นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 153 ชะตาขีดเขียนเองได้ แต่ชีวิตที่สูญเสียไม่อาจกลับคืน

        ตอนที่ 153 ชะตาขีดเขียนเองได้ แต่ชีวิตที่สูญเสียไม่อาจกลับคืน

         

         

        “คุณนิทานครับ ให้เกียรติประลองกับผมได้มั้ยครับ” นี่คือถ้อยคำของโฮโจหลังจากที่พวกเขาอิ่มเอมจากมื้ออาหารค่ำในช่วงเย็น อารากะได้จัดเตรียมมื้ออาหารค่ำสำหรับกลุ่มขุดค้นไว้ เป้าหมายหลักก็คือเพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน

         

        นิทานเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่งนัก คนที่พูดส่วนมากในมื้ออาหารนี้จึงเป็นอารากะและไพลินเสียมากกว่า เพชฌฆาตนิทานไม่ขอนับเนื่องจากเขาคุยกับทุกคนไปทั่วจนหมด หากก็ต้องยอมรับว่าเพราะเพชฌฆาต หลาย ๆ คนจึงดูจะรู้จักกันมากขึ้น

         

        เลโอเป็นคนที่นุ่มนวลที่สุด เธอกินอาหารอย่างสุภาพและเรียบร้อย ไม่เหลือเศษอาหารใด ๆ แม้แต่น้อยบนจาน เธอปฏิบัติตามหลักการของศาสนาปฐมมันตราที่ว่าชีวิตมีคุณค่า

         

        แม้แต่การพูดจาของเธอก็สุภาพเช่นกัน แต่เพราะเป็นเช่นนั้น เธอจึงเป็นคนที่โดนเพชฌฆาตชวนคุยบ่อยที่สุด

         

        อิซึมิไม่ค่อยพูดจานัก ท่าทีตึงเครียดและจริงจังของเขาทำให้เขาไม่ค่อยพูดคุยเล่นเสียเท่าไหร่ หากก็ไม่ใช่การหยิ่งยโสแต่อย่างใด เมื่อมีใครชวนเขาคุย เขาก็ตอบรับเป็นอย่างดี เพียงแต่ไม่ค่อยจะยิ้มนัก

         

        เพชฌฆาตไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง นอกจากเวลาเคี้ยวและเวลาที่คนอื่นกำลังพูดอยู่แล้ว ไอ้หมอนี่ชวนคนอื่นคุยไม่หยุดปากถึงขั้นที่นิทานเริ่มสงสัยแล้วว่าการพูดมากเป็นเงื่อนไขพลังอะไรหรือไม่

         

        ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าเขาพูดคุยจนนิทานรับรู้เรื่องส่วนตัวของหลาย ๆ คนได้จากการฟัง

         

        เลโอเป็นน้องสาวที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันทางสายเลือดกับไลล่า แม้ระดับขั้นในศาสนจักรจะต่างกันมาก แต่เป็นเพราะไลล่าประสบความสำเร็จในวิถีแห่งปฐมมันตรา เธอรับรู้ได้ถึงมันตราโบราณตั้งแต่ยังเด็ก ฐานะของเธอจึงสูงส่ง

         

        ยามเด็กเธอและเลโอสนิทกันมาก ศึกษามันตราด้วยกัน พ่อแม่ทั้งสองก็เป็นเพื่อนสนิทกัน พวกเธอจึงเป็นดั่งพี่สาวน้องสาว แม้ไลล่าจะน่าประทับใจถึงเพียงนั้นหากน้องสาวอย่างเลโอก็มิได้อ่อนด้อยเลย เธอเป็นผู้เรียนรู้ 3 คำที่ก้าวขึ้นมาเป็นนักสลักเอกได้ในเวลาไม่นาน หากเธอค้นพบคำแห่งพลังได้เพิ่มเติมขุมอำนาจเบื้องหลังย่อมยินดีสนับสนุน

         

        อิซึมิคือผู้ที่ได้รับฉายาหอกยาวแห่งอิสึกะ ไม่เพียงเพราะเขาคือผู้เรียนรู้ 3 คำ และขึ้นเป็นนักสลักเอกได้เช่นเดียวกัน หากเป็นเพราะฝีมือในฐานะจอมหอกและความภักดีอันไร้ที่สิ้นสุดของเขา

         

        ครอบครัวของอิซึมิเป็นตระกูลสาขา แม้กระนั้นก็ยังได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ยามที่แม่ของเขาป่วยตระกูลอิสึกะยินดีดูแลและรักษาแม่ของเขาจนหายดี แม้จะใช้ทั้งเงินทองและเวลาหลายปี เพราะเหตุนั้นความภักดีของเขาจึงฝังรากลึกจากความสำนึกในบุญคุณ

         

        อิซึมิยังมีคำแห่งพลังอันเกิดจากความภักดีที่ทำให้ตระกูลอิสึกะไว้ใจเขาเป็นอย่างมาก เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาได้เข้าร่วมกลุ่มขุดค้นนี้ สถานะของเขาจึงเป็นเช่นเดียวกันกับเลโอ หากค้นพบคำแห่งพลัง การสนับสนุนจะตามมา

         

        ความสามารถของแต่ละคนทำให้นิทานเกิดความยอมรับอย่างแท้จริง ผู้เรียนรู้ 3คำอาจจะดูเหมือนเยอะเพราะเขาคลุกคลีอยู่กับกลุ่มคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นพวกไพรที่ในหมู่นักผจญภัยระดับมรกตก็ยังถือว่าโดดเด่น หน่วยพิทักษ์เมืองที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลความปลอดภัยของนครรัตนะ หน่วยเช่นนี้ย่อมไม่ขาดแคลนผู้มีพรสวรรค์

         

        นอกเหนือจากสังคมเช่นนี้ หากเดินออกไปท่ามกลางคนนับพัน อาจมีผู้เรียนรู้ 3คำ ไม่ถึง 10คน ในและ 10คนนั้น อาจไม่มีใครเลยที่สามารถขึ้นเป็นนักสลักเอกได้ ยิ่งคำแห่งพลังมากเท่าใดก็ยิ่งยากจะเรียนรู้ให้ถ่องแท้เท่านั้น ความสนใจจะถูกกระจายตัวออก

         

        แต่สิ่งที่นิทานยอมรับยิ่งกว่าคือการที่เพชฌฆาตและองค์หญิงไพลินทำให้ทุกคนยินดีเล่าเรื่องของตนได้มากเช่นนี้ การได้รู้เรื่องราวเช่นนี้ทำให้พวกเขาสบายใจในกันและกันมากยิ่งขึ้น

         

        นี่อาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลที่องค์หญิงไพลินเลือกเขาด้วยเช่นกัน

         

        โฮโจก็ไม่ได้มีท่าทีหยิ่งยโสอย่างอัจฉริยะทั่วไปแต่อย่างใด เพียงแต่เขาดูจะจับจ้องนิทานมากเป็นพิเศษ เมื่อเพชฌฆาตชวนคุยเขาก็ตอบตามปกติ แต่เมื่อองค์หญิงไพลินชวนคุย เขาดูจะหลบตาอย่างเห็นได้ชัด

         

        องค์หญิงไพลินผู้ชาญฉลาดกลับดูจะไม่รู้ตัวหรือไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย ยังคงชวนคุยด้วยรอยยิ้มต่อไป นิทานได้แต่เอามือก่ายหน้าผากกับความไม่รู้เรื่องของเธอพร้อมกับให้กำลังใจโฮโจไปในตัว

         

        เขาเดาความคิดของไพลินได้เลยว่าเธอกำลังต้องการตีสนิทว่าที่ผู้มีตำแหน่งสูง แต่ในสายตาของโฮโจแล้ว ยิ่งเธอใจดีชวนเขาคุยเขายิ่งหน้าแดง

         

        เพชฌฆาตเล่าเรื่องของตนเช่นกันเมื่อเลโอถามกลับ

         

        “ผมเหรอครับ ผมมีชีวิตธรรมดามากเลยครับ พอเรียนจบก็โดนหน่วยเชื้อไฟทาบทาม เข้าทำงานมาเรื่อย ๆ รอเวลาที่จะได้ทำพิธีสลักคำ เป็นชีวิตสบาย ๆ ครับ ทำงานเบื้องหลัง ดูงานของหน่วยเชื้อไฟคนอื่น ๆ เรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ ทำนู่นทำนี่ ก็ทั่ว ๆ ไปครับ แถมได้เงินเดือนด้วยนะครับ สบายมากเลย” เพชฌฆาตเล่าเรื่องราวชีวิตของตนอย่างสบาย ๆ

         

        นิทานฟังอย่างสนใจ เพราะชีวิตของเพชฌฆาตดูเป็นชีวิตที่เขาสมควรจะมีหากเขาไม่ได้ทำพิธีสลักคำก่อนวัยอันควร เป็นเส้นทางอันสวยงาม เข้าหน่วยเชื้อไฟ ได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์ หากโชคดีค้นพบคำแห่งพลังเพิ่มก่อนทำพิธีสลักคำในวัย 40ปี อนาคตของเขาจะเปล่งประกาย

         

        หลังจากนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเส้นทางอันรุ่งโรจน์หลังจากนั้น เขาจะกลายเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของอาณาจักรไฟกัลป์อย่างเต็มภาคภูมิ

         

        “แล้วทำไมถึงได้ทำพิธีสลักคำล่ะครับ” โฮโจถามอย่างลืมตัว แล้วจึงรู้ตัวทีหลัง ก่อนจะก้มหัวขอโทษด้วยแววตาสำนึกผิด

         

        ทุกคนในที่นี้ล้วนสืบเรื่องของแต่ละคนมาบ้าง และเพชฌฆาตคือมือดีที่สุดของรัตนชาติคนเล็ก ชื่อของเขาจึงค่อนข้างโด่งดัง ทุกคนล้วนรับรู้ว่าอัจฉริยะที่เป็นนักสลักโทด้วยวัยเพียง 34ปีผู้นี้ทำพิธีสลักคำเพราะความจำเป็นบางอย่าง

         

        หากเขาไม่ได้ทำพิธีสลักคำล่วงหน้า เขาสมควรเป็นผู้หนึ่งที่ไม่ด้อยไปกว่าโฮโจในด้านพรสวรรค์

         

        “ขอโทษครับ ผมปากไวไปหน่อย” โฮโจกล่าว เขาสำนึกตัวเองดีว่าการกล่าวถึงปมของอีกฝั่งหรือถามถึงเป็นเรื่องเสียมารยาทเพียงใด และถ้าไม่มีเหตุสำคัญ ไม่มีอัจฉริยะคนใดยินดีทำพิธีสลักคำตั้งแต่ยังเยาว์

         

        ตัวนิทานเองก็เช่นกัน หากไม่ใช่เพราะเขาสนิทกับองค์หญิงไพลินก็คงมีคนไม่มากที่จะรู้ว่าเขาทำพิธีสลักคำเพื่อช่วยชีวิตคีตา

         

        “ไม่เป็นไรครับ ไม่ใช่เรื่องต้องปิดบังอะไร แค่ตอนนั้นหนึ่งในศัตรูของหน่วยเชื้อไฟเขาพบที่อยู่ของผมน่ะครับ เลยไปโจมตีที่รักของผมเข้า ตอนนั้นผมอยู่ใกล้สุด แถมศัตรูนั้นก็เป็นแค่นักสลักเอก ผมเลยทำพิธีสลักคำแล้วพกสมบัติของหน่วยเชื้อไฟไปช่วยเธอครับ” เพชฌฆาตพูดด้วยรอยยิ้ม แม้มันจะเป็นเรื่องที่ทำให้เขาสูญเสียอนาคตไปก็ตาม

         

        “เกือบตายเลยครับ ดีนะที่หน่วยพิทักษ์เมืองมาช่วยทัน ผมท้องเป็นรู เลือดไหลโชกเลย ตอนนี้ยังมีแผลเป็นอยู่เลยครับ ดูสิ ๆ” เขาถกเสื้อเผยให้เห็นร่างกายแกร่งและกล้ามเนื้อสมบูรณ์ หากสิ่งที่ดึงดูดสายตาจริง ๆ คือแผลเป็นขนาดใหญ่ที่พาดไปครึ่งตัวของเขา ใหญ่ยิ่งกว่าหัวของมนุษย์เสียอีก

         

        ไม่ใช่แค่รูที่ท้องแล้วมั้ง นิทานกลืนน้ำลายเมื่อเห็นขนาดของแผลเป็น

         

        “แต่หน่วยเชื้อไฟเคร่งเรื่องกฎเกณฑ์เป็นอันมากไม่ใช่เหรอคะ ทั้งการแหกกฎ การทำพิธีสลักคำ การใช้สมบัติอีก” เลโอเลิกคิ้วถาม จากที่เธอรู้มา หน่วยเชื้อไฟนั้นขึ้นตรงกับราชวงศ์ กฎเกณฑ์จึงเข้มงวดจนแทบจะไร้เหตุผล ไม่มีที่ว่างให้ความยืดหยุ่นแม้แต่น้อย

         

        นิทานลอบหยักหน้า เขายังจำหน่วยเชื้อไฟหญิงคนนั้นที่เดินทางมาไล่เขาออกจากตำแหน่งหลังจากเขาทำพิธีสลักคำอย่างไม่ไยดี

         

        “ก็โดนไล่ออกสิครับ โดนด่าเสียหมาเลยล่ะ ถึงที่รักผมจะปลอดภัยแต่ผมก็โดนไล่ออกจากตำแหน่ง แถมโดนบังคับให้รักษาความลับเรื่องความผิดพลาดของพวกเขาด้วย” เพชฌฆาตหัวเราะ ราวกับสิ่งที่เขาโดนกระทำมาไม่ใช่เรื่องใหญ่

         

        “อะไรกันคะ ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลก็หลุดเพราะพวกเขาแท้ ๆ” เลโอขมวดคิ้ว เธอพูดโดยไม่สนใจเลยว่าองค์หญิงไพลินก็เป็นราชวงศ์คนหนึ่ง

         

        “ใช่ค่ะ เราเลยไปด่าพวกนั้นกลับยับเลยล่ะ ตัดเงินเดือนพวกที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หัวหน้าหน่วยของเพชฌฆาตในตอนนั้นก็โดนเราไล่ออกเรียบร้อย” องค์หญิงไพลินหัวเราะตาม

         

        “ตอนนั้นตลกมากเลยล่ะครับ ใครก็ไม่รู้อยู่ ๆ ก็พุ่งเข้ามาพูดช่วยผมทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผมพึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นองค์หญิงไพลิน วันนั้นองค์หญิงด่าจนพวกนั้นหน้าซีด เถียงกันไม่ออก ผมเลยได้กลับเข้าหน่วยนี่ล่ะครับ แต่เป็นในสังกัดขององค์หญิงแต่เพียงผู้เดียว” เพชฌฆาตยิ้ม เขาถวายตัวรับใช้องค์หญิงไพลินตั้งแต่วันนั้น คนเพียงผู้เดียวที่ก้าวขึ้นมาสู้เพื่อเขา มอบความเป็นธรรมให้เขา และจัดการไอ้พวกหัวโบราณเหล่านั้น

         

        “รางวัลของผู้ที่ทำความดีสินะครับ โอกาสครั้งใหม่ถึงได้เปิดทาง” อิซึมิยิ้ม นี่เป็นครั้งแรกที่เขายิ้มเลยในมื้ออาหารนี้

         

        “ผิดแล้วครับ รางวัลของผมได้มาตั้งนานแล้ว ก่อนที่ผมจะโดนไล่ออกเสียอีกครับ การที่ผมได้ภรรยาที่ดีที่สุดในโลก การที่ผมมีโอกาสได้ตื่นเช้ามามองหน้าคนที่ผมรักที่สุด นั่นเป็นรางวัลที่มีค่าที่สุดแล้วครับ ส่วนหลังจากนั้นคือน้ำใจที่องค์หญิงไพลินมอบให้ผมมากกว่า และผมยินดีตอบแทนด้วยทั้งชีวิตของผมครับ”

         

        “แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือผมมั่นใจว่าองค์หญิงจะนำพาอาณาจักรนี้ไปในทางที่ดีครับ ผมต้องการให้ลูกของผมได้อยู่ในอาณาจักรที่เธอปกครอง” คำพูดของเพชฌฆาตมีเพียงความจริงใจและความสุข ไม่มีท่าทีของการเสียดายหรือเสียใจแม้แต่น้อย เขาเชื่อมั่นในอนาคตอย่างแท้จริง และเขาจะพยายามเต็มที่เพื่ออนาคตนั้น

         

        ทุกคนอมยิ้มกับคำพูดของเพชฌฆาต ในที่นี้มีแต่ฝักฝ่ายเดียวกันจึงไม่มีใครมีท่าทีไม่เห็นด้วย มีแต่ตัวองค์หญิงไพลินเองที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำ ก้มหน้าด้วยความเขินอาย

         

        นิทานอดไม่ได้ต้องจิ้มเอวเธอเบา ๆ จนเธอสะดุ้ง เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นจึงเห็นใบหน้าและสายตาแห่งการยอมรับจากทุกคนในที่นี้ แม้จะมีสายตาหนึ่งคิดมากกว่านั้นก็ตาม

         

        เป็นคนดีเลยนี่นา นิทานคิดในขณะที่มองไปยังเพชฌฆาต เขายอมรับว่าความประทับใจแรกของเขากับเพชฌฆาตไม่ค่อยดีนักเพราะเขาพูดเยอะมาก แต่หลังจากได้ยินเรื่องของเขานิทานยามนี้ยอมรับในตัวเขาอย่างแท้จริง

         

        ไม่ใช่เพราะความภักดีในตัวองค์หญิงไพลินหรือเพราะเขาเป็นคนดี หากเป็นเพราะเขาไม่มีท่าทีเสียใจกับอดีตที่เขาทำพิธีสลักคำเลยแม้แต่น้อย

         

        เพชฌฆาตเห็นคนสำคัญของตนมีค่ายิ่งกว่าอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เขาไม่เสียใจแม้แต่น้อย แม้แต่ยามพูดถึงก็ยังมีแต่ความยินดีและภูมิใจกับการตัดสินใจของตน

         

        เช่นเดียวกันกับตัวนิทานเอง

         

        นิทานเคยจินตนาการถึงอนาคตในอีกรูปแบบเหมือนกัน แต่เขาไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่เขาทำไป ยิ่งเขาได้กอดคีตายามหลับฝัน สัมผัสถึงไออุ่นจากร่างของมัน เวลาที่ขนนุ่มฟูของคีตากระทบใบหน้า เขายิ่งมีความสุขกับการตัดสินใจของตน

         

        เพชฌฆาตเห็นความสำคัญของความรักมากกว่าโอกาสส่วนตัว นั้นคือสิ่งที่เขายอมรับและนับถือจากใจ

         

        จะไปใส่ใจอนาคตที่ยังมาไม่ถึงมากกว่าสิ่งสำคัญข้างกายได้ยังไง ชะตาขีดเขียนเองได้ แต่ชีวิตที่สูญเสียไม่อาจกลับคืน