เซิ่งมู่ก้าวพ้นธรณีโรงเตี๊ยม เขาหันมองซ้ายขวาเล็กน้อยก่อนจะเดินไปตามถนนที่ปูด้วยแผ่นหินของเมืองหลวง ระหว่างทางก็ลอบสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบไปด้วย
เขาเห็นครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกเดินผ่านมา บิดาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสามใช้มือซ้ายจูงมือบุตรสาวตัวน้อย ส่วนสตรีที่เดินเคียงข้างเขาทางขวามือที่คาดว่าคงเป็นภรรยาของเขานั้น ไร้ร่องรอยการบำเพ็ญเพียร
ภาพนั้นทำให้เซิ่งมู่ตระหนักว่า คำกล่าวของเสี่ยวเอ้อร์ที่เคยเล่าถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขระหว่าง 'โลกบนภูเขา' และ 'โลกล่างภูเขา' ในเมืองหลวงแห่งนี้นั้นเป็นความจริงแทบทั้งสิ้น บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข มวลประชาราษฎร์ล้วนมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า
เซิ่งมู่ก้าวเดินต่อไปได้อีกเพียงไม่กี่สิบจั้ง ก็เหลือบไปเห็นอาคารขนาดใหญ่ ป้ายไม้สลักตัวอักษรที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เป็นหอประลองไป๋ซางซึ่งเขาเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งที่เมืองชิงซี เพียงแต่ในเมืองหลวงอวิ๋นสุ่ยแห่งนี้ หอประลองเบื้องหน้ากลับมีขนาดใหญ่โตกว่าที่เขาเคยไปเยือนถึงห้าเท่าตัวเห็นจะได้
แม้หอประลองจะใหญ่มากมายเพียงนี้ ทว่าเหล่าผู้คนที่เยื้องกรายเข้าออกกลับมากมายจนแน่นขนัด
ในจำนวนนั้นมีทั้งผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มสาวที่จับกลุ่มกันมาประลองเคล็ดวิชา นักบำเพ็ญพเนจรที่หวังจะร่ำรวยจากการประลองในชั่วข้ามคืน ไปจนถึงผู้ฝึกยุทธ์ร่างใหญ่ที่หวังจะสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้ตนไปทั่วเมืองหลวง
เมื่อเซิ่งมู่ก้าวเข้าไปภายใน ครานี้กลับไม่มีสาวใช้ออกมาคอยต้อนรับเฉกเช่นสาขาเมืองชิงซี คงเป็นเพราะเขาไม่ได้แขวนป้ายหยกของหมิงเจ๋อเอาไว้ ประกอบกับจำนวนผู้คนที่เนืองแน่นจนยากที่จะดูแลได้ทั่วถึง
เขาเดินลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดินไม้ที่ทอดยาวออกไปนอกเรือนหลัก มุ่งหน้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงพื้นที่ของลานประลองขั้นสูง
เซิ่งมู่หยิบเหรียญนภาออกมาหนึ่งเหรียญแล้วส่งมอบให้ผู้ดูแล ภายในลานประลองขั้นสูงแห่งนี้มีผู้คนเบียดเสียดแออัดยิ่งกว่าที่เมืองชิงซีหลายเท่านัก บรรยากาศคึกคักและเม็ดเงินที่สะพัดอยู่ภายใน สะท้อนให้เห็นถึงกำลังทรัพย์อันมั่งคั่งของผู้คนในเมืองหลวงได้ชัดเจนที่สุด
ในลานประลองขั้นสูงประกอบด้วยลานย่อยสี่ลานตั้งอยู่โดยรอบ ในขณะที่ลานหลักเพียงลานเดียวนั้นตั้งอยู่ตรงกลาง
ลานหลักเวลานี้เงียบเชียบไร้วี่แววผู้คน ต่างจากลานย่อยทั้งสี่ที่มีผู้ชมส่งเสียงอัดแน่นจนเต็มที่นั่งคนดู
เหนือลานเป็นไม้กระดานใหญ่ยักษ์ลอยอยู่กลางอากาศ บนนั้นสลักชื่อผู้เข้าร่วมประลองและอัตราต่อรองไว้ครบถ้วน
เซิ่งมู่เดินไปหยุดยืนอยู่หน้าลานฝั่งซ้ายมือที่ใกล้ที่สุด บนนั้นปรากฏร่างของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจ็ดสองคนที่กำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด
คนแรกเป็นบุรุษวัยกลางคนผู้ใช้ทวนเป็นอาวุธ ท่วงท่าของเขาคล่องแคล่วว่องไว ทั้งยังพลิกแพลงกระบวนท่าได้อย่างงดงาม
ส่วนคู่ต่อสู้คือชายหน้าเหลี่ยมกรามใหญ่ รูปลักษณ์หยาบกระด้าง มือทั้งสองกุมดาบโค้งยาวคู่ โหมบุกจู่โจมด้วยท่วงท่าที่บ้าคลั่งและดุดัน
ในตอนที่เซิ่งมู่เดินมาถึง การต่อสู้บนลานประลองก็ดำเนินไปจนจะถึงจุดสุดท้ายแล้ว
ชายผู้ใช้ทวนซัดทวนในมือพุ่งตรงไปยังชายหน้าเหลี่ยมอย่างรุนแรง ทว่าอีกฝ่ายกลับปัดทิ้งไว้ได้ ผู้ใช้ทวนไม่รอช้า พุ่งทะยานตามไปคว้าทวนของตนกลางอากาศ ก่อนจะตวัดฟาดลงกระแทกพื้นอย่างแรง พลังชีวิตอันแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจ็ดพลันระเบิดกวาดไปทั่วลานประลอง จนม่านพลังของค่ายกลป้องกันถึงกับสั่นสะเทือน
ชายหน้าเหลี่ยมถูกแรงกระแทกจนต้องถอยกรูดออกไปไกล สำลักโลหิตคำโตออกมาจากลำคอ ชายหน้าเหลี่ยมตั้งท่าเตรียมโต้กลับ พริบตานั้นพลังชีวิตในกายเขาพลันพุ่งพรวดจนเกือบจะแตะระดับขอบเขตแปด
เมื่อผู้ใช้ทวนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพุ่งทะยานเข้าใส่หวังจะตัดจังหวะรวมพลังชีวิต ทว่ามันกลับสายเกินไป ชายหน้าเหลี่ยมระเบิดพลังชีวิตมหาศาลออกมาพร้อมกับตวัดดาบคู่ฟาดฟันไปเบื้องหน้า ไอพลังอันบ้าคลั่งของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจ็ดกรีดทึ้งพื้นลานประลองจนแตกแยกเป็นรอยลึก คลื่นดาบสีแดงฉานพุ่งทะลวงเข้าเชือดเฉือนร่างของผู้ใช้ทวนอย่างจัง จนร่างของเขาลอยกระเด็นไปอัดกระแทกกับม่านค่ายกลอย่างแรง
บุรุษวัยกลางคนใช้ทวนยันพื้นพยุงร่างที่สะบักสะบอมลุกขึ้นยืน ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เขายกมือประสานค้อมกายเพื่อยอมรับความพ่ายแพ้
เมื่อการประลองลานนี้สิ้นสุดลง เซิ่งมู่ก็เริ่มขยับฝีเท้าเดินไปชมการต่อสู้ที่ลานอื่นๆ ต่อ ทว่าหลังจากดูไปได้สักพัก เขาก็เริ่มจับสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างในกายได้
คราแรกเขาหลงเข้าใจไปว่า เป็นเพราะหอประลองไป๋ซางในเมืองหลวงอาจมีความพิเศษกว่าที่อื่น จึงทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสามตัวเล็กๆ เช่นเขาสามารถมองตามการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจ็ดได้ทัน
กระทั่งเขาบังเอิญได้ยินเสียงบ่นพึมพำของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้าที่ยืนอยู่ข้างกาย
“ข้าไปดูสนามอื่นดีกว่า… สนามนี้เร็วเกินไป ข้ามองตามไม่ทันแล้ว…” บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นส่ายศีรษะอย่างจนใจ ก่อนเดินออกจากสนามประลองที่มีผู้ใช้ดาบรับมือกับผู้ใช้กระบี่อยู่
เซิ่งมู่ได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ จริงอยู่ที่การประลองค่อนข้างรวดเร็ว แต่ใช่ว่าจะดูไม่รู้เรื่องไปเสียทั้งหมด ในตอนนั้นเขาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งได้
เซิ่งมู่ค่อยๆ หลับตาลง แล้วส่งกระแสพลังจิตดำดิ่งลึกลงไปสำรวจภายในทะเลสาบแห่งจิต ท่ามกลางผืนน้ำอันสงบนิ่ง เขาเห็นเกาะที่สองของเขากำลังเปล่งแสงเรืองรองออกมาอย่างต่อเนื่อง ดูดซึมพลังปราณแห่งฟ้าดินเข้าไปหล่อเลี้ยง จนบนพื้นดินเริ่มมีต้นหญ้าต้นเล็กๆ งอกเงยขึ้นมาให้เห็น
เซิ่งมู่ลืมตาขึ้นพลางพึมพำกับตนเอง “นี่เคล็ดวิชาจิตดั้งเดิมทำงานอยู่ตลอดเวลาเลยหรือ?”
เขาหันไปเพ่งสายตาจดจ่อที่ลานประลองอีกครั้ง ครานี้เขาตั้งใจโคจรเคล็ดวิชาอย่างเต็มกำลัง จนสัมผัสได้ว่าพลังจิตในห้วงสมองกำลังถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็ว ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้เขาตื่นเต้นจนลืมความเหนื่อยล้าไปจนหมดสิ้น
ตอนนี้เขามองเห็นการเคลื่อนไหวของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจ็ดได้ชัดเจนขึ้นถึงสามส่วนร้อย แม้ไม่อาจรับมือได้โดยตรง แต่หากเตรียมตัวให้ดี การหลบเลี่ยงการโจมตีครั้งหนึ่งของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจ็ดที่ใช้พลังกายเพียงหนึ่งในสิบ ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เขาเพ่งสายตาสังเกตจนกระทั่งความอ่อนล้าถาโถมเข้าโจมตี จึงค่อยๆ เอนกายบนพนักที่นั่งผู้ชม
เซิ่งมู่หลับตาลงโคจรพลังปราณจากฟ้าดินเพื่อฟื้นฟูและหล่อเลี้ยงทะเลสาบแห่งจิต
กระทั่งอาการปวดหนึบในศีรษะทุเลาลง เขาจึงเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง ลุกเดินไปยังสนามประลองถัดไป แล้วเริ่มเปิดใช้งานเคล็ดวิชาจิตดั้งเดิมอีกครั้ง
เขาทำเช่นนี้วนซ้ำไปเรื่อยๆ เมื่อเพ่งจนปวดศีรษะแทบสิ้นสติก็จะเอนกายพักฟื้น พออาการดีขึ้นก็จะลุกไปดูการต่อสู้บนลานใหม่ต่อ
เขาทำเช่นนี้จนครบเวลาครึ่งชั่วยามตามที่เคยบอกกับกู้เฟย เซิ่งมู่ที่เพิ่งหลับตาพักฟื้นจึงยันตัวลุกขึ้น ก่อนจะก้าวเดินออกจากหอประลองไปด้วยท่าทางที่ดูอิดโรยและเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
แขกเหรื่อรอบข้างที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ต่างมองสภาพของเขาแล้วพากันเข้าใจผิดคิดว่า ชายหนุ่มผู้นี้คงเป็นผีพนันที่เดิมพันหนักจนหมดตัว บ้างก็ลอบมองด้วยสายตาสงสาร บ้างก็สมเพชเวทนา แต่เซิ่งมู่หาได้สนใจสายตาเหล่านั้นไม่ เพราะสิ่งที่เขาเก็บเกี่ยวได้ในวันนี้ มันล้ำค่าเสียยิ่งกว่าเงินทองที่เดิมพันกันบนสนามประลองหลายเท่านัก
เขาเดินย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิม เดินผ่านร้านบะหมี่ร้านเดิม ผ่านสะพานข้ามไปเขตชั้นหลัก จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าประตูจวนสกุลหลิว เขาเดินขึ้นบันไดหินจนถึงชั้นบนสุด ขณะกำลังจะกระแทกด้ามจับลงบนประตู ประตูจวนบานใหญ่ก็พลันเปิดอ้าออกเสียก่อน
เบื้องหน้าปรากฏร่างของกู้เฟยที่ยืนรออยู่ นางยอบกายพร้อมเอ่ยต้อนรับ “ยินดีต้อนรับคุณชายกลับเรือนเจ้าค่ะ”
เซิ่งมู่เกาศีรษะแก้เก้อ เขายังไม่ชินกับความรู้สึกที่มีคนมาปรนนิบัติเท่าไหร่ แต่ก็พยักหน้าให้นาง
กู้เฟยเดินนำทางเขากลับไปยังเรือนตะวันออก เมื่อถึงเรือนเขาก็ลงไปนั่งขัดสมาธิริมบ่อปลาหลี่ฮื้อ
เซิ่งมู่รวบรวมจิตเข้าไปสำรวจทะเลสาบแห่งจิตอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มรวบรวมพลังปราณแห่งฟ้าดินเข้าไปต่อเติมเกาะแห่งที่สอง
จากเดิมที่มันเป็นเพียงเนินดินลอยน้ำขนาดเล็กพอให้บุรุษเพียงสามสี่คนเหยียบ บัดนี้มันได้ขยายอาณาเขตกลายเป็นเนินดินที่กว้างเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของเกาะแรก บนผืนดินอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นหญ้าอ่อนสีเขียวชอุ่มที่กำลังผลิใบเติบโต
ดวงจิตสีขาวพิสุทธิ์ของเซิ่งมู่ลอยวนเวียนสำรวจความเปลี่ยนแปลงอยู่รอบเกาะอีกพักใหญ่ ก่อนที่เขาจะถอนออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อน ตอนนี้ทั้งร่างกายและอาภรณ์ของเขาล้วนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อราวกับเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ
ฝืนใช้เคล็ดวิชาจิตดั้งเดิมถึงครึ่งชั่วยาม เพียงเพื่อสังเกตการต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเจ็ด กลับมาถึงเรือนสกุลหลิวก็ยังดึงพลังปราณฟ้าดินมาขัดเกลาเกาะแห่งจิตต่อ การกระทำเช่นนี้ส่งผลให้ศีรษะของเขาปวดจนแทบระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ทว่าท่ามกลางความเจ็บปวดนั้น ในใจเขากลับเต็มตื้นไปด้วยความยินดีที่เขารู้สึกได้
ความสามารถของวิชาที่ผู้อาวุโสหลิวมอบให้เขารับรู้แล้ว หากไม่ใช่เพราะร่างกายมาถึงขีดจำกัดจนคล้ายจะล้มพับไปได้ทุกเมื่อ เขาก็อยากจะนั่งหลับตาฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ต่อไปทั้งวันทั้งคืนเสียด้วยซ้ำ
กู้เฟยยืนรอเงียบๆ จนกระทั่งเห็นว่าสีหน้าของคุณชายหนุ่มเริ่มกลับมามีเลือดฝาด นางจึงค่อยๆ ก้าวเข้าไปหา “คุณชายเซิ่งเจ้าคะ… นายท่านและนายหญิงส่งคนมาเชิญให้คุณชายไปร่วมรับประทานมื้อค่ำที่ตำหนักหลักเจ้าค่ะ”
เซิ่งมู่พยักหน้าให้นาง ก่อนถามกลับ “เหลือเวลาอีกนานหรือไม่?”
“สองเค่อเจ้าค่ะ” กู้เฟยตอบเสียงเรียบ
เซิ่งมู่ยันกายลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจ ก่อนเดินเข้าห้องนอนของตน พร้อมบอกกู้เฟยว่าไม่ต้องตามเข้ามา
เขาถอดอาภรณ์ล้างตัวลบกลิ่นเหงื่อเหม็นที่ไหลตามตัว แล้วเปลี่ยนมาสวมใส่อาภรณ์สีขาวตัวใหม่ สายตาเหลือบไปเห็นขวดเครื่องหอมที่วางอยู่ เขาหยิบมันขึ้นมาถือไว้ ลังเลใจอยู่ครู่ว่าจะพรมลงบนเสื้อผ้าดีหรือไม่? แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเปิดฝาออก แล้วหยดเครื่องหอมลงบนสาบเสื้อไปสองสามหยด
เมื่อเซิ่งมู่ผลักประตูเดินออกจากห้องนอน กลิ่นหอมกรุ่นของไม้อบก็โชยมา เป็นกลิ่นหอมสะอาดสะอ้านที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นราวกับสายลมวสันต์อันอบอุ่นที่พัดผ่านโอบอุ้มร่างกาย
กู้เฟยมีแววตาประหลาดใจพาดผ่านวูบหนึ่ง
เขาสังเกตเห็นเข้าพอดีจึงอดเอ่ยถามไม่ได้ “กลิ่นนี้ไม่เหมาะกับข้าหรือ?”
นางส่ายหน้าพลางเอ่ย “เหมาะมากเจ้าค่ะ… คุณหนูจะต้องชอบเป็นแน่”
เซิ่งมู่หัวเราะแห้ง “ข้าไม่ได้จะทำให้หลิวจื่ออี้ประทับใจเสียหน่อย…” ก่อนเอ่ยต่อ “ช่างเถิด… นำทางข้าไปเรือนตะวันตก”
กู้เฟยหันหลังแล้วก้าวเดินนำเขาไปตามระเบียงทางเดินไม้ที่ทอดยาวสู่ทิศตะวันตก เรือนพักของหลิวจื่ออี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเรือนของเขานัก ใช้เวลาเดินเพียงชั่วครึ่งน้ำเดือดก็มาถึง
เบื้องหน้าเป็นกำแพงโค้งที่มีประตูไม้วิจิตรประดับอยู่ ไม่ได้แตกต่างจากเรือนตะวันออกของเขาเท่าไหร่
กู้เฟยขยับตัวเข้าไปใกล้ จับห่วงเหล็กหน้าประตูเคาะลงไปสามสี่ครั้ง ยืนรอเพียงอึดใจเดียวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งมาจากด้านใน ก่อนที่ประตูไม้บานใหญ่จะค่อยๆ แง้มเปิดออก
เผยให้เห็นดรุณีน้อยนางหนึ่งวัยไล่เลี่ยกับเซิ่งมู่ เรือนผมของนางถูกเกล้ามวยไว้สูงอย่างเป็นระเบียบ สวมใส่อาภรณ์สาวใช้แบบเดียวกับกู้เฟย ทว่าสิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือแววตาซุกซนและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจ้องมองเซิ่งมู่แบบไม่คิดจะปิดบัง ใบหน้าน่ารักที่ดูซนไม่น้อยยังไม่หยุดกวาดสายตามองสำรวจไปทั่วตัวเขา
กู้เฟยก้าวมาบังเบื้องหน้าก่อนเอ่ย “อิ๋งอิ๋ง แจ้งคุณหนูใหญ่ว่าคุณชายเซิ่งมาเยือน”
ทว่าสาวใช้ตัวน้อยยังคงไม่สนใจ นางขยับร่างเล็กๆ ชะโงกหน้าออกมามองเซิ่งมู่ “อืม… หล่อเหลาใช้ได้!”
“อิ๋งอิ๋ง!” กู้เฟยขึ้นเสียงตำหนิ อิ๋งอิ๋งจึงหันหลังเดินหนีเข้าไปในเรือนตะวันตก
กู้เฟยหันกลับมาทางเซิ่งมู่แล้วยอบกายลงให้เขา “ขออภัยเจ้าค่ะ”
เซิ่งมู่โบกมือปัดไม่สนใจ พลางขำเบาๆ “เอาเถอะๆ อย่างน้อยนางก็เป็นคนแรกที่ชมข้าว่าหน้าตาดี”
ยืนรออยู่หน้าประตูเพียงครู่เดียว เขาก็มองเห็นเงาร่างของอิ๋งอิ๋งเดินนำทางสตรีอีกคนหนึ่งออกมา
สตรีผู้นั้นแต่งกายด้วยชุดหรูดังคุณหนูตระกูลใหญ่ อาภรณ์ผ้าไหมหลายชั้นซ้อนทับกันดูรุ่มร่ามแต่กลับพลิ้วไหวสง่างามยามก้าวเดิน บนศีรษะเรือนผมดำยาวถูกเกล้ามวยประดับด้วยปิ่นหยกสลักลายทองคำงดงาม ใบหน้ามีการแต่งแต้มเพียงบางเบา แม้ไม่มากแต่กลับขับให้ใบหน้าอันงดงามของนางดูโดดเด่นขึ้นไปอีก
หลิวจื่ออี้มาหยุดยืนอยู่หลังธรณีประตู แล้วช้อนตามองเขา “จ้องอะไร? ข้าสวยจนเจ้าตะลึงไปเลยหรืออย่างไร?”
เซิ่งมู่คลี่ยิ้มกว้างพร้อมตอบกลับไปตามตรง “ใช่… วันนี้เจ้าดูสวยเป็นพิเศษจริงๆ”
หลิวจื่ออี้ได้ยินเช่นนั้น เอาศอกกระทุ้งเข้าที่สีข้างของเขาเบาๆ หนึ่งที ก่อนจะเป็นฝ่ายเดินนำหน้าไปยังตำหนักหลัก
อิ๋งอิ๋งที่เดินรั้งท้ายสุดกลับตาวาวเป็นประกาย นางเกาะแขนกู้เฟยแล้วเขย่าไปมาอย่างตื่นเต้น
เบื้องหน้าของสาวใช้ทั้งสองคือแผ่นหลังของบุรุษและสตรีที่เดินเคียงกันไปตามทางเดินไม้ ทั้งคู่ผลัดกันเอ่ยถามไถ่เรื่องราวที่พบเจอมาตลอดวันอย่างผ่อนคลาย
เมื่อเดินมาถึงหน้าโถงตำหนักหลัก เจิ้งเหวยหลี่ที่ยืนรออยู่แล้วก็ค้อมศีรษะลง ก่อนจะผลักบานประตูเชิญคนทั้งสองให้ก้าวเข้าไปด้านใน ส่วนกู้เฟยและอิ๋งอิ๋งทำหน้าที่เพียงยืนเฝ้าคอยรับใช้อยู่ด้านนอก
กลางโถงกว้างมีโต๊ะอาหารไม้ทรงกลมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ หลิวจวินโม่ในฐานะประมุขของจวนสกุลหลิวนั่งตำแหน่งหัวโต๊ะ หลิวหรู่อวิ๋นผู้เป็นภรรยานั่งอยู่ทางฝั่งขวามือ ส่วนที่นั่งฝั่งซ้ายมือถูกจัดเตรียมไว้สำหรับเซิ่งมู่และหลิวจื่ออี้
เซิ่งมู่ยกมือขึ้นประสานคารวะผู้อาวุโสทั้งสองอีกครั้ง ฮูหยินหลิวพยักหน้ารับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอ่อนโยน ส่วนเจ้าตระกูลหลิวยังตีหน้าเข้มใส่เขา ทว่าถึงกระนั้น เซิ่งมู่กลับไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจ ตรงกันข้ามเขากลับมองว่าบรรยากาศเช่นนี้เป็นภาพที่อบอุ่นดีนัก
เซิ่งมู่นั่งลงเคียงข้างหลิวจื่ออี้ ไม่นานนักอาหารก็เริ่มถูกยกมา ทุกคนเริ่มจับตะเกียบคีบอาหารกันอย่างเงียบเชียบ ทว่าระหว่างมื้ออาหาร หลิวจื่ออี้ก็มักจะเอียงตัวมากระซิบถามเขาเป็นระยะๆ
“ตอนบ่ายเจ้าหายไปไหนมา?”
“ร้านบะหมี่งั้นหรือ?”
“อืม… ข้าเองก็ยังไม่เคยไปเดินเล่นที่หอประลองไป๋ซางในเมืองหลวงเลยสักครั้ง”
เซิ่งมู่ตอบคำถามนางทีละเรื่องอย่างไม่คิดปิดบัง รวมถึงเรื่องที่เขาฝึกเคล็ดวิชาจิตดั้งเดิมจนขั้นที่สองแล้วด้วย
ในระหว่างที่หนุ่มสาวกำลังพูดคุยกัน ฮูหยินหลิวก็เอ่ยปากถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คุณชายเซิ่ง… การเดินทางมายังเมืองหลวงของท่านในครานี้ มีจุดหมายแน่ชัดแล้วหรือยัง? หากยังไม่มีที่ไป ข้าและท่านพี่ยินดีให้เจ้าพำนักศึกษาอยู่ที่จวนสกุลหลิวต่อไปได้ มิต้องเกรงใจ…”
หลิวจวินโม่หันขวับ กำลังจะเอ่ยปาก ทว่ากลับโดนสายตาคมกริบเย็นเยียบของภรรยาตวัดมองมาเสียก่อน เจ้าตระกูลหลิวจึงก้มลงไปกินข้าวเงียบๆ
เซิ่งมู่ยิ้มกล่าว “ขอบพระคุณฮูหยินที่เมตตา แต่ที่ข้าเดินทางมาเมืองหลวงครานี้ จุดมุ่งหมายหลักก็เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าสำนักหลวงขอรับ คงมิกล้ารบกวนจวนหลิวไปมากกว่านี้”
ฮูหยินหลิวยกแขนเสื้อขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ “ใครว่าเป็นการรบกวนกันเล่า”
เซิ่งมู่ลอบสังเกตปฏิกิริยาของคนทั้งสอง เมื่อเห็นว่ามิได้มีท่าทีต่อต้านคำว่า ‘สำนักหลวง’ เท่าไหร่นัก เขาก็โล่งใจ
หลิวจวินโม่เอ่ยปากเสริมสั้นๆ “สำนักหลวงก็ดี… จะได้ไม่ต้องวุ่นวายกับสามสำนักใหญ่เกินไป”
ครานี้เขาค่อนข้างแปลกใจที่เจ้าตระกูลหลิวกลับเห็นด้วย
หลังจากนั้นฮูหยินหลิวก็ไถ่ถามเรื่องราวของเซิ่งมู่เพิ่มเติมด้วยความสนใจใคร่รู้ ทั้งเรื่องการเตรียมตัวสอบและช่วงเวลาการรับสมัครของสำนักหลวง บางครั้งหลิวจวินโม่ก็เป็นคนเอ่ยเสริมบางเรื่องด้วยตนเอง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงดำเนินไปอย่างสงบ ความอึดอัดที่มีในคราแรกมลายหายไปจนสิ้น
กระทั่งเซิ่งมู่นึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งได้จึงกระซิบถามหลิวจื่ออี้ “เจ้าบอกบิดามารดาเจ้าเรื่องสำนักวสันต์เขียวรึยัง?”
เขาตัดสินใจถามนางเพราะจากเรื่องเล่าที่ไป๋เซียวเฟิง เฉินจื้อเยว่หรือแม้แต่สุยอู๋ซินเคยเล่าให้ฟัง การที่ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงไปเข้าร่วมกับหนึ่งในสามสำนักใหญ่เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก มากเสียจนอาจส่งผลให้อำนาจของหนึ่งในสามสำนักของเมืองหลวงต้องสั่นคลอนได้เลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาตระกูลใหญ่ต้องการให้บุตรหลานไปศึกษาศาสตร์ภายนอก จึงเลือกให้เข้าสำนักหลวง หรือไม่ก็เลือกที่จะไม่ฝากตัวเป็นศิษย์สำนักใดๆ เลย
หลิวจื่ออี้หยิบผ้าขึ้นมาซับมุมปากเบาๆ พลางพยักหน้า “ข้าเล่าให้พวกท่านฟังหมดแล้ว… ก็ดังที่ข้าเคยบอกเจ้า ท่านพ่อไม่คิดว่าจะมีใครในเมืองหลวงบ้าพอเป็นศัตรูกับจวนสกุลหลิวหรอก”
เอ่ยจบนางก็หันไปยิ้มให้บิดาของนาง ฮูหยินหลิวก็ยิ้มออกมาบางๆ เช่นกัน ท่าทีของคนทั้งคู่บ่งบอกชัดเจนว่าไม่ได้หวั่นเกรงต่อสำนักใหญ่แม้แต่น้อย
หลิวจวินโม่พยักหน้ารับคำบุตรสาว “ตราบใดที่ยังมีข้าหรือท่านพ่อ… ในแคว้นหมิงแห่งนี้ ต่อให้พวกเรายื่นคอไปพาดไว้ ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเงื้อดาบลงมาหรอก!”
เซิ่งมู่ได้ยินก็รู้สึกว่าเป็นคำพูดที่ช่างจองหองและโอหังเสียเหลือเกิน ทว่าเขากลับรู้สึกว่าเจ้าตระกูลหลิวจวินโม่ และผู้อาวุโสหลิวจิ้งเจ๋อ ล้วนแล้วแต่มีความสามารถมากพอให้เอ่ยวาจาเช่นนั้นได้
…
ภาพบนผืนน้ำสะท้อนแสงจันทร์ที่แขวนอยู่บนฟากฟ้า หมู่ดาวระยิบระยับส่องแสงอ่อนๆ สว่างไสว
เซิ่งมู่นั่งชันเข่าพิงแผ่นหลังเข้ากับเสาศาลากลางสระอย่างเกียจคร้าน ส่วนหลิวจื่ออี้ก็นั่งอยู่ที่ม้านั่งข้างกายเขา นางอาศัยแสงสลัวจากโคมไฟกระดาษที่แขวนอยู่ใต้ชายคา ก้มหน้าเปิดอ่านตำราโอสถในมือเช่นเคย
ความจริงเซิ่งมู่ก็อยากจะพูดคุยกับนางอยู่เช่นกัน แต่การต้องมานั่งอยู่ด้วยกันสองต่อสองในศาลากลางน้ำอันเงียบสงบเช่นนี้ ยิ่งคิดว่าฮูหยินหลิวพยายามจับคู่ให้พวกเขา ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกแปลกๆ มิใช่น้อย
เซิ่งมู่หันไปถามหลิวจื่ออี้ “เจ้าไม่อึดอัดบ้างรึ?”
นางละสายตาจากตำราในมือ เงยหน้ามามองเขาด้วยแววตาสงสัย “เรื่องอะไร?”
เซิ่งมู่ถอนหายใจ ขยับตัวลงจากขอบระเบียงมานั่งบนม้านั่งตัวเดียวกับนาง เขาเอ่ยเสียงเบา “เรื่องที่แม่เจ้าจะจับข้าเป็นเขยแต่งเข้าบ้านเจ้าอยู่แล้วนี่ไง!”
หลิวจื่ออี้หลุดหัวเราะคิกคัก พอใจที่เห็นสีหน้ากระวนกระวายของเขา “ท่านแม่ไม่บังคับพวกเราหรอก นางเพียงแค่ถูกใจเจ้า”
เซิ่งมู่เอียงคอสงสัย “เพราะเหตุใด?”
นางไม่ตอบ แต่กลับยกนิ้วเรียวยาวขึ้นมาจิ้มลงตรงกลางหว่างคิ้วของคนเบื้องหน้า ปลายนิ้วอ่อนนุ่มสัมผัสแผ่วเบาลงบนผิวหนังของเขา “เพราะสิ่งนี้…”
เซิ่งมู่ยกมือขึ้นลูบคลำบริเวณที่ถูกสัมผัส “จิตเต๋าหรือ?”
หลิวจื่ออี้พยักหน้า ทว่านางก็รีบเอ่ยแก้ให้มารดานาง “แต่ก็ใช่ว่ามีเพียงเพราะจิตเต๋าแล้วจะทำให้ท่านแม่ยอมรับในตัวเจ้าได้ง่ายๆ หรอกนะ เรื่องระหว่างข้าและเจ้าในเมืองเล็ก นอกจากผู้คุ้มกันเงาที่ลอบติดตาม ท่านปู่ก็เป็นอีกคนที่ชอบเล่าเรื่องเจ้าให้ท่านพ่อท่านแม่ฟังอยู่บ่อยๆ”
เซิ่งมู่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางพึมพำเบาๆ “ถ้าสมมติว่าท้ายที่สุด… เกิดต้องแต่งกันจริงๆ เล่า? เจ้าไม่มีปัญหาเลยรึไง?”
หลิวจื่ออี้หันกลับไปสนใจตำราในมือต่อ ทว่าบนริมฝีปากบางยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม “สำหรับข้า… การต้องแต่งงานกับเจ้า ก็ยังดีกว่าถูกบังคับให้ไปแต่งกับคุณชายตระกูลใหญ่ที่ไม่รู้ว่าในใจซ่อนความคิดอะไรไว้อยู่”
เซิ่งมู่ตาเบิกกว้าง เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “นี่เจ้าอยาก…”
หลิวจื่ออี้หันขวับมามองเขา “ข้าแค่บอกว่าไม่มีปัญหา! ใช่ว่าอยากจะแต่งเสียที่ไหน! ถ้าหม้อหลอมโอสถจำแลงกายเป็นคนได้ ข้าก็จะแต่งกับหม้อหลอมโอสถนี่แหละ!!!”
เซิ่งมู่ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่น “ก็สมเป็นเจ้าดี”
ทว่าหลิวจื่ออี้กลับจ้องหน้าเขาเขม็ง นางคว่ำตำราลงบนตัก ก่อนจะหันมามองสบตาเขาด้วยสีหน้าจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เซิ่งมู่ชะงักรอยยิ้ม เลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย “มีอะไร? เจ้าจ้องหน้าข้าทำไม?”
นางเอียงศีรษะครุ่นคิด “ข้าเพียงคิดว่าหากไม่มีทายาทให้ท่านพ่อ ในฐานะบุตรคนเดียวของจวนหลิวจะถือว่าเป็นบุตรอกตัญญูหรือไม่?”
เซิ่งมู่ได้ยินคำถามแปลกประหลาดนั้นก็ถึงกับยกมือขึ้นลูบคางครุ่นคิดจริงจัง “เทพเซียนมีอภินิหารมากมาย แค่แบ่งเลือดสร้างทายาทไม่น่ายากกระมัง?”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น หลิวจื่ออี้ก็เบิกตากว้าง นางเอากำปั้นทุบฝ่ามือตัวเองหน้าตาดังคนเข้าใจบางสิ่ง “ก็จริงของเจ้า!” สิ้นคำ นางก็ก้มลงไปอ่านตำราต่อแบบไม่สนใจอะไร ดังตัดสินใจบางเรื่องได้แล้ว
เซิ่งมู่ทอดสายตามองสตรีในชุดอาภรณ์สีเขียวอ่อน ยามที่แสงจันทร์สีนวลอาบไล้ลงบนเรือนร่างของนาง ชวนให้รู้สึกราวกับว่านางคือเทพธิดาจำแลงที่ละทิ้งกิเลสทางโลก ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางเบา ก่อนจะขยับตัวเอนกายนอนทอดยาวไปบนพนักพิงข้างกายนาง
‘เจ้ามีพรสวรรค์เพียงนี้ ไยจะมีสิ่งใดเกินเอื้อมได้’ เขาพึมพำในใจอย่างอ่อนโยน ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงเพื่อพักผ่อนซึมซับบรรยากาศอันเงียบสงบ
…
ไกลออกไปจากทั้งคู่ ปรากฏร่างของสาวใช้สองคนยืนแอบซุ่มอยู่ คนหนึ่งมีเรือนร่างอวบอิ่มและใบหน้าที่เย็นชา ส่วนอีกคนเป็นสตรีร่างเล็กหน้าตาซุกซน ทั้งคู่กำลังยืนทอดสายตามองภาพของหนุ่มสาวในศาลาอย่างเงียบๆ
“นี่กู้เฟย… เจ้าว่าคุณหนูใหญ่ของเราจะมีใจให้คุณชายเซิ่งบ้างหรือไม่?” สาวใช้ตัวเล็กนามอิ๋งอิ๋งกระโดดเกาะแขน หันมาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
สาวใช้อีกคนยังคงมีใบหน้านิ่งเฉย ไม่ยอมเอ่ยปากตอบคำถามใดๆ
“นี่กู้เฟย! ตอบข้าหน่อยสิ… ข้าไม่อยากยืนคุยคนเดียวนะ!” อิ๋งอิ๋งออกแรงเขย่าแขนนางไม่หยุด
ทว่ากู้เฟยเริ่มแกะมือนางที่จับแขนออก ก่อนเดินถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม “ฮูหยิน…”
อิ๋งอิ๋งรีบกระโดดถอยหลังแล้วก้มศีรษะทำตามนาง
ฮูหยินหลิวที่เพิ่งเดินมาแย้มยิ้มบางๆ นางเอื้อมมือไปลูบศีรษะอิ๋งอิ๋งด้วยความเอ็นดูระคนอ่อนโยน ก่อนจะเบนสายตากลับไปทอดมองศาลากลางน้ำเฉกเช่นเดียวกับสาวใช้ทั้งสอง
คือภาพของชายหนุ่มในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ผู้มีกลิ่นอายความอบอุ่นแผ่ซ่านคล้ายลมวสันต์ กำลังนอนหลับตาพริ้มด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลาย ในขณะที่ข้างๆ เขา คือบุตรสาวของนางที่กำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้ เปิดอ่านตำราในมืออย่างสงบภายใต้แสงจันทร์สีนวล
ฮูหยินหลิวทอดมองภาพนั้นแล้วคลี่ยิ้มกว้างออกมา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขและความพึงพอใจอย่างที่สุด