ณเมืองเพียงฝาน
เกิดคดีฆาตกรรมพ่อค้าผู้มั่งคั่งจำนวน 5ศพ ทำให้ผู้คนในเมืองต่างพากันหวาดกลัวไปทั่ว
“คนร้ายช่างอำมหิตยิ่งนักเข่นฆ่าผู้คนอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง” ใต้เท้ารู้สึกเจ็บใจที่ยังหาเบาะแสคนร้ายไม่ได้
“เรียนใต้เท้าคนร้ายไปมาไร้ร่องรอย ไม่อาจสืบหาได้ ส่วนตัวศพนั้นต่างได้รับพิษบางอย่างเข้าไปไม่มีร่องรอยอาวุธใดๆทั้งสิ้นเลยขอรับ” กุนซือกล่าว
“แล้วคนร้ายฆ่าเหยื่อทำไมกันเป็ความแค้นส่วนตัวหรือ้าอะไรกันแน่” ใต้เท้าสงสัย
“ข้าน้อยไปสืบมาแล้วเหยื่อทั้ง 5 คนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันขอรับ” มือปราบเปียงสงกล่าว
“หรือว่าจะประสงค์ต่อทรัพย์”ใต้เท้าคาดการณ์
“ใช่แล้วเ้าค่ะข้าน้อยตรวจสอบแล้วพบว่า เครื่องลายครามที่บรรดาพ่อค้าพากันสะสมได้สูญหายไปด้วยเ้าค่ะ” มือปราบหญิงจูหลินรายงาน
“แสดงว่า เหยื่อรายต่อไปต้องคนที่มีเครื่องลายครามดังนั้นพวกเ้าจงไปสืบว่า เครื่องลายครามที่หายไปนั้นมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่และมีใครบ้างที่เครื่องลายครามดังกล่าว”ใต้เท้าสั่งการ
“รับทราบขอรับ/เ้าค่ะ”
******************************************************
วันต่อมามือปราบทั้งสองมารายงาน
“เรียนใต้เท้าข้าน้อยไปสืบมาแล้ว เครื่องลายครามที่หายไปล้วนเป็ของโบราณมีอายุกว่า 200 ปีทั้งสิ้นขอรับ” เปียงสงกล่าว
“ส่วนข้าน้อยได้สืบพบว่าพ่อค้าเสิ่นซึ่งขายเครื่องลายครามไม่ได้มีเครื่องลายครามของพ่อค้าที่เสียชีวิตเลยเ้าค่ะ” จูหลินรายงาน
“บางทีเขาอาจเก็บไว้ในห้องลับก็เป็ได้”กุนซือคาดการณ์
“เขาเป็ผู้ขายเครื่องลายครามให้กับผู้ตายแล้วเขาจะไปชิงกลับมาทำไม” ใต้เท้าสงสัย
“บางทีเราควรมุ่งสืบผู้ที่นิยมสะสมเครื่องลายครามมากกว่านะขอรับ”เปียงสงให้ความเห็น
“งั้นรบกวนพวกเ้าแล้วส่วนข้ากับกุนซือจะไปเยี่ยมพ่อค้าเสิ่น เพื่อดูว่าเขามีพิรุธหรือไม่” ใต้เท้ากล่าว
“รับทราบขอรับ/เ้าค่ะ” มือปราบทั้งสองรับคำสั่ง
ใต้เท้าและกุนซือกำลังจะไปเยี่ยมพ่อค้าเสิ่นอยู่ดีๆ พ่อค้าเสิ่นก็รีบวิ่งเข้ามาในจวน แล้วคุกเข่าขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วยขอรับช่วยด้วย ช่วยข้าน้อยด้วย” พ่อค้าเสิ่นวิ่งเข้ามาอย่างตื่นตระหนก
“เ้าเป็อะไร ใจเย็นๆค่อยๆพูด” ใต้เท้ากล่าว
พ่อค้าเสิ่นรีบคุกเข่าและรายงาน“ข้าน้อยกลัวตายขอรับ เหยื่อรายต่อไปต้องเป็ข้าน้อยแน่ๆ”
“ทำไมถึงคิดเช่นนั้น”ใต้เท้าเค้นถาม
“เอ่อ คือ….” พ่อค้าเสิ่นไม่สะดวกจะเล่า
“เ้ามีอะไรจะสารภาพว่ามาเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าคงช่วยอะไรเ้าไม่ได้” ใต้เท้าขึ้นเสียง
“ข้าน้อยรับซื้อเครื่องลายครามมาจากโจรป่าขอรับแล้วข้าน้อยก็ขายต่อให้กับพ่อค้าทั้ง 5 คนไป จากนั้นพวกเขาก็ตายกันหมดข้าคิดว่ามันต้องเป็ฝีมือของ…..” พ่อค้าเสิ่นไม่กล้าพูด
“ฝีมือของใครทำไมถึงไม่พูด” ใต้เท้าตะคอก
“เถ้าแก่เยี่ยขอรับเขาเป็พ่อค้าขายผ้าและเป็นักสะสมเครื่องลายคราม สิบวันก่อนเขาถูกโจรปล้น ทั้งบุตรฮูหยินและบริวารของเขาตายกันหมด ส่วนเถ้าแก่ได้หายตัวไปไม่เห็นศพสองวันก่อนลูกน้องโจรที่ขายเครื่องลายครามให้ข้ามาเตือนให้ข้าระวังตัวเพราะหัวหน้าโจรได้ตายไปด้วยฝีมือของเถ้าแก่เยี่ยขอรับ”พ่อค้าเสิ่นยอมเล่า
“เอาล่ะเื่ที่เ้ารับซื้อของโจร ข้าจะชำระความทีหลังงั้นข้าจะส่งมือปราบไปคุ้มกันเ้าที่บ้านก็แล้วกัน”ใต้เท้ากล่าว
“ขอบคุณท่านมากขอรับ”พ่อค้าเสิ่นรู้สึกโล่งใจมากขึ้น
ดังนั้นมือปราบหญิงจูหลินและมือปราบเปียงสงจึงได้รับมอบหมายให้ไปคุ้มกันพ่อค้าเสิ่นที่บ้านของเขา
******************************************************
ณ บ้านพ่อค้าเสิ่น
จูหลินและเปียงสงแอบอยู่บนหลังคาเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์
จูหลินหาวฟอด “มันจะมาแน่หรือ อีกอย่างเขาเป็เพียงเถ้าแก่วัยกลางคนเหตุใดถึงมีฝีมือถึงขั้นฆ่าคนเพื่อแก้แค้นได้”
“เื่ความแค้น อะไรมันก็เกิดขึ้นได้นะและบางทีเถ้าแก่เยี่ยอาจจ้างวานนักฆ่าก็เป็ได้นะ” เปียงสงคาดการณ์
“นั่นไงเถ้าแก่เยี่ยเขาเดินมานั่นแล้ว แถมไม่อำพรางตัวเลยสักนิด” จูหลินชี้ไปทางหน้าประตูใหญ่
“รีบไปขวางเร็วเข้า”เปียงสงกล่าว
สองมือปราบะโลงมาจากหลังคาและกำลังจะเดินตามเถ้าแก่เยี่ยเข้าไปในเรือนของพ่อค้าเสิ่น ท่ามกลางความสงสัยว่าเหตุใดประตูถึงไม่ได้ล็อคและเถ้าแก่เยี่ยก็เดินเข้าไปได้อย่างง่ายดาย แต่ทว่าพอตามไปได้สักพัก
“อ้าว! หายไปไหนแล้ว เมื่อกี้ยังเห็นหลังไวๆ อยู่เลย” เปียงสงแปลกใจ
“นั่นสิ” จูหลินพยายามมองไปรอบๆ
สักพักสองมือปราบก็ได้ยินเสียงะโ“อย่าฆ่าข้าเลย ข้าขอร้องล่ะ ใครอยู่แถวนี้บ้าง ช่วยข้าด้วย”
สองมือปราบจึงวิ่งไปตามเสียงดังกล่าวจนถึงห้องนอนของพ่อค้าเสิ่น
แต่ก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะพวกเขามองเห็นพ่อค้าเสิ่นนอนตายตาเหลือกอยู่บนเตียง
“ท่านเสิ่นท่านเสิ่น” จูหลินรีบจับชีพจรที่คอแล้วนางก็ส่ายหน้าเพราะเขาได้ตายไปแล้ว
“ท่านหยุดฆ่าคนได้แล้วเถ้าแก่เยี่ย ท่านไม่ควรใช้ศาลเตี้ยแก้แค้นแบบนี้นะ” เปียงสงหันไปทางเถ้าแก่เยี่ยที่ยืนนิ่งสงบและมองมาที่พวกเขาทั้งสอง
“ใช่ท่านควรร้องความเป็ธรรมที่ศาล และให้กฎหมายลงโทษพวกเขานะ” จูหลินกล่าว
“พวกมันต้องตายและต้องคืนเครื่องลายครามให้ข้าๆๆๆๆๆๆๆ”เถ้าแก่เยี่ยพูดประโยคนี้ซ้ำๆกัน ราวกับคนไม่มีสติ
“นี่ท่านเป็อะไรไปน่ะท่านเสียสติไปแล้วงั้นหรือ” จูหลินสงสัย
“พวกมันต้องตายและต้องคืนเครื่องลายครามให้ข้าๆๆๆๆๆๆๆ”เถ้าแก่เยี่ยยังคงพูดประโยคเดิมราวกับคนถูกสะกดจิต
“เ้ากลับไปที่จวน ไปแจ้งให้ส่งทหารมาที่นี่ก่อนที่นี่ข้าจัดการเอง” เปียงสงคิดว่าตัวเองน่าจะจัดการคนเดียวได้
“ไม่ข้าจะช่วยท่านจับกุมตัวเถ้าแก่เยี่ย” จูหลินคิดว่าเถ้าแก่เยี่ยมีฝีมือไม่ธรรมดา
สักพัก เถ้าแก่เยี่ยก็อ้าปากและมีแมลงอสูรลักษณะคล้ายแมลงวันบินออกมา
“นี่เ้าไม่ใช่คนนี่”จูหลินใ
“พวกเ้าต้องตาย” เถ้าแก่เยี่ยกล่าวหลังจากแมลงบินออกมาทั้งหมดแล้ว
สองมือปราบใช้ดาบต่อสู้กับแมลงนับร้อยพอสู้ไม่ไหวเพราะแมลงดังกล่าวพยายามจะเข้ามากัด ทำให้ทั้งสองพากันวิ่งหนี
จูหลินเห็นว่าไม่ได้การแล้วนางจึงพุ่งตัวเข้าโจมตีเถ้าแก่เยี่ย และนางก็สามารถใช้กระบี่แทงถูกกลางหน้าอกของเถ้าแก่เยี่ยจนเขาล้มไปนอนกับพื้นทำให้แมลงอสูรสลายหายไปทันที
เปียงสงเข้าไปดูอาการของเถ้าแก่พอพบว่าเขาตายไปแล้วจึงสั่งให้จูหลินกลับไปที่จวนเพื่อรายงานใต้เท้าส่วนตัวเขาจะเฝ้าศพอยู่ที่นี่
เดชะบุญหลังจากที่จูหลินนั้นวิ่งกลับไปที่จวน อยู่ดีๆเปียงสงก็มองเห็นตัวหนอนตัวเท่าฝ่ามือออกมาจากปากของเถ้าแก่เยี่ยแล้วพุ่งตัวไปที่ปากของมือปราบหนุ่ม จากอาการดิ้นรนขัดขืนของชายหนุ่มพอหนอนตัวนั้นสามารถเข้าไปในปากได้กริยาเขาก็เปลี่ยนไปกลายเป็คนสุขุมและยิ้มมุมปาก
******************************************************
เช้าวันต่อมา ณ จวนท่านผู้ว่าเพียงฝาน
“เหลวไหลโลกใบนี้ไม่มีอสูรหรือปิศาจหรอก เ้าเอาอะไรมาพูดน่ะจูหลิน” ใต้เท้าไม่เชื่อ
“ข้าน้อยและพี่เปียงสงเห็นกับตาว่าเถ้าแก่เยี่ยเป็ปิศาจเขาคายแมลงอะไรก็ไม่รู้มาทำร้ายพวกเรา ข้าเลยจำเป็ต้องเข้าไปทำร้ายเถ้าแก่เยี่ยจนถึงแก่ความตายเ้าค่ะเื่นี้พี่เปียงสงเป็พยานได้ จริงมั้ยพี่เปียงสง” จูหลินหันไปหามือปราบรุ่นพี่
“เอ่อ คือเ้าคงดื่มเหล้าก่อนไปทำงาน ทำให้เ้ามีอาการจิตหลอนมองเห็นภาพลวงตาและนั่นก็มีผลทำให้เ้าเผลอฆ่าคนร้ายตาย” เปียงสงกล่าว
“ไม่จริง! ท่านเอาอะไรมาพูดน่ะพี่เปียงสง ข้าไม่เคยดื่มเหล้าในเวลางาน” จูหลินรีบแย้งและใที่เปียงสงกล่าวหานางเช่นนั้น
“บังอาจ! เ้ากล้าดียังไงถึงดื่มเหล้าในเวลางานแบบนี้ แถมเ้ายังเผลอฆ่าคนร้ายตายอีกข้าจะลงโทษเ้ายังไงดี” ใต้เท้าโกรธมาก
“ไม่เป็ความจริงเ้าค่ะใต้เท้าข้าเห็นปิศาจจริงๆ และข้าก็ไม่ได้ดื่มเหล้าหรือมีอาการจิตหลอนด้วย” จูหลินมองไปทางพี่เปียงสง “ท่านเป็อะไรไปเหตุใดถึงกล่าวหาข้าเช่นนั้น หรือว่าท่านได้รับพิษ หรือปิศาจกำลังควบคุมจิตของท่านอยู่”
“เห็นมั้ยขอรับใต้เท้านางมีอาการหนักมาก ถึงขั้นมองว่าข้าเป็ปิศาจด้วย” เปียงสงกล่าว
“เห็นทีข้าให้เ้าทำงานเป็มือปราบไม่ได้อีกแล้วจูหลินในเมื่อเ้ามีอาการป่วย และที่เ้าทำลงไป ก็เพราะเ้ามีอาการจิตหลอนข้าจะทำเพียงปลดเ้าจากการเป็มือปราบก็แล้วกัน”ใต้เท้าเห็นใจ
“ไม่ได้นะเ้าคะได้โปรดอย่าไล่ข้าเลย” จูหลินคุกเข่าขอร้องไม่ให้ไล่นางไป
“เ้าควรรู้สึกผิดกับการกระทำครั้งนี้นะจูหลินหากเ้ามีอาการจิตหลอนอีก เ้าอาจทำร้ายผู้อื่นอีกก็เป็ได้”กุนซือกล่าว
“ข้า ข้า” จูหลินมองไปทางไหน ทุกคนก็จ้องนางเป็ตาเดียวและมองนางในแง่ร้ายเลยยอมจากไป “ก็ได้ ข้าไปก็ได้สักวันข้าจะพิสูจน์ให้จงได้ว่าโลกนี้มีอสูรหรือปิศาจจริงๆ” จูหลินจึงทำท่าคารวะและวิ่งหนีไปท่ามกลางความสงสัยและความสับสนที่เหตุใดเปียงสงถึงกล่าวหานางเช่นนั้น