คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 89 ทุกเรื่องมักเชื่อมโยงกันเสมอ

     

            วันต่อมา

            วันนี้ซูฉางอันตื่นสายซึ่งมีเพียงน้อยครั้งเท่านั้นที่เกิดขึ้น

            เขาหลับยาวไปจนถึงเที่ยงวัน

            ฝานหรูเยว่เก็พอรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้มาคร่าวๆ นางอยากพูดปลอบซูฉางอันแต่หลังคิดอยู่นาน สุดท้ายนางก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรดี จึงจำจากไปหลังเดินวนเวียนที่หน้าห้องของซูฉางอันอยู่นาน

            เพราะตอนบ่ายมีวิชากระบี่ที่ชิงหลุนเป็นผู้ดูแล แม้จะยังหมดอาลัยตายอยากแต่หลังลังเลอยู่สักครู่ ในที่สุดเขาก็ไปที่ลานฝึกพร้อมกับกระบี่ไม้อย่างเช่นทุกวัน

            เมื่อวาน เขากับอวี้เหิงคุยอะไรกันมากมายเหลือเกิน

            แม้เขาจะเข้าใจในสิ่งที่อวี้เหิงกล่าวจนหมด แต่ความหมองหม่นในจิตใจยังคงไม่จางหายไปอยู่ดีอย่างไรเสีย เขาก็เป็นเพียงเด็กที่ยังไม่ครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์เท่านั้นย่อมไม่อาจปล่อยวางกับเรื่องบางอย่างได้เป็นธรรมดา

            ดังนั้น จิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าที่ควรตลอดการฝึกช่วงบ่ายนอกจากไม่ก้าวหน้า ศาสตร์แห่งกระบี่ของเขากลับยังถดถอยไปจากเดิมเสียอีก

            ยังไม่ทันถึงเวลาโหย่ว ซูฉางอันก็จบคาบเรียนลงอย่างชุ่ยๆ เสียแล้ว

            “เจ้าไม่สบายใจนี่” ชิงหลุนเดินเข้ามาหา นางมองดูซูฉางอันที่ขมวดคิ้วมาตลอดคาบพลางกล่าวขึ้นเช่นนั้น น้ำเสียงของนางมุ่งมั่นมาก ท่าทางมั่นใจกับความคิดของตนเหลือเกิน

            ซูฉางอันพยักหน้าที่ก้มอยู่แทนคำตอบ แล้วจึงเอ่ยออกไป “ข้าขอโทษ”

            เขารู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ควรแสดงความขอโทษเป็นอย่างยิ่งชิงหลุนเป็นอาจารย์กระบี่ของเขา แต่เพราะตัวเขาเองการฝึกกระบี่ตลอดทั้งบ่ายจึงไม่มีความก้าวหน้าแม้แต่น้อย นี่เป็นการทำให้ชิงหลุนเสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์เช่นเดียวกับที่เมืองฉางเหมิน อาจารย์เว่ยมักโกรธและทำโทษโดยการใช้ไม้ตีที่มือของเขาทุกครั้งเวลาที่เขาเรียนแย่ เมื่ออยู่ที่นี่เมื่อตนไม่ตั้งใจฝึกกระบี่ ชิงหลุนย่อมต้องโมโหด้วยเช่นกัน

            ทว่าชิงหลุนกลับไม่ได้ตอบอะไรกลับมา นางเพียงมองไปยังชายที่จมอยู่ในห้วงความสลดตรงหน้าพลางคิดในใจว่าหากเขาเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะสอนวิชากระบี่กับเขาได้สำเร็จ หากเป็นเช่นนี้เรื่องการสิ้นสุดบ่วงแห่งเหตุและผลยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย

            แต่นางมีเวลาไม่มากแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าอวี้เหิงใช้วิธีใดเหตุใดถึงยืดชีวิตตัวเองได้นานขนาดนี้ แต่นางก็รู้ว่าอย่างไรเสียอวี้เหิงก็เหลือเวลาอีกเพียงไม่นาน และเมื่อส่งดาวอวี้เหิงกับจื่อเวยเสร็จ ย่อมเป็นเวลาที่นางต้องกลับไปยังหอดาราอีกครั้งเหตุนี้ นางจึงจำเป็นต้องจบบ่วงแห่งเหตุและผลให้ได้ก่อนเวลานั้นจะมาถึง

            ดังนั้น หลังครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่นาน ในที่สุดนางก็คิดได้ว่าในเวลาเช่นนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องทำให้เด็กหนุ่มผู้นี้มีความสุขให้ได้เสียก่อน

            หลังครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดนางก็กล่าวออกไป“เราไปเที่ยวที่ตลาดกันเถอะ”

            ชิงหลุนจำได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน เพราะซูฉางอันรู้สึกอารมณ์ไม่ดี นางจึงไปเที่ยวที่ตลาดพร้อมกับเขาและในวันต่อมา เขาก็ดูสดใสขึ้นมาก เป็นสาเหตุที่ทำให้นางเอ่ยคำชวนออกไปนั่นเอง

            ทว่าซูฉางอันกลับชะงักไป เขาไม่รู้ว่าเหตุใดชิงหลุนที่เย็นชามาโดยตลอดถึงเอ่ยคำชวนเช่นนั้นออกมาแต่พอมาคิดดูอีกที ตอนนี้เขาก็รู้สึกไม่ดีอยู่ ไปเดินเที่ยวเสียหน่อยก็ดีเหมือนกัน

            ดังนั้น เขาจึงพยักหน้าแล้วเอ่ยตอบรับ “ได้!”

            เหตุนี้ทั้งสองจึงกลับมายังหนึ่งในถนนที่ครึกครื้นมากที่สุดของเมืองฉางอันอีกครั้ง...ถนนจูเชว่

            ที่นี่ยังคงครึกครื้นไม่เปลี่ยนไป ไม่ต่างไปจากเมื่อสองวันก่อนเลย

            สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงเมื่อคืน ไม่ได้ส่งผลต่อสามัญชนและร้านค้าธรรมดาภายในเมืองฉางอันแม้แต่น้อย

            แต่ซูฉางอันกลับไม่ตื่นเต้นเหมือนครั้งที่มาที่นี่เป็นครั้งแรก คือเมื่อหลายวันก่อนอีกแล้วและการเดินเที่ยวในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นสักเท่าไร

            ชิงหลุนเหล่มองซูฉางอันที่ยังคงก้มหน้าลงต่ำครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจังว่าทำอย่างไรชายผู้นี้ถึงจะรู้สึกดีขึ้นบ้างแต่เห็นได้ชัดว่านางไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้เลย นางถูกราชาปีศาจแห่งแผ่นดินทางเหนือส่งไปที่หอดาราตั้งแต่ยังเล็กต่อจากนั้นนางก็ฝึกวิชาปลงรักนับแต่นั้นเป็นต้นมา เหตุนี้ แม้อารมณ์รัก โลภ โกรธหลงของนางไม่ได้ถูกขจัดออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่มันก็เหลือน้อยเต็มที

            นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการมีความสุขเป็นอารมณ์เช่นไรกันแน่ แล้วอย่างนี้ นางจะทำให้ผู้อื่นมีความสุขได้อย่างไร

            และในตอนที่นางกำลังกลัดกลุ้มอยู่ ร้านข้างทางที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นในสายตาพอดิบพอดีชิงหลุนหัวใจกระตุกวูบ นางรีบดึงมือซูฉางอัน แล้วกล่าวขึ้นท่ามกลางสายตาที่ไม่เข้าใจของซูฉางอัน“ไปทางนั้นกัน”

            และแล้ว ทั้งสองก็ไปหยุดอยู่หน้าร้านตุ๊กตาแห่งหนึ่ง

            นี่เป็นร้านที่ซูฉางอันกับชิงหลุนเคยมาเลือกซื้อตุ๊กตาเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง

            ชิงหลุนปล่อยมือซูฉางอันแล้วเริ่มเลือกดูตุ๊กตาที่ถูกกองอยู่ตรงหน้าทันที เดิมที นางอยากถามว่าซูฉางอันชอบตุ๊กตาประเภทไหนกันแน่แต่พอหันไปเห็นท่าทางไม่สู้สนใจนักของซูฉางอัน นางก็ตัดสินใจว่าจะเลือกตุ๊กตาตามความรู้สึกของตนเองดีกว่า

            แต่นางกลับรู้สึกกลัดกลุ้มมากอยู่ดี นางไม่รู้ว่าซูฉางอันชอบอะไรแบบไหนดังนั้น หลังเลือกอยู่นาน นางก็ยังไม่มั่นใจเสียทีว่าจะให้ตุ๊กตาแบบไหนกับซูฉางอัน

            ในขณะที่กำลังกลัดกลุ้มอยู่นั้น เมื่อหยิบตุ๊กตาที่อยู่ชั้นนอกออก นางพลันถูกดึงดูดความสนใจด้วยตุ๊กตาเด็กชายตัวหนึ่งชิงหลุนหยิบตุ๊กตาตัวนั้นขึ้นมาสำรวจอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง นางคิดว่าตาโตๆกับแก้มแดงๆ ของมันละม้ายคล้ายกับซูฉางอันเหลือเกิน ยิ่งหวนนึกถึงวันนั้นที่ซูฉางอันมอบตุ๊กตาที่ดูคล้ายกับนางให้ นางก็ยิ่งคิดว่าตุ๊กตาตัวนี้ต้องทำให้ซูฉางอันดีใจได้เป็นแน่

            เหตุนี้ นางจึงหยิบเงินให้พ่อค้าทั้งที่ยังไม่ทันได้ถามราคาด้วยซ้ำจากนั้นก็ยื่นตุ๊กตาให้ซูฉางอัน “ข้าให้”

            ซูฉางอันชะงักไป

            เขารับตุ๊กตานั้นเอาไว้อย่างลืมตัว ก่อนจะมองไปยังชิงหลุนอย่างไม่เข้าใจ

            “ไม่ชอบรึ? ”  เมื่อได้เห็นสีหน้างุนงงของซูฉางอัน นางพลันคิดว่าตุ๊กตาที่ตนเลือกไม่ถูกใจซูฉางอันขึ้นมา

            ซูฉางอันได้สติกลับมาในที่สุด สำหรับชิงหลุนที่เย็นชาราวกับน้ำแข็งการให้ของคนอื่นนับเป็นเรื่องประหลาดเต็มทน แต่ซูฉางอันก็ยังมองตุ๊กตาในมืออย่างตั้งใจก่อนจะคิดว่าตุ๊กตาไม้ในมือก็มีส่วนที่เหมือนกับตนอยู่เหมือนกันและในขณะที่เขาเตรียมจะกล่าวคำขอบคุณ จู่ๆมือเรียวของใครบางคนก็ยื่นเข้ามาตรงหน้าเสียก่อน

            มือที่แฝงไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ฉวยตุ๊กตาไม้ไปจากมือของซูฉางอันจากนั้นก็ยื่นตุ๊กตาอีกตัวมาให้ มันเป็นตุ๊กตาผู้หญิงในชุดสีเขียวนั่นเอง ซูฉางอันรู้สึกคุ้นตาเล็กน้อยก่อนจะฉุกคิดขึ้นได้ว่านี่เป็นตุ๊กตาที่เขามอบให้ชิงหลุนเมื่อหลายวันก่อน

            เขาเงยหน้าขึ้นไปมองชิงหลุนด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่านางหมายความว่าอย่างไรกันแน่

            “เราแลกกันเถอะ” ชิงหลุนกล่าวเช่นนั้น

            ความคิดของนางเรียบง่ายมาก กล่าวคือในเมื่อซูฉางอันไม่ชอบตุ๊กตาที่นางเลือกเช่นนั้นเขาก็น่าจะชอบตุ๊กตาที่เลือกเอง ดังนั้นนางจึงตัดสินใจแลกกับเขานั่นเอง

            จากนั้นนางเก็บตุ๊กตาที่ละม้ายคล้ายกับซูฉางอันเข้าไปในอกเสื้อแล้วรักษามันเอาไว้อย่างดี

            “นี่เป็นตุ๊กตาที่เจ้าเคยให้ข้าไว้” นางกล่าวเช่นนั้น นางยังจำคำที่ซูฉางอันบอกได้เสมอคือเมื่อคนอื่นให้ของ ก็ควรจะเก็บรักษามันเอาไว้ให้ดี ดังนั้นนางจึงใช้การกระทำนั้นแสดงให้รู้ว่าในตอนนี้สำหรับนางแล้ว เมื่อแลกตุ๊กตากัน ตุ๊กตาตัวใหม่ก็ถือเป็นตุ๊กตาที่ซูฉางอันมอบให้นางเช่นกัน

            ซูฉางอันหน้าแดงขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

            เขามองตุ๊กตาที่เหมือนกับชิงหลุนในมือ แล้วมองไปยังตุ๊กตาที่เหมือนกับตัวเองซึ่งชิงหลุนพกติดตัวตลอด แล้วเขาอดนึกถึงคู่รักที่ให้ของแทนใจในนิยายขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้

            เขาหัวใจเต้นแรงมากขึ้น ใบหน้าก็แดงไปหมด แต่เมื่อเหล่มองชิงหลุนเขากลับพบว่าชิงหลุนยังคงมีสีหน้าเป็นปกติ ไม่ได้มีสิ่งใดแปลกไปจึงนึกด่าตัวเองในใจที่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย จากนั้นก็ทำตามชิงหลุนคือเก็บตุ๊กตาตัวนั้นเข้าไปในอกเสื้อ

            แต่อาจเป็นเพราะตุ๊กตาตัวนี้เพิ่งถูกนำออกมาจากอ้อมอกของชิงหลุนมันจึงยังมีความอบอุ่นจากตัวนางอยู่ และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่ซูฉางอันหน้าแดงขึ้น

            แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ชิงหลุนคิดว่าซูฉางอันอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้วริมฝีปากของนางจึงพลอยยกขึ้นอย่างลืมตัวไปด้วย

            สีหน้าที่ไม่ได้ปรากฏอยู่บนใบหน้าของนางมานานแสนนานแล้ว นานจนนางเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าบัดนี้ตนมีสิ่งที่เรียกว่าสุขผุดขึ้นมาในใจ

            “ว่ากันว่ามั่วทิงอวี่เดินทางไปที่ดินแดนทางเหนือและไปเจอเข้ากับเด็กชายนามว่าซูฉางอัน! ” ในตอนนั้นเองจู่ๆ เสียงกังวานของชายคนหนึ่งก็ดังออกมาจากจุดที่ไม่ไกลออกไปนัก 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน