ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๓๕ ดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์ (re-edition)

            แรงระเบิดของ ‘กลอัคคีราพณาสูร’ เกิดการทำลายล้างสุดรุนแรง คลื่นความร้อนและฝุ่นผงกระจายออกโดยทั่ว สถานที่ที่เคยเป็นสุริยะเทวสถานและบริเวณโดยรอบหายไปจนหมดสิ้น เกิดเป็นหลุมรูปครึ่งทรงกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่าห้าเส้น เมืองเพชรปราการดังเข้าสู่กลียุคผู้คนแตกตื่นโกลาหลกันทั้งเมือง

            กลุ่มของอุทัยเฝ้ามองเหตุการณ์จากภูเขาสูงห่างไปนับโยชน์ เจ้าธรรมยังตื่นตะลึงกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า มันตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่หวังปลุกตนเองให้ตื่นจากความฝัน

            “นี่ข้าใช่ฝันไปหรือไม่ ..” เจ้าธรรมอุทานรำพึงรำพัน เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป มันยังไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดภายในค่ำคืนเดียว

            ที่อยู่ในอ้อมแขนของอุทัยคือร่างกายน้อยๆ อันบอบบาง มีดยังปักอยู่กลางหลังของสาวน้อย .. ญาดานิ่งเงียบใบหน้าซีดไร้สีเลือดมีเพียงลมหายใจแผ่วเบารวยริน

            “ญาดา ... ญาดา ... เจ้าต้องไม่เป็นไร .. ฮื่อ ฮื่อ” ญานินร้องสะอึกสะอื้น ซุกใบหน้าลงบนร่างของญาดา

            อุทัยไม่รอช้าทำการถ่ายทอด ‘ปราณเทวะจริงแท้’ เพื่อพยุงอาการของญาดาโดยทันที

            ราชิตพิจารณาดูญานินญาดาอย่างละเอียดลึกซึ้ง ดวงจิตมันถึงกับสั่นสะท้านแล้วจึงอุทานอย่างลืมตัว “ดวงจิตเทวะ .. ปักษาอัคคี !!!”

            “คือสิ่งใด .. ท่านลุง ...” อุทัยกล่าวถาม

            “อย่าเพิ่งถาม! รีบออกไปจากสถานที่แห่งนี้ก่อน ... ติดตามข้ามา ...” ราชิตกล่าวอย่างเร่งรีบ

            เจ้าธรรมค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้น .. รู้สึกแข้งขาอ่อนแรง .. คืนนี้มันใช้พลังในการวิ่งไปมากมาย ไม่เคยมีการวิ่งหนีครั้งใดสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงเช่นค่ำคืนนี้มาก่อน ส่วนอุทัยอุ้มญาดาไว้ในวงแขนเดินตามราชิตไปโดยมีญานินเฝ้าติดตามอยู่ด้านข้างไม่ยอมห่าง

            ทั้งหมดเดินลดเลี้ยวติดตามราชิตไปในความมืดของป่ารกทึบ ครู่หนึ่งก็มาถึงเนินเขาใหญ่มีหน้าผาหินชันปกคลุมด้วยไม่เลื้อยดูรกตา

            ราชิตหยุดยืนที่เบื้องหน้าผาหินนั้น คนตั้งสมาธิปากกล่าวเวทมนตร์เบาบาง

            .. ว๊าบบบบ .. สัญลักษณ์มนตราพิสุทธิ์อันน้อยมีแสงเรืองบนผาหิน

            .. คลืนนนนน !!! .. เกิดเป็นช่องประตูหินยุบเข้าไปในด้านใน

            ราชิตเดินนำเข้าไป ภายในเป็นห้องโถงกว้างใหญ่สามารถบรรจุผู้คนได้กว่าสิบคน ตะเกียงถูกจุดขึ้น ในแสงรำไรมองเห็นเครื่องใช้และพืชสมุนไพรมากมาย

            สถานที่นี้เป็นที่ใช้หลบภัยของราชิต ปกติมีไว้พักค้างแรมคราวออกมาหาพืชสมุนไพรเพื่อรักษาพิษ อากาศภายในมีการระบายถ่ายเทไม่รู้สึกอึดอัด สุดปลายโถงมองเห็นทางเดินมืดมิดสายหนึ่งทอดยาวไม่รู้นำสู่ที่ใด

            .. คลืนนนนน ! ประตูหินปิดแนบสนิทลง

            “คืนนี้พักกันที่นี่ก่อน ..” ราชิตกล่าวกับทุกคน

            อุทัยนำผ้าผืนหนึ่งมาปูบนพื้นราบเรียบ แล้วค่อยๆ วางร่างของญาดาตะแคงนอนลง

            เจ้าธรรมคิดอันใดได้ จึงกล่าวว่า “ท่านลุงกลับเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง ...”

            ราชิตกำลังค้นหาข้าวของ มันหันกลับมาโยนเครื่องนอนให้กับเจ้าธรรม “นอนพักเอาแรงเสียก่อนหนา ..” แล้วจึงเดินไปดูอาการของญาดา

            ญานินยังสะอื้นไห้กุมมือพี่น้องของมันไว้ อุทัยนั่งอยู่ด้านข้างสีหน้าเป็นกังวล จ้องมองมีดเล่มที่ปักตรงหลังญาดา

            “เอาเยี่ยงไรดี .. ท่านลุง ..” อุทัยกล่าวถาม

            “นางต้องปลอดภัย .. นางต้องปลอดภัย ..” ราชิตกล่าวปลอบกับทั้งคู่

            “ญาดา .. เจ้าคงเจ็บปวดมากนัก ... ฮือ ฮือ” ญานินกล่าวอย่างทรมาน ราวเป็นผู้ถูกมีดบินทำร้ายเสียเอง

            ราชิตก่อกองไฟแล้วต้มน้ำหม้อหนึ่ง วางชุดเครื่องมือปฐมพยาบาลลงด้านหน้า

            “รอน้ำเดือด .. ต้องดึงมีดเล่มนี้ออก ..” ราชิตกล่าว

            “มีดบินแฝงพิษรุนแรง ข้าชำระล้างออกจนหมดสิ้นแล้ว .. แต่ชีพจรของนางแผ่วเบายิ่งนัก” อุทัยกล่าว

            “พลังปราณของเจ้าสามารถสร้างซ่อมอวัยวะและสมานแผลได้ .. ประเดี๋ยวพอดึงมีดออกให้กระทำโดยทันที ..” ราชิตกล่าวนัดแนะ อุทัยพยักหน้าตอบรับ

            ราชิตรู้ซึ่งถึงพลังปราณของอุทัยเป็นอย่างดี เป็นมันเคยได้รับการรักษาอยู่เนืองๆ

            ชั่วครู่น้ำในหม้อก็เริ่มเดือดส่งควันลอยกรุ่น เจ้าธรรมขยับกายเข้ามาช่วยเหลืออีกแรง

            “เออออ .. เอ็งไปมีน้องสาวฝาแฝดตั้งแต่เมื่อไร ...” เจ้าธรรมกล่าวถาม

            “น้องข้าเสียที่ไหน ... พวกนางทำข้าวิงเวียนศีรษะยิ่งนัก ...” อุทัยกล่าว

            “อ่าววว ... แล้วนี่เป็นบุตรีบ้านใด คงตามหากันทั้งเมืองแล้ว ...” เจ้าธรรมกล่าว

            “เป็นคนของสมาพันธ์ปักษา .. อะไรนั้น .. ความเป็นมาของพวกนางช่างลึกลับยิ่ง” อุทัยตอบ

            เจ้าธรรมพยักหน้าหงึกๆ คืนนี้ช่างมีเรื่องแปลกประหลาดมากมายนัก เพิ่มอีกสักเรื่องหนึ่งจะเป็นไร

            ราชิตมีสีหน้าครุ่นคิด กล่าวว่า “สหพันธ์ปักษาเทวา .. เด็กน้อยทั้งสองเกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านั้น ..” มันมองไปยังญานินญาดา

            น้ำร้อนเดือดปุดๆ ถูกบรรจุลงชามกระเบื้อง ราชิตทำการลวกอุปกรณ์สำหรับเย็บบาดแผลสด และยังมีมีดใบเบาบางเล่มหนึ่ง มันใช้มีดเล่มนั้นกรีดเสื้อผ้าของญาดาตรงบาดแผลออก มองเห็นใบมีดปักลงบนเนื้ออย่างชัดเจน

            “พร้อมแล้วหรือไม่” ราชิตกล่าวกับอุทัย

            .. อุทัยพยักหน้า .. ราชิตจึงใช้นิ้วบรรจงคีบดึงมีดออกมาจากด้านหลังญาดาอย่างแผ่วเบาแต่รวดเร็วยิ่ง

            เลือดไม่ทันพุ่งออกอุทัยก็นำฝ่ามือเข้าประกบกดบาดแผลไว้ มีเลือดไหลซึมออกมา .. เป็นเลือดสีแดงเข้มข้นดังเลือดของนกตัวหนึ่ง

            อุทัยโคจร ‘ปราณเทวะจริงแท้’ สีพลอยชมพูสดใสถ่ายทอดเข้าบาดแผลทันที พลังปราณเข้มข้นทำหัวใจที่ฉีกขาดประสานกลับคืน

            ราวสิบลมหายใจอุทัยจึงถอนฝ่ามือออก กลับไม่เหลือบาดแผลใดๆ อยู่อีก .. อุปกรณ์เย็บบาดแผลที่เตรียมไว้กลับไม่ได้ใช้ ราชิตจึงนำผ้าชุบน้ำอุ่นทำความสะอาดคราบเลือด

            “ช่างน่าประหลาดยิ่ง .. ไม่เห็นมีบาดแผลใดแล้ว ..” เจ้าธรรมกล่าวอย่างแปลกใจ ก่อนหน้ามันยังคงเห็นบาดแผลอย่างชัดเจน

            “เหตุใดสัญญาณชีพของนางยังไม่ดีขึ้น!!!” อุทัยกล่าว มันรอคอยอยู่ครู่หนึ่งอาการของญาดาก็ยังไม่ได้ดีขึ้น

            “หรือดวงจิตของนางได้รับการกระทบกระเทือนแล้ว ...” ราชิตกล่าว

            เห็นญาดายังไม่ดีขึ้น ญานินเริ่มสะอึกสะอื้นขึ้นมาอีก สองตาบวมปูดลูกตาแดงก่ำ น้ำตาของเด็กน้อยไหลรินอาบสองแก้ม

            ผ่านไปราวสิบห้านาที .. อยู่ๆ ญาดาที่นอนสงบนิ่งก็กระตุกสั่นสะท้านไปทั้งร่าง .. ทุกคนต่างแตกตื่นกรูกันเข้ามา

            .. เพียงชั่วครู่ ร่างกายของญาดาจึงหยุดสั่นแล้วแน่นิ่งไป .. แต่

            .. นางไม่หายใจแล้ว !!!

            .. ชีพจรก็สงบนิ่ง .. พลังปราณไร้การโคจรราวกับคนตาย !!!

            .. ญาดาตายแล้ว !!!

            ญานินโผเข้ากอดร่างกายของพี่น้องของมัน ร่ำร้องสะอื้นไห้ปริ่มว่าจะขาดใจ “ญาดา... ฮื่อออ ฮื่อออ ... ญาดา ... อย่าทิ้งข้าไป ...”

            อุทัยท้อแท้นั่งอยู่ริมผนัง มันไม่สามารถยื้อชีวิตญาดาเอาไว้ได้

            ราชิตจ้องมองร่างไร้ลมหายใจนั้นอย่างเงียบงัน เจ้าธรรมก็นิ่งเงียบแม้มันไม่รู้จักญาดามาก่อน ก็ยังมีความอาลัยน้ำตาซึมออกมาจากดวงตา

            .. ผ่านไปเนิ่นนานภายในถ้ำใต้หุบเขามีเพียงเสียงร้องสะอึกสะอื้นของญานิน

            “.. ฮื่ออออ .. ฮื่ออออ .. ตื่นนน .. ตื่นสิ .. ญาดา ... ฮื่ออออออ .." นางร่ำร้องอาลัยมาเนิ่นนานแล้ว

            อั๊กกกก ! ญานินร้องไห้จนกระอักโลหิต ร่างล้มฟุบลงบนหน้าอกของญาดา

            “แย่แล้ว ..” อุทัยอุทาน มันตรงดิ่งไปยังญานินทันที

            .. ญานินไม่หายใจ !!!

            นี่นางกำลังจะตายตามไปอีกคนหนึ่งหรือ !!!

            อุทัยไม่รอช้าถ่ายทอดปราณ ‘เทวะจริงแท้’ เข้าร่างกายญานินทันที พลังปราณเข้าห่อหุ้มชีพจรหัวใจ ถ่ายทอดพลังปราณอยู่อย่างยาวนาน แต่ร่างกายของญานินก็ยังไม่มีการตอบสนองใดๆ

            .. ญานินตายแล้ว !!!

            .. นางเสียใจจนขาดใจตาย !!!

            .. ญาดา .. ญานิน .. พวกนางทั้งคู่ตายแล้ว !!!

            อุทัยเหงื่อโทรมทั้งตัว แล้วทิ้งตัวกระแทกนั่งอย่างสิ้นเรี่ยวแรง มันไม่สามารถรั้งชีวิตผู้ใดไว้ได้แม้สักคนหนึ่ง .. บรรยากาศเงียบสงัดความเศร้าของการตายจากเข้าปกคลุม อุทัยเจ้าธรรมรวมทั้งราชิตไม่มีใครเอ่ยวาจาใด

             

            .. ผ่านไปชั่วครู่เรื่องแปลกประหลาดก็อุบัติขึ้น ที่ทรวงอกของญานินญาดามีแสงสีแดงเข้มข้นส่องเรืองรอง แสงนั้นค่อยๆ ขยายตัวออกมา

            แสงสีแดงเข้มสองจุดส่องประกายเจิดจ้า

            ทุกคนเงยหน้าจ้องมองไม่วางตา ราชิตอุทาน ..

            “อ่า .. มาแล้ว .. ดวงจิตปักษาอัคคี ..”

            ดวงแสงสีแดงแปรเปลี่ยนเป็นประกายเพลิง เพลิงสีแดงสดถูกจุดติดที่หน้าอกของญานินญาดา อุทัยเห็นเช่นนั้นจึงคว้าผ้าห่มหวังตรงเข้าช่วยเหลือระงับเพลิงอัคคี

            “อุทัย !!! อย่า !!!” เสียงของราชิตร้องกล่าวห้ามปราม

            เปลวเพลิงขยายห่อหุ้มร่างของเด็กหญิงทั้งสอง เพลิงแดงสดเผาผลาญทั้งร่างกายและเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ เพียงห้านาทีทั้งคู่เหลือเพียงจุณกองเป็นเถ้ากระดูกสองกองเกยทับกัน

            “โถ ... ถถถถ .. เด็กน้อย .. ญานิน ญาดา ..” อุทัยพึมพำ

            น้ำตาไหลนองอาบสองแก้มของอุทัย .. พวกนางเหลือเพียงกองเถ้าถ่านน่าอดสูยิ่งนัก ..

            เพียงอึดใจ ในกองเถ้ากระดูกปรากฏมีกลุ่มอัคคีดวงน้อยสองดวงจุดติดขึ้นมาอีก คราวนี้เป็นเปลวอัคคีสีแดงเข้มข้นแต่มีแกนเป็นสีชมพูสดใสอยู่ตรงกลาง

            .. เปลวเพลิงทั้งสองลอยเรี่ยพื้นหมุนวนเป็นเกลียวรวมกันเป็นเนื้อเดียว

            .. แล้วจึงเริ่มขยายใหญ่ขึ้นปล่อยแสงสีชมพูออกทำโถงถ้ำสว่างไสว

            .. ภายในกองนั้น จุดแสงสีขมพูค่อยๆ ขยายตัวออก .. ก่อเกิดเป็นรูปร่างของสตรีร่างหนึ่งอยู่ภายใน

            “เป็นเช่นนี้เอง ..” ราชิตกล่าวดังคนละเมอ

            “!!!” อุทัยปากอ้ากว้างจ้องมองภาพเบื้องหน้าตาแทบร่วงหลุด

            “.. นั่น !!! .. นั่น !!! .. มีเด็กหญิงอยู่ในนั้น !!!” เจ้าธรรมร้องเสียงหลง

            .. ภายในเปลวอัคคี .. มีเงาร่างของสตรีตัวเล็กบอบบางนั่งคุดคู้กอดเข่านางหนึ่งลอยอยู่เหนือพื้น เปลวอัคคีห่อหุ้มร่างนั้นเอาไว้ เป็นเปลวเพลิงสีชมพูสดใสแต่ให้ความรู้สึกชุ่มชื่นดังสายน้ำ

            ญานินญาดาก่อกำเนิดจากดวงจิต ‘ปักษาอัคคีสวรรค์’ สัตว์เทวะศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถก่อกำเนิดชีวิตกลับมาได้ใหม่ เมื่อตกตายร่างกายจะเผาไหม้ด้วยอัคคีบริสุทธิ์จนเป็นเถ้าธุลี และจะกำเนิดชีวิตใหม่ขึ้นจากเถ้าธุลีนั้น

            .. แล้วดวงจิตของสัตว์เทวะศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ มาอยู่ในร่างเด็กน้อยบนพิภพมนุษย์ได้อย่างไร

            ต้องย้อนความตามคัมภีร์โบราณเก่าแก่เล่มหนึ่ง .. ได้บันทึกไว้ว่า .. ราชันของมวล ‘ปักษาอัคคีสวรรค์’ ตนหนึ่งถูกประหาร .. ด้วยโทษทัณฑ์ของมันจึงถูกแบ่งดวงจิตออกเป็นเก้าส่วน และทั้งเก้าส่วนยังถูกเก็บแยกออกจากกัน เพื่อมิให้ปักษาอัคคีสวรรค์ตนนั้นฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้อีกตลอดกาล

            ผู้ก่อตั้งสมาพันธ์ปักษาเทวาได้ครอบครองดวงจิต ‘ปักษาอัคคีสวรรค์’ เมื่อห้าพันปีก่อน .. พวกมันใช้เวลาอีกหลายพันปีเพื่อรวบรวมดวงจิตให้ได้มากที่สุด .. สุดท้ายรวบรวมมาได้ถึงเจ็ดดวง

            ดวงจิตทั้งเจ็ดนับเป็นสิ่งสูงค่าของสมาพันธ์ปักษาเทวา ตลอดหลายพันปีพวกมันทำการทดลองมากมายกับดวงจิตกลุ่มนั้น ความลับของสวรรค์ได้ถูกถ่ายทอดออกมา

            .. ไม่ว่าจะเป็นวิชาฝีมือดังสรรค์สร้างจากเทวา .. ท่าร่างที่รวดเร็วดุจวิหคสวรรค์เหินบิน .. รวมทั้งตำนานเรื่องราวสิ่งวิเศษที่มีมาแต่ห้วงบรรพกาล .. ล้วนได้มาจากดวงจิตเหล่านี้

            สุดท้ายเมื่อห้าสิบปีก่อน .. อัจฉริยะผู้หนึ่งได้ทดลองนำดวงจิตทั้งเจ็ดบรรจุลงครรภ์อ่อนของสตรีเจ็ดนาง ต่อมาสตรีเหล่านั้นได้ให้กำเนิดทารก โดยทั้งเจ็ดเป็นเพศหญิงทั้งหมด

            เด็กหญิงที่ถือกำเนิดมีจุดชีพจรที่พิเศษและพลังวัตรสูงส่ง สติปัญญาของเด็กกลุ่มนั้นก็เฉลียวฉลาดยิ่ง .. แต่ที่แปลกประหลาดคือพวกนางหยุดเจริญเติบโตเมื่ออายุเก้าขวบปี

            สมาพันธ์ปักษาเทวาเรียกเด็กทั้งเจ็ดว่า ‘ปักษาลิขิต’ พวกนางมีลักษณะรูปร่างเป็นเช่นเด็กน้อยมากว่าห้าสิบปีแล้ว

            เคยมีครั้งที่ปักษาลิขิตถูกสังหาร .. โดยปกติหากเมื่อร่างกายตกตายดวงจิตดวงนั้นจะยังคงอยู่เช่นเดิม คนของสมาพันธ์ปักษาเทวาจะหาทางนำกลับคืนไป

            แต่ในคืนนี้มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้น ... ดวงจิตเหล่านี้สามารถเผาผลาญร่างกายตนเองจนกลายเป็นเถ้าธุลี แล้วยังถือกำเนิดขึ้นเองได้ใหม่ ที่สำคัญดวงจิตทั้งสองยังรวมตัวกันกลายเป็นดวงจิตดวงเดียวกันอีก

            ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะ .. ‘ปราณเทวะแท้จริง’ ของอุทัย

            พลังปราณเป็นดัง ‘วารีต้นกำเนิดแห่งชีวิต’ ของเทวะบรรพกาลบริสุทธิ์ โดยไม่ต้องรอให้ดวงจิตทั้งเก้ากลับมาครบสมบูรณ์ ดวงจิตทั้งสองสามารถฟื้นคืนคุณสมบัติของดวงจิต ‘ปักษาอัคคีสวรรค์’ ที่สามารถกำเนิดเองได้ใหม่หลังการดับสูญ และเหมือนรับรู้ได้ว่ามันคือดวงจิตดวงเดียวกัน ดวงจิตย่อยทั้งสองจึงรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว

            อุทัยเดินมาถึงเบื้องหน้า ...

            มันมองเห็นร่างสตรีเล็กบอบบางนั่งคุดคู้กอดเข่าอยู่ในเปลวอัคคีสีแดงเข้มข้น เป็นเด็กหญิงอายุราวสิบขวบปี ร่างกายผอมเพรียวเปลือยเปล่า ผิวพรรณผุดผ่องขาวนวล รูปหน้าได้ส่วนสัดงดงาม ปากสีชมพูตาพริ้มปิดสนิท ที่โดดเด่นคือผมยาวสยายพลิ้วไหวตามเปลวอัคคี .. เส้นผมของนางมีสีชมพูเข้มสดใสเป็นประกาย ..

            .. ทันใดนั้น .. ดังนางรับรู้ว่าอุทัยจ้องมองอยู่ .. วงหน้าน้อยๆ ได้ยกขึ้นมา เปลือกตาทั้งสองเปิดออก ลูกนัยน์ตาสีชมพูแกมดำทอแสงวัววาวจ้องมองมาที่อุทัยไม่วางตา ...

             

            ----------------------------------------------

            *** ‘ปักษาอัคคีสวรรค์’ = ‘นกฟีนิกซ์’ (Phoenix) หรือ ‘นกแห่งไฟ’ (bird of fire) หรือ ‘นกแห่งสรวงสวรรค์’ (bird of paradise) หรือคนจีนเรียกว่า ‘นกฟงหวง’ เป็นนกที่มีความหมายของความเป็นอมตะ การเกิดใหม่ และชีวิตหลังความตาย

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน