คุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 110 :บังเอิญเจอเเฟนคลับที่สนามบิน

    ตอนที่ 110 :บังเอิญเจอเเฟนคลับที่สนามบิน

     

            ก่อนหน้านี้ หลิวจือเซียเคยบอกไว้ว่า

     

            ถ้ามีการใช้ใบหน้าแบบตะวันออก เพื่อสร้างภาพยนต์แนวตะวันตก ก็อาจจะเทียบไม่ได้ และอาจถูกคนอื่นเยาะเย้ยว่าทำลายงานเขียนเอาได้

     

            ถึงตอนนั้นเรื่องที่หนังขาดทุนยับเยินก็คงไม่ต้องพูดถึง เเต่เกรงว่าหลิวจือเซียที่คิดจะขายหรือเรียบเรียงลิขสิทธิ์ใหม่ก็คงถูกนักอ่านรุมด่าอย่างแน่นอน !

     

            เมื่ออ่านจบเเล้ว หลางเวิ่นซิงรู้สึกเหมือนกับว่าหายใจไม่ทัน เพราะมันน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

     

            หนังสือภาพนั้นให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวามากกว่านิทาน ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกว่าเข้าถึงกว่า ราวกับว่าตนได้หลุดเข้าไปในโลกใบนั้น รู้สึกประทับใจกับความบังเอิญของสโนวไวท์

     

            กว่าจะอ่านหนังสือภาพเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปเป็นชั่วโมง

     

            หลางเวิ่นซิงปิดตาลงเเล้วค่อย ๆ ดื่มด่ำกับเรื่องราวอยู่พักหนึ่ง เเล้วเอ่ย “ให้ตายเถอะ นี่ฉันเป็นคนเเรกที่อ่านเรื่องนี้หรือ ? ! ”

     

            “พี่ซิงตัดสินใจดีเเล้วหรือ ? ” หลิวจือเซียเห็นด้วย แล้วเอ่ย “เราจะได้ถ่ายทำเป็นแอนิเมชั่นไหม ? ”

     

            “ต้องได้ทำเเน่นอน ! ”

     

            หลางเวิ่นซิงตบหน้าอกตัวเองเเล้วเอ่ย "โครงสร้างหนังเรื่องนี้ของนายก็วาดมาเเล้ว ถ้าหากไม่ถ่ายทำก็คงจะเสียดายความพยายามของนายไม่น้อย"

     

            อันคำกล่าวว่านักธุรกิจย่อมไขว่คว้าผลประโยชน์เป็นธรรมดา โลกเเห่งนี้ไม่มีหนัง 3D เเม้จะเป็นการ์ตูนก็ทำได้เเค่ 2D ซึ่งใช้ทุนถ่ายทำน้อยกว่าหนังที่ใช้คนเเสดงมาก

     

            บวกกับการที่มีหนังสือภาพของหลิวจือเซียอยู่นี่ แค่นี้ก็ทำให้หลางเวิ่นซิงเปลี่ยนใจแล้ว

     

            เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวละครไหนของหนังสือภาพก็ล้วนเเต่เพอร์เฟคทั้งสิ้น คนจริงน่ะหรือ ? ไม่มีทางเปรียบเทียบได้หรอก !

     

            “งั้นก็ดี ! ” หลิวจือเซียพยักหน้า “ตอนที่ผลิตแอนิเมชั่น หากต้องการอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ก็บอกมาได้เลย ! ผมจะช่วยพี่ทำแอนิเมชั่นสองเรื่องนี้ให้เป็นหนังคลาสสิคให้ได้ ! ”

     

            “ไม่เอาน่า ! ” หลางเวิ่นซิงโบกมือ “คำว่าพี่น้อง จะต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน ! ลิขสิทธิ์ของเรื่องนี้อยู่ในมือนายเเล้ว นายบอกราคามาเลย ว่าจะคิดฉันเท่าไร ? ”

     

            “ให้ผมบอกราคาหรือ ? ” หลิวจือเซียทำหน้าจะยิ้มก็ไม่เชิง “ไม่กลัวผมจะโกงหรือไงกัน ? ”

     

            “ก็มาตกลงกันอย่างนักธุรกิจยังไงล่ะ” หลางเวิ่นซิงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “เเละอีกอย่างเมื่อนายบอกราคามา ส่วนฉันก็ต่อรองราคา หรือจะไม่ให้ฉันได้ต่อรองราคาเลยหรือไงกัน ? ”

     

            “ฮ่า ๆๆๆ พี่ก็เป็นนักธุรกิจที่ร้ายกาจอยู่ดีนั่นเเหละ” หลิวจือเซียหัวเราะลั่น “เอาอย่างนี้ก็เเล้วกัน ทั้งหนังสือภาพเเละนิทานผมขายเหมารวมเลยทีเดียวห้าล้านหยวน ! ”

     

            “ห้าล้าน ทั้งสองอย่างเลยหรือ ? ” หลางเวิ่นซิงย่นคิ้ว “นายจะไม่ขาดทุนไปหน่อยหรือ ? ”

     

            บทละครดี ๆ ก็ย่อมมีคนซื้ออยู่เเล้วเเน่นอน ดูจากความฮอตฮิตของนิทานเเละหนังสือภาพของหลิวจือเซียเเล้วนั้น หากไม่มีเงินหลักล้านก็เกรงว่าจะซื้อมาไม่ได้

     

            “ฟังผมให้จบก่อน” หลิวจือเซียพูดต่อ “ผมยังอยากได้ส่วนเเบ่งรายได้หนังจากพี่ด้วย ไม่เยอะหรอก ผมเเค่อยากได้เปอร์เซ็นต์ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น”

     

            ค่าตั๋วหนังเป็นเปอร์เซ็นต์ ฟังดูเหมือนจะไม่เยอะ เเต่อันที่จริงไม่ใช่เเบบนั้น

     

            ที่โลกนี้มีส่วนเเบ่งตั๋วหนังไม่ต่างจากโลกที่เเล้วมากนัก ทางประเทศจะหักไป 5% เพื่อเป็นกองทุนของหนังเฉพาะกิจ หลังจากนั้นก็จะถูกหักภาษี 3.3% อีก 5% ก็ถูกเเบ่งให้กับเครือโรงภาพยนตร์ 30% จะต้องเเบ่งให้กับโรงภาพยนตร์ที่ฉาย หลังจากนั้นยังมีอีก 5% เป็นค่าตัวเเทนจำหน่าย หลังจากที่หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ผู้ผลิตหนังถึงจะได้เงินจากหนังเรื่องนี้ไป

             

            ก็หมายความว่า ถ้าหากขายได้ 100 หยวนขึ้นมา ผู้ผลิตหนังก็จะได้เงินประมาณ 40 หยวน

     

            หลิวจือเซียนั้นละโมบ เมื่อคิดถึงเปอร์เซ็นต์ที่จะได้ เงินที่หลางเวิ่นซิงจะได้นั้นมีน้อยลงกว่าเดิมอีก

     

            “พร๊วด ! ” หลางเวิ่นซิงที่เพิ่งดื่มน้ำเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ลำคอ เมื่อได้ยินสิ่งที่หลิวจือเซียเอ่ย ก็พ่นชาออกมาทันที “นี่มันไม่มากไปหน่อยหรือ ? ”

     

            “มันก็มากไปไงล่ะ ! ” หลิวจือเซียพยักหน้าราวกับว่าเป็นเรื่องปกติ “ก็พี่ให้ผมพูดเอง มาตอนนี้ก็ไม่ยอม หรือว่าพี่ลองบอกราคามาดีไหมล่ะ ? ”

     

            หลางเวิ่นซิงดึงกระดาษขึ้นมาเช็ดปาก เเล้วเอ่ยอย่างไม่มีความสุขเท่าไรนัก “นิทานสองเรื่องนี้ ให้นายเรื่องละสามล้าน หลังจากนั้นก็ให้ส่วนเเบ่งรายได้จากหนังอีก 3% ! นอกจากนี้ นายจะต้องคอยให้คำเเนะนำทีมงานทำแอนิเมชั่นของเราทั้งสองเรื่อง เเบบนี้โอคไหม ? ”

     

            “บอกเเบบนี้ตั้งเเต่เเรกก็สิ้นเรื่องเเล้ว” หลิวจือเซียยักไหล่เเล้วเอ่ย “โอเค ตกลงตามนี้ก็เเล้วกัน ! ”

     

      ……................

     

     

            เมื่อการเจรจาตกลงกับการทำแอนิเมชั่นเสร็จแล้ว หลิวจือเซียก็คุยกับหลางเวิ่นซิงอยู่พักหนึ่งเเล้วก็กลับไปห้องทำงานของตน

     

            ตอนนี้เป็นวันที่เจ็ด วันที่สี่ของเดือนหน้าสตูดิโอเซี่ยเยว่ก็จะตัดริบบิ้นเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

     

            หลิวจือเซียยังมีหลายเรื่องที่ต้องจัดการ อีกทั้งอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะต้องบินไปอวี๋หางเเล้ว เพราะสถานีโทรทัศน์เจียงซูและเจ้อเจียงจะเริ่มถ่ายทำเเล้ว

     

            เมื่อผ่านความวุ่นวายมาสองวัน จนกระทั่งตอนบ่ายของวันที่สาม หลิวจือเซียก็ต้องเริ่มจัดเก็บกระเป๋าเดินทาง

     

            เยว่เยว่ที่คอยป่วนอยู่ข้าง ๆ ก็คึกคักราวกับเป็นกระต่ายน้อย

     

            “พ่อคะ พ่อจะพาหนูไปด้วยจริง ๆ หรือคะ ? ” เยว่เยว่กระพริบตาคู่โตของเธอ “เยว่เยว่ไม่เคยไปไหนไกล ๆ กับพ่อเลยค่ะ”

     

            “เยว่เยว่อยากไปไหม ? ” หลิวจือเซียเอ่ยถามในขณะที่กำลังวางชุดนอนของเยว่เยว่เข้าไปในกระเป๋าเดินทาง

     

            เยว่เยว่พยักหน้าเเล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุดเเสนดีใจ  “หนูอยากไปค่ะ เมื่อก่อนตอนที่เเม่ถ่ายละคร เเม่ไม่เคยพาหนูไปเลย หนูไม่เคยไปเที่ยวที่ไหนมาก่อนเลยค่ะ”

     

            “ไปอวี๋หางครั้งนี้ พ่อจะพาหนูไปเที่ยวให้หนำใจเลย ! ” หลิวจือเซียลูบศีรษะของลูกน้อย “ที่อวี๋หางมีขนมเยอะมาก ๆ ถึงเวลาพ่อจะพาหนูไปกินนะ โอเคไหม ? ”

     

            “ได้สิคะ ได้สิคะ ! ” เยว่เยว่กระโดดโลดเต้นพลางปรบมือ “เยว่เยว่ชอบกินของอร่อยที่สุดเลย”

     

            “อืม เที่ยวบินของเราจะบินตอนตีสามนะ อีกเดี๋ยวพ่อจะขับรถพาหนูไปสนามบิน ถ้าเกิดหนูง่วงเเล้วก็นอนตรงเก้าอี้ด้านหลังก็แล้วกันนะ”

     

            หลังจากที่จัดกระเป๋าเสร็จ หลิวจือเซียก็ลากกระเป๋าสองใบลงมาเเล้วลงไปที่ลานจอดรถทันที

     

            สไตล์การจัดการธุระของหลิวจือเซียมักจะรวบรัดฉับไวเสมอ ทุกเรื่องจะต้องมีการวางเเผนไว้ล่วงหน้า ไปสนามบินเร็วหน่อยเผื่อเวลาเอาไว้ไม่ต้องรีบลนลานเพื่อไปให้ทันเวลา

     

            ครั้งนี้หลางเวิ่นซิงติดธุระ เขาจึงไม่ได้ไปอวี๋หางกับหลิวจือเซียด้วย ดังนั้นเขาจึงได้เเค่พาเยว่เยว่ไป

     

            เวลาตีห้าครึ่ง เครื่องก็ได้มาลงจอดบนสนามบินนานาชาติอวี๋หาง

     

            หลังจากที่ลงจากเครื่องบิน หลิวจือเซียก็พาเยวเยว่ที่นอนหลับมาตลอดทาง เดินตามป้ายนำทางมายังที่รับกระเป๋าสัมภาระ เเละมองหาจุดรับสัมภาระของตัวเองตามหน้าจอที่เเสดง

     

            เพราะเครื่องบินเพิ่งถึงสนามบินได้ไม่นาน กระเป๋าสัมภาระก็ยังอยู่บนเครื่องบิน จะต้องรอให้พนักงานนำกระเป๋ามาส่งเสียก่อน ดังนั้นหลิวจือเซียเลยพาเยว่เยว่มานั่งพักบนเก้าอี้ยาวใกล้ ๆ

     

            ขณะที่เขากำลังกอดเยว่เยว่ที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่นั่นเอง ก็มีเสียงจากหญิงสาวคนหนึ่งเเว่วดังออกมา “ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณคือหลิวจือเซียหรือเปล่าคะ ? ”

     

            หลิวจือเซียเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นหญิงสาวอายุประมาณ 20 ปี หน้าตาสวยงาม เเต่งตัวงดงาม ในมือยังกอดตุ๊กตากระต่ายสีชมพูเอาไว้หนึ่งตัว

     

            การออกเดินทางครั้งนี้ หลิวจือเซียเเต่งตัวอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นใส่หมวกเบสบอลเเละเเว่นตาเลนส์ใหญ่ อีกทั้งยังใส่หน้ากากอนามัยสีดำที่ปกปิดใบหน้าไปกว่าครึ่งอีกด้วย

     

            เเต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่เข้าใจก็คือ หญิงสาวคนนี้จำเขาได้ยังไงกัน ?

     

            เมื่อเห็นหลิวจือเซียไม่ตอบ หญิงสาวก็พอจะเข้าใจได้ว่าเขากำลังคิดอะไร เธอเลยหัวเราะเเล้วเอ่ยออกมา “พาเยว่เยว่มาด้วย คุณจะต้องเป็นหลิวจือเซียเเน่ ๆ ”

     

            “ใครเรียกหนูหรือ ? ” หนูน้อยเยว่เยว่ที่สะลึมสะลือยกศีรษะขึ้นมองหญิงสาวพลางเอียงคอสงสัย “พี่สาว รู้จักเยว่เยว่ด้วยหรือ ? ”

     

            “รู้จักสิ ! ” หญิงสาวหน้าตาสละสลวยจับเเก้มนุ่ม ๆ ของเยว่เยว่พลางเอ่ย “พี่ไม่ใช่เเค่รู้จักเยว่เยว่เท่านั้นนะ เเต่พี่ยังร้องเพลงของเยว่เยว่ได้ทั้งสองเพลงเลย ! ”

     

            “จริงหรือคะ ? ” เยว่เยว่เริ่มรู้สึกกะปรี้กระเปร่าขึ้นมา เธอหันไปหาหลิวจือเซียด้วยท่าทีตื่นเต้นเเล้วเอ่ย “พ่อคะ พ่อคะ พี่สาวเขาร้องเพลงหนูได้ด้วยเเหละ ! เยว่เยว่ดีใจจังเลยค่ะ ! ”

     

            ให้ตายเหอะ อุตส่าห์เเสดงอยู่ตั้งนาน เยว่เยว่ดันมาเปิดเผยตัวตนเข้าจนได้ !

     

            ในเมื่อถูกเปิดเผยตัวตนเเล้ว หลิวจือเซียก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป เขาถอดเเว่นตาดำเเละหน้ากากอนามัยลงเเล้วเอ่ย “ใช่ครับ ผมคือหลิวจือเซีย ไม่ทราบว่าคุณคือ…”

     

            “ฉันว่าเเล้ว ว่าคุณก็คือหลิวจือเซีย ! ”

     

            หญิงสาวตื่นเต้นดีใจ เธอหยิบปากกาหมึกซึมออกมาจากกระเป๋า เเล้วหยิบสมุดเล่มงามออกมาพลางเอ่ย

     

            “คุณเซีย รบกวนขอลายเซ็นหน่อยได้ไหมคะ ! ฉันน่ะเป็นเเฟนตัวยงของคุณเลยนะคะ ตอนนี้ฉันดาวน์โหลดเพลงของคุณมาหมดเเล้ว เเละตอนนี้ได้ทำเป็นริงโทนโทรศัพท์อีกด้วย”

     

            “ครับ ขอบคุณที่สนับสนุนนะครับ ! ”

     

            เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาว หลิวจือเซียก็ยิ้มเเล้วรับกระดาษกับปากกาจากอีกฝั่งมาเเล้วตวัดเซ็นชื่อตัวเองเเล้วส่งกลับไปให้ “คิดไม่ถึงเลยนะครับว่าจะเจอเเฟนคลับของตัวเองที่สนามบินแบบนี้”

     

            “คุณเซีย คุณไม่รู้หรือคะว่าพวกเรามีกลุ่มเเฟนคลับด้วย ? ” หญิงสาวไม่ได้รับกระดาษกับปากกาไป เเต่เธอกลับหันไปมองเยว่เยว่เเล้วเอ่ย “เยว่เยว่ เขียนหนังสือได้ไหม เขียนชื่อตัวเองลงไปให้หน่อยสิจ๊ะ”

     

            “หนูก็เซ็นชื่อได้ด้วยหรือคะ” เยว่เยว่ตื่นเต้นมาก เธอคว้ากระดาษเเละปากกาไปจากมือพ่อเเล้วบรรจงเซ็นลงไป หลังจากที่เซ็นเสร็จเธอก็หันมาเอ่ยกับหลิวจือเซียด้วยความดีใจ “พ่อคะ หนูมีเเฟนคลับเเล้ว ! ”

     

            “งั้นก็ขอเเสดงความยินดีต่อหนูน้อยเยว่เยว่ของเราด้วย” หลิวจือเซียยิ้มเเล้วลูบศีรษะของเด็กน้อย จากนั้นก็ส่งกระดาษกับปากกาไปให้หญิงสาว พลางเอ่ย “ผมมีกลุ่มเเฟนคลับด้วยหรือครับ ? ”

     

            “มีสิคะ ! ” หญิงสาวเก็บกระดาษกับปากกากลับไปอย่างพิถีพิถัน เเล้วตอบ “คุณเซีย คุณอาจไม่รู้สิคะว่าเเฟนคลับของคุณมีชื่อว่าเซียเทียน (แปลว่าฤดูร้อน) จำนวนเเฟนคลับตอนนี้มีจำนวนกว่าสองล้านคน เเละมีเเฟนคลับตัวยงอีกราวหนึ่งแสนคน เเต่ละมลฑลก็มีกลุ่มเเฟนคลับด้วยกันทั้งนั้น ฉันชื่อว่า หวางเยว่ซี เป็นรองหัวหน้ากลุ่มเเฟนคลับเเถบเจียงซูค่ะ ”

     

            “เซียเทียนหรือ ? ” หลิวจือเซียลูบคาง เเล้วยิ้ม “ชื่อนี้เพราะดีนะครับ”

     

            “จริงหรือคะ ? คุณชอบก็ดีเเล้วล่ะ ! ” หวางเยว่ซียิ้มจนตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “อันที่จริงพวกเราหัวหน้ากลุ่มของเเต่ละมลฑลกำลังหารือกันว่าจะไปจัดมีตติ้งเเถวจิงฮัว เเละจะเชิญคุณมาร่วมด้วยนะ เพียงเเต่หารายชื่อของคนที่จะติดต่อไม่ได้เลยค่ะ ฉะนั้น…”

     

            “ไม่มีปัญหาครับ พวกคุณติดต่อมาทางผมก็ได้ ผมยินดีไป” หลิวจือเซียขัดจังหวะหวางเยว่ซี “พวกคุณทำให้ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์จริง ๆ ”

     

            “คุณยอมไปจริง ๆ หรือคะ ? ” หวางเยว่ซีไม่คิดเลยว่าหลิวจือเซียจะรับปากง่ายดายเเบบนี้ “โอเคค่ะ งั้นฉันจะติดต่อกับพวกเขาเดี๋ยวนี้เลย”

     

      …………

     

     

    คล้ายกับเรื่องคุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน