ฉีกกระชากมิติ
โลกอมตะ ภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว มีเงาร่างของคนสี่คนยืนอยู่บนท้องฟ้า แต่ละคนอยู่ในชุดจีนโบราณที่เปล่งประกาย หรูหราอย่างหาใดมาเทียบเปรียบไม่ได้
“ศิษย์พี่ใหญ่ เมื่อไหร่ท่านอาจารย์จะมา?” ชายอ้วนคนหนึ่งในสี่เงาร่างถามขึ้น ขณะที่รู้สึกหวิวๆ จากสายลมอันเย็นชืดที่พัดผ่านมา
“รอ...” ชายผู้ถูกเรียกหาเป็นศิษย์พี่ใหญ่พูดออกมาเพียงคำเดียว เขามีรูปร่างสมส่วน ใบหน้าหล่อเหลา คล้ายบัณฑิตผู้คงแก่เรียน
“ถูกต้อง พวกเราต้องรอ ศิษย์น้องสามอย่าได้ถามอีกเลย” ชายอีกคนพูด เขามีรูปร่างซูบผอมเล็กน้อย
ชายอ้วนลังเล เขามองไปที่ชายรูปร่างซูบผอมครั้งหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้ “ข้าจะเชื่อท่าน ศิษย์พี่รอง”
“ศิษย์พี่ทั้งสาม พวกท่านมีความมั่นใจกี่ส่วนที่จะช่วยท่านอาจารย์เปิดมิติเพื่อกลับไปยังโลกของท่าน?” ชายคนสุดท้ายพูด ในจำนวนทั้งสี่คน เขาคือศิษย์น้องเล็ก
ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รองและศิษย์พี่สามต่างมองหน้ากัน อารมณ์แบบ ข้ามองเจ้า เจ้ามองข้า แต่กลับไม่มีใครกล้าตอบออกมาว่ามีความมั่นใจกันกี่ส่วน กลายเป็นว่าวงสนทนาถูกปิดลงโดยคำถามของศิษย์น้องเล็กเสียอย่างนั้น
จากการที่ไม่มีใครคนใดในพวกเขาตอบได้ มันก็แน่นอนว่าพวกเขาไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าไหร่นัก แม้ว่าการเปิดมิติไปยังที่ห่างไกลเพื่อย่นระยะเวลาในการเดินทาง จะทำได้ง่าย แต่การเปิดมิติเพื่อข้ามไปโลกอื่นหรือยุคสมัยอื่นกลับไม่ง่ายอย่างนั้น
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของโลกอมตะก็มีน้อยคนมากที่ทำสำเร็จ!
พอได้เห็นว่าไม่มีใครตอบออกมา ศิษย์น้องเล็กได้แต่ถอนหายใจ “เฮ้อ พวกท่านก็นะ แค่นี้ก็ยังตอบไม่ได้ เอาเถอะ ข้าเปลี่ยนคำถามก็ได้ พวกท่านเคยคิดที่จะไปกับท่านอาจารย์บ้างหรือไม่?”
ครั้งนี้ศิษย์พี่ใหญ่ตอบออกมาก่อนเพื่อน “ไป...”
คำตอบของเขายังคงเป็นคำเดียว เพียงเท่านี้คงจะดูออกกันแล้ว ว่าบุคลิกของเขาคือคนพูดน้อย
ศิษย์พี่รองลังเล ก่อนจะพยักหน้า “ไป แน่นอนว่าต้องไป ข้าก็อยากที่จะไปเห็นโลกที่อาจารย์จากมาเหมือนกัน”
ศิษย์พี่สามตบพุงของตัวเองเล็กน้อย หัวเราะขึ้นตอบ “ฮ่าฮ่า ย่อมต้องไป ไม่ไปไม่ได้”
“แล้วเจ้าล่ะศิษย์น้องเล็ก เจ้าคงจะไม่ได้บอกว่าจะไม่ไปหรอกนะ?” ศิษย์พี่รองถามคืนบ้าง
“ข้าไปอยู่แล้ว ข้าจะพลาดได้อย่างไร?” ศิษย์น้องเล็กรีบตอบ
“ดูนั่น ราชรถเทพธิดาหนี่ผิงหนิ”
ศิษย์พี่สามตาดีกว่าใครเพื่อน มองเห็นราชรถคันงาม มีม้าปีกหงส์สีขาวสองตัวลากลอยใกล้เข้ามา
สายตาของทุกคนมองไปในทันที ไม่นาน ราชารถก็ลอยเข้ามาใกล้
“อ้าวๆ นี่ไม่ใช่สี่ยอดเทพอมตะของป่าเร้นรับรึ?”
ทั้งสี่คนมองไปยังผู้ทักทาย ซึ่งเป็นสารถีผู้ควบคุมราชรถคันงาม สีหน้าของพวกเขาพลันกลายเป็นเหยเก
“ตาเฒ่าหยวน เจ้ายังไม่ตายอีกรึ?” ศิษย์น้องเล็กถามอย่างเบื่อหน่าย
ใบหน้าของสารถีเฒ่ากระตุกในทันใด เขาพยายามยิ้ม “เทพอมตะไป๋ ล้อข้าเล่นแล้ว ข้าจะตายได้อย่างไรกัน”
ศิษย์พี่สามไม่สนใจสารถีเฒ่า เขามองไปที่บานหน้าต่างราชรถ ซึ่งมีผ้าม่านสีสันสวยงามปกคลุมอยู่
“เทพธิดาหนี่ผิง ข้ารักท่าน ได้โปรดแต่งงานกับข้าด้วย!”
ศิษย์พี่ใหญ่ “.....”
ศิษย์พี่รอง “.....”
ศิษย์น้องเล็ก “.....”
สารถีเฒ่า “.....”
คนทั้งหมดต่างพูดไม่ออก ตกตะลึงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อได้พบเจอกับถ้อยคำไร้ยางอายของศิษย์พี่สาม
“ฮิฮิ คุณชายจิวช่างมีอารมณ์ขันเสียจริง” เสียงที่นุ่มนวลอ่อนโยน ไพเราะอย่างถึงที่สุดดังขึ้น พร้อมกับมีกลิ่นหอมสดชื่นลอยมา
ผ้าม่านสีสันสวยงามของราชรถค่อยๆ ถูกเปิดออก ใบหน้าสวยงามใบหน้าหนึ่งได้ยื่นออกมา ดวงตาคู่งามกินใจได้กวาดมองไปที่ทุกคน ก่อนหยุดลงที่ศิษย์พี่สาม
ศิษย์พี่สามถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะหนึ่งเมื่อได้สบตากับเทพธิดาหนี่ผิง ผู้เลอโฉม หนึ่งในสุดยอดความงามของโลกอมตะอย่างที่หาผู้ใดมาเปรียบเทียบได้ยาก
“ข้า...” ศิษย์พี่สามกำลังจะเปิดปากพูดอะไรบ้างอย่าง แต่กลับถูกเทพธิดาหนี่ผิงตัดบท
“ข้าต้องไปแล้ว ฝากคำทักทายคารวะให้แก่อาจารย์ของพวกท่านด้วย”
เมื่อสิ้นเสียงไพเราะเสนาะหู ม่านก็ถูกปิดลง
สารถีเฒ่าหัวเราะหึๆ บังคับราชรถจากไปไกล
มองส่งราชรถ ศิษย์พี่รองอดไม่ได้ที่จะถาม “เจ้าสาม เกิดบ้าอะไรขึ้นกับเจ้า?”
อีกสองคนแม้จะไม่ได้ถามออกมา แต่ก็เห็นได้ว่าพวกเขากำลังรอฟังคำตอบอยู่เหมือนกัน เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นศิษย์พี่สามขอใครแต่งงานอย่างปุ๊บปั๊บแบบนี้มาก่อนเลย
ใบหน้าของศิษย์พี่สามแดงขึ้นเล็กน้อย เขาไอออกมาอย่างเกอเขิน “คะ...คือว่า ข้าคิดว่าไหนๆ ก็จะติดตามท่านอาจารย์ไปแล้ว ข้าก็เลยทดลองเสี่ยงขอเทพธิดาหนี่ผิงแต่งงานดูก็เท่านั้น”
ศิษย์น้องเล็กตาโต “ศิษย์พี่สามท่านช่างร้ายกาจ! ท่านคงจะคิดว่าถ้าเทพธิดาหนี่ผิงตกลง ท่านจะไม่ไปกับพวกเราสินะ!”
ถูกศิษย์น้องเล็กมองออกมาเช่นนี้ ใบหน้าของศิษย์พี่สามก็เห่อร้อนขึ้นมา เขาได้แต่หัวเราะอย่างแหบแห้งออกมา
ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองต่างก็พูดไม่ออก หน้าของศิษย์น้องสาม ช่างหนายิ่งนัก
“ท่านอาจารย์มาแล้ว...” ศิษย์พี่ใหญ่สัมผัสรับรู้ได้ถึงการมาของอาจารย์ตัวเอง
ทั้งหมดมีท่าทีสำรวมตนในทันใด ต่อหน้าอาจารย์ พวกเขาไม่กล้าเล่นลิ้นใดๆ เนื่องจากหากว่าไม่มีอาจารย์ ก็ไม่มีพวกเขาในวันนี้
ชายหนุ่มในชุดสีขาวสมถะเรียบง่ายเดินผ่านอากาศเข้ามา เขาก้าวมาไม่กี่ก้าว ก็มาถึงจุดที่พวกศิษย์ทั้งสี่คนอยู่ ใบหน้าของเขาไม่ได้หล่อเหลา แต่ก็ไม่ขี้เหร่ เรียกได้ว่าเขาจัดอยู่ในหมวดหมู่ผู้ชายที่มีหน้าตาธรรมดาๆ
ทั่วร่างปราศจากกลิ่นอายแข็งแกร่ง ราวกับว่าเขาเป็นคนธรรมดาอย่างไรอย่างนั้น
อย่างไรก็ตาม ในแวดวงของผู้แข็งแกร่งของโลกอมตะ ไม่มีใครที่จะกล้ามองเขาเป็นคนธรรมดาทั้งนั้น เนื่องจากสถานะของเขาสูงส่งยิ่ง เป็นถึงหนึ่งในห้านิรันดร์กาลของโลกอมตะแห่งนี้!
นิรันดร์กาล ซึ่งเป็นพื้นฐานฝึกตนระดับสูงสุดของโลกอมตะแห่งนี้!
“ฉินอี้ หวังมู่ จิวตี้ ไป๋ฮ่าว พวกเจ้าเตรียมพร้อมที่จะส่งข้าข้ามไปรึยัง?” หลินเฉินถามบรรดาลูกศิษย์ทั้งสี่คนของเขา
“พวกเราเตรียมพร้อมแล้วขอรับท่านอาจารย์” ทั้งสี่คนพยักหน้าตอบ
“เช่นนั้นก็เริ่มได้” หลินเฉินไม่ต้องการเสียเวลา ใครจะรู้ว่าเขารอคอยเวลานี้มานานมากแค่ไหน
มันเป็นเวลาหมื่นปีแล้วที่เขาถูกส่งข้ามมิติมายังโลกอมตะ ต้องใช้ชีวิตในโลกที่โหดร้ายแห่งนี้ ฝ่าฟันอุปสรรคมากมายนับไม่ถ้วน กว่าที่จะกลายเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งทรงพลังที่สุดในโลกอย่างนิรันดร์กาล
ศิษย์พี่ใหญ่ฉินอี้ไม่ลังเลที่จะกางสองฝ่ามือออก เขาเปิดใช้ค่ายกลบดบังสวรรค์ในทันที
รอบด้านกลายเป็นถูกปกคลุมด้วยผลึกแก้วเจ็ดสีที่สวยงาม
หลินเฉินพยักหน้าให้อย่างพึงพอใจ เพียงเท่านี้ก็จะไม่มีผู้คนภายนอก รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรกัน เขาไม่รอช้า ระเบิดพลังระดับนิรันดร์กาลออกมาทั้งหมด รอบด้านสั่วไหวสั่นสะเทือนไปหมด
หลินเฉินยื่นมือออกไปฉีกกระชากมิติให้เปิดออก หันมายิ้มให้พวกลูกศิษย์ครั้งหนึ่ง “ลาก่อนเหล่าศิษย์รักของข้า”
พลันกระโดดหายลับไปในช่องว่างมิติ
ศิษย์ทั้งสี่คนมองหน้ากัน ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว กระโดดติดตามเข้าไป
พริบตาเดียว ช่องว่างมิติก็ถูกปิดลง พร้อมกับค่ายกลที่มลายหายไป!
จบบทที่ 1