข้า ไสหัวไปเดี๋ยวนี้นะ!”
แต่ติงหนิงตงที่อยู่ในบ้านกลับไม่ได้ยินอะไรเลย เหมือนนางอยู่ในโลกของตัวเองและปิดกั้นทุกคนไว้ภายนอกนางเดินกลับไปนั่งยอง ๆ ด้านข้าง จากนั้นก็ใช้มีดเล่มเล็กมากรีดตรงข้อมือของตัวเองเลือดเริ่มไหลลงบนกระถางต้นไม้ ยามนี้ข้อมือของนางเต็มไปด้วยรอยแผลแม้กระทั่งเลือดที่ไหลออกมาก็ช้าลงเรื่อย ๆ เห็นได้ชัดว่านางเหลือเลือดในตัวอีกไม่มากแล้วแต่นางยังคงนั่งยอง ๆ อยู่อย่างนั้น แล้วมองเลือดตัวเองที่กำลังหยดลง
“ท่านพ่อ...ท่านแม่ ไม่ต้องรีบร้อนนะอีกไม่นานเราก็จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ถึงตอนนั้นพวกเราอย่าทะเลาะกันเลยพวกท่านก็อย่าต่อว่าและทำร้ายร่างกายข้าอีกเลยนะพวกเราทั้งบ้านอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แล้วไม่แยกจากกันตลอดกาล”
เลือดของติงหนิงตงไหลลงเรื่อย ๆหลังจากกระถางต้นไม้ได้รับเลือดจากนาง ต้นอะไรบางอย่างก็เริ่มโตขึ้นช้า ๆ
สีหน้าจูเก๋อเชียวหยุนซีดลงทันที“หากเป็นแบบนี้ละก็ เกรงว่านางคงอยู่ไม่ถึงวันพรุ่งนี้แล้วล่ะ”
ติงหว่านเชียวและอันเจิงพูดขึ้นพร้อมกัน“ผู้อาวุโส โปรดช่วยนางด้วย!”
จูเก๋อเชียวหยุนรีบเดินจากไป“พวกเจ้าเฝ้าที่นี่ไว้ ข้าจะไปหาวิธี!”
ในขณะนี้เอง ตอนที่อันเจิงและติงหว่านเชียวหันไปมองติงหนิงตงราวกับนางมองออกมาด้านนอกแวบหนึ่ง จากนั้นก็ยกมือขึ้นโบกอย่างอ่อนแรงพลางพูดด้วยรอยยิ้ม“ลาก่อน...”