่อาหารกลางวัน เหยาซื่อกำชับให้บ่าวไพร่ยกอาหารแยกไปที่เรือนฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกับเสิ่นเย่ว์เฉิน เพื่อให้พวกนางได้พักผ่อนสักหน่อย
เสิ่นเย่ว์เฉินกินอาหารกลางวันเงียบๆ คนเดียวเสร็จแล้วอู๋มามาก็ยกชาเข้ามาให้ นางยังไม่ทันเก็บกวาดโต๊ะอาหารให้เรียบร้อยหลี่หมัวมัวก็มาหา
นางมาเยี่ยมเยียนเสิ่นเย่ว์เฉินแทนฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น พร้อมถือโอกาสถามว่าคนเรือนนี้้าสิ่งใดเพิ่มเติมหรือไม่
เสิ่นเย่ว์เฉินลุกขึ้นต้อนรับ พลางมองหลี่หมัวมัวอย่างอ่อนโยนั์ตาเปี่ยมไมตรีจิต“หมัวมัวมาแล้วหรือ กินข้าวแล้วหรือไม่” กล่าวจบก็สั่งอู๋มามาที่อยู่ข้างกายโดยไม่รอหลี่หมัวมัวตอบ“ไปเตรียมขนมอบมาสักหน่อยเถิด”
หลี่หมัวมัวรีบโบกมือปฏิเสธ “อย่าวุ่นวายไปเลยเ้าค่ะ บ่าวกินข้าวแล้ว”
แม้จะกินแล้วแต่อู๋มามาก็ยังยกน้ำชาและขนมเข้ามา หลี่หมัวมัวขอบคุณพร้อมรอยยิ้มกว้างแล้วนั่งลงจากนั้นก็ดื่มชาไปอึกหนึ่งเป็มารยาท “คุณหนู ทุกอย่างสบายดีหรือไม่เ้าคะ คุ้นชินกับที่นี่หรือยังเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินผงกศีรษะพร้อมคลี่ยิ้ม
หลี่หมัวมัวกล่าวต่อไป “ฮูหยินผู้เฒ่าบอกให้คุณหนูพักผ่อนอย่างสบายใจพอถึงเวลาอาหารเย็นค่อยไปรวมตัวกินอาหารกันทั้งครอบครัวเ้าค่ะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้น แม้ใบหน้าประดับรอยยิ้มแต่ในใจกลับแอบทอดถอนใจ
ต้องเริ่มแสดงละครอีกแล้วหรือ
เนื่องจากเป็การรวมตัวกินอาหารครั้งแรกของครอบครัวสายตรงเหยาซื่อจึงสิ้นเปลืองความคิดจัดแจงไปไม่น้อย
บริเวณที่นั่งรวมตัว เสิ่นจื้ออวิ๋นไม่ลืมจิบสุราสองสามจอกใบหน้าปรากฏรอยแดงระเรื่อจางๆ ดูอวบอิ่มสมบูรณ์ ท่าทางมีความสุขยิ่งนัก
เหยาซื่อยกสุราและคีบอาหารให้เขาด้วยตนเองไม่ปล่อยให้อนุภรรยาข้างหลังเข้ามาสอดมือแม้แต่น้อย
ข้างกายเสิ่นจื้ออวิ๋นมีอนุภรรยาสองคน คนแรกคือซ่งซื่อ อายุเท่าเหยาซื่อรูปร่างปานกลาง ความงามพอใช้ ใบหน้ากลมผัดแป้งเล็กน้อยดวงตาทั้งสองหลุบต่ำตลอดเวลา นางคอยปรนนิบัติทุกคนระหว่างกินอาหารอย่างพินอบพิเทาท่าทางสงบเสงี่ยมเรียบร้อย
อนุคนที่สองคือเฉียวซื่อ เดิมเป็สาวใช้สินเดิมของเหยาซื่อ ต่อมาเสิ่นจื้ออวิ๋นถูกใจจึงเอ่ยปากขอรับนางเป็อนุภรรยากับเหยาซื่อด้วยตนเองนางอายุยี่สิบต้นๆ รูปโฉมงดงาม คอยคีบอาหารให้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลานับเป็คนเอาใจใส่ยิ่งนัก
เฉียวซื่อไม่เพียงแต่ดูอ่อนเยาว์กว่าซ่งซื่อมาก การแต่งกายของนางก็หรูหรางดงามมากกว่ามิได้ราบเรียบเช่นซ่งซื่อ กลับสวมใส่ชุดผ้าไหมสีน้ำเงินทะเลสาบกลางเก่ากลางใหม่ประดับปิ่นสองเล่มบนศีรษะ ดูเหมาะสมไม่โอ้อวดเกินไป
แม้เฉียวซื่อจะเป็อนุภรรยา แต่ก็คลอดบุตรสาวให้เสิ่นจื้ออวิ๋นสองคนดังนั้นนับได้ว่านางใช้ชีวิตอย่างสมปรารถนาแล้วส่วนซ่งซื่อแม้จะถูกรับเข้ามานานกว่าแต่ก็ไม่ได้คลอดบุตรธิดาหรือบุตรชาย ตอนนี้นางอายุมากแล้วจึงยิ่งไม่ได้รับความรักจากเสิ่นจื้ออวิ๋นฉะนั้นเื่อาหารพัสตราภรณ์หรือการจับจ่ายใช้สอยย่อมไม่อาจเชิดหน้าชูตาได้
เสิ่นเย่ว์เฉินมองภรรยาทั้งสามของบิดาตน ในใจเกิดความรู้สึกมากมายผสมปนเป
เมื่อสตรีแต่งออกไปก็กลายเป็บริวารของบุรุษชั่วชีวิตต้องปรนนิบัติพ่อแม่สามีทุกวัน สามีและบุตรธิดาใช้ชีวิตอย่างที่ต้องเงยหน้ามองสีหน้าผู้อื่นตลอดชีวิต
ส่วนเหยาซื่อแม้จะเป็ภรรยาแต่งคนที่สองแต่จะดีจะร้ายก็ยังนับว่าเป็ภรรยาเอก มารดาอาศัยบารมีบุตรบ้านเดิมก็ร่ำรวยมั่งมีดังนั้นจึงเชิดหน้าชูตาบ้านสามีได้มาก ด้านเฉียวซื่อกับซ่งซื่อดูผิวเผินอาจมีสูงมีต่ำแต่อันที่จริงก็เป็คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกันกับเหยาซื่อ
เสิ่นเย่ว์เฉินหลุบตานับเม็ดข้าวในถ้วยตนด้วยท่าทางเหม่อลอย
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นล้วนเห็นทุกอากัปกิริยาของนางอยู่ในสายตา ครั้นเวลาอาหารเย็นล่วงเลยไปจึงเรียกเสิ่นจื้ออวิ๋นผู้เป็บุตรชายมาพูดคุยเป็การส่วนตัว“...่อาหารเย็นวันนี้ เหตุใดเ้าไม่พูดคุยกับเด็กเย่ว์เฉินนั่นสักคำเล่า”
เสิ่นจื้ออวิ๋นที่กำลังพิงตั่งให้สร่างเมาขมวดคิ้วเล็กน้อย “กินอาหารไม่พูดคุยนอนหลับไม่สนทนา นี่ไม่ใช่มารยาทที่ท่านแม่สั่งสอนข้าั้แ่เล็กหรอกหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นเขาหลับตาอย่างไร้ระเบียบเช่นนั้นก็วางถ้วยชาลงกล่าวว่า “เ้าเอาคำพูดเหล่านี้มาขัดข้าให้น้อยลงหน่อยเถิดจะอย่างไรนางก็เป็บุตรสาวแท้ๆ ของเ้า ต่อให้เ้าพูดคุยกับนาง ก็ไม่ทำให้เ้าเสียหายอะไรหรอก”
เสิ่นจื้ออวิ๋นยังคงหลับตา ตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ท่านแม่เื่พวกนี้ลูกทราบดี แต่พอเห็นหน้านาง ใจลูกก็รู้สึกอึดอัดยิ่งนัก”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นบ่นไปว่า “เ้าอึดอัดแล้วเด็กคนนั้นไม่อึดอัดหรือ”
เสิ่นจื้ออวิ๋นเห็นนางกล่าวเสียงเข้มขึ้นเช่นนี้ก็ลืมตาแล้วค่อยๆยืดตัวนั่งตรง
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยื่นมือผลักถ้วยชาบนโต๊ะไปหน้าเขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เื่นี้เร่งด่วน เ้ารีบถือโอกาสนี้สนิทสนมกับบุตรสาวสักหน่อยนี่เป็เื่ดี ต่อไปภายหน้านางไปที่ตระกูลจูแล้ว ในใจจะยิ่งจดจำห่วงหาพวกเราทำสิ่งใดก็ง่ายขึ้น”
เสิ่นจื้ออวิ๋นดื่มชาไปอึกหนึ่ง ทำให้ลำคอโล่งโปร่ง “ขอรับ ลูกทราบแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นไม่อยากเห็นท่าทางลำบากใจของเขาจึงกล่าวต่อไปว่า“บางทีอาจเป็เพราะไม่ได้พบกันหลายปี คงเลี่ยงไม่ได้ที่เ้าจะอึดอัดใจผ่านไปนานเข้าก็คงดีขึ้น” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้นางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง“ความจริงดวงตาของเด็กคนนั้นเหมือนเ้ามาก และนางยังเขียนอักษรได้ดีด้วยไปเติบโตอยู่ข้างนอกั้แ่อายุยังน้อยแต่กลับเขียนอักษรงดงามเช่นนี้ดูถูกไม่ได้เลยจริงๆ!”
นี่เป็สิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นชมเชยเสิ่นเย่ว์เฉินต่อหน้าบุตรชายเมื่อก่อนทั้งคู่มักหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงนางราวกับว่าขอเพียงไม่พูดถึงก็จะลืมว่าตระกูลเสิ่นมีเด็กคนนี้อยู่อย่างไรอย่างนั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกล่าวจบก็หยิบคัมภีร์ที่เสิ่นเย่ว์เฉินเคยคัดเมื่อก่อนออกมาวางบนโต๊ะ
เสิ่นจื้ออวิ๋นลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็หยิบคัมภีร์ขึ้นมาพลิกดูเดิมทีคิดจะดูผ่านๆ ไม่นึกเลยว่าเสิ่นเย่ว์เฉินจะเขียนตัวอักษรงดงามจนทำให้คนเห็นแล้วยากจะลืมเลือนได้ลายมือของนางลึกซึ้งและทรงพลัง แต่ก็ไม่ขาดความงดงามดั่งสตรีดูแล้วสบายตาสบายใจยิ่งนัก
เสิ่นจื้ออวิ๋นใเข้าแล้วจริงๆ ชั่วขณะนั้นไม่อาจกล่าวคำใดออกมาได้ทำเพียงพลิกดูหนังสือเล่มนั้นไม่หยุด
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นไตร่ตรองครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ดีกับนางหน่อยเถิด ถึงอย่างไรก็เป็พ่อลูกกันอย่าให้ผู้อื่นนินทาได้”