บทที่ 26 การสอบสวน
ลู่เฟิงไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
เมื่อคืนเขาลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ไม่ทิ้งทั้งพยานหรือหลักฐานใดๆ ไว้เบื้องหลังการที่อันธพาลอย่างหลิวต้ากับพวกกลายเป็นศพเกลื่อนบ้านทางการจะส่งคนมาตรวจสอบย่อมเป็นเรื่องธรรมดา
แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจคือเหตุใดเบาะแสจึงสาวมาถึงตัวเขาได้รวดเร็วเช่นนี้?
ในเมืองฟงหมิงที่ป่าเถื่อนคดีฆ่าคนวางเพลิงเกิดขึ้นแทบจะทุกวัน แม้แต่เพื่อนบ้านยังแกล้งทำเป็นหูหนวก ตาบอด
ยิ่งเป็นพวกมือปราบในศาลาว่าการด้วยแล้วยิ่งไม่มีทางทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสืบหาความยุติธรรมให้อันธพาลไร้ค่าไม่กี่คน
มือปราบร่างผอมเหลือบมองลู่เฟิงด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะก้าวเข้าไปในลานบ้านสายตาของเขาหยุดลงบนขวานผ่าฟืนเล่มหนึ่งที่กึ่งจมอยู่ในกองหิมะ เขาหยิบมันขึ้นมาเคาะเศษน้ำแข็งออก แล้วยกคมเหล็กขึ้นมาดมใกล้จมูก
ลู่เฟิงมองภาพนั้นด้วยแววตาขบขันวูบหนึ่งตรงข้ามกับจ้าวหูที่ยืนอยู่หน้าประตู ซึ่งกำลังจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของมือปราบ ด้วยความกระวนกระวาย
มือปราบร่างผอมส่ายหน้าอย่างผิดหวังก่อนจะโยนขวานเล่มนั้นให้เพื่อนร่วมงานที่ยืนคุมเชิงอยู่ตรงประตูซึ่งในมือก็ถือขวานผ่าฟืนอีกเล่มที่ยึดมาได้ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
“ลู่เฟิง จ้าวหูตามพวกข้าไปที่บ้านตระกูลหลิวตรงตรอกเครื่องเคลือบ... ไปให้การกับเจ้าหน้าที่!”
มือปราบตรงประตูรับขวานมาแล้วสั่งเสียงเรียบ
“หา?อ้อ... ได้ขอรับ”
ลู่เฟิงทำสีหน้าสับสนงุนงงได้อย่างแนบเนียน
มือปราบไม่เสียเวลาสนใจเขาอีกหมุนตัวเดินนำออกไปทันที ทว่ามือปราบร่างผอมที่เพิ่งดมขวานกลับไม่ได้ตามออกไปแต่เดินตรงเข้าไปค้นหาในเรือนพักของลู่เฟิงแทน
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้ทักท้วงเจ้าหน้าที่พวกนี้มักใช้ข้ออ้างเรื่องการสอบสวน เพื่อหยิบฉวยข้าวของของชาวบ้านอยู่เป็นประจำ
ทว่าทรัพย์สินมีค่าของเขานั้นถูกขายไปหมดนานแล้วหากมือปราบคนนี้ จะขุดเจอเหรียญทองแดง หรือมันเทศสักหัวในบ้านหลังนั้นลู่เฟิงก็ยอมรับในความสามารถ
ลู่เฟิงกับจ้าวหูสบตากันเงียบๆก่อนจะก้าวเท้าเดินตามมือปราบคนแรกไปบนถนน
ระหว่างทางจ้าวหูเหลือบมองเด็กหนุ่มข้างกายอยู่หลายครั้งทันทีที่เขาได้ข่าวเมื่อเช้าว่าหลิวต้ากับพวกถูกฆ่าล้างกลุ่มคนแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือลู่เฟิง
แววตาเด็ดเดี่ยว และกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อวานนี้ทำให้เขาอดระแวงไม่ได้
แต่เมื่อลองคิดดูอีกทีเรื่องนี้ช่างห่างไกลจากความเป็นจริงนัก
เมื่อครึ่งเดือนก่อนลู่เฟิงยังเป็นแค่เด็กหนุ่มอ่อนแอที่ถูกอันธพาลกลุ่มนี้ซ้อมจนปางตายขณะที่หลิวต้ากับพวกต่างฝึกฝนในสำนักยุทธ์มาครึ่งปีมีพละกำลังถึงขั้นซัดหมัดเดียวหินเขียวแตกร้าว
แล้วลู่เฟิงจะฆ่าพวกมันทั้งหมดโดยไร้บาดแผลได้อย่างไร?
ถึงกระนั้นช่วงเวลาที่พวกมันตายก็ประจวบเหมาะจนน่าเหลือเชื่อ
จ้าวหูลดเสียงลงจนเบากริบ
“หลิวต้ากับพวก...เมื่อคืนถูกฟันตายเรียบ ได้ยินว่าคนร้ายใช้ขวานผ่าฟืนเจ้าหน้าที่สงสัยว่าคนลงมืออาจเป็นหนึ่งในผู้เสียหายที่แค้นพวกมัน”
“หลิวต้ากับพวกถูกฟันตายเมื่อคืนหรือขอรับ?”
ลู่เฟิงเบิกตากว้างแสร้งทำสีหน้าตกใจสุดขีด
จ้าวหูถอนหายใจทว่าดวงตากลับประกายความสะใจที่ซ่อนไม่มิด
“คนชั่วย่อมได้รับกรรมไม่รู้ว่ายอดฝีมือท่านใดช่วยกำจัดเดรัจฉานพวกนั้นเมื่อครู่เพื่อนบ้านบางคนยังพูดเลยว่า ถ้าสืบรู้ว่าเป็นใครจะไปคุกเข่ากราบขอบคุณด้วยซ้ำ”
'ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าหรอก...เปลี่ยนเป็นเนื้อวัวสักสองชั่งจะดีกว่า'
ลู่เฟิงคิดในใจพลางลอบยิ้ม
มือปราบที่เดินนำหน้าคงได้ยินบทสนทนาทั้งหมดแต่เขากลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
จ้าวหูกล่าวสำทับ
“พอไปถึงที่นั่นหากเจ้าหน้าที่ถามอะไร เจ้าพูดให้น้อยเข้าไว้ ข้าจะช่วยออกรับแทนเองอย่าตื่นตระหนก เราไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ต้องกลัว”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
ลู่เฟิงพยักหน้าพลางลอบสังเกตมือปราบตรงหน้า อีกฝ่ายแม้ท่าทางดูเกียจคร้านทว่าย่างก้าวบนพื้นหิมะกลับมั่นคง ระยะก้าวสม่ำเสมอไม่สั่นคลอน
แม้ภายนอกลู่เฟิงจะแสร้งทำเป็นตื่นกลัวแต่ในใจกลับประเมินสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว
'หากพวกมันรู้ตัวจริงว่าเป็นข้า...เว้นแต่จนมุมจริงๆ ข้าจะไม่ลงมือกับคนของศาลาว่าการทางออกที่ดีที่สุดคือหนีไปที่สาขาพรรคเจ็ดดารา แล้วขอให้อาจารย์เฉาช่วยออกหน้าให้’
‘ข้าแค่ฆ่าอันธพาลไม่กี่คนด้วยอิทธิพลของพรรคเจ็ดดาราน่าจะจัดการได้ อย่างมากก็แค่เสียเงินสินบนก้อนหนึ่ง'
เด็กหนุ่มเริ่มทบทวนเส้นทางหลบหนีในหัวอย่างเงียบๆ
เมื่อใกล้ถึงตรอกเครื่องเคลือบผู้คนก็เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆชาวบ้านจำนวนมากต่างหลั่งไหลมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลหลิว
ไม่ใช่เพราะพวกเขาชอบดูเรื่องสยดสยองแต่เป็นเพราะหลิวต้ากับพวกสร้างความแค้นไว้ทั่วสารทิศ พอรู้ว่าพวกมันตายหลายคนแทบอยากจะจุดประทัดฉลองเสียด้วยซ้ำ
ชาวบ้านหลายคนเอ่ยทักทายจ้าวหูและลู่เฟิงด้วยความเห็นอกเห็นใจ
เมื่อมาถึงหน้าบ้านตระกูลหลิวประตูใหญ่ก็ถูกฝูงชนล้อมไว้จนแน่นขนัดข้างศพของหลิวต้ามีชาวบ้านยืนตัวสั่นงันงกอยู่สี่ห้าคนสีหน้าของพวกเขาผสมปนเปไปด้วยความสะใจ และความหวาดกลัว
ลู่เฟิงไม่รู้จักคนเหล่านั้นแต่พอเดาได้จากคำบอกเล่าของจ้าวหูก่อนหน้านี้ พวกเขาคือกลุ่มผู้เสียหายที่ถูกหวงโส่วเหลียงบีบบังคับเอาที่ดิน โดยส่งหลิวต้ากับพวกไปข่มขู่
เมื่อพวกมันถูกฆ่าล้างบางในคืนเดียวเจ้าหน้าที่จึงกวาดต้อนผู้ต้องสงสัยที่มีแรงจูงใจเด่นชัดที่สุดมาสอบสวนพร้อมกัน
“พวกเจ้าสองคนไปยืนรวมกับพวกนั้น!”
มือปราบชี้ไปทางกลุ่มผู้เสียหาย
ลู่เฟิง และจ้าวหูเดินเข้าไปรวมกลุ่มเงียบๆบริเวณกลางลานบ้าน ศพของหลิวต้ายังคงถูกดาบใหญ่ปักตรึงอยู่กับพื้นร่างกายแข็งทื่อเป็นน้ำแข็ง
ชาวบ้านที่มุงดูรอบๆต่างพากันชี้ชวนให้ดูพลางซุบซิบสาปแช่ง
“ไอ้เดรัจฉานพวกนี้ตายได้เสียที!”
“สวรรค์มีตาแท้ๆไม่ใช่นั้นครอบครัวพวกเราคงถูกมันรังแกจนบ้านแตกสาแหรกขาด”
“เงียบ!หัวหน้ามือปราบหลงออกมาแล้ว!”
เสียงตะโกนห้ามทำให้ความวุ่นวายรอบลานสงบลงทันตา
มือปราบสามนายเดินนำออกมาจากในเรือนชายวัยกลางคนที่เดินนำหน้ารูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้าง แผ่นหลังเหยียดตรงราวกับเสาหินผู้นี้คือหัวหน้ามือปราบหลงเทา
หลงเทามีเคราสั้นแข็งราวลวดเหล็กสามแฉกเพียงแค่ยืนนิ่งก็แผ่กลิ่นอายกดดันอันน่าเกรงขามออกมา สายตาคมกริบของเขา กวาดมองลู่เฟิงและคนอื่นๆ
แม้จะไม่ได้ข่มขู่แต่ก็ทำให้ผู้ถูกมองรู้สึกใจสั่นสะท้าน
“หัวหน้า...เรียกตัวผู้ต้องสงสัยมาครบแล้วขอรับ”
มือปราบที่พาลู่เฟิงมาเดินเข้าไปรายงาน
ลู่เทาพยักหน้ารับเล็กน้อยแววตาสงบนิ่งทว่าซ่อนเพลิงโทสะและคลาดแคลงใจไว้ลึกๆ
ในฐานะหัวหน้ามือปราบเขาตระหนักดีถึงความฟอนเฟะของศาลาว่าการแห่งนี้ดี
ยามที่พรรคเจ็ดดารากับพรรคดาบโลหิตเปิดศึกเข่นฆ่ากันกลางเมืองหรือยามที่ลัทธิบูชาจันทร์เหิมเกริมฉุดคร่าชาวบ้านจนร้องเรียนกันระงมนายอำเภอจางอวิ๋นเผิงกลับปัดเป็นเรื่องเล็ก และปล่อยผ่านอย่างสิ้นเชิง
แม้กระทั่งคนของพรรคใหญ่ตีชาวบ้านตายกลางถนนก็ยังถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงชีวิตไพร่ไร้ค่าที่ไม่ควรเสียเวลาสืบสวน
แต่พออันธพาลสอพลอไร้ราคาไม่กี่คนถูกฆ่าล้างบางนายอำเภอหน้าเงินผู้นั้นกลับเต้นผางสั่งการจี้ให้เขาเร่งปิดคดีโดยอ้างเรื่องความมั่นคง
ช่างเป็นภาพชวนเวทนาของขุนนางที่ทำตัวเป็นเสือตะกละกัดกินราษฎร
ละเลงพู่กันชาดชี้เป็นชี้ตายตามใจชอบโดยไม่สนเลยว่าวันข้างหน้าแรงแค้นของชาวบ้านอาจจะย้อนกลับมาทวงชีวิตถึงหน้าประตูศาล
ลู่เทาสะกดกลั้นความรังเกียจที่มีต่อผู้บังคับบัญชาเอาไว้ก่อนจะเบนสายตาไปที่กองขวานผ่าฟืนที่ลูกน้องยึดมาตรวจ
บาดแผลของศพชี้ชัดว่าคนร้ายลงมืออย่างเฉียบคมรวดเร็ว ดาบเดียวปลิดชีพ และงานสะอาดหมดจดเกินกว่าจะเป็นฝีมือของชาวบ้านธรรมดา
ยอดฝีมือระดับนั้นไม่มีทางทิ้งเบาะแสโง่ๆอย่างขวานผ่าฟืนประจำตัวไว้ให้สืบหาตัวอย่างแน่นอน