บทที่ 39
ภายในหอสมุดแห่งปัญญาสาขาหมู่บ้านเบรูอินมีสภาพไม่ต่างจากที่ลินัสมากนัก รอบข้างล้วนรายล้อมด้วยตู้หนังสือมากมายผสมปนเปไปกับรากไม้เลื้อยขนาดใหญ่ ผิวน้ำที่เจื่องนองไม่ได้ทำให้รองเท้าของเขาเปื้อนน้ำเลยแม้แต่น้อย ต่างกันตรงที่ที่นี่มีร่างแยกของไกอัสประจำอยู่เพียงตนเดียว
ขนาดภายนอกไม่สามารถตัดสินสิ่งที่อยู่ภายในได้ ในหอสมุดแห่งปัญญาเปรียบเสมือนโลกอีกใบที่มีลักษณะแตกต่างและมีระบบนิเวษณ์เป็นของตัวเองครั้งแรกที่มาใช้บริการเขาไม่ทันสังเกตุแต่เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่เกือบถูกฆ่าภายใต้อะไรบางอย่าที่มีความคล้ายคลึงกัน
“ดินแดนจินตภาพ?”
เด็กหนุ่มพึมพำหลังจากทดลองอ่านกระแสพลังเวทมนต์ของหอสมุดแห่งปัญญา แม้ดินแดนจินตภาพแห่งนี้จะไม่ได้ถูกสร้างเพื่อหมายมั่นเอาชีวิตใครแต่ในแงของกระแสพลังเวทย์และบรรยากาศก็คล้ายคลึงกับขุนเขาวงกตราตรีสนทยาอยู่ไม่ใช่น้อย
หากกหนดเกรดให้กับดินแดนจินตภาพ ขุนเขาวงกตราตรีสนทยานั้นเอเลนยกให้เป็นเกรด B และหอสมุดแห่งปัญญาคือดินแดนจินตภาพเกรด Ex ที่เหนือกว่าทั้งในแง่ขอบเขตและพลัง ยังไม่รวมที่ไกอัสสามารถกางดินแดนจินตภาพเอาไว้ในเมืองหลายรอบหลายพันเมืองได้ตลอดนับหมื่นปี แต่ที่เอเลนยกให้ที่นี่เหนือกว่าขุนเขาวงกตราตรีสนทยาชนิดทิ้งกันไม่เห็นฝุ่นก็คือการไม่รู้สึกถึงการคุกคาม
คนอื่นอาจจะมองว่านี่คือเรื่องเล็กแต่เอเลนที่ใช้ประสาทสัมผัสเป็นหลัก การถูกหลอกลวงประสาทสัมผัสถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่งแม้สมองจะสั่งให้ระแวดระวังแต่รสัญชาติญาณกลับตอบสนองในอีกแนวทางนึงอาจทำให้การเคลื่อนไหวของเขาช้าลงเล็กน้อย ในการต่อสู้กับคนที่อ่อนแอกว่าอาจจะไม่เป็นไรแต่หากต่อสู้กับคนี่เท่าเทียมหรือเหนือกว่าข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆอาจนำมาซึ่งจุดจบ
“...ถึงจะไม่เคยบอกใครมาก่อนแต่นี่ก็คือดินแดนจินตภาพหอสมุดแห่งภูมิปัญญา ไม่ได้เอาไว้สำหรับต่อสู้หรอกนะเพราะจุดเด่นของมันก็คือเพิ่มความเร็วการฟื้นฟู อัตราไหลเวียนของพลังเวทมนต์ รวมถึสามารถร่ายซ้อนทับกันโดยใช้พลังเวทย์ธรรมชาติมาหนุนเสริม”
ไกอัสอธิบายเมื่อเอเลนดูจะให้ความสนใจดินแดนจินตภาพมากกว่าของว่าที่เขาเตรียมเอาไว้ให้ เอเลนหยิบชาขึ้นจิบหนึ่งคำตามมารยาทก่อนจะถามขึ้น
“เท่ากับว่าหากผมฝึกวิชาในนี้ ระดับทักษะจะขึ้นเร็วกว่าโลกภายนอก?”
“ก็ไม่ถูกซักทีเดียว แค่ที่นี่ช่วยกระตุ้นให้ทักษะเติบโตเร็วขึ้นเล็กน้อย น้อยคนนักที่จะสังเกตและวกกลับมาเพื่อใช้บริการอีกครั้งแบบเจ้า”
ไกอัสหัวเราะหากมันง่ายแบบนั้นเขาก็งไม่ต้องมานั่งเหงาอยู่ในหอสมุดนานๆหรอก ปัจจัยสำคัญที่สุดที่กระตุ้นให้ทักษะถูกยกระดับประกอบด้วยปัจจัยสามส่วนนั่นคือ ความพยายาม สภาพแวดล้อม และประสบการณ์ เอเลนได้รับทั้งสามสิ่งพร้อมกันตั้งแต่ครั้งที่เข้ามา
เมื่อคิดได้ดังนั้นเอเลนก็หลับตากำหนดจิตใช้จิตใจชักนำพลัง โมบิอุสสิบสองวงที่มีกลิ่นอายเก่าแก่โบราณเริ่มชักนำพลังเวทย์แห่งกาลเวลาออกมาจากกาลอนันต์ เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนใบหน้าหลังจากที่เขาพยายามจะโคจรมันไปตามร่างกายแต่แล้วพลังเวทย์ก็ตีกลับจนสลายไป
“....ไม่ไหวจริงๆด้วยแฮะ”
เอเลนพูดออกมาเบาๆโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าหากมันง่ายเช่นนั้นจริงเขาคงทำสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาแล้ว ใบหน้าของเด็กหนุ่มฉายแววขบคิดก่อนจะพูดขึ้น
“การใช้พลังแห่งการเวลานั้นแบ่งออกเป็นสี่ขั้นตอน ขั้นที่หนึ่งให้โมบิอุสสิบสองลำดับแรกคอยดึงพลังออกมาจากกาลอนันต์ ขั้นตอนที่สองชักนำพลังโดยต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปโดนวงจรเวทมนต์ สามใช้ทักษะเพื่อดึงพลังเวทมนต์กาลเวลาไปใช้งานจริง และสี่ต้องควบคุมทั้งสามขั้นตอนแรกให้แสดงผลในจังหวะที่ดีที่สุด”
ที่เอเลนหลีกเลี่ยงที่จะใช้เวทมนต์ชนิดนี้แม้ประสิทธิ์ภาพของมันจะยอดเยี่ยมก็เพราะความยากในการใช้งานของมัน เมื่อเทียบกันแล้วพลังประสิทธิ์ศาสตรามีขั้นตอนไม่จุกจิกขนาดนี้เหมือนกับว่าเอเลนสามารถเดินไปตักน้ำจากบอกมาใช้งานได้เลยไม่เหมือนพลังเวทย์กาลเวลาที่เขาจะต้องใช้คนที่ไม่มีความระมัดระวังไปตักน้ำจะมีโอกาสมากมายที่น้ำจะหกอย่างเสียเปล่า
“เจ้าสามารถเรียกใช้พลังแห่งกาลเวลาต้องใช้เวลามากกว่า 1 วินาทีแต่กับพลังประสิทธิศาสตราเจ้าใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีรู้มั้ยว่าเพราะอะไร”
ไกอัสถอนสายตาจากเอเลนมองเพียงแวบเดียวเขาก็เข้าใจปัญหาของเอเลนทั้งหมดในทันทีและคิดวิธีแก้เอาไว้แล้วเช่นกัน แต่เอเลนคือคนที่ต้องค้นหาคำตอบให้พบด้วยตัวเองหากไม่เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็จะไม่เกิดการพัฒนา เอเลนครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก่อนจะตอบว่า
“ตามปกติแล้ววิธีการใช้พลังเวทย์จะต้องดึงพลังผ่านทางวงจรเวทมนต์แต่กับพลังแห่งกาลเวลาผมใช้วิธีลัดดึงพลังมาจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเองดังนั้นคำตอบของคำถามก็คือเพราะผมไม่มีวงจรเวทมนต์แห่งกาลเวลา”
ไกอัสดีดนิ้วดังเปาะก่อนจะพูดเสริม
“ถูกต้อง พลังที่ดึงมาใช้จากผู้อื่นจะดีกับพลังที่เป็นของตัวเองได้ยังไง”
“ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่ผมต้องทำต่อไปคือสร้างวงจรเวทย์”
เอเลนพูดขึ้นด้วยสีหน้าตึงเครียดเพราะใครๆก็รู้กันดีว่าร่างกายมนุษย์สารถบรรจุวงจรเวทมนต์ได้เพียงหนึ่งชนิด ในอดีตเคยมีคนคิดลองดีด้วยปลูกวงจรเวทมนต์พร้อมกันนสองชนิดซึ่งนอกจากจะล้มเหลวแล้วร่างกายยังพิกลพิการไม่สามารถใช้เวทนต์ได้อีกตลอดชีวิต
“หึหึ ไม่ต้องเครียดขนาดนั้น หากไม่ใช่ธาตุที่ขัดแย้งกันเจ้าสามารถปลูกวงจรเวทมนต์ซ้ำเป็นครั้งที่สองได้”
ไกอัสกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆเพราะธาตุโลหะนั้นมีความยืดหยุ่นสูงมากโดยเนื้อแท้แล้วธาตุที่ขัดแย้งมีเพียงธาตุไฟเท่านั้น แต่ลังแห่งกาลเวลาไม่ใช่ธาตุปกติที่มีอยู่ในสารระบบเป็นธาตุที่มีความเป็นเอกเทศน์สูงเหมือนกันกับธาตุแสงสว่างและความมืดเพียงแต่มีความลี้ลับและไม่เป็นที่รู้จักเท่า
“หากที่ท่านพูดเป็นความจริง งั้นปัญหาก็คือธาตุกาลเวลาน่าจะมีพลังมากเกินไปจนร่างกายของผมไม่น่าจะรับรองไหว”
เมื่อได้ยินดังนั้นไกอัสก็ขมวดคิ้ว
“เจ้านี่ซื่อบื้อกว่าที่คิดนะ ครอบครองฉายาผู้ควบคุมห้วงเวลาอยู่จะไปกลัวอะไร”
ไกอัสกล่าวพลางเหล่มองกาลอนันต์ที่ห้อยอยู่บนคอของเด็กหนุ่มแล้วคิดในใจ
ต่อให้เจ้าเป็นอะไรไปจริง พวกนางคงหาทางช่วยเจ้าจนได้นั่นแหละ
“เอาเป็นว่าข้ารับประกันว่าปลอดภัยแน่นอน อีกอย่างร่างกายเจ้าก็แข็งแกร่งพอที่จะรองรับพลังอยู่แล้ว มาเริ่มพิธีกรรมกันเถอะ”
ไกอัสตัดบทพร้อมดีดนิ้วชั้นหนังสือแหวกออกเป็นทางก่อนที่จะวงเวทย์จะผุดขึ้นใต้เท้า เอเลนที่มีความทรงจำเป็นรูปภาพย่อมขมวดคิ้วอย่าแปลกใจ
“นี่มันไม่เหมือนกันครั้งที่แล้วนี่ครับ”
“ถูกต้อง การจะปลูกวงจรเวทย์แห่งกาลเวลาใช้วิธีการปกติไม่ได้หรอก ข้าจะอัญเชิญสายธารกาลนทีออกมาแล้วปล่อยให้ที่เหลือเป็นหน้าที่ของโมบิลอุสพวกมันทั้งสิบสองล้นเกิดมาเพื่อการนี้”
“ท่านรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรก ทำไมถึงเพิ่งมาบอกเอาป่านนี้”
เอเลนถามขึ้นไม่ใช่เพราะอยากตำหนิแต่เพราะความสงสัย ทำไมอีกฝ่ายทำอะไรอ้อมค้อมและยุ่งยากเช่นนี้ ไกอัสเข้าใจเจตนาของคำถามและชี้มาที่ตัวของเอเลน
“ในตอนนั้นร่างกายของเจ้ายังไม่พร้อม ขืนเข้าไปในสายธารกาลนทีทั้งแบบนั้นต่อให้มีฉายาผู้ควบคุมห้วงเวลาก็ตามเจ้าก็จะถูกกาลเวลาที่แปรผันไปมาไม่มีที่สิ้นสุดฉีกเป็นชิ้นๆ”
ฉายาผู้ควบคุมห้วงเวลาช่วยให้ผู้ครอบครองไม่ได้รับผลเสียจากการใช้เวทมนต์กาลเวลาก็จริงแต่สายธารกาลนทีนั้นเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคกำเนิดโลกเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมต่อให้เป็นผู้ใช้เวทย์กาลเวลาระดับสูงสุดก็ไม่อาจแตะต้องสายธารกาลนทีได้
ต่อให้มีพวกนางคุ้มครองอยู่ก็ตาม
“เข้าใจแล้ว เริ่มได้เลยครับ”
ไกอัสพยักหน้าก่อนที่จะประกบมือทั้งสองข้างจนเกิดเสียงดัง ดินแดนจินตภาพถูกพลังที่แข็งแกร่งเคลือบเอาไว้จนห้องสมุดถูกย้อมไปด้วยโทนสีหม่นเอเลนขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย
“ข้าแค่ป้องกันดินแดนจินตภาพเอาไว้น่ะ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า”
เทพเจ้าแห่งเวทมนต์เริ่มอธิบาย
“การอัญเชิญสายธารมหานทีโดยปกติแล้วไม่สามารถกระทำได้แม้จะใช้พลังทั้งหมดของข้าหรือเทพเจ้าหน้าไหนก็ตาม มันเป็นกฏเกณฑ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยสิ้นเชิงต่อให้ตะโกนจนขอแหบถ้าไม่ต้องการจริงๆมันก็จะไม่ปรากฏตัว ในกรณีนี้ข้าใช้วิธีการพลิกแพลงโดยอาศัยสิ่งที่เป็นสื่อกลางซึ่งในที่นี้คือเจ้ากับกาลอนันต์”
“ต่อให้อัญเชิญสำเร็จจริง พลังมหาศาลของสายธารจะบดขยี้ดินแดนจินตภาพของข้าจนราบคาบไม่ใช่แค่ที่นี่แต่เป็นทุกๆดินแดนจินตภาพหอสมุดแห่งปัญญา ที่เจ้าเห็นก็คือข้าใช้เวทมนต์หลายพันชนิดทับซ้อนกันเพื่อป้องกันการรั่วไหลของสายธาร”
ไกอัสกล่าวออกมาแม้จะดูเหมือนว่าง่ายแต่ความจริงกลับซับซ้อน ในประวัติศาสตร์ต่อให้เป็นคลาสมหาจอมเวทย์ในตำนานก็สามารถใช้เวทมนต์ซ้อนทับได้เพียงห้าร้อยชนิดทั้งยังใช้เวลาร่ายนานเป็นสัปดาห์แต่ไกอัสกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเนรมิตการใช้เวทมนต์ที่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ไปไกล
แม้อาจจะดูเหมือนว่าเพียงพอแต่ไกอัสไม่สบายใจแม้แต่น้อยที่ต้องมาอัญเชิญสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้อย่างสายธารมหานที แต่หน้าที่ของมันคือการชี้นำให้ผู้ที่เหมาะแข็งแกร่งขึ้นจึงไม่ลังเลที่จะแอบสลับร่างจริงของตัวเองมาไว้ที่นี่เป็นที่เรียบร้อยแล้วเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
“ถ้าท่านยังกังวลขนาดนี้แล้วผมจะไม่เป็นอะไรเหรอครับ”
เอเลนถามขึ้นด้วยสีหน้าที่เริ่มแสดงถึงความกังวลแต่ไกอัสกลับหัวเราะแล้วกล่าวยืนยันอย่างหนักแน่น
“ไม่ต้องห่วงไป ว่ากันตามตรงเจ้าน่ะมีกาลอนันต์อยู่ปลอดภัยกว่าตัวข้าซะอีก”
พูดจบไกอัสก็ประกบมืออีกครั้งคราวนี้วงแหวนใต้เท้าของเด็กหนุ่มก็ส่องแสงสีขาวสลับดำพร้อมกับเหงื่อเม็ดโตที่ผุดขึ้นตามใบหน้าของเทพเจ้าแห่งเวทมนต์ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากสบายๆเป็นเคร่งเครียดแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนโดยที่เด็กหนุ่มไม่ทันสังเกตุร่างของไกอัสพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างมหาศาล
ร่างที่เคยสูงเท่าเด็กชายบัดนี้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นชายหนุ่มสูงกำยำสวมใส่ด้วยอาภรณ์หรูหราราวกับจอมปราชญ์ ใบหน้าหล่อเหลาดวงตาแฝงด้วยประกายแห่งการรู้แจ้งทุกสรรพสิ่งฉายออกมาจากดวงตา ไม่นานนักพลันมีใบหน้าแบบเดียวกันปรากฏที่เบื้องซ้ายและขวาในสภาพหันออกจากร่างกายเช่นเดียวกับแขนที่ถูกแยกออกเป็นหกข้างราวกับพระพรหมเสด็จมาเยือน
ริมฝีปากทั้งสามสวดพึมพำเป็นภาษาที่แปลกประหลาดแขนทั้งหกข้างทำเป็นท่าสัญลักษณ์ที่แตกต่างกัน ไกอัสงัดเอาเทคนิคการร่ายเวทมนต์ระดับสูงสุดของตนออกมาใช้งานโดยไม่หวงแหน เพราะทุกครั้งที่วงวนแหวนอัญเชิญสายธารขยับมันมักจะฝากรอบแผลไว้ที่ห้วงอากาศราวกับจะฉีกห้วงมิตินี้ออกจากกัน
ไกอัสร่ายเวทย์อัญเชิญ พร้อมไปกับการผสานห้วงมิติที่ฉีกขาดไปพร้อมกับเสริมพลังการป้องกันไปด้วยพลังเวทย์มหาศาลถูกสูออกไปไม่หยุดหากเป็นคนธรรมดาคงล้มตั้งแต่สองวินาทีแรก ก้นบึ้งพลันที่แท้จริงของไกอัสนั้นยากแท้หยั่งถึง ผ่านไปสามสิบวินาทีวงแหวนก็ลอยอยู่สูงขึ้นไปราวสิบเมตรพร้อมเปล่งพลังที่มากเกินจินตนาการผ่านรอยแยกเล็กๆที่เริ่มปรากฏ
ใบหน้าของเอเลนยังคงสงบนิ่งแม้จะเผชิญหน้ากับพลังมหาศาลแต่เอเลนกลับรู้สึกอบอุ่นคล้ายกับคุ้นเคยกับต้นกำเนิดพลังนี้เป็นอย่างดี
แคว่ก!
ทันใดนั้นเองรอบแยกเล็กพลันแผ่ขยายลุกลามหากไกอัสไม่จำกัดมันเอาไว้ด้วยเวทมนต์มันคงแผ่ขยายกินพื้นที่ทั้งหมด เมื่อจ้องเข้าไปจะพบกับแม่น้ำสีฟ้าสายหนึ่งที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าที่อยู่ห่างไกลออกไป มันทั้งงดงามและเปี่ยมไปด้วยความพิศวง
“ที่นั่นคือทางเดินห้วงมิติสถานที่อันเป็นที่ตั้งของการบรรจบกันของห้วงเวลาต่างๆโดยมีสายธารกาลนทีไหลผ่าน ไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด”
ไกอัสพึมพำแม้ใบหน้าอื่นของเขากำลังร่ายเวทย์ใบหน้าของเขาเคร่งเครยดกว่าที่เคยเพราะกำลังจะถึงขั้นตอนที่สำคัญที่สุด
“กำหนดจิตของเจ้าให้ดี จำเอาไว้ว่าเจ้าต้องารน้ำจกสายธารแค่หยดเดียวเท่านั้น ถ้าน้อยไปการปลูกวงจรเวทมนต์จะล้มเหลวแต่ถ้ามากเกินไปห้วงมิตินี้จะฉีกขาดและเราจะซวยกันหมด”
เอเลนหยักหน้าด้วยใบหน้าที่จริงจังไม่แพ้กัน โดยไม่ต้องให้ไกอัสบอกมือของเขาก็คว้ากาลอนันต์และยื่นออกไปโดยไม่รู้ตัว ตอนนั้นเองที่แม้น้ำสีฟ้าที่ลอยอยู่กลางหาวเริ่มตอบสนองก่อนที่มันจะกลั่นน้ำออกมาหยดหนึ่งออกมา หยดน้ำอัดแน่นไปด้วยพลังแห่งกาลเวลาที่เข้มข้นลอยออกมาจากรอยแยกของมิติในที่สุด
[ท่านได้รับ หยาดแห่งกาลนที 1 ชิ้น]
ไกอัสไม่สนใจรอดูผลรีบใช้พลังทั้งหมดเพื่อปิดกั้นประตูมิติทันทีที่ได้สิ่งที่ต้องการ รอยแตกถูกสมานพร้อมกับที่พลังอันมหาศาลได้หายไปอย่างไร้ร่องลอย หยุดน้ำสีฟ้ากระจ่างใสลอยมาอยู่ที่ผ่ามือของเอเลนอย่างสงบ ดวงตาสีทับทิมจ้องมันอย่างหลงใหลจนไกอัสรีบร้องห้าม
“อย่าคิดจะตรวจสอบอะไรก็ตามที่อยู่เหนือสามัญสำนึก บางอย่างไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรจะรู้”
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมตรวจสอบมัน?”
“...สถานเบาเสียสติ แต่ถ้าสถานหนักเจ้าจะถูกทำลายลึกไปจนถึงดวงวิญญาณ”
ไกอัสตอบพลางปาดเหงื่อร่างกายกดลงเหลือเท่าขนาดปกติแม้การอัญเชิญจะจบลงไปแล้วแต่เทพเจ้าแห่งเวทมนต์ยังไม่คลายความกังวลจึงเลือกที่จะไม่ปลดเวทมนต์ป้องกันออกทั้งยังจับจ้องหยุดน้ำในมือของเอเลนอย่างไม่ให้ละสายตา
แม้จะเรียกว่าหยดน้ำแต่สิ่งที่อยู่ในมือของเด็กหนุ่มต้องเรียก่าผลึกรูปหยดน้ำจึงจะถูกกว่า เห็นชิ้นเล็กๆแบบนี้อาจจะดูเหมือนน้อยเมื่อเทียบกับขนาดร่างกายของเขาแต่อย่าได้ดูถูกรูปลักษณ์ของมันเด็ดขาด หากเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เอเลนสุ่มสี่สุ่มห้าไปแตะต้องละก็จะถูกกระแสพลังแห่งกาลเวลาดูดเอาอายุขัยขงสิ่งนั้นไปจนถึงแก่ความตาย
“หมดหน้าที่ของข้าแล้ว รีบกลืนมันเข้าไปซะข้าจะไปพักผ่อน”
เมื่อเห็นว่าตรงนี้ไม่มีที่ให้ตนแล้วไกอัสก็รีบผละจากไป แม้ดินแดนจินตภาพหอสมุดแห่งปัญญาจะถูกออกแบบมาให้สำหรับการฟื้นฟูแต่ก็ไม่อาจเติมบ่อมานาที่กว้างใหญ่ดุจมหาสมุทรของเทพเจ้าแห่งเวทมนต์ได้เร็วทันใจนัก เขาจึงรีบหลบฉากไปเพื่อใช้เวทมนต์ลับกระต้นการฟื้นตัวของมานา
เอเลนถูกปล่อยเอาไว้ตามลำพังอีกครั้งทรุดกายลงนั่งท่าขัดสมาธิก่อนจะพินิจผลึกรูปหยดน้ำในมือ แม้ตอนแรกจะดูเป็นเหมือนผลึกสีฟ้าสดใสแต่เมื่อลองพลิกไปมาก็พบว่ามันเปลี่ยนสีไปทุกครั้งที่เปลี่ยนมุมมองเมื่อไม่มีสานธารกาลนทีเขาก็สัมผัสพลังของมันไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยว
“ต้องกินจริงๆสินะ”
เอเลนบ่นพึมพำก่อนจะชั่งใจคู่หนึ่ง เขาเลือกที่จะถอดกาลอนันต์วางเอาไว้ข้างกายก่อนจะโยนผลึกที่กลั่นออกมาจากสายธารกาลนทีเข้าปาก
[ท่านรับ หยาดแห่งกาลนที เข้าสู่ร่างกาย ท่านไม่อาจใช้พลังชนิดอื่นได้ชั่วคราว]
[วงจรเวทมนต์ หยุดการทำงานชั่วคราว]
[เริ่มต้นกระบวนการหลอมรวม]
[โมบิอัสลำดับที่หนึ่งถึงสิบสองถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับไหล]
ผลึกรูปหยดน้ำเลื่อนลงมาที่กระเพาะอาหารก่อนจะหลอมละลายปลดปล่อยพลังที่มีกลิ่นอายเก่าแก่โบราณแทรกตัวผ่ายผนังกระเพาะอาหารตรงไปยังที่ที่มีโมบิอัสทั้งสิบสามสถิตย์อยู่ เอเลนที่ไม่สามารถใช้วงจรเวทมนต์ได้เขาไม่ได้รับรู้ถงการเปลี่ยนแปลงภายในเลยแม้แต่น้อย
โมบิอุสลำดับหนึ่งถึงสิบสองเมื่อถูกกระตุ้นวงแหวนทั้งสิบสองได้ผุดออกมาจากร่างกายโดยมีตัวแป็นเหมือนสูญกลาง วงแหวนสีขาวและดำอย่างละหกวงเปล่งแสงราวกับกำลังยินดีพร้อมทั้งชักนำแห่งกาลเวลาให้ไหลไปทั่วร่างกายกวาดผ่านวงจรเวทมนต์เดิมโดยไม่ทำให้มันเสียหายเอเลนรู้สึกเหมือนมีสายลมอุ่นๆพัดผ่านร่างกายเท่านั้น
[ทำการสำรวจร่างภาชนะเสร็จสิ้น]
[ท่านครอบครองค่าสถานะระดับสูง ตรงตามเงื่อนไขของ พลัง]
[ท่านครอบครองกาลอนันต์ ตรงตามเงื่อนไขของ ผู้ถูกเลือก]
[เริ่มต้นกระบวนการปลูกวงจรเวทมนต์]
ทันใดนั้นเองพลังเวทย์ที่มีกลิ่นอายเก่าแก่โบราณก็ควบรวมกันบริเวณหัวใจก่อนจะแตกกกิ่งก้านออกชอนไชไปตามรายกายโดยไม่ขัดแย้งกับวงจรเวทมนต์เดิม วงจรเวทมนต์ไร้สีที่ยากจะมองเห็นค่อยๆถูกประทับลงในร่างกายอย่างช้าๆเคียงคู่มากับวงจรเวทมนต์สีเงินวาว
[การปลูกวงจรเวทมนต์ เสร็จสิ้น]
[เนื่องจากท่านมีวงจรเวทมนต์อยู่แล้ว รายละเอียดของทักษะจึงมีการเปลี่ยนแปลง]
[ทักษะวงจรเวทมนต์ ระดับ 1 ถูกเปลี่ยนเป็น วงจรเวทมนต์ฟ้าดินเคียงคู่ ระดับ 1]
[ค่าสถานะสติปัญญาเพิ่มขึ้น 400 แต้ม]
[ค่าสถานะสติปัญญาเพิ่มขึ้น 600 แต้ม จากการดูดซับหยาดกาลนที]
[ได้รับค่าพลังเวทมนต์เพิ่มขึ้น 6000 หน่วย]
[ท่านได้รับทักษะใหม่ เวทมนต์พื้นฐานกาลอนันต์]
[กาลอนันต์บรรลุเงื่อนไข ได้รับนามที่แท้จริง ดาราหายนะ แอนทาเรส]
[ท่านสามารถใช้เวทมนต์กาลเวลาได้โดยไม่ต้องดึงพลังจากกาลอนันต์]
[ความเข้าใจในกาลเวลาเพิ่มมากขึ้น รายละเอียดทักษะบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลง]
[ท่านมีสิทธิ์เรียนเวทมนต์ธาตุแสงสว่างและความมืดได้ทุกชนิดโดยไร้เงื่อนไข]
[ค่าความต้านทานพลังธาตุแสงเพิ่มขึ้น 25%]
[ค่าความต้านทานพลังธาตุแสงเพิ่มขึ้น 25%]
เสียงของโลกดังขึ้นไม่หยุดแม้จะยินดีที่เขาสามารถใช้พลังกาลเวลาได้ด้วยตัวเองแล้วสังเกตุได้จากการที่ใช้เพียงความคิดก็สามารถชักนำพลังแห่งกาลเวลามาใช้ได้อิสระ ถึงจะแปลกใจที่สามารถใช้เวทมนต์ธาตุแสงแความมืดได้ด้วยเป็นของแถมก็ตาม
ดวงตาสีทับทิมปรือตาขึ้นอีกครั้งก็ต้องพบกับความประหลาดใจเมื่อภาพโดยรอบไม่ใช่หอสมุดแห่งปัญญาแต่คือพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่มีผืนดินให้เหยียบทั่วทั้งโลกที่เขากำลังมองด้วยตาคู่นี้มีเพียงท้องฟ้าที่ถูกย้อมด้วยสีขาวและสีดำอย่างละครึ่งเอเลนเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
“ที่นี่ที่ไหน?”
เด็กหนุ่มพึมพำโดยไม่คาดหวังคำตอบนักก่อนที่ท้องฟ้าทั้งสองฝั่งจะเปล่งแสงพร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีสองนาง ทั้งสองปรากฏกายต่อหน้าเด็กหนุ่มดวงตาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้ฉายแววตกตะลึงเป็นครั้งแรกเพราะตั้งแต่เกิดมาเขาไม่พบใครที่ทำให้มาตรฐานความงดงามของเขาต้องสั่นคลอนเช่นนี้มาก่อน
หากเปรียบให้เซลีนและลูน่าคือดอกไม้งามสตรีแปลกหน้าทั้งสองคนนั้นกลับมาความงดงามเหนือล้ำไปกว่านั้นไกลโข เป็นความงามที่เอเลนเชื่อว่าไม่มีมนุษย์หรือสิ่งมีชวิตหน้าไหนได้ครอบครองแม้แต่เทพีเซเลสเทียร์ที่เอเลนคิดว่าสวยแล้วยังไม่อาจเทียบได้กับความงามของทั้งสอง
สตรีเบื้องซ้ายคือสตรีเจ้าของเรือนผมสีทองราวกับตะวันดวงน้อยๆดวงตากลมโตสีบุษราคัมจับจ้องมาที่เอเลนด้วยความรักใคร่อย่างหาที่สุดไม่ได้ ผิวกายขาวผ่องริมฝีปากน้อยๆค่อยๆขยับยกยิ้มอย่างอ่อนโยนใบหน้างามแดงเรื่อราวกับดรุณีน้อยที่กำลังเขินอาย สวมใสด้วยชุดราตรีสีขาวบริสุทธิ์พาดจากไหล่ซ้ายลงมือผ่านเรือนร่างที่สมบูรณ์แบบ
เบื้องขวาคือสตรีเจ้าของเรือนผมสีดำขลับและดวงตาสีอเมธิสที่แม้ร่างกายจะแผ่บรรยากาศเหมือนกำลังโดดเดี่ยวแต่ดวงตาที่เธอใช้จ้องมองเอเลนนั้นกลับร้อนแรงไม่แพ่สตรีชุดขาว ผิวกายขาวผ่องไม่ต่างจากสตรีชุดขาวทำเอาเอเลนเผลอกลืนน้ำลาย เธอสวมใส่ชุดราตรีสีดำสนิทพาดจากไหล่ขวาลงมา
แม้จะแตกต่างกันแต่ทั้งสองก็เหมือนกับภาพสะท้อนของกันและกัน ไม่มีใครงดงามเหนือกว่าเพียงแค่สวยกันคนละแบบเท่านั้นเอเลนแทบไม่สามารถสบตาพวกเธอตรงๆได้เลยด้วยซ้ำ ความคิดที่จะหาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงถูกพามายังที่นี่ปลิวหายไปจากหัวสมองของเขาอย่างรวดเร็ว
[นามธรรมทิวาแห่งการก่อกำเนิด จุดเริ่มต้นแห่งกาลและสรรพสิ่ง เรมิเอล ปรากฏตัว]
[นามธรรมราตรีแห่งการสูญสิ้น จุดสิ้นสุดแห่งยุคสมัยและความโกลาหล นาธาเรีย ปรากฏตัว]
[ท่านได้พบกับตัวตนที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล]
[สมญานามและพรทุกชนิดถูกบังคับให้ไร้ผล]
[ตราประทับเทพสงคราม ไม่สามารถใช้งานได้]
[อำนาจนามธรรมเริ่มแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายท่าน]
ทันใดนั้นเองพลังต่างๆที่คุ้มครองเขาอยู่คล้ายกับเลือนหายไปหรือจะพูดห้ถูกก็คือมันถูกอะไรบางอย่างฉีกกระชากให้หลุดลอกออกจากกัน เอเลนที่ไร้การป้องกันได้ยินเสียงระเบิดอย่างฉับพลันพร้อมกับแรงกดดันมหาศาลถาโถมประหนึ่งคลื่นยักษ์ให้ดวงตาเริ่มพร่ามัวร่างกายโงนเงนเหมือนคนเมา
สตรีทั้งสองเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้ารีบรุดกายมาประคองเด็กหนุ่มที่กำลังจะสิ้นสติ สองมือเรียวงามประคองใบหน้าของเอเลนเอาไว้อย่างถนุถนอมพลังอันแสนอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านร่างกายขับแรงกดดันพิศดารให้หายไปในบัดดล เอเลนที่สูญเสียความนึกคิดกระทันหันเพิ่งรู้สึกตัวว่าสาวสวยทั้งสองได้เข้ามาใกล้กับตนแล้ว เป็นครั้งแรกที่เขาตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมปากใบหน้าหล่อเหลาแม้จะยังไม่เติบโตเต็มกลายเป็นสีแดง
“เอ่อ ผม...คือ”
เขาพอจะทราบแล้วว่าบุคคลทั้งสองตรงหน้าคือใครแต่คำถามที่คิดมากลับติดอยู่ในปาก ลำคอแห้งผากโดยฉับพลันไม่อาจเปล่งเสียงได้แม้เพียงครึ่งคำ ท่าที่อึกอักราวกับเด็กหนุ่มที่ไม่ประสีประสาเรื่องความรักทำให้หญิงงามทั้งสองได้แต่ยิ้มขบขัน
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะเอเลน พวกเรารอคอยให้วันนี้มาถึงโดยตลอดน่าเสียดายที่การพบกันคราวนี้ช่างสั้นนักถ้าทำได้พวกเราก็อยากจะอยู่กับเธอ อยากกอดเธอ อยากใช้เวลาร่วมกันกับเธอให้มากกว่านี้”
หญิงสาวทั้งสองกล่าวขึ้นแม้น้ำเสียงจะไพเราะแต่กลับเปี่ยมไปด้วยความห่วงหาอาดูรประดุจดั่งหญิงสาวที่กำลังจะต้องจากกันกับคนรักเป็นเวลาที่นานแสนนาน
“พลังที่เธอได้รับไปในตอนนี้ เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของพลังทั้งหมดเท่านั้น”
หญิงสาวชุดขาวหรือเรมิเอลกล่าว
“อย่างไรก็ดีพลังแห่งกาลเวลาเป็นแค่ตัวช่วยเล็กๆน้อยๆจากพวกเรา แก่นแท้พลังของเธอคือสิ่งที่อยู่ภายในตัวเธอต่างหาก”
หญิงสาวชุดดำหรือนาธาเลียกล่าวก่อนที่ทั้งสองจะเลื่อนมาสัมผัสบริเวณหัวใจ ตอนนั้นเองที่หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นระรัวพร้อมกันนั้นสมองของเขาก็พลันปรากฏภาพของศาสตราสีเงินจำนวนมากบินล้อมรอบเขา
[ทักษะ เวทมนต์พื้นฐานประสิทธิ์ศาสตรา ได้รับความสามารถเพิ่มเติม]
[ทักษะ เวทมนต์พื้นฐานประสิทธิ์ศาสตรา เลื่อนระดับเป็น 40]
“หมดเวลาแล้ว ขอให้เธอโชคดีกับเส้นทางที่เลือกพวกเรารอคอยเธออยู่ตรงนี้เสมอและตลอดไป”
เสียงของหญิงสาวค่อยๆแผ่วเบาลงก่อนที่เอเลนจะสะดุ้งตื่นขึ้นในหอสมุดแห่งปัญญา สิ่งที่ย้ำว่าเมื่อครู่ไม่ใช่ความฝันคือพลังเวทมนต์สีเงินและพลังไร้สีสามารถโคจรแล่นไปมาทั่วร่างกายได้โดยไม่ขัดแย้งด้วยค่าสติปัญญาที่เพิ่มขึ้นทำให้ขอบเขตการใช้ทักษะเวทมนต์ของเขาถูกยกระดับสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
เอเลนทดลองโคจรพลังทั้งสองสายก่อนจะซัดฝ่ามือไปด้านหน้าเสียงมวลอากาศฉีกขาดดังขึ้นพร้อมประกายแสง สายลมหอบหนึ่งพุ่งตรงไปด้านหน้ากระแทกเข้ากับชั้นหนังสือจนแหลกลาญเด็กหนุ่มทึ่งกับพลังที่ได้รับมาใหม่ไม่น้อย อัตราความเร็วการโคจรพลังเองก็สูงกว่าแต่ก่อนมากเช่นกัน
กาลอนันต์หรือนามที่แท้จริงเนฟิลิมยังคงมีรูปร่างดุจเดิมคือนาฬิหาพกสีเงินที่สลักรูปนามธรรมทั้งสองคนเอาไว้ นาธาเลียและเรมิเอลส่งสายตาอ่อนโยนตรงมายังเอเลนเสมอ
แต่อย่างไรก็ตามพลังเวทย์กาลเวลาก็ถือว่าเป็นของแถมเท่านั้น เอเลนหลับตาอยู่ครู่หนึ่งพร้อมกับดึงพลังเวทมนต์สีเงินออกมานอกร่างกายซึ่งไม่บ่อยนักที่เขาจะทำแบบนี้ก่อนที่ในสมองจะจินตนาการถึงภาพของดาบยาวไม่ใช่แค่ภาพเปลือกนอกอันแสนเลื่อนลอยแต่เป็นทุกๆโมเลกุลของดาบ โดยแช่มช้ามวลพลังเวทมนต์สีเงินค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างกายเป็นดาบยาวแบบเดียวกับที่ปรากกฏขึ้นในหัวของเขาไม่ผิดเพี้ยน
ดาบสีเงินตลอดเล่มปรากฏขึ้นในมือของเด็กหนุ่ม มองเผินๆจะดูเหมือนว่าดาบถูกหล่อมาจากโลหะทั้งเล่มแต่แท้จริงแล้วันคือพลังเวทมนต์ที่ถูกควบแน่นจนกลายเป็นวัตถุต่างหาก
เอเลนสะบัดดาบในแนวนอนเบาๆตู้หนังสือที่อยู่ไกลออกไปพลันขาดสะบั้นเขาฉักยิ้มอย่างดีก่อนที่ริมฝีปากจะเอื้อนเอ่ยคำที่ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ขอบคุณ”
**************************************************
เอาตอนใหม่มาส่งครับ
Zero Times