เดิมทีการทดสอบจะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องแต่เพราะปีนี้มี ‘อุบัติเหตุ’ เกิดขึ้นสองครั้งติดต่อกันการทดสอบจึงถูกเลื่อนไปอีกเจ็ดวัน
‘อุบัติเหตุ’ ครั้งแรกคือคนจากเมืองหนานหลีตายจากการโจมตีของสัตว์อสูรไปหกสิบห้าคน
‘อุบัติเหตุ’ ครั้งที่สองก็เป็นคนจากเมืองหนานหลีมีคนบาดเจ็บมากกว่าสี่สิบคน แม้พวกเขาจะได้รับการรักษาด้วยสุราผลไม้แต่ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสี่หรือห้าวันกว่าจะฟื้นตัว
เย่หยางซึ่งเป็นผู้ทำให้เกิด ‘อุบัติเหตุ’ ทั้งสองครั้งขณะนี้กำลังกินดื่มสุราผลไม้กับสมาชิกของเมืองปาฮวงอย่างอิ่มเอมใจ
นอกจากหลี่เฉิงเฟิงกับคนอื่นๆ จากเมืองปาฮวงยังมีสตรีอีกคนหนึ่งอยู่ในกระโจมซึ่งก็คือหลันไฉเตี๋ย
คราแรกผู้คนต่างประหลาดใจอยู่ไม่น้อยเหตุใดหลันไฉเตี๋ยถึงมาอยู่ที่นี่ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับเชิญ ทั้งยังทำตัวสนิทสนมคุ้นเคยกับเย่หยางมากอีกต่างหาก
หลังจากคบหากันได้ไม่กี่วันก็พบว่าหลันไฉเตี๋ยเป็นอัจฉริยะในด้านวรยุทธ์ แม้จะเกิดในตระกูลที่มีชื่อเสียงแต่นางก็หาได้เย่อหยิ่งแม้แต่น้อย กลับกันนางนิสัยตรงไปตรงมามากด้วยใบหน้าอันไร้เดียงสากับความน่ารัก ในไม่ช้านางก็สนิทกับเย่ชิงเสวียนและคนอื่นๆ
ทุกวันนี้หลันไฉเตี๋ยมีความสุขมากเช่นกันการเกิดในครอบครัวใหญ่โตนำความเศร้าโศกมาสู่โชคชะตา ทำให้นางไม่อาจมีสหายรู้ใจได้
คนรอบตัวนางส่วนใหญ่ไม่หวาดกลัวก็หวังว่าจะได้อะไรจากนางแม้นางยังเยาว์ แต่ก็มองเห็นโลกรอบตัวได้อย่างชัดเจนแล้ว
ทำให้นางมีจิตใจที่แก่กว่าวัยและโดดเดี่ยวนักสาเหตุที่นางทำตัวแปลกแยก ชอบสร้างปัญหาอยู่เสมอ ก็เพราะนางมีจิตใจที่ดื้อรั้นเหมือนเด็กสาวคนหนึ่งแค่นั้นเอง
แต่หลังจากพบกับเย่หยางนางก็รู้สึกว่าเขาแตกต่างจากทุกคนที่นางรู้จัก ทั้งกล้าหาญ ฉลาดแกมโกง เหี้ยมโหดมีอารมณ์ขัน เป็นชายลึกลับที่ยากจะเข้าใจได้
ยิ่งกว่านั้นเขาจริงใจต่อผู้คนรอบข้างเป็นอย่างมากรอยยิ้มทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยเสมอ หลันไฉเตี๋ยชอบความรู้สึกนี้มาก
เมื่อเห็นหลันไฉเตี๋ยมองมา เย่หยางก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า "เสี่ยวเตี๋ย เจ้าบอกว่าตนเองมาจากตระกูลใหญ่ไม่ใช่หรือไรแสดงว่าที่บ้านเจ้าต้องมีสุราถังใหญ่ แต่กลับมาดื่มที่นี่ทุกวันอีกทั้งใบหน้าของเจ้ายังขาวผ่องอยู่เสมอ ข้าล่ะชื่นชมเจ้ามากจริงๆ”
ทุกคนเริ่มคุ้นเคยกันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาส่วนเย่หยางก็เปิดฉากล้อเลียนหลันไฉเตี๋ยอีกครั้งเขาพบว่าการทะเลาะวิวาทกับเด็กสาวตัวน้อยเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมไปทั้งร่างกายและจิตใจ
"คนนิสัยไม่ดี เจ้าห้ามรังแกเสี่ยวเตี๋ยนะ"ก่อนหลันไฉเตี๋ยจะทันได้กล่าวอันใดออกมาเย่ชิงเสวียนกับเด็กสาวคนอื่นๆ ก็ออกตัวปกป้อง เพราะพวกนางไม่สามารถทนความน่ารักของหลันไฉเตี๋ยได้ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายล้วนยอมสยบให้นางอย่างราบคาบ
พวกเขาลืมไปแล้วว่าเมื่อวันก่อนเย่หยางให้สุราแก่พวกเขาคนละขวดสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เย่หยางรู้สึกว่าสตรีเปลี่ยนได้เร็วเสียยิ่งกว่าพลิกหน้าตำรา
“ก่อนอื่นเลย นับเป็นเกียรติของเจ้าที่ข้าดื่มสุราผลไม้นี้มีวีรบุรุษรุ่นเยาว์มากมายที่อยากชวนข้าดื่ม แต่พวกเขาก็ทำไม่ได้ฉะนั้นเจ้าควรเพลิดเพลินไปกับความสุขนี้เงียบๆ”
“ประการที่สอง เจ้ามันพวกแล้งน้ำใจไม่รู้คุณคนถ้าข้าไม่ให้ข้อมูลเจ้า มีหรือจะได้ดื่มสุราดีๆ เช่นนี้ จะให้การดื่มสุราเป็นเหมือนดื่มเลือดหรือไรคุ้มไหมที่ต้องมาเจ็บตัวน่ะหา? ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดตระหนี่ถี่เหนียวเช่นเจ้ามาก่อน”เห็นได้ชัดว่าหลันไฉเตี๋ยไม่ใช่ผู้แพ้คำกล่าวของนางทรงพลังมากเสียจนแทบจะฉีกกินเนื้อคนได้
เย่หยางรู้สึกว่าตนเองโชคร้ายที่ไม่ยอมเรียบเรียงคำพูดก่อนที่จะทะเลาะเบาะแว้งกับนางครั้งนี้เขาพ่ายแพ้ ทำให้รู้ว่าสตรีเป็นอัจฉริยะด้านการทะเลาะวิวาทอย่างแท้จริง
เมื่อเห็นความลำบากใจของเย่หยาง ทุกคนก็ส่งเสียงหัวเราะให้กำลังใจหลันไฉเตี๋ย
“นี่ๆพวกเจ้าแต่ละคนทั้งกินอาหารและดื่มเครื่องดื่มของข้าแต่กลับไม่เข้าข้างข้าแม้แต่น้อย แถมยังช่วยนางซ้ำเติมข้าอีกในเมื่อรับของคนอื่นไปแล้วก็ควรทำดีกับเขาสิ? ไฉนพวกเจ้าถึงไม่มีจิตสำนึกเยี่ยงนี้”เย่หยางจิบสุราพร้อมกล่าวอย่างดูถูก
วาจาของเย่หยางทำให้ทุกคนหัวเราะทันทีหญิงสาวหลายคนก็ขำออกมาเช่นกัน
หลี่เฉิงเฟิงยิ้มขณะมองดูกลุ่มผู้เยาว์กำลังหัวเราะกันด้วยบรรยากาศครึกครื้นกลมเกลียวในหัวใจเปี่ยมไปด้วยอารมณ์อันหลากหลายไร้สิ้นสุด
ตั้งแต่ภรรยาของหลี่เฉิงเฟิงจากไปดูเหมือนเขาจะลืมความรู้สึกของการยิ้มอย่างมีความสุขไปแล้ว ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มเด็กสาวเหล่านี้จะมีรอยยิ้มที่จริงใจเช่นนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน
หลังจากพวกเขาเผชิญกับความโหดร้ายของชีวิต พวกเขาจะยังคงยิ้มอย่างไร้เดียงสาได้อยู่อีกหรือไม่
เมื่อเห็นว่าหลี่เฉิงเฟิงเหม่อลอยเล็กน้อย ในใจเย่หยางก็รู้สึกสั่นไหวจึงเปรยยิ้มๆ"พี่น้องทั้งหลายพวกเราเคยร่วมมือกันเอาชนะสัตว์อสูรทรงพลังมาครั้งแล้วครั้งเล่า"
“ทว่าในฐานะผู้ฝึกตน เราต้องตั้งเป้าหมายที่สูงกว่าเดิมเสมอวันนี้ในฐานะหัวหน้ากลุ่มล่าสัตว์อสูรข้าขอสั่งให้พวกเจ้าล้มท่านเจ้าเมืองของเราซะ”
“ได้เลย!!!” ฝูงชนต่างร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น
หลังจากอยู่ร่วมกันมาหลายวัน รุ่นเยาว์เหล่านี้ต่างรู้ถึงความรักความห่วงใยของหลี่เฉิงเฟิงที่มีต่อพวกเขาทั้งที่เขาเป็นเจ้าเมืองแท้ๆ ทว่าไม่เคยทำตัวเย่อหยิ่งแม้แต่น้อยปฏิบัติตนเหมือนพี่ใหญ่ที่คอยดูแลกลุ่มน้องชายน้องสาวเขามักจะชี้แนะเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคนเสมอ
เดิมทีพวกเขารู้สึกเมามายเล็กน้อยแต่เมื่อเย่หยางออกคำสั่ง ทุกคนก็หยิบจอกสุราขึ้นมาเตรียมประจันหน้ากับหลี่เฉิงเฟิงแรงกดดันที่ปลดปล่อยออกมาไม่ด้อยไปกว่าตอนต่อสู้กับสัตว์อสูรเลยทีเดียว
หลี่เฉิงเฟิงหัวเราะอย่างอาจหาญ “ฮ่าๆๆเด็กพวกนี้อยากจะล้มข้าหลี่เฉิงเฟิงงั้นรึ ฝันไปเถอะ เย่หยาง ข้าบอกเจ้าไว้ก่อนเลยถ้าข้าดื่มจนสุราหมดก็อย่าร่ำไห้แล้วกัน ฮ่าๆๆ”
“หึ คิดว่าข้าเป็นใคร ข้าคือเย่หยางเชียวนะเทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่เปี่ยมด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง แค่สุราเล็กน้อยจะนับเป็นอันใดเอาล่ะพี่น้องทุกท่านเกียรติอันรุ่งโรจน์จากการโค่นล้มราชายุทธ์ผู้แข็งแกร่งอยู่ตรงหน้าแล้วพวกเจ้าไม่อยากโดนเด่น ไม่อยากสร้างชื่อให้กับตนเองหรือไร เช่นนั้นจะรออะไรกันอยู่โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นอีก จงจัดการเขาซะ!!”
ขณะเย่หยางตะโกนเสียงดัง ดวงตาของทุกคนก็สว่างวาบก่อนยกจอกสุราขึ้นมาชนกับหลี่เฉิงเฟิง แม้แต่เย่ชิงเสวียนที่ไม่ค่อยดื่มก็ยังถูกหลันไฉเตี๋ยบังคับให้ร่วมกลุ่มด้วย
สุราผลไม้มีสรรพคุณทางยากับฤทธิ์มึนเมาที่ค่อนข้างรุนแรงสำหรับคนธรรมดาหากจิบเพียงครั้งก็คงเมามายจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้วแม้พวกเขาจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์แต่หลังจากผ่านไปสองสามรอบพวกเขาก็ล้มไปกองกับพื้นกันหมด
หลี่เฉิงเฟิงดื่มไปหลายสิบจอกใบหน้าเริ่มแดงเล็กน้อย แต่ไม่มีร่องรอยความเมามายอยู่ในแววตาเลย
เมื่อมองดูฝูงชนที่นอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้นเย่หยางก็รู้สึกหมดหนทาง คนกลุ่มนี้คออ่อนมากหากมีสามหรือห้าคนที่มีความสามารถในการดื่มเท่ากับเขาจะต้องล้มหลี่เฉิงเฟิงได้แน่นอน
เย่ชิงเสวียน หลันไฉเตี๋ยกับคนอื่นๆ เมามายนอนกองอยู่กับพื้นหญิงสาวหลายคนกอดกันด้วยใบหน้าแดงก่ำ ดูน่ารักน่าชังยิ่ง
เย่หยางอุ้มแต่ละคนกลับกระโจมของตนเองเอาหนังสัตว์ปูบนพื้นเพื่อให้พวกเขานอนหลับอย่างสบายยิ่งขึ้น
เมื่ออุ้มเย่ชิงเสวียนขึ้นมานางก็กอดคอเย่หยางแน่นพร้อมพึมพำอะไรบางอย่าง แต่เย่หยางได้ยินชื่อตนเองชัดเจน
พอเย่หยางอุ้มหลันไฉเตี๋ยที่ตัวเล็กกะทัดรัดขึ้นมาหลันไฉเตี๋ยก็ลืมตาขึ้น เย่หยางตกใจจนเกือบจะโยนนางออกไปเมื่อหลันไฉเตี๋ยเห็นว่าคนตรงหน้าคือเย่หยาง ก็กลับไปหลับตาพริ้มอีกครั้ง
หลังจากจัดการสาวๆ แล้วเขาก็ปิดม่านลงแบบนี้ต่อให้พวกนางนอนกลิ้งกันจนเละเทะก็ไม่มีใครเห็น
หลังทำธุระเสร็จแล้วเย่หยางก็มาหาหลี่เฉิงเฟิงเขายกจอกสุราขึ้นมาแล้วยิ้มพูดว่า "ท่านลุงหลี่ช่างแข็งแกร่งจริงๆต่อให้ดื่มเป็นพันจอกก็ไม่เมา เช่นนั้นหลานชายจะมอบอีกจอกให้แก่ท่าน"
“ฮ่าๆ นั่นเป็นเพราะข้าใช้ประโยชน์จากขอบเขตฝึกตน ถ้าเราอายุเท่ากันข้าคงสู้เจ้าไม่ได้แน่นอน” หลี่เฉิงเฟิงชนจอกกับเย่หยางพร้อมชื่นชมความสามารถในการดื่มของเขา
เย่หยางดื่มไปหลายสิบจอก แต่เขาไม่รู้สึกเมาเลยหากเป็นระดับนักรบทั่วไปการดื่มสุราผลไม้มากขนาดนี้คงเมาจนถอนตัวไม่ขึ้นแสดงให้เห็นว่าร่างกายของเย่หยางแข็งแกร่งแค่ไหน
“เย่หยาง เจ้าลองใช้เย่ว์อิ่ง (เงาจันทร์) บ้างหรือไม่”หลี่เฉิงเฟิงถาม
เย่หยางเกาหัวอย่างเขินอายพลางตอบว่า "ข้าพยายามแล้วแต่ดูเหมือนว่าระดับฝึกตนของข้ายังไม่เพียงพอที่จะใช้มัน"
เย่หยางเคยพยายามมาก่อนแต่ไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถดึงสายธนูเทพเงาจันทราได้ซึ่งมันก็กระทบจิตใจเขาอย่างรุนแรง
“ฮ่าๆ ไม่ใช่ว่าระดับฝึกตนของเจ้ายังไม่เพียงพอแค่เจ้าไม่รู้วิธีการใช้มันก็เท่านั้น งั้นเราไปหาที่ที่ไม่มีคนกันดีกว่าข้าจะสอนเจ้าเอง” หลี่เฉิงเฟิงดึงเย่หยางออกจากกระโจม
เมื่อเย่หยางออกมา เขาก็ตระหนักว่าเป็นเวลาพลบค่ำแล้วพวกเขาดื่มสุรากันมาทั้งวัน ด้านนอกมีกระโจมมากกว่าหนึ่งโหลกระจัดกระจายอยู่ผู้คนจำนวนมากอยู่ในลานจัตุรัส เกาะกลุ่มคุยกัน
เมื่อเย่หยางปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาทุกคนก็มุ่งความสนใจไปที่เย่หยางทันที
“ดูนั่นสิ…คนผู้นั้นคือเย่หยาง”
“เขาคือเย่หยางซึ่งเป็นที่รู้จักในนามราชามาร?”
“ช่างน่ากลัวนัก มองตาเขาสิ ราวกับว่าเขาจะฆ่าใครสักคนเมื่อไหร่ก็ได้”
“หุบปากซะ! เจ้ากล้าพูดถึงราชามารแบบนั้นไม่อยากตายดีหรือไร”
ทุกคนกระซิบกระซาบคุยกันเย่หยางแทบจะเซเมื่อได้ยินความคิดเห็นเหล่านั้น เขากลายเป็นราชามารตั้งแต่เมื่อไร
สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือเมื่อหวังชิวอวี่กล่าวว่าเขาจะกลายเป็นฆาตกรโรคจิตในอนาคต หลายคนก็คิดแบบเดียวกันการสังหารผู้ฝึกยุทธ์หลายสิบคนในคราวเดียว เพียงแค่คิดก็ตัวสั่นแล้ว
ต่อมาเย่หยางก็ยังใช้อุบายเดิมอีกครั้งจนเกือบกวาดล้างคนที่เหลืออยู่แค่สี่สิบคนของเมืองหนานหลีจนเกลี้ยงแต่เพราะวานรพงไพรไม่ชอบการเข่นฆ่า พวกเขาจึงมีชีวิตรอดมาได้
เย่หยางกวาดตามอง เห็นว่ามีคนมากมายจากเมืองหนานหลีอยู่ในฝูงชนเมื่อเห็นว่าดวงตาของคนเหล่านั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองก็อดไม่ได้ที่จะมองกระโจมที่พักของฝั่งตนด้วยความกังวล
หลี่เฉิงเฟิงตบไหล่เย่หยางแล้วกล่าวว่า "นี่คืออาณาเขตของสำนักเทียนอู่ไม่มีใครกล้าทำตัวโอหังที่นี่หรอก ไม่ต้องห่วง"
ขณะพูดเขาก็คว้าแขนของเย่หยาง กางปีกปราณแท้บินไปยังภูเขาลึก
ใช้เวลาประมาณหนึ่งก้านธูปพวกเขาก็บินมาได้เกือบพันลี้ ระดับความเร็วเหนือกว่าสัตว์อสูรบินได้มากช่างน่าอิจฉายิ่งนัก
“เอาล่ะ…เอาเย่ว์อิ่งออกมาเถอะ” หลี่เฉิงเฟิงสั่ง
เย่หยางขยับแหวนจากนั้นธนูเงาเทพจันทราก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา แสงสว่างหลากสีสันพลันสาดส่องไปทั่วบริเวณทันที
หลี่เฉิงเฟิงจ้องมองธนูเทพเงาจันทราอย่างว่างเปล่าด้วยสายตาอันอ่อนโยน
หลังจากนั้นไม่นานหลี่เฉิงเฟิงก็กล่าวว่า "หยิบเย่ว์อิ่งแล้วทำตามข้าโคจรปราณแท้เข้าไปในเย่ว์อิ่งจาก จุดชี่ไห่ จุดจื่อฝู่ จุดชวีฉือ จุดเหลากง[1]"
เย่หยางพยักหน้าเคลื่อนพลังปราณแท้ไปตามคำชี้แนะของหลี่เฉิงเฟิงขณะฝึกวิชายุทธ์ เย่หยางได้ทำความเข้าใจเส้นชีพจรกับจุดฝังเข็มต่างๆภายในร่างจนเชี่ยวชาญแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีปัญหา
หลังจากปราณแท้โคจรเข้าไปในธนูเทพเงาจันทราแสงหลากสีสันก็หายไปทันที ทันใดนั้นคันธนูก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงพร้อมปลดปล่อยกลิ่นอายอันร้อนระอุออกมา
เมื่อคันธนูเปลี่ยนเป็นสีแดงสายตาของหลี่เฉิงเฟิงก็เปล่งประกาย เขามองไปยังแผ่นหลังของเย่หยางด้วยร่างที่สั่นสะท้านเล็กน้อย
[1]จุดชี่ไห่ หรือทะเลปราณเป็นจุดชีพจรบริเวณท้องน้อย
จุดจื่อฝู่ หรือตันเถียนตอนบน
จุดชวีฉือ อยู่บริเวณข้อศอกด้านนอก
จุดเหลากง อยู่บริเวณกลางฝ่ามือ