ทางด้านหลางจวิน เนี่ยซิน และ จงหมิ่น
หลังจากที่ร่างของอสุรกายยักษ์ หลังจากที่ระเบิดพลังออกมาก็ยังไม่ยอมขยับตัว
"มันยังไม่ยอมขยับตัว? ทำไมกัน?"หลางจวินกล่าว ในตอนที่อสุรกายยักษ์โดนทั้งสามรุมโจมตีก็ระเบิดพลังออกมาแต่หลังจากนั้นมันก็ไม่ได้ขยับตัวอีกเลย
“ดูที่ดวงตาของมันสิ มันยังหลับตาอยู่ หรือว่ามันยังไม่ตื่นเต็มที่??” เนี่ยซินกล่าวหลังจากสังเกตเห็นดวงตาของอสุรกายยักษ์ จากนั้นก็ผนึกอาคมของตนเองไปยังดวงตามองทะลุไปยังดวงวิญญาณของอสุรกายยักษ์ "ฮือ?? แปลกจริงเจ้านี่มีสองดวงวิญญาณ"
"สองดวงวิญญาณ?..จิตวิญญาณแฝดแบบตระกูลเนี่ยงั้นหรือ??"จงหมิ่นถาม
"ไม่....ดวงจิตวิญญาณทั้งสองของมันกำลังต่อสู้กัน ราวกับว่ากำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงร่างกาย"เนี่ยซินกล่าว เมื่อเขาใช้เนตรอาคมของตนเองจ้องมองไปยังดวงวิญญาณของอสุรกายยักษ์ ก็พบว่าภายในร่างกายของอสุรกายยักษ์มีดวงวิญญาณสองดวงกำลังต่อสู้กันอยู่ ดวงวิญญาณดวงหนึ่งมีสีแดง และอีกดวงมีสีดำสนิท
" หมายความว่ายังไงกัน??"หลางจวินถาม
"เป็นไปได้ว่าแดนจันทราโลหิตไปนำร่างของผู้ยิ่งใหญ่สักคนมาทำเป็นอสุรกาย แต่จิตวิญญาณเจ้าของร่างยังไม่หายไปโดยสมบูรณ์จึงพยายามแย่งชิงร่างกายของตนเองคืนมา ส่วนอีกดวงวิญญาณก็คือดวงวิญญาณของอสุรกายที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เชื่อฟังแดนจันทราโลหิต ดวงวิญญาณทั้งสองจึงต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงร่างกาย"เนี่ยซินกล่าว
“หือ??” ทันใดนั้นเองทั้งสามคนก็ได้รับการติดต่อจากอูหลินเฟิง บอกเล่าถึงร่างกายที่ถูกนำมาทำให้กลายเป็นอสุรกายยักษ์ของแดนจันทราโลหิต และ เรื่องราวของ มารสวรรค์ ที่อูหลินเฟิงเคยได้อ่านมาทั้งหมด
“มารสวรรค์?...เหมือนจะเคยได้ยินเรื่องเล่าอยู่ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งถึงขนาดที่ต้องใช้ชนชั้นเทวะเพื่อสังหาร” เนี่ยซินกล่าว มารสวรรค์ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าปราชญ์ ใช้ความแข็งแกร่งรวบรวมพรรคมารจำนวนมากจนกลายเป็นปึกแผ่น เรียกได้ว่าหากตอนมารสวรรค์มีชีวิตไม่ไปหาเรื่องแดนศักดิ์สิทธิ์ก็อาจจะมีชีวิตจนสามารถทะลวงชนชั้นเทวะเลยก็ได้ แต่ในบรรดาผู้ที่เคยครอบครองร่างเทพอสูรอมตะทุกคนจะเป็นพวกที่มั่นใจในความแข็งแกร่งของร่างเทพอสูรอมตะจนสุดท้ายก็จบชีวิตเพราะโดนสังหารจิตวิญญาณโดยตรง
“มิน่า ร่างกายถึงได้ฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว เร็วเสียยิ่งกว่าอสุรกายไร้ผิวและร่างเทพอสูรอมตะ เป็นเพราะว่ารวมทั้งสองอย่างเข้าไว้ด้วยกันสินะ” หลางจวินกล่าว ในที่สุดเขาก็รับรู้แล้วว่าเหตุใดอสุรกายยักษ์ตรงหน้าถึงมีความสามารถในการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว แถมยังมีพละกำลังมหาศาล
“ถ้าเป็นแบบนี้ก็หมายความว่า สองดวงวิญญาณที่กำลังต่อสู้กันอยู่ ดวงหนึ่งคือดวงวิญญาณของมารสวรรค์ ส่วนอีกดวงก็เป็นดวงวิญญาณของอสุรกายโลหิตที่กำลังต่อสู้กันอยู่เพื่อแย่งชิงร่างกายสินะ” จงหมิ่นกล่าว เพราะแบบนี้ร่างกายของอสุรกายยักษ์จึงยังไม่ยอมเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวของอสุรกายยักษ์คือการตอบโต้สิ่งที่ทำอันตรายต่อร่างกายเท่านั้น แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ในตอนนี้เท่านั้น ไม่ว่าดวงจิตวิญญาณไหนจะชนะก็ย่อมต้องเป็นอันตรายต่อพวกเขาอยู่ดี
“จะบอกว่าวิญญาณของมารสวรรค์ยังสามารถรอดมาได้จนถึงตอนนี้เนี่ยนะ!!” หลางจวินถาม เขาไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เพิ่งจะได้ยินเลยแม้แต่น้อย เพราะหากสิ่งที่พวกเขาคิดเป็นจริงนั่นหมายความว่ามีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถรอดชีวิตจากการที่โดนชนชั้นเทวะสังหารดวงจิตได้
“ถ้าเกิดว่ามารสวรรค์แอบผนึกเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของตนเอง ไว้ในร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง เพื่อรอวันให้มีใครสักคนมาวุ่นวายกับร่างกายของตนเองจากนั้นก็จะสามารถให้เศษเสี้ยวจิตวิญญาณนั้น กลับมาควบคุมร่างและฟื้นคืนชีพอีกครั้งก็เป็นไปได้” เนี่ยซินกล่าว ถึงแม้ว่าสิ่งที่เขาพูดจะเป็นไปได้ยาก แต่สำหรับผู้ที่ฝึกฝนวิชามารแล้ว อาจจะมีสิทธิ์เป็นไปได้ก็ได้
“ถ้าเป็นแบบนี้ละก็สิ่งที่ควรทำตอนนี้ก็คือ หาทางสังหารมันให้ได้ก่อนที่ดวงจิตวิญญาณใดก็ตามจะชนะ” หลางจวินกล่าว แต่ถึงเขาจะพูดอย่างนั้นแต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือภายในคนทั้งสาม มีเพียงเนี่ยซินเท่านั้นที่มีความสามารถในการใช้พลังอาคมเพื่อโจมตีดวงจิตโดยตรง
“คงจะต้องให้ท่านจัดการแล้ว พี่เนี่ย” จงหมิ่นกล่าว
“ได้ ข้าจะจัดการสังหารมันในครั้งเดียว” เนี่ยซินกล่าว จากนั้นก็ระเบิดพลังของตนเอง ประสานอาคมเข้ากับอาภรณ์อัสนีและหอกอัสนี คิดจะส่งพลังอาคมที่รุนแรงที่สุดโจมตีไปยังดวงวิญญาณภายในร่างของอสุรกายยักษ์ทั้งสอง
อาคมสถิตร่าง เทพอัสนีทะยานฟ้า
เสียงคำรามของอัสนีดังขึ้นพร้อมกับร่างของเนี่ยหลุนกลายเป็นเส้นแสงอัสนีสีฟ้า ที่พุ่งไปหาร่างของอสุรกายยักษ์ หอกสายฟ้าแทงทะลุร่างของอสุรกายยักษ์ อาคมสายฟ้าโจมตีไปยังดวงวิญญาณทั้งสองที่กำลังต่อสู้กันภายในร่างกายของอสุรกาย
“โฮกกกกก” ร่างของอสุรกายอยากร้องออกมาอย่างเจ็บปวดจากการโดนโจมตีทางดวงวิญญาณโดยตรง
ภาพที่เนตรอาคมของเนี่ยซินเห็นก็คือสายฟ้าที่กำลังทำลายดวงวิญญาณทั้งสองอย่างรวดเร็ว ดวงวิญญาณทั้งสองที่กำลังต่อสู้กัน พยายามส่งพลังวิญญาณออกมาต่อสายฟ้าที่โจมตีเข้ามา แต่ว่าดวงวิญญาณทั้งสองก็ไม่อาจที่จะมีพลังมากพอที่จะต่อต้าน จนกระทั่งดวงวิญญาณสีดำพยายามฝืนพลังที่โจมตีเข้ามา พุ่งตัวเข้าไปดูดกลืนดวงวิญญาณสีแดงที่กำลังต่อต้านพลังจากอัสนี
“แย่ละสิ!!” เมื่อเนี่ยซินเห็นการเปลี่ยนแปลงของดวงวิญญาณสีดำ จึงเร่งพลังอาคมอัสนีโจมตีให้แรงยิ่งกว่าเดิมหมายจะสังหารจิตวิญญาณทั้งสองให้เร็วที่สุด แต่ก่อนที่จะทำได้ร่างกายของอสุรกายยักษ์ก็เริ่มเคลื่อนไหว แม้ว่าตอนนี้ดวงวิญญาณทั้งสองจะกำลังต่อสู้กันอยู่ภายในร่างของอสุรกาย แต่ร่างกายก็รับรู้ถึงอันตราย แขนอันใหญ่โตทั้งสองข้างพยายามที่จะทุบไปยังร่างเนี่ยซินที่ปักหอกคาไว้บนร่างกายแล้วกำลังส่งอาคมอัสนีเข้ามาภายในร่างเรื่อยๆ
“คิดว่าพวกเราจะให้เจ้าโจมตีเขาได้ง่ายๆ งั้นหรือ” หลางจวินกล่าว พร้อมกับปรากฏก็ตัวขึ้นข้างๆเนี่ยซินในชั่วพริบตาที่ร่างของอสุรกายยักษ์ขยับตัว
เพียงพริบตาที่อสุรกายยักษ์ขยับแขนทั้งสองข้าง ทั้งจงหมิ่นและหลางจวิน ต่างนำดาบและกรงเล็บของตนเองฟาดฟันเข้ามายังแขนอันใหญ่โตของอสุรกายยักษ์ ปกป้องร่างกายของเนี่ยซิน ผู้เดียวที่สามารถโจมตีไปยังดวงวิญญาณของอสุรกายอยากได้
“แรงเยอะจริงๆ” จงหมิ่นกล่าว ในตอนนี้จงหมิ่นใช้พลังของดาบทลายกฎเกณฑ์ที่ประสานไว้ด้วยพลังของวารีและเปลวเพลิง การโจมตีที่รุนแรง ประสานไว้ในดาบแต่ถึงจงหมิ่นจะใช้ดาบ ฟาดฟันเพื่อต้านแขนอันใหญ่โตของอสุรกาย แรงของอสุรกายก็มากมายจนจงหมิ่นแทบจะไม่สามารถต้านทานไว้ได้
“สมกับที่เป็นแรงจากร่างเทพอสูรอมตะจริงๆ” หลางจวินเอง ก็แทบจะใช้พลังทั้งหมดของร่างกายเพื่อต้านทานพลังโจมตีของอสุรกายยักษ์เช่นเดียวกัน
เมื่อแขนทั้งสองถูกป้องกันไว้ได้ อสุรกายยักษ์จึงเปลี่ยนในรูปแบบการโจมตีมันสูดลมหายใจเพียงแค่ทีเดียวจากนั้นก็ตะโกนออกมาอย่างรุนแรง
“โฮกกกกกกก!!!!!!” เสียงที่ดังราวเสียงคำรามของอสุรกายยักษ์ แฝงพลังโจมตีทางคลื่นเสียงเอาไว้ด้วย การเปลี่ยนแปลงกระบวนท่าอย่างรวดเร็วของอสุรกาย ทำให้ทั้งสามคนแทบจะไม่มีเวลาในการตั้งรับคลื่นเสียงนี้ เมื่อทั้งสามได้ยินเสียงร้องคำรามนี้ ก็ทำให้แรงที่กำลังต่อต้านพลังหมัดของอสุรกายยักษ์อ่อนลง สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจต่อต้านพลังร่างกายของอสุรกายยักษ์
จงหมิ่นจำเป็นจะต้องถอนดาบเพื่อกระโดดหลบออกมา เนี่ยซินเองก็จำเป็นจะต้องหลบออกมาเช่นเดียวกัน มีเพียงหลางจวินที่ไม่ได้ก็กระโดดหลบออกมา ไม่ใช่ว่าเขามั่นใจในพลังของตนเองจนไม่ยอมหลบ แต่เป็นเพราะว่าตั้งแต่ที่โดนตะโกนใส่ หลางจวินที่อยู่ภายในร่างของมนุษย์หมาป่าเต็มร่าง หูของเขาจึงดีเป็นพิเศษการถูกตะโกนโจมตีโดยคลื่นเสียงระยะใกล้ทำให้บริเวณหูของหลางจวินเกิดการบาดเจ็บสาหัส และเสียจังหวะในการหลบหมัดที่กำลังโจมตีเข้ามา จึงถูกหมัดของอสุรกายยักษ์ต่อยเข้าไปเต็มแรงโดยที่ไม่อาจหลบหนีได้เลยแม้แต่น้อย
“อ๊อคคค” ตูม!! ร่างกายของหลางจวินถูกต่อยกระเด็น จนลอยละลิ่วและตกกระแทกพื้นอย่างรุนแรง
“หลางจวิน!! / หลางจวิน!!” เนี่ยซินและจงหมิ่น ที่เห็นว่าสหายร่วมรบของตนเองโดนโจมตีอย่างหนักหน่วง จึงตะโกนออกมาอย่างเป็นห่วง
“ขะ ข้า ไม่เป็นอะไร โดนแค่นี้ยังไม่บาดเจ็บสาหัสเลยด้วยซ้ำ” ร่างของหลางจวินค่อยๆ ลุกออกมา แต่ถึงจะพูดแบบนั้นบริเวณใบหูหมาป่าของหลางจวินก็มีเลือดไหลออกมาอย่างเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าการโจมตีด้วยเสียงเมื่อครู่สามารถทำร้ายหลางจวินได้อย่างดี
“แย่ล่ะสิ” เนี่ยซินกล่าว เนี่ยซินที่ใช้เนตรอาคมของตนเองจ้องมองไปยังร่างของอสุรกายยักษ์ จึงเห็นว่าในตอนนี้ดวงวิญญาณสีดำสามารถกลืนกินดวงวิญญาณสีแดงได้อย่างสมบูรณ์แล้ว จากนั้นแรงกดดันมหาศาลก็ค่อยๆรุนแรงขึ้น พร้อมๆกับดวงตาที่ค่อยๆ ลืมขึ้นมาอย่างช้าๆ จนเมื่อดวงตาทั้งหมดลืมขึ้นอย่างสมบูรณ์พลังมหาศาลในร่างกายก็ระเบิดออกมาหนึ่งครั้ง จากนั้นพลังมากมายก็สงบลงอย่างรวดเร็วราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการระเบิดของพลังออกมา
“ยังระเบิดพลังได้รุนแรงกว่าเมื่อกี้อีกงั้นหรือ” จงหมิ่นกล่าวออกมาอย่างไม่อยากที่จะเชื่อ
“ดวงจิตวิญญาณของใครที่ชนะกัน” เนี่ยซินกล่าว แต่หากให้ภาวนาเขาอยากให้ดวงของอสุรกายโลหิตชนะมากกว่า เพราะว่าหากดวงจิตวิญญาณของมารสวรรค์ชนะ ด้วยประสบการณ์การต่อสู้ของอีกฝ่ายพวกเขาทั้งสามคนอาจจะไม่สามารถเอาชนะได้เลยก็ได้
ในตอนนี้ใบหน้าของ จงหมิ่น หลางจวิน และ เนี่ยซิน แสดงความเคร่งเครียดออกมาอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าทุกคนมีเหงื่อตกอย่างชัดเจน
“ที่..นี่..ที่ไหนกัน ฮือ?? บรรยากาศแบบนี้? แดนเทพรกร้างงั้นหรือ?” เสียงดังขึ้นออกมาจากร่างของอสุรกายยักษ์ หลังจากที่มันสามารถลืมตาขึ้นมาได้แล้ว ก็มองไปรอบๆ ราวกับกำลังสำรวจสถานที่ที่ตัวเองได้ตื่นขึ้นมา “นี่เจ้าหนู ตอนนี้ปีอะไร” แต่ถึงจะถามไปแบบนั้นก็ไม่ได้รับคำตอบจากผู้ใดเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่ง
พรึบ!! เพียงพริบตาด้วยความเร็วที่ไม่มีใครมองทัน ร่างอันใหญ่โตของอสุรกายยักษ์ ก็ได้มายืนหยุดอยู่ตรงหน้าจงหมิ่น ในตอนนี้ดวงตาของอสุรกายยักษ์เผยแววตาที่เฉยชาต่อสรรพสิ่งในโลกออกมา จ้องมองจงหมิ่นที่มีความแข็งแกร่งเป็นสามอันดับแรกของกองกำลังพันธมิตร ราวกับกำลังจ้องมองมดปลวกอยู่
‘เร็วมาก!!’ จงหมิ่นคิดในใจอย่างตื่นตระหนกเมื่อเห็นความเร็วของอสุรกายยักษ์
“ไม่คิดจะตอบข้างั้นหรือเจ้าหนู” เสียงของอสุรกายยักษ์ดังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคำถามของเขาไม่มีคำตอบ “ข้าจะให้โอกาสเจ้าตอบอีกครั้ง”
“สหัสวรรษมนุษย์ที่หนึ่งพันยี่สิบห้า ปีที่สองร้อยสาม ” จงหมิ่นตอบ
“นี่ข้าโดนผนึกมาเกือบห้าหมื่นปีเลยงั้นเหรอ” เสียงของอสุรกายยักษ์กล่าว เมื่อคำพูดของมันดังขึ้นเนี่ยซินก็รับรู้แล้วว่าคำอธิษฐานของตนเองไม่เป็นผล ดวงวิญญาณที่สามารถชนะได้คือดวงวิญญาณของมารสวรรค์ จากนั้นมารสวรรค์ก็มองไปรอบๆ อีกครั้ง จ้องมองไปยังกรงโลหิตที่กักขังตัวเอง และ จอมยุทธ์ผู้เยาว์ทั้งสามคนตรงหน้า
“ข้าก็ไม่รู้ว่านี่มันเรื่องอะไร...แต่ ข้าไม่คิดที่จะต่อสู้กับเด็กน้อยแบบพวกเจ้า” มารสวรรค์กล้าจากนั้นก็ยกมือขึ้น
วิชามารครองสวรรค์ เพลิงครองสวรรค์
เปลวเพลิงสีดำ ที่มีประกายสีขาวลุกโชนขึ้นมาภายในมือของมารสวรรค์ มารสวรรค์สะบัดมือเพียงครั้งเดียว กรงโลหิตมรณะก็ถูกเผาไหม้จน สลายหายไปในพริบตา ทั้งๆ ที่ภายในร่างกายของมารสวรรค์ตอนนี้ส่งพลังของจอมยุทธ์ออกมาเช่นเดียวกับพวก หลางจวิน เนี่ยซิน และ จงหมิ่น แต่ทั้งสามคนกลับรู้สึกว่าพลังของพวกเขาต่างกับมารสวรรค์ราวกับฟ้าและเหว ทั้งสามคนต่างไม่มีใครกล้าขยับตัวเลยแม้แต่น้อย
มารสวรรค์จ้องมองพวกเขาทั้งสามด้วยสายตาเย็นชา “ถือว่าพวกเจ้าฉลาดดีที่ยังไม่ยอม หันคมดาบใส่ข้า ไม่อย่างนั้น วันนี้คงเป็นวันตายของพวกเจ้า ฮือ?? ข้าสามารถสัมผัสได้ถึงเปลวเพลิงนกฟีนิกซ์” มารสวรรค์ที่กำลังจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มทั้งสาม หลังจากที่สามารถทำลายกรองโลหิตมรณะได้ มารสวรรค์ก็สามารถสัมผัสได้ถึงเปลวเพลิงอันร้อนแรงของเพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้าที่เฟิ่งหวงหยางชุนกำลังปลดปล่อยออกมาอย่างรุนแรงเพื่อต่อสู้กับกงซุนลี่ จากนั้นร่างของมารสวรรค์ก็พุ่งทะยานไปในตำแหน่งที่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังของเพลิงนกฟีนิกซ์
“ไม่อยากเชื่อ ขนาดข้าใช้อาคมสถิตร่าง สวมร่างของเทพอัสนีอยู่ ยังรู้สึกหวาดกลัวขนาดนี้” เนี่ยซินกล่าว สายตาที่จ้องมองมาของมารสวรรค์แทบจะทำให้สติของเนี่ยซินหลุดลอยไป จิตสังหารที่ควรพุ่งออกมาจากร่างกายนั้นรุนแรงมากเกินไป
“แย่ล่ะสิ! ทิศทางที่จะนั่งพุ่งไป คือทิศทางของเฟิ่งหวงหยางชุน ถ้าเป็นแบบที่อูหลินเฟิงเล่าเรื่องของมารสวรรค์ให้ฟัง มันจะต้องมีความแค้นกับคนจากราชวงศ์โชติช่วงแน่นอน” หลางจวินที่เห็นทิศทางการพุ่งตัวไปของมารสวรรค์กล่าวขึ้นมา แม้จะโล่งใจที่เจ้านั่นจากไปโดยที่ไม่ทำอะไรพวกเขา แต่ที่ๆ มารสวรรค์กำลังพุ่งไปก็คือจุดที่เฟิ่งหวงหยางชุนและกงซุนลี่กำลังปะทะกัน
“โถ่เอ๊ย!! ถ้าเป็นแบบนั้นก็มีแต่ต้องตามไปต่อสู้” เนี่ยซินกล่าว มารสวรรค์อุตส่าห์จากไปโดยไม่ต่อสู้ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาจะต้องไล่ตามไปเพื่อต่อสู้แทน
‘พวกเจ้าอยู่ตรงนั้น และฟื้นฟูลมปราณไปเถอะ’ แต่ก่อนทั้งสามคนจะพุ่งตัวตามไป เสียงของอูหลินเฟิงก็ดังขึ้นมาผ่านยันต์สื่อสาร
..
..
ปล.การนับปีในนิยาย
1* สหัสวรรษมนุษย์ คือยุคที่มนุษย์ครองโลกหลังจบยุคเทพมาร ผ่านมาแล้ว 1,025,203 ปี เท่ากับ สหัสวรรษที่1025 ปี203 ในนิยาย
ถ้าผมนับผิดก็สามารถบอกได้นะครับจะได้แก้ให้ถูกต้อง