“ข้าไปตรวจสอบมาชัดเจนแล้ว ตู้เซ่าฝู่เป็นคนของผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงต่อไปหากเจ้าพบ ก็พยายามหลีกเลี่ยงจะดีกว่า ผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงพวกเราอย่าไปมีเรื่องด้วยจะดีที่สุด”
ชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีบอกกับเฮ่อจวิน “ในเมื่อเจ้าไม่เป็นอะไรแล้ว งั้นก็ไปสำรวจถ้ำพันช่องกับข้าข้าได้ยินว่าก่อนหน้านี้ไม่นานมีอสูรพยัคฆ์ตัวหนึ่งปรากฏอยู่กลางเมือง น่าจะเกี่ยวข้องกับมณฑลหลันหลิงไม่รู้ว่าอสูรพยัคฆ์ตัวนั้นมีอะไรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ถ้ำพันช่องหรือไม่”
……………………
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปแค่ไหน ภายในถ้ำ รอบตัวตู้เซ่าฝู่มีแสงประกายสีทองห่อหุ้มอยู่รอบกายมีพลังเปล่งล้นออกมาเรื่อยๆ มีเสียงโครมดังออกมาจากภายในร่างกายเบาๆราวกับเป็นเสียงสายน้ำกำลังปะทุด้วยความร้อนผิวกายมีอักษรยันต์ประกายแสงพ่นออกมาเหมือนเป็นไอ คลื่นพลังรอบกายของเขาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
“สะกดพลังไว้ไม่ไหวแล้ว ต้องบรรลุแล้ว”
พลังงานภายในร่างของตู้เซ่าฝู่เคลื่อนไหวเป็นคลื่นอย่างแรงพลังงานจากลมปราณภายในจุดเสินเชวี่ยสะกดไว้ถึงเก้าครั้งครั้งที่สิบในที่สุดเขาก็ระงับพลังงานที่โถมกระหน่ำไม่ไหว พลังงานของพลับผลทองมีปริมาณมหาศาลจนเกินไปยังมีพลังงานอีกตั้งมากมายที่ยังไม่ได้สกัด อีกนิดเดียวจะบรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหวแล้วไม่อาจระงับพลังงานที่อัดแน่นนี้ได้อีกแล้ว
ขั้นชีพจรพลิ้วไหวดูจากชื่อของขั้นฌานก็ทำให้พอเดาใจความสำคัญขั้นนี้ได้เป็นขั้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีพจรลมปราณอย่างแน่นแฟ้น สำหรับผู้ฝึกฌาน จากขั้นสดับเวหาบรรลุถึงขั้นเบิกนภาถือว่าบรรลุเข้ามาอยู่ในขั้นผู้ฝึกฌานที่มีพลังยุทธอย่างแท้จริง
เมื่อถึงขั้นเบิกนภาได้แล้วก็ต้องเผชิญกับกำแพงข้ามขั้นที่สูงมากเพื่อก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง แก่นแท้ของขั้นชีพจรพลิ้วไหวมีความแตกต่างจากขั้นเบิกนภาอย่างชัดเจน
ขั้นเบิกนภาคือการเปิดจุดเสินเชวี่ยที่จุดตรงหน้าท้องในการรวบรวมพลังปราณขั้นชีพจรพลิ้วไหวคือการเปิดใช้ชีพจรลมปราณในการดึงพลังของชีพจรลมปราณมาใช้
ชีพจรลมปราณเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับผู้ฝึกฌานทุกคนชีพจรลมปราณสำคัญมากสำหรับผู้ฝึกฌานโดยเพราะเมื่อบรรลุถึงขั้นชีพจรพลิ้วไหวแล้วต้องเปิดใช้ชีพลมปราณทั้งหมดอย่างสมบูรณ์แบบ
เปิดใช้ชีพจรลมปราณเพื่อรวบรวมวิญญาณติดชีพจร นี่คือสิ่งสำคัญที่ขั้นชีพจรพลิ้วไหวต้องทำให้ได้ และนี่คือขั้นที่สำคัญมากสำหรับการฝึกฌาน
เมื่อถึงขั้นชีพจรพลิ้วไหวอย่างแรกที่ต้องทำก่อนเลยคือเตรียมวิญญาณติดชีพจรที่จะรวบรวมใช้
วิญญาณติดชีพจรโดยปกติแล้วจะใช้โลหิตสกัดของอสูรในการเปิดใช้หากใช้โลหิตสกัดของอสูรขั้นยิ่งสูงหรือยิ่งแข็งแกร่ง ผลลัพธ์ที่ได้ยิ่งดียิ่งขึ้น
ระดับขั้นแยกย่อยในชีพจรลมปราณยิ่งสูงความแข็งแกร่งของขั้นชีพจรพลิ้วไหวจะยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น
หากชีพจรลมปราณไม่แข็งแกร่งใช้โลหิตสกัดของอสูรที่สูง ชีพจรลมปราณอาจจะรับไม่ไหวจนแตกสลายไป
ดังนั้นระดับขั้นความแข็งแกร่งของชีพจรลมปราณจะเริ่มมีความสำคัญอย่างเห็นได้ชัดเริ่มต้น เมื่อเข้าถึงขั้นนี้
ใช้โลหิตสกัดของอสูรในการเปิดใช้ชีพจรลมปราณเพื่อรวบรวมวิญญาณติดชีพจรและการกระตุ้นชีพจรลมปราณทำสามารถกระตุ้นพลังจากชีพจรลมปราณมาใช้ จนสามารถรวบรวมวิญญาณติดชีพจรจนเกิดเป็นร่างเงาเป็นวิธีการที่ได้ผลดีที่ผู้ฝึกฌานทุกคนทำกัน
พลังของวิญญาณติดชีพจรมีอานุภาพมหาศาลมีพลังการต่อสู้ไม่น้อยไปกว่าอสูรเจ้าของโลหิตสกัด ทว่าหากวิญญาณติดชีพจรได้รับบาดเจ็บผู้เรียกใช้วิญญาณติดชีพจรก็จะได้รับบาดเจ็บไปด้วย
ดังนั้นเมื่อกระตุ้นวิญญาณติดชีพจรมาใช้เป็นการแสดงออกว่ากำลังทุ่มเทในการต่อสู้ครั้งนี้สุดกำลังแล้ว
ชนเผ่ามนุษย์เมื่อนำมาเปรียบกับสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กและอ่อนแอ ต่อให้ผู้ฝึกฌานมีฌานอยู่ในระดับเดียวกับอสูรก็ยังดูอ่อนแอกว่า
ตำนานที่เล่าขานกันมาแต่โบราณบรรพบุรุษของมนุษย์สมัยโบราณจะเคารพบูชาอสูรที่แข็งแกร่ง ขณะที่มนุษย์ยังคงอ่อนแอต่างทำแม้กระทั่งกราบไหว้บูชาเป็นพิธีกรรมเลยทีเดียว
มนุษย์โบราณจะสักรูปอสูรที่ร้ายกาจไว้บนตัวรอคอยให้ตัวเองสามารถมีวันหนึ่งที่แข็งแกร่งได้เช่นนั้นบ้าง
พอผ่านไปนานวันเข้าเริ่มมีมนุษย์ที่มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดาสามารถทำความเข้าใจความลัพธ์ของธรรมชาติจนเริ่มสามารถฝึกฌาน และค้นพบวิธีการนำโลหิตสกัดของอสูรมาหลอมลวมกับตัวเองในการฝึกฌาน
มนุษย์เริ่มพัฒนาจนแข็งแกร่งขึ้นเมื่อถึงเวลานั้น ตำนานที่ว่ากันมาเริ่มสั่นคลอนมนุษย์เริ่มแข็งแกร่งและแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน
พอมาถึงตอนนี้ไม่รู้ว่าผ่านมากี่ปีแล้วผู้ฝึกฌานบนโลกนี้จึงสามารถพัฒนามาได้ดั่งตอนนี้
ในตำนานไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรืออสูรต่างมีสามวิญญาณเจ็ดจิต สามวิญญาณแบ่งเป็นหนึ่งวิญญาณแห่งฟ้า สองวิญญาณแห่งดินสามวิญญาณแห่งชีวิต เจ็ดจิตแบ่งเป็นหนึ่งจิตทะยานฟ้า สองจิตแห่งปัญญาสามจิตแห่งปราณ สี่จิตแห่งพลัง ห้าจิตแห่งศูนย์กลาง หกจิตแห่งประสาทเจ็ดจิตแห่งความคิด ทั้งเจ็ดจิตซ่อนอยู่โลหิตที่อยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต
เมื่อใช้โลหิตสกัดของอสูรในการกระตุ้นชีพจรลมปราณเพื่อรวบรวมวิญญาณติดชีพจรชีพจรลมปราณหลอมรวมเจ็ตจิตของอสูร ทำให้รับพลังจากอสูรมาใช้ได้
วิญญาณติดชีพจรของผู้ฝึกฌานแต่ละคนมีความเกี่ยวเนื่องต่อกันอย่างแน่นแฟ้น ว่ากันว่าผู้ฝึกฌานยิ่งมีความใกล้ชิดกับวิญญาณติดชีพจรมากเท่าไรจะทำให้การทำความเข้าใจในวิธีการใช้ วิญญาณติดชีพจรของอสูรนั้นๆ ง่ายขึ้นมีส่วนช่วยต่อผู้ฝึกฌานมาก
ดังนั้นผู้ฝึกฌานที่เตรียมจะบรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหวต้องเลือกวิญญาณติดชีพจรของตัวเองให้ดี เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด
ทว่าเลือกอสูรแบบไหนมาเป็นวิญญาณติดชีพจรก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับระดับขั้นชีพจรลมปราณอย่างมีนัยยะสำคัญและที่สำคัญกว่าคือมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับพื้นฐานของพละกำลังที่ติดตัว
พวกอสูรที่แข็งแกร่งเหล่านั้นไม่สามารถครอบครองโลหิตสกัดของมันมาได้ง่ายๆ ต่อให้เป็นผู้ฝึกฌานที่มีชีพจรลมปราณไม่ธรรมดาสุดท้ายบางทีก็สามารถครอบครองได้แค่โลหิตสกัดของอสูรธรรมดามาใช้กระตุ้นชีพจรลมปราณในการรวบรวมวิญญาณติดชีพจร
ทว่าขณะนี้ที่ตู้เซ่าฝู่บรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหวเขากลับไม่จำเป็นต้องเตรียมโลหิตสกัดของอสูร เพราะตู้เซ่าฝู่ฝึกวิชาฝึกฌานของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองอยู่แล้วการฝึกฌานด้วยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องเตรียมโลหิตสกัดในการกระตุ้นชีพจรลมปราณและไม่มีวิญญาณติดชีพจร
อสูรอื่นๆเองก็ไม่มีการใช้ชีพจรลมปราณกับวิญญาณติดชีพจรในการฝึกฌานเพราะวิชาฝึกฌานของมนุษย์กับอสูรแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มนุษย์ต้องการมีพละกำลังเฉกเช่นอสูรเพราะพละกำลังของอสูรเหนือกว่ามนุษย์อย่างชัดเจน
แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายถึงมนุษย์อ่อนแอกว่าอสูรไม่อย่างนั้นมนุษย์คงไม่ได้สืบเผ่าพันธุ์และแพร่ขยายได้อย่างเช่นทุกวันนี้เพียงแต่ในกรณีทั่วๆ ไปจะมีพละกำลังที่อ่อนแอกว่าทว่าเรื่องสติปัญญาและความเข้าใจที่ใช้สมอง มนุษย์ถือว่าแข็งแกร่งกว่าโดยรวม
และร่างกายของมนุษย์เหมาะสมสำหรับการฝึกฌานมากที่สุดดังนั้นเมื่ออสูรบรรลุถึงขั้นเทพแห่งอสูรแล้วอสูรที่แข็งแกร่งจำนวนหนึ่งจะแปลงกายกลายเป็นร่างมนุษย์เพื่อให้มันอยู่ในร่างที่เหมาะสมที่สุดในการฝึกฌาน
อสูรแม้ว่าจะไม่มีการกระตุ้นชีพจรลมปราณรวบรวมวิญญาณอสูรมาใช้ทว่าขั้นชีพจรพลิ้วไหวสำคัญอย่างมากไม่ว่าจะเป็นอสูรหรือมนุษย์เพราะเกี่ยวข้องกับพื้นฐานในการฝึกฌานขั้นต่อๆ ไป หากสร้างรากฐานของฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวได้ไม่ดีจะทำให้ระดับขั้นของฌานทุกขั้นที่เคยบรรลุผ่านๆ มาทำได้ดีและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ระดับพลังปราณในตัวของตู้เซ่าฝู่เพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนรอบกายมีอักษรยันต์แสงสีทองพลุ่งพล่านออกมาจำนวนมาก
ลมปราณอันแข็งแกร่งและดุดันระเบิดแผ่ออกมาจากอักษรยันต์สีทองที่อยู่รอบตัวตู้เซ่าฝู่พลังปราณภายในจุดเสินเชวี่ยในร่างของเขามากจนถึงขั้นที่ไม่สามารถระงับเอาไว้ได้บริเวณรอบมีแสงสีทองจ้าอร่ามห่อหุ้ม เป็นแสงที่เข้มข้นจนส่องสว่างทั่วทั้งถ้ำ
อักษรยันต์จำนวนมากถั่งโถมออกมาจากวงรัศมีแสงเป็นพลังปราณที่น่ากลัวเช่นเดียวกับอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองที่สามารถทำให้อสูรทั้งหลายเกรงขาม
“โฮก!”
อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่อยู่ภายในถ้ำเองก็รู้สึกกลัวพลังปราณนี้สายตาของมันจับจ้องไปที่อักษรยันต์ที่ไหลเวียนเป็นวงรัศมีรอบกายตู้เซ่าฝู่อย่างเกรงกลัว
สุดท้ายเมื่อมีอักษรยันต์ลอยออกมาจำนวนมากหลอมรวมเป็นร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองอยู่ด้านหลังของตู้เซ่าฝู่ที่กำลังนั่งขัดสมาธิรอบกายเขาก็มีรัศมีของพลังที่น่ากลัวแผ่ออกมาถึงขีดสุด ร่างเงาราวกับว่ามีชีวิตท่าทางมันอยากจะโบยบิน เหมือนกับอสูรที่มีลมหายใจ
“แปลกพิลึกเจ้าหนูคนนี้ไม่ใช่มนุษย์หรือ เขาเป็นอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองหรืออย่างไร”
มีเสียงใสๆ ของเด็กดังขึ้นมาเบาๆจากทรายสีทองด้วยน้ำเสียงที่ประหลาดใจ
ขณะนั้นเองลมปราณบนตัวของตู้เซ่าฝู่ยังคงพุ่งขึ้นต่อเนื่องเรื่อยๆ ตู้เซ่าฝู่เข้าสู่ห้วงสภาวะพิเศษ
เมื่อถึงสภาวะนี้ภายในร่างของเขากำลังเริ่มแปรสภาพอักษรยันต์บนตัวหลอมรวมเข้าไปสู่เนื้อและสายโลหิต เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆในร่างของเขา สุดท้ายราวกับภายในร่างของเขามีพลังงานที่ค่อยๆ งอกและเติบโตอักษรยันต์เหล่านี้เป็นดั่งผืนดิน ส่งเสริมเพิ่นพูนชีวิตให้กับมัน
ตู้เซ่าฝู่นั่งขัดสมาธิท่ามกลางอักษรยันต์ที่ห่อหุ้มอยู่ทั่วร่างร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองเหาะเหินอยู่เหนือศีรษะด้านหลังขอเขา
ร่างกายของเขายังคงแปรสภาพอยู่เรื่อยๆเขารู้สึกแปลกไปทั้งร่าง ตู้เซ่าฝู่รู้สึกเหมือนว่าอักษรยันต์กำลังเติบโตอยู่ในร่างกายของเขา
กระดูกเลือดเนื้อเส้นลมปราณทุกส่วนในร่างกายกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวและร้องเป็นเสียงเดียวกันทั้งร่างของตู้เซ่าฝู่มีเสียงดังกังวาน กระดูกทุกส่วนในร่างต่างกำลังเปลี่ยนแปลง
ทุกอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงทำให้ตู้เซ่าฝู่รู้สึกว่าตัวเองราวกับกำลังจะกลายร่างเป็นอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองที่ร้ายกาจน่ากลัวจริงๆ
การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพลังด้านความต้านทานหรือความคล่องตัว ทุกอย่างกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
การเปลี่ยนแปลงของร่างกายทำให้ตู้เซ่าฝู่เข้าใจความลับของวิชาอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองมากขึ้นร่างของเขากำลังผูกเชื่อมกับอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองที่บินอยู่ข้างหลังราวกับว่าร่างของทั้งคู่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองดูน่าอัศจรรย์เขานั่งขัดสมาธิ ราวกับข้างในเชื่อมต่อข้างนอก ข้างนอกเชื่อมต่อข้างในขณะเดียวกันภายในก็ยังคงแปรสภาพไปเรื่อยๆพลังลมปราณในตัวแข็งแกร่งและดุดันยิ่งขึ้นอยู่ในสภาวะการลอกคราบไปสู่ร่างที่ไม่ธรรมดาเหนือชั้นยิ่งขึ้น
แข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้นแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ พลังลมปราณบนตัวของตู้เซ่าฝู่ในที่สุดก็ถึงจุดสูงสุดเท่าที่จะไปถึงได้ในขณะนี้
ขณะนั้นเองอักษรยันต์รอบตัวตู้เซ่าฝู่ลอยขยายเคลื่อนไปวนอยู่รอบกาย เกิดลำแสงแผ่ออกมารอบๆเป็นแสงที่เข้มข้นจ้าราวกับแสงของพระอาทิตย์
ร่างเงาอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองที่บินเหินอยู่ด้านหลังเคลื่อนไหวไปมา เกิดแรงแผ่ออกมาด้วยอานุภาพอันน่ากลัว ทำให้เกิดเสียงโครมจากแรงสั่นสนั่นหวั่นไหวอยู่ในถ้ำพร้อมกับมีลำแสงแทรกออกมาจากในถ้ำกลางหุบเขา
“ก้าวสู่ขั้นชีพจรพลิ้วไหวบรรลุ!”
ทันใดนั้น ตู้เซ่าฝู่ก็คำรามเสียงดัง รอบกายมีอักษรยันต์ประกายแสงปริมาณมหาศาลที่เอ่อล้นและพลังปราณในร่างกายพุ่งเข้าไปข้างในจุดเสินเชวี่ย
ร่างเงาอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองที่อยู่ด้านหลังแผดคำรามเสียงดังเช่นกันเกิดเสียงร้องดังแสบหูราวกับเสียงฟ้าผ่า!
พลังขัดขวางที่มองไม่เห็นถูกตู้เซ่าฝู่ทำลายไปโดยง่ายมันสกัดไม่ให้เขาบรรลุขั้นได้ถึงเก้าครั้ง ทว่าครั้งที่สิบพลังขัดขวางนั้นถูกทำลายไปโดยง่าย
“ปึง!”
มีเสียงระเบิดออกมาจากจุดเสินเชวี่ย ตู้เซ่าฝู่หัวใจเต้นแรงขึ้นพลังปราณในจุดเสินเชวี่ยเคลื่อนที่ซัดไหวราวกับคลื่นในมหาสมุทร……
ทันใดนั้น ตู้เซ่าฝู่สัมผัสได้ว่าตนบรรลุมีพลังถึงขั้นที่ไม่เคยมีมาก่อนมีพลังงานที่แข็งแกร่งเคลื่อนที่อยู่ในร่างกายซึ่งมีความเข้มข้นมากๆเป็นพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์ไม่รู้ตั้งกี่เท่าต่อกี่เท่า
“ซูมๆ ๆ!”
จากนั้นร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองก็แตกสลายกลายเป็นอักษรยันต์และพุ่งเข้าไปอยู่ในร่างของตู้เซ่าฝู่ในร่างของตู้เซ่าฝู่มีเสียงดังปึงราวกับมีโลหะกระทบกันจนดังกังวานมีแสงสีทองอร่ามสาดออกมาวิบวับดูน่าเกรงขามมาก