“ท่านแม่ของพวกเ้าล่ะ ข้ามีเื่ที่ต้องพูดคุยกับนางนิดหน่อย” ถังหย่งฟู่ที่เอามือทั้งสองข้างไขว้ไว้ด้านหลังเอ่ยปากถามถังฉือเย่ด้วยท่าทางกิริยาวาจาสุภาพ
ถังหย่งฟู่ผู้นี้เป็หนึ่งในคนตระกูลถังที่ได้รับศึกษาจนสอบผ่านระดับเขตเมืองมาแล้ว การจะได้เป็ซิ่วฉายอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น เพียงแต่แค่ก้าวเดียวนี้เขากลับต้องใช้ความพยายามนานถึงแปดปีเต็มก็ยังก้าวไม่พ้นเสียที ท้ายที่สุดก็ต้องยอมแพ้กลับมาทำไร่ทำนาที่บ้านเกิดตามเดิม แต่กระนั้นความที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี ดังนั้นในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้เขาจึงทำกิริยาสุภาพ เสแสร้งว่าเป็คนมีคุณธรรมแตกต่างกับคนอื่น ๆ
ทั้งที่ต้องเดินอยู่บนดินโคลนทั้งวัน แต่ถังหย่งฟู่ก็ยังคงใส่เสื้อคอกลมชุดยาวกลางเก่ากลางใหม่ที่ชอบใส่อยู่เป็ประจำ เขาใส่มันบ่อยครั้งจนเมื่อนำไปซักชายเสื้อก็กลายเป็สีขาวไปหมด
เมื่อได้ยินเสียงบุรุษดังขึ้นที่ลานหน้าบ้าน วังซื่อจึงรีบเปิดประตูห้องออกมา พอเห็นว่าเป็ถังหย่งฟู่ก็กล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ท่านพี่ เข้ามานั่งข้างในก่อนสิเ้าคะ?”
“ไม่ล่ะ ๆ” ชายหนุ่มเพียงคนเดียวในที่แห่งนี้โบกไม้โบกมือเป็เชิงปฏิเสธพร้อมกับหัวเราะลึก ๆ ในลำคอและพูดขึ้นว่า “ข้าไม่ได้มีอะไรมากหรอก เมื่อวานเย่เอ๋อร์ได้ไปทะเลาะกับท่านแม่เสียใหญ่โต นางโกรธมาก เมื่อคืนก็ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ทั้งคืน ดีที่ข้าเกลี้ยกล่อมไว้ได้ ไม่อย่างนั้นคงต้องทะเลาะกันอีกแน่”
ถังฉือเย่นั่งฟังเงียบ ๆ ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกใด พร้อมกันนั้นก็สงสัยว่าเพราะเหตุใดถังหย่งฟู่กลับไม่พูดถึงเื่เงินเลย
ในระหว่างเก็บถ้วยตะเกียบอยู่ใกล้ ๆ นั้นหญิงสาวก็เฝ้าสังเกตท่าทางที่ดูอ่อนแอของวังซื่ออยู่ตลอดเวลา ถังหย่งฟู่ขยับเข้าไปใกล้นางพลางยื่นมือเข้าไปช่วยพยุง แต่ทันทีที่มือหยาบกร้านของเขาัักับหลังมือขาวนวลของวังซื่อ นางก็สะดุ้งเล็กน้อยก่อนดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองคนประสานดวงตามองกันด้วยความเสน่หาอย่างที่ไม่อาจปิดซ่อน โดยเฉพาะท่าทางก้มหัวโน้มตัวที่ดูอ่อนหวานจนเกือบจะกลายเป็เลี่ยนนั้นทำให้ถังฉือเย่มั่นใจว่าความคิดของตัวเองแต่แรกนั้นถูกต้อง
หญิงสาวรู้สึกแปลก ๆ มาแต่แรกแล้วว่า ทำไมถังหย่งฟู่ถึงได้เอาใจใส่กระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือครอบครัวของนางนัก ทั้งหาบ้านให้พัก ทั้งคอยแอบช่วยเหลืออย่างลับ ๆ ที่แท้ที่เขาทำมาทั้งหมดก็มีจุดประสงค์เช่นนี้นี่เอง!
แต่กระนั้นนางก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจถังหย่งฟู่เท่ากับวังซื่อ ยิ่งกิริยาที่ทำท่าเหมือนจะผลักไสแต่ในใจนั้นโหยหาอยากเข้าใกล้ ตอนนี้คงกระวนกระวายใจน่าดู ดวงตาคู่นั้นดูเหมือนจะมีน้ำตาไหลออกมาแล้ว! ถังฉือเย่ได้แต่เหนื่อยใจ แม้ว่าวังซื่อมีสิทธิ์ที่จะแต่งงานใหม่ได้ เพราะนางเป็แม่หม้าย แต่มันควรหรือหากชายที่นางพึงใจนั้นเป็พี่สามีของตัวเอง แถมยังมีอายุมากแล้วที่สำคัญยังดูหิวกระหายกินไม่เลือกอย่างนี้
แต่อาจเพราะวันนี้เป็วันดีของตระกูลถัง ถังหย่งฟู่จึงไม่กล้าอยู่นาน เขาพูดคุยวังซื่ออยู่อีกสองสามประโยคก่อนจะกลับไป
ถังฉือเย่เช็ดมือจนสะอาดหันกลับมาสั่งเสี่ยวเหยาว่า “เดี๋ยวเ้าไปเล่นด้านนอกก่อนนะ แล้วมองดูผู้คนไว้อย่าให้ใครเข้ามา พี่มีเื่จะต้องพูดกับท่านแม่หน่อย”
เด็กหญิงพยักหน้ารับคำ จากนั้นถังฉือเย่จึงเดินตรงเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู ท่ามกลางสายตาถลึงของวังซื่อที่ตะคอกออกมาเสียงดัง
“เ้าลูกเนรคุณ! เ้าคิดจะทำอะไรอีก?”
ถังฉือเย่ทำหน้าเบื่อ ๆ กับคำพูดเนรคุณที่วังซื่อชอบใช้ ดูเหมือนว่านางจะชอบด่าคนอื่นว่าไม่รักดีบ้างล่ะ เนรคุณบ้างล่ะ โดยไม่สนใจเลยว่าคำด่าพวกนี้เหมาะสมหรือไม่
“ท่านฟังให้ดี ข้าจะพูดแค่สองเื่เท่านั้น” ถังฉือเย่ไม่สนใจวังซื่อที่กำลังจ้องมองมาอย่างกับจะกินเืกินเนื้อ นางยังคงพูดสิ่งที่้าด้วยสุ้มเสียงหนักแน่น จริงจัง “อย่างแรกอย่าคิดว่าคนอื่นมองไม่ออกว่าท่านคิดจะทำอะไร และอยากจะทำอะไร หากคนอื่นล่วงรู้เื่นี้เข้าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็ยังไง ท่านคิดดูให้ดี ๆ ก็แล้วกัน!”
เมื่อได้ยิน สีหน้าสีตาของวังซื่อก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากเกรี้ยวกราดกลายเป็ตระหนก แต่ถังฉือเย่ยังไม่ปล่อยโอกาสให้นางพูด
“และอย่างที่สอง…ข้าสามารถทำให้ท่านใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ ท่านไม่ต้องร้อนใจ เที่ยวไปหาคนโน้นทีคนนี้ที ถึงแม้ว่าตอนนี้ท่านจะยังไม่เชื่อข้า แต่รอดูต่อไปเถอะข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็นเอง เพราะฉะนั้นอย่าไปทำเื่โง่ ๆ อีก มิเช่นนั้นข้าจะไม่ช่วยท่านปกปิดเื่ที่ท่านซุกซ่อนเอาไว้ใต้พรมอีกแล้ว” กล่าวเสร็จถังฉือเย่ก็ลุกขึ้น ก่อนจากไปก็ย้ำกับวังซื่ออีกครั้งว่า
“อยู่บ้าน ท่านก็ดูแลเสี่ยวเหยาให้ดี ๆ ข้าสัญญาว่าจะทำให้ท่านสุขสบาย ข้าให้สัญญากับท่านเอาไว้ตรงนี้ ท่านเอากลับไปคิดดูให้ดีแล้วกัน!” จากนั้นนางจึงเปิดประตูแล้วเดินจากไป พอออกมาแล้วถังฉือเย่ก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย นางจึงตัดสินใจเดินออกจากบ้านจะขึ้นไปทีู่เาเพื่อหาผักป่าสำหรับเป็อาหารในมื้อถัดไป แล้วก็ได้พบกับคุณนายโจว ผู้เป็เ้าของร้านเหล้าเล็ก ๆ ถังฉือเย่จำได้ว่าลูกชายของคุณนายโจวผู้นี้มีชื่อว่าถังจวิ้นเชิน ซึ่งเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาเดียวกันกับถังฉือหรงอีกด้วย
คุณนายโจวเมื่อเห็นนางจึงกวักมือเรียกมาแต่ไกล “แม่สาวน้อย จะขึ้นไปบนูเารึ?”
“ท่านก็จะขึ้นไปบนูเาเหมือนกันรึเ้าคะท่านป้าโจว?”
“ข้าจะขึ้นไปเก็บดอกแคเสียหน่อย”
ถังฉือเย่ยิ้มรับดีใจที่จะได้มีเพื่อนขึ้นไปบนเขาด้วยกัน ความจริงแล้วลักษณะภูมิประเทศของหมู่บ้านจวี้เป่านี้ดีมาก มีทั้งแม่น้ำและูเา การใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก็ไม่ถือว่าเลวร้ายอะไร แถมยังสามารถขึ้นูเาไปหาผักป่าได้ตลอดเวลา ซึ่งผักป่านี่ถือเป็อาหารที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
เวลานี้ผักจี่ไห่ใกล้หมดฤดูและแก่เต็มที่แล้ว ส่วนดอกแคที่คุณนายโจวขึ้นไปเก็บนั้นเพิ่งจะถึงฤดูของมันจึงขึ้นเต็มไปหมดทุกที่เพียงแค่เก็บเล่น ๆ ก็ได้มาหนึ่งกำมือแล้ว ถังฉือเย่เลือกเก็บแต่ผักที่เป็เกสรตัวเมียเท่านั้น เพราะรสชาติดีกว่าผักที่เป็เกสรตัวผู้
หมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้มีอาหารให้เก็บกินได้ตลอดทั้งปี เพียงแค่ลงมือออกไปหาเสียหน่อยก็ไม่อดตายแล้ว แต่ทว่าวังซื่อนั้นกลับยอมอดตายดีกว่าให้นางขยับตัวทำอะไร…ช่างสุดยอดเสียจริง!
ถังฉือเย่คิดอยู่ในใจพลางถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง นางเดินพูดคุยกับคุณนายโจวมาได้สักระยะก็มาถึงเชิงเขา สายตาก็มองเห็นแผ่นหลังของคนผู้หนึ่งที่รู้สึกคุ้นตาเหลือเกิน
นั่นคืออาหญิงของนาง…บุตรสาวของท่านย่าซุนที่เกิดมาตอนท่านย่าอายุมากแล้ว มีชื่อว่า ถังกุ้ยฮวา นางชอบปักปิ่นปักผมเงินลวดลายดอกกุ้ยฮวาอยู่บนศีรษะ ขนาดของปิ่นนั้นใหญ่มาก และทั้งหมู่บ้านมีคนที่มีปิ่นแบบนี้อยู่เพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นมองแค่แวบเดียวถังฉือเย่ก็เดาได้ทันทีว่าเป็ใคร
ถังกุ้ยฮวาใช้น้ำเสียงที่ถังฉือเย่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เป็เสียงที่อ่อนหวานเป็อย่างมาก “ฉีจิ้ง ท่านอยู่บ้านหรือไม่ เปิดประตูให้ข้าหน่อย ข้าเอาติ่มซำมาให้”
หญิงสาวผุดลุกขึ้นในทันทีพร้อมพูดด้วยความแปลกใจว่า “นั่นนางกำลังทำอะไร?”
“คนบ้านนี้…เ้าไม่รู้หรอกรึ?”
เมื่อเห็นถังฉือเย่ส่ายหน้าช้า ๆ คุณนายโจวจึงอธิบายว่า “คนในบ้านนี้ไม่ใช่คนที่นี่ ข้าจำได้ว่าพวกเขาเพิ่งจะย้ายมาเมื่อตอนปลายปีก่อน น่าจะเป็ญาติห่าง ๆ กับตระกูลถังเรา เมื่อสูญเสียทั้งพ่อและแม่ไปก็เลยมาพึ่งพาอาศัยอยู่ที่นี่ คนในหมู่บ้านก็ช่วยกันหากระท่อมที่ไม่มีคนอยู่ให้พวกเขาพักอาศัย จากนั้นพวกเขาก็อยู่ที่นี่มาโดยตลอด พวกเขามีกันสองคนพี่น้อง แซ่ฉี...” นางบอกก่อนจะพูดเสียงเบาลงจนเกือบเป็กระซิบ
“แต่ข้าว่าคนบ้านนี้แปลก ๆ อยู่สักหน่อย”
“แปลกยังไงหรือเ้าคะ?” ถังฉือเย่ได้กลิ่นของข่าวซุบซิบนางจึงถามเสียงแ่เบาลงด้วย “ท่านป้ารีบบอกข้ามาเถิด”
“ก็ตอนที่พวกเขาเพิ่งจะย้ายเข้ามาใหม่ ๆ น่ะสิเ้ายังจำไอ้เ้าบ้าเฉินที่สติไม่ดีคนนั้นได้หรือไม่ ที่อยู่ในหมู่บ้านไปวัน ๆ ไม่ยอมทำอะไรเลยน่ะ เขาอยากที่จะแอบไปดูว่าคนบ้านนี้ทำอะไรกันแน่ สุดท้ายก็พบว่ากลางดึกในห้องนั้นมีเงาสีขาว ๆ ลอยไปลอยมา!”
ถังฉือเย่เลิกคิ้วขึ้น ถามย้ำอย่างใว่า “จริงหรือเ้าคะ?”
“จริงสิ! ตอนนั้นเฉินเสียสติคนนั้นใแทบสิ้นสติ เลยวิ่งโซซัดโซเซออกมา ตอนแรกคนในหมู่บ้านก็ไม่เชื่อ เลยให้พวกหนุ่ม ๆ เข้าไปดู ผลก็คือพวกเราได้เห็นิญญาตนนั้นจริง ๆ มันกำลังลอยอยู่ ลอยไปลอยมาน่ากลัวมาก!”
“แล้วอย่างไรต่อเ้าคะ?” หญิงสาวถามด้วยความตื่นเต้น
“พวกนั้นก็เอาเื่นี้ไปบอกกับผู้ใหญ่บ้านให้ขับไล่พวกเขาไป แต่ผู้ใหญ่บ้านบอกไม่มีทางทำได้เพราะข้ออ้างเื่ผีสางนั้นฟังไม่ขึ้น สุดท้ายเราก็ต้องปล่อยให้สองพี่น้องสกุลฉีนั้นอยู่ที่กระท่อมหลังนี้ต่อไป แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปที่นั่นอีกเลยนะ ทุกคนแอบพูดกันว่ามันเป็กระท่อมผีสิง!”
“ถ้าเป็เช่นนั้นถังกุ้ยฮวามาทำอะไรที่กระท่อมนี้หรือเ้าคะ?” ถังฉือเย่คิดในใจว่าสองพี่น้องนั่นอาจจะมีความลับอะไรที่ไม่กล้าเปิดเผยให้คนอื่นรู้ก็ได้ พวกเขาก็เลยต้องหาวิธีให้คนอื่นกลัวและไม่กล้าเข้ามายุ่งวุ่นวาย ผิดกับคุณนายโจวที่ปักใจเชื่อว่ากระท่อมแห่งนี้ต้องมีิญญาร้ายสิงสถิตอยู่แน่ ๆ จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวอยู่หน่อย ๆ ว่า
“ไม่ต้องไปพูดถึงหรอก อาจเป็เพราะชายที่เป็พี่คนนั้น ชื่อว่าอะไรนะ…อ้อ… ฉีจิ้ง ชายหนุ่มคนนี้หน้าตาดีหล่อเหลาเลยทีเดียว ก็เลยดึงดูดพวกสาว ๆ ในหมู่บ้าน จนแต่ละคนลืมกันไปหมดแล้วว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้นบ้าง ทุกวันมีแต่คนมาเคาะประตูเรียก เอาของนู่นนี่มาให้ตลอด แต่ข้าได้ยินมาว่าฉีจิ้งคนนี้ไม่เคยเปิดประตูออกมาเลยสักครั้ง แถมยัง…เ้าหรือรู้ไม่ว่า” นางลดเสียงลงมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อพูดว่า
“น้องชายของเขาคนนั้น ั้แ่เข้าไปในกระท่อมหลังนั้นแล้วก็ไม่ได้ออกมาอีกเลย ทุกคนต่างคิดว่าน้องชายของเขาน่าจะตายไปแล้ว แต่กลับมีคนเห็นว่าเขากำลังอุ้มน้องชายของเขาอยู่ในสวน อายุน่าจะประมาณสี่ห้าขวบเห็นจะได้ ตาก็ขยับไม่ได้ แถมยังพูดไม่ได้อีก เวลาใครเรียกก็ไม่ได้ยิน ทุกคนเลยคิดว่าน้องชายเขานั้นเป็บ้า!”
ถังฉือเย่นั่งฟังอยู่พักหนึ่งจู่ ๆ นางก็นึกถึงชายหนุ่มที่สะพายธนูไว้ที่หลังในวันนั้น คิดว่าเขาจะเป็คนเดียวกับคนที่ชื่อฉีจิ้งหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ใช่เื่แปลกเลยที่นางจะไม่รู้สึกคุ้นหน้า และดูเหมือนว่าเขาจะมีพละกำลังแตกต่างจากคนอื่นในหมู่บ้าน อีกอย่างอาจเป็เพราะน้องชายเขานั้นเป็บ้าด้วยกระมัง ที่ทำให้เขาเดินเข้ามาถามนางว่าหายปัญญาอ่อนได้อย่างไร
คุณนายโจวเก็บดอกแคเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังจะแยกกับถังฉือเย่ นางจึงให้หญิงสาวยืมเคียวก่อนจะกลับบ้านไป ส่วนถังฉือเย่ยังคงมุ่งหน้าเข้าไปในูเาต่อไป
เป้าหมายของถังฉือเย่วันนี้ไม่ใช่ผักป่า แต่เป็อะไรก็ได้ที่นางจะนำกลับไปแลกเป็เงินมาได้…มาดูกันว่าโชคดีที่ฝืนลิขิตฟ้าของนางจะนำพาอะไรมาให้
ถังฉือเย่เดินมาได้ครึ่งชั่วยามจนรู้สึกเหนื่อยหอบ แต่แล้วนางก็ได้พบกับเห็ดหลินจือหนึ่งดอกที่งอกขึ้นบนขอนไม้ที่หักและผุพัง นางดีใจมากรีบสาวเท้าพุ่งเข้าไป และด้วยเพราะขอนไม้นั้นตั้งอยู่บนหน้าผาที่ลาดชัน ถังฉือเย่จึงใช้มือข้างหนึ่งจับกิ่งไม้ไว้ ส่วนอีกข้างค่อย ๆ เอื้อมไปเก็บเห็ดหลินจือดอกนั้น
มือของนางห่างจากเห็ดหลินจือเพียงแค่ปลายนิ้วเดียวเท่านั้น แต่แล้วจังหวะนั้นเองข้างๆ ตัวนางก็เกิดเสียงดังขึ้น พร้อมกับเสียงกระพือปีกของนกตัวใหญ่ที่คนเลี้ยงไว้ร่อนลงมาเกาะบนขอนไว้นั้น ถังฉือเย่มองด้วยความใ ก่อนที่จะมีมือของใครคนหนึ่งเอื้อมผ่านหน้านางเข้าไปเด็ดดอกหลินจือดอกนั้นตัดหน้าไปได้อย่างง่ายดาย!
.
.
.