บทที่ 10 ไม่ต้องมองฉันเป็ภรรยา
ตอนแรกที่ไป๋อวี้สอบถามเื่นี้เพราะรู้สึกว่าผลผลิตของฉินเจียถุนอุดมสมบูรณ์มาก
เธอกำลังคิดว่าถ้าตัวเองไปเอามาสักหน่อยได้ไหม แล้วเก็บไว้ในมิติลับของกั่วเอ๋อร์ ซึ่งจะง่ายต่อการหลบหนีในวันหน้า
ปรากฏว่าพอป้าฮวาให้ความรู้ จู่ ๆ ก็พบว่าของป่าพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่มีมือแล้วจะเก็บได้
“เพราะเราเพิ่งหักร้างถางพง โควตาส่งธัญพืชให้ส่วนกลางในแต่ละปีก็ไม่สูง ถึงน้ำจะท่วม แต่ก็กระทบผลผลิตของเราไม่มาก”
ที่ดินที่ฉินเจียถุนถางพงยังไม่ถือว่าเยอะ สิ่งที่เบื้องบนให้ความสำคัญคือมูลค่าในอนาคตของที่ดินกว้างขวางผืนนี้แต่แรกอยู่แล้ว ฉะนั้นภัยพิบัติเลยกระทบพวกเขาไม่มาก
การหักร้างถางพงในอดีตค่อนข้างยาก ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยโคลนเลน พุ่มหญ้าที่สูงเท่าคน ไหนจะแมลงอีกนับไม่ถ้วน
สิ่งที่อันตรายที่สุดคือสัตว์ป่าในพงไพรมีมากเหลือหลาย
อย่างปีที่ไป๋อวี้ซิ่วตบแต่งมา จำได้ว่าทุกคนยังใช้ชีวิตในรั้วไม้ไผ่กั้นทั้งคืนอยู่เลย
ถ้าตอนกลางคืนใครลืมปิดประตูรั้วก่อนนอน อย่าว่าแต่สัตว์เลี้ยงในบ้านเลย แม้แต่เด็กก็โดนหมาในคาบไปเป็ประจำ
แต่พอจ้าวโหย่วเต๋อตั้งกลุ่มล่าสัตว์ สถานการณ์ในหมู่บ้านก็เปลี่ยนไป
แต่โบราณมา แถบฉินเจียถุนมีนายพรานเยอะเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
ทว่าเมื่อก่อนมีแต่ไปเกณฑ์ทหารสู้รบ พอตอนนี้ได้รวมเป็หนึ่งเดียวกัน พวกเขาก็มักจะเข้าป่าไปขับไล่และล่าสัตว์ป่าบ่อย ๆ
“หมู่บ้านเราไม่ได้มีแค่กลุ่มล่าสัตว์ แต่มีกลุ่มเก็บเกี่ยวด้วย พวกเขาเข้าป่าเหมือนกัน” ป้าฮวากล่าว “ในเมื่ออยู่ใกล้ป่าก็ต้องกินของป่า ที่ดินปลูกอะไรไม่ได้ แต่ของในป่าเราก็มีไม่น้อยนะ”
จ้าวอิ้งหงพูดขึ้นทันทีว่า “สัตว์ที่กลุ่มล่าสัตว์ล่ามา ของป่าที่กลุ่มเก็บเกี่ยวเก็บมา มีอันไหนบ้างที่ไม่ใช่เม็ดเงิน ส่งไปในตัวอำเภอ คะแนนผลผลิตในแต่ละปีของเราได้เต็มแถมยังเกินด้วยนะ”
ไป๋อวี้นึกถึงของป่าในวันนี้ก็ตาลุกวาว
เธอรู้ว่าของป่าเหล่านี้ไม่มีมูลค่าในพื้นที่ แต่ถ้าได้ใส่เข้าไปในมิติลับของเสี่ยวกั่วเอ๋อร์แล้วส่งไปทางใต้ ราคาเรียกได้ว่าสูงขึ้นหลายสิบเท่าเป็ร้อยเท่า!
ถึงแม้ว่าสองปีนี้นโยบายเศรษฐกิจจะค่อนข้างเข้มงวด แต่อีกไม่กี่ปีก็คลายตัวแล้ว
ไป๋อวี้รีบถามทันใด “ฉันเข้าร่วมกลุ่มเก็บเกี่ยวด้วยได้ไหม”
“ฮะ” จ้าวอิ้งหงดูใไม่เบา ยิ้มจนตาหยี “เธอน่ะเหรอ อย่าเลยดีกว่า ตอนนี้พักรักษาตัวก่อนเถอะ” งานเก็บเกี่ยวต้องข้ามน้ำข้ามเขาเชียวนะ...
ไป๋อวี้เอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ “ฉันไม่กลัวลำบากหรอก”
ป้าฮวากล่าว “เธออยากทำงานเป็เื่ดี แต่หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล เธออยู่บ้านเลี้ยงกั่วเอ๋อร์ให้ดี นานไปทุกคนก็จะไม่ถือสาเื่ที่เธอเคยทำไว้ในอดีต”
คิดว่าเธออยากพิสูจน์ตัวเองงั้นเหรอ...
เปล่าเลย! เธออยากตุนของหาเงินต่างหาก!
ไป๋อวี้ฉีกยิ้มแห้ง ๆ ไม่กล้าพูดอะไรอีก
…...
ด่านชาวฉินเจียถุนยังถือว่าผ่านได้ง่าย
เพราะเธอมองออกว่านิสัยใจคอคนที่นี่ห้าวหาญ ทั้งยังมีลักษณะเฉพาะถิ่นค่อนข้างสูง แถมยังถือหางพวกตัวเองอีก
ที่ปล่อยเธอไปไม่ได้ทำเพื่อเธอ แต่เพราะเห็นแก่ฉินต้าซานกับกั่วเอ๋อร์
พวกเขาทนปล่อยให้สะใภ้กับลูกของฝ่ายตัวเองถูกชิงตัวไปไม่ได้
พูดตรง ๆ ก็คือ ตัวเธอจะเป็ยังไงไม่สำคัญ เื่นี้มันเกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีของฉินต้าซาน
สิ่งที่รับมือได้ยากที่สุดคือ...
พอทุกคนกินดื่มกันเสร็จ ถึงเวลาแยกย้ายก็ดึกสงัดแล้ว
เธอจึงต้องเผชิญหน้ากับฉินต้าซานและลูก
จะอธิบายยังไงนั้นปล่อยให้เป็เื่รอง สำคัญกว่าคือเธอกลัวฉินต้าซานจะข่มเหงเธอ
ฉินต้าซานรูปร่างไม่เลว แต่หนวดเครายาวเฟิ้มของเขา ดูห่ามเกินไป...
แต่พอมองลูก ๆ ทั้งสองคน ทำไมถึงได้หน้าตาดีขนาดนี้ล่ะ
ไม่พูดถึงฉินเสี่ยวกั่ว เกรงว่าเพราะได้พันธุกรรมดี
แต่ฉินเสี่ยวซู่ก็หน้าตาหล่อเหลามาก ทั้งที่เพิ่งแปดขวบ ถึงรูปร่างจะสูงโปร่ง สีผิวค่อนข้างเข้ม แต่คิ้ว ตา และริมฝีปากบางงดงามราวกับออกมาจากภาพวาด
น่าจะเหมือนแม่เขาล่ะมั้ง...
โชคด้านความรักของฉินต้าซานไม่เลวนี่นา
ขณะที่ไป๋อวี้กำลังคิดว่า ‘เด็กคนนี้ทั้งห่ามทั้งน่ามอง’ อยู่นั้น...
เด็กเหลือขอนั่นก็โพล่งขึ้นมา
“เธออย่าคิดว่าลูกไม้ตื้น ๆ ที่ใช้หลอกพวกเขาจะตบตาฉันได้ ฉันรู้นานแล้วว่าเธอเป็คนแบบไหน”
ไป๋อวี้ “...”
ยามนี้ฉินเสี่ยวกั่วนอนคว่ำหลับไปบนเตียงแล้ว สองพ่อลูกนั่งขัดสมาธิบนเตียง ส่วนไป๋อวี้ยืนหน้าเตียงตามลำพัง
เธออึ้งไปครู่หนึ่งกว่าจะตระหนักได้ว่าคำพูดนี้มาจากปากของฉินเสี่ยวซู่
ฉินเสี่ยวซู่มีเขี้ยวเล็ก ๆ คู่หนึ่งเวลายิ้ม มองแล้วน่ารักน่าชัง แต่ตอนนี้กลับมองเธอแล้วยิ้มหยัน
“แถมยังบอกว่าพ่อฉันไม่ไปหาพวกเธออีก ทำไมไม่บอกล่ะว่าตอนนั้นที่พ่อฉันไปหา แม่ของเธอด่าพวกเรายังไงน่ะ”
ด่ายังไงเหรอ
ไป๋อวี้ขุดค้นความทรงจำของเ้าของร่างอยู่พักใหญ่
จากนั้นก็...เวรกรรม!
เว่ยชุ่ยสี่นังคนใจั์ใจมาร!
ตอนนั้นเว่ยชุ่ยสี่ด่าฉินต้าซานต่อหน้าชาวบ้านก่างจื่อหลิ่งทั้งหมดว่าทั้งจนแถมไม่มีน้ำยา ซ้ำยังโพนทะนาไปทั่วว่าเขาขึ้นเขาล่าสัตว์แล้วาเ็ ลูกสาวอยู่กับเขาไม่ต่างอะไรกับเป็ม่าย!
ที่เลวร้ายที่สุดคือตอนนั้นเ้าของร่างก็ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วย ถึงจะไม่ได้เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้โต้แย้ง
……
ผู้ชายคนไหนจะรับเื่นี้ได้กันล่ะ!
ฉินเสี่ยวซู่กล่าว “เธอมันไม่ใช่คน!”
ไป๋อวี้พยักหน้า “นายพูดถูก”
ฉินเสี่ยวซู่ “ฮะ”
ไป๋อวี้ประสมโรงร่วมด่ากับเขาอย่างไม่ลังเล “กล้าพล่ามส่งเดชแบบนี้ ฉันมันไม่ใช่คน ไม่มีหัวจิตหัวใจ ฉันถึงได้กล้าทำเื่โง่ ๆ พรรค์นั้น!”
ถ้าฉินต้าซานไม่มีน้ำยา แล้วฉินเสี่ยวกั่วมาจากไหน!
เธอต้องโง่แน่ ๆ!
ฉินเสี่ยวซู่ชะงักเล็กน้อยแล้วกล่าว “เธออย่าคิดว่า...ฉันจะโดนเธอหลอกเอาได้ แล้วก็อย่าคิดจะมาเป็แม่ฉันอีก”
ไป๋อวี้พูดทันที “เธอคู่ควรที่ไหน...ไม่สิ ฉันต่างหาก ฉันไม่คู่ควร! ต่อไปฉันจะซักผ้าทำอาหารให้พวกนาย รับใช้พวกนายสองคน นายไม่ต้องมองฉันเป็แม่หรอก”
จากนั้นหันหน้าไปชี้ฉินต้าซาน “นายเองก็ไม่ต้องมองฉันเป็เมียคนหนึ่ง”
เพราะฉินเสี่ยวซู่เพิ่ง 8 ขวบเลยจับผิดเธอไม่ได้ในทันที และมัวอึ้งงันอยู่อย่างนั้น
ไป๋อวี้มองฉินต้าซานอย่างใจฝ่อ
ฉินตาซานหรี่ตาจ้องเธอ
อันที่จริงั์ตาของลูกชายคล้ายคลึงเขามาก หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย แต่แววตาของเขาลุ่มลึกกว่า ไม่สุกใสเหมือนเสี่ยวซู่
ไป๋อวี้เลยไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
แต่ตัวเขาแผ่ความต่อต้านไป๋อวี้ั้แ่หัวจรดเท้าอย่างชัดเจน
ชนิดที่แทบจะอยากสั่งให้เธอไปตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ไป๋อวี้ได้แต่ใจดีสู้เสือล่อลวงเด็กต่อว่า “เสี่ยวซู่ ฉันพูดถูกหรือเปล่า”
ฉินเสี่ยวซู่เอ่ยทันที “เธอพูดถูก! คนไร้ยางอายอย่างเธอไม่คู่ควรจะเป็ภรรยาของพ่อฉัน! ต่อไปเธอมาเป็คนใช้ของเราแล้วกัน!”
ไป๋อวี้เกือบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ รีบพูดเป็พัลวัน “อืม! ฉันไม่เหมาะจะนอนเตียงเดียวกับพวกนายด้วยซ้ำ! ฉันจะเก็บข้าวของไปนอนที่ห้องเก็บฟืนเดี๋ยวนี้แหละ!”
ฉินเสี่ยวซู่โบกมือ “รีบ ๆ ไปเลย!”
ไป๋อวี้ฉวยผ้าห่มผืนหนึ่งแล้วเผ่นแนบทันทีโดยที่ไม่รอให้ฉินต้าซานตั้งตัว
ฉินเสี่ยวซู่พออกพอใจ แถมยังพูดกับพ่อตนอีกว่า “พ่อ ผู้หญิงคนนี้ต้องหลอกกันอีกแน่ ๆ พ่ออย่าไปสงสารเธอนะ!”
ฉินต้าซานเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “แกตัดสินใจเองแล้วไม่ใช่หรือไง”
“แหงสิ” ฉินเสี่ยวซู่กล่าวอย่างจริงจัง “ผมไม่ได้เป็เด็กแถมไม่ได้หลอกง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว พ่อไม่ต้องห่วง ผมจะไม่ปล่อยให้เธอทำร้ายพ่อเป็ครั้งที่สอง”
ฉินต้าซานพูดไม่ออก