บทที่ 18: ห้องที่สำคัญที่สุดของมวลมนุษยชาติ
เช้าวันใหม่ในป่าต้องห้ามชั้นนอกเริ่มต้นขึ้นด้วยความเงียบสงบแสงแดดสีทองลอดผ่านหน้าต่าง สาดส่องเข้ามากระทบแพลตฟอร์มไม้กระดานบนชั้นลอย อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีขยับตัวบิดี้เีอยู่บนฟูกหญ้าแห้งที่นุ่มสบายไอความร้อนที่สะสมจากเตาผิงหินด้านล่างยังคงลอยอวลปกป้องเขาจากความหนาวเย็นยามเช้าได้อย่างสมบูรณ์แบบฟินน์ ลูกจิ้งจอกอสูรสีส้มแดงในชุดสีตุ่นๆ ยังคงนอนขดตัวหลับสนิทอยู่ตรงปลายเท้า
มันควรจะเป็เช้าแรกในบ้านหลังใหม่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด...หากไม่ใช่เพราะ ‘ความผิดปกติ’บางอย่างที่ลอยปะปนมากับอากาศ
ฟุดฟิด... ฟุดฟิด...
จมูกของอีไลอัสขยับโดยสัญชาตญาณในฐานะสถาปนิกผู้เ้าระเบียบและรักความสะอาดเป็ชีวิตจิตใจ เซนเซอร์รับกลิ่นของเขาทำงานไวพอๆกับเครื่องตรวจจับควันไฟ กลิ่นที่ลอยมาแตะจมูกนั้นไม่ใช่กลิ่นหอมของละอองฝน ไม่ใช่กลิ่นดินและไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ป่า แต่มันคือกลิ่นฉุนเฉียวรุนแรงที่ผสมผสานระหว่างก๊าซมีเทนซัลเฟอร์ และความหมักหมมทางชีววิทยา!
มันคือกลิ่นที่สามารถเจาะทะลุโสตประสาทและทำลายล้างความสุนทรีย์ทุกประการบนโลกใบนี้!
อีไลอัสเบิกตากว้างเขาลุกพรวดขึ้นนั่งบนชั้นลอย เอามือบีบจมูกตัวเองแน่น
“กลิ่นบ้าอะไรเนี่ย!หรือว่ามีมอนสเตอร์สายพันธุ์ก๊าซพิษบุกบ้านเรา!?” เด็กชายะโเสียงหลง
ฟินน์สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความใลูกจิ้งจอกอสูรที่มีจมูกไวต่อกลิ่นมากกว่ามนุษย์หลายสิบเท่า สูดเอาอากาศปนเปื้อนนั้นเข้าไปเต็มปอดมันเบิกตาโพลง ขนฟูพองสยองเกล้าก่อนจะส่งเสียงร้องอี๋และทำท่าเหมือนจะอาเจียนออกมา
“แหวะ!! เ้านาย!กลิ่นอะไรเนี่ย! มันเหม็นยิ่งกว่าซากวัวหินผาเน่าอีก! จมูกฉัน!จมูกท่านฟินน์ผู้นี้กำลังจะพังแล้ว!” ฟินน์เอาตีนหน้าทั้งสองข้างปิดจมูกตัวเองแน่นกลิ้งทุรนทุรายอยู่บนพื้นไม้กระดาน
อีไลอัสไม่รอช้าเขารีบปีนบันไดไม้ลงมาจากชั้นลอย กวาดสายตามองไปรอบๆ ภายในตัวบ้านหินเตาผิงยังคงปกติดี แต่เมื่อเขามองลอดช่องหน้าต่างที่เว้นไว้ทางทิศใต้เขาก็พบต้นตอของมลพิษทางอากาศระดับภัยพิบัติ
ที่บริเวณลานหินด้านนอกห่างจากประตูบ้านไปเพียงไม่กี่เมตร... มี ‘ูเาสีน้ำตาลเข้ม’ ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่มันส่งควันกรุ่นๆ ลอยขึ้นสู่อากาศยามเช้า และที่น่าเ็ปที่สุดคือ บาร์นีย์หมีั์อสูร กำลังนั่งเกาพุงอย่างสบายอารมณ์อยู่ไม่ไกลจากกองประติมากรรมชิ้นเอกของมันเลย!
อีไลอัสผลักประตูกรอบไม้ออกไปยืนเท้าสะเอวมองลูกบ้านตัวโตด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธาและสิ้นหวังิญญาสถาปนิกผู้ทนกลิ่นเหม็นไม่ได้ กำลังลุกเป็ไฟ
“บาร์นีย์!!แกทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย!!” อีไลอัสแผดเสียงลั่นป่าชี้มือไปยังกองของเสียขนาดั์ “นั่นมันหน้าประตูบ้านเลยนะเว้ย!แกทิ้งะเิชีวภาพไว้หน้าบ้านตัวเองเนี่ยนะ!”
บาร์นีย์หันมามองเ้านายตัวน้อยด้วยแววตาซื่อบื้อสุดขีดมันเอียงคอช้าๆ หูปรกลงเล็กน้อย “หืม...? ก็...บาร์นีย์ปวดท้อง... กินปลาย่างเยอะ... ก็เลย... อึ... หมีทุกตัว... ก็อึในป่า...ผิดตรงไหน...?”
“ผิดสิว้อย!ผิดมหันต์เลยด้วย!” อีไลอัสกุมขมับอ้าปากจะเถียงแต่ก็ต้องรีบปิดเพราะกลิ่นเหม็นตีกลับเข้าคอ “ตอนแกอยู่ในป่าแกจะขับถ่ายเรี่ยราดตรงไหนก็ไม่มีใครว่าแต่ตอนนี้แกเป็ประชากรของรัฐอิสระเฮเซลบรุคแล้ว! และในฐานะสถาปนิกผู้ก่อตั้ง...ฉันขอประกาศเลยว่า ปัญหาแรกของการอยู่ร่วมกันอย่างมีอารยธรรม ไม่ใช่เื่อาหารไม่ใช่เื่ที่นอน แต่มันคือ ‘การขับถ่าย’!”
ฟินน์วิ่งตามออกมาสมทบมันยังคงเอามืออุดจมูก “ใช่ๆ!เ้านายพูดถูก! นายมันซกมกมากเ้าหมีอ้วน! ขืนปล่อยไว้นานๆกลิ่นนี้มันจะติดขนฉันไปตลอดกาลแน่ๆ!”
อีไลอัสสูดลมหายใจเข้าลึกๆ(โดยพยายามหันหน้าหนีไปทางทิศอื่น)เขารู้ดีว่าการด่าทอสัตว์อสูรที่ไม่มีความรู้เื่สุขาภิบาลไปก็ไร้ประโยชน์ปัญหาทางวิศวกรรมย่อมต้องแก้ด้วยการออกแบบทางวิศวกรรม
“ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนไปนับล้าน ไม่ว่าจะเป็อหิวาตกโรค หรือไข้ไทฟอยด์ล้วนมีสาเหตุมาจากการจัดการของเสียที่ไร้ประสิทธิภาพ” อีไลอัสเริ่มร่ายยาวด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ส้วมไม่ใช่แค่หลุมสำหรับปลดทุกข์แต่มันคือเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างอารยธรรมกับความป่าเถื่อน...และฉันจะไม่มีวันยอมให้บ้านหินในฝันของฉันต้องถูกห้อมล้อมไปด้วยกลิ่นส้วมแตกเด็ดขาด!”
สถาปนิกในร่างเด็กชายหันขวับไปหาบาร์นีย์“บาร์นีย์!ลุกขึ้น! วันนี้เราจะพักงานก่อสร้างบ้านชั่วคราว เรามีโปรเจกต์ด่วนระดับ ‘รหัสแดง ’ ที่ต้องจัดการให้เสร็จภายในเช้านี้ฉันจะสร้างห้องที่สำคัญที่สุดของมวลมนุษยชาติ... ห้องน้ำ!”
การวิเคราะห์พื้นที่ เริ่มต้นขึ้นอย่างเร่งด่วนอีไลอัสวิ่งสำรวจภูมิประเทศรอบๆ เนินดิน เขาใช้นิ้วแตะน้ำลายแล้วชูขึ้นในอากาศเพื่อเช็กทิศทางลม
“การสร้างส้วมที่ถูกต้องต้องคำนึงถึงปัจจัยหลักสองประการ” อีไลอัสอธิบายให้ลูกบ้านทั้งสองฟังขณะวิ่งหาทำเล“ข้อแรก: ต้องอยู่ ‘ใต้ลม ’จากตัวบ้านและพื้นที่ใช้สอยเสมอเพื่อไม่ให้ลมพัดเอากลิ่นเหม็นตีกลับเข้าไปในเซฟโซนของเรา ข้อสอง: ต้องอยู่ ‘ห่างจากแหล่งน้ำ ’ อย่างน้อยสามสิบถึงห้าสิบเมตรเพื่อป้องกันไม่ให้ของเสียซึมลงสู่ชั้นน้ำบาดาลหรือไหลปนเปื้อนลงสู่น้ำตกม่านไพลิน ซึ่งเป็แหล่งน้ำดื่มน้ำใช้หลักของเรา”
เด็กชายวิ่งลัดเลาะลงมาจากเนินดินทิ้งระยะห่างจากตัวบ้านและลำธารไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ไกลออกไปในป่าประมาณ 100 เมตรซึ่งเป็ทิศทางที่ลมพัดผ่านออกจากตัวบ้านเขาหยุดยืนอยู่ที่บริเวณพุ่มไม้โปร่งที่มีแสงแดดส่องถึงเล็กน้อย
“ตรงนี้แหละ!เพอร์เฟกต์! บาร์นีย์ มาขุดหลุมตรงนี้เดี๋ยวนี้เลย! เอาลึกๆ กว้างๆให้สมกับไซส์ของแกด้วยล่ะ!”
บาร์นีย์ที่ยังงงๆกับศัพท์วิชาการ เดินอาดๆ เข้ามาตามคำสั่งมันใช้อุ้งเท้าหน้าที่เต็มไปด้วยกรงเล็บแหลมคมตะกุยดินร่วนซุยอย่างง่ายดายราวกับใช้รถแบ็กโฮขุด พริบตาเดียวหลุมขนาดลึกเกือบสองเมตร กว้างหนึ่งเมตรครึ่ง ก็ถูกขุดเสร็จเรียบร้อย
“ยอดเยี่ยม!ทีนี้ก็ถึงคราวของฉัน”
อีไลอัสไม่รอช้าเขาไปรวบรวมกิ่งไม้ขนาดกลางและท่อนไม้เนื้อแข็งที่เหลือจากการทำโครงหลังคามาวางกองรวมกันบริเวณปากหลุม เขาเรียกใช้งานสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] นิ้วที่เรืองแสงสีทองเริ่มลากผ่านเนื้อไม้สั่งการให้โมเลกุลของไม้ประสานเข้าหากัน
การสร้าง ‘ส้วมหลุม’ ธรรมดานั้นง่ายเกินไปสำหรับสถาปนิกเ้าระเบียบเขา้าสร้าง ‘ส้วมหมักชีวภาพ ’ ที่ทั้งสะอาดไร้กลิ่น และเป็มิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อีไลอัสเริ่มจากการสร้างแพลตฟอร์มไม้ยกพื้นขึ้นมาปิดทับปากหลุมโดยเว้นช่องว่างตรงกลางเอาไว้ จากนั้นเขาก็ใช้สกิลสถาปนิกในการ ‘เฉือนและดัด’ ไม้กระดานให้โค้งมน เพื่อสร้าง ‘ที่นั่งขับถ่าย ’อย่างประณีต
“การขับถ่ายคือ่เวลาแห่งการปลดปล่อยดังนั้น สรีระศาสตร์ จึงเป็เื่สำคัญ”อีไลอัสพึมพำขณะใช้ปลายนิ้วสีทองลูบไล้ผิวไม้เพื่อลบรอยเสี้ยนให้เรียบเนียนที่สุด“ความสูงของที่นั่งต้องพอดีกับข้อเข่าเพื่อให้มุมของลำไส้ตรง อยู่ในองศาที่ขับถ่ายได้ง่ายที่สุด...แต่เดี๋ยวนะ...”
เขาก้มมองขนาดตัวของตัวเองสลับกับมองขนาดตัวของฟินน์ และบาร์นีย์
“ไซส์มันต่างกันเกินไป...ถ้าทำที่นั่งไซส์หมี ฉันกับฟินน์ตกลงไปในหลุมแน่ๆ”
สถาปนิกน้อยแก้ปัญหาด้วยการสร้างแพลตฟอร์มแบบ‘มัลติฟังก์ชัน ’ เขาทำที่นั่งแบบมีระดับลดหลั่นกันระดับสูงและกว้างที่สุดสำหรับบาร์นีย์ ระดับกลางสำหรับตัวเขาเองและมีกระบะทรายไม้เล็กๆ แยกไว้ด้านข้างสำหรับให้ฟินน์ใช้ตามสัญชาตญาณสัตว์ป่า
จากนั้นเขาก็ก่อโครงไม้เป็กำแพงล้อมรอบทั้งสี่ด้านและทำหลังคาเพิงหมาแหงนเพื่อสร้างความเป็ส่วนตัว และป้องกันน้ำฝนชะล้างลงไปในหลุมหมักห้องน้ำขนาดสามคูณสามเมตร ที่สร้างจากไม้ล้วนๆ ไร้ตะปู ไร้รอยต่อดูคลาสสิกและสวยงามกลมกลืนไปกับธรรมชาติ เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง
แต่นั่นยังไม่ใช่ความลับระดับสุดยอดของนวัตกรรมนี้
อีไลอัสวิ่งกลับไปที่บ้านหินเขาใช้กระบะไม้ตักเอา ‘ขี้เถ้าจากเตาผิง’ ที่เหลือจากการเผาไหม้เมื่อคืนจนพูนกระบะแล้วหอบกลับมาที่ห้องน้ำสร้างใหม่ เขาวางกระบะขี้เถ้าไว้ข้างๆ ที่นั่งขับถ่ายพร้อมกับทำกระบวยไม้เล็กๆ วางไว้คู่กัน
ฟินน์ที่แอบตามมาดูชะโงกหน้าเข้ามาในห้องน้ำไม้ “เ้านายเอาขี้เถ้ามาทำไมอะ? จะเอามาก่อไฟในนี้เหรอ?เดี๋ยวก็โดนย่างก้นพอดี!”
“ไม่ใช่โว้ย!”อีไลอัสหัวเราะเขากวักมือเรียกบาร์นีย์ที่ยืนรออยู่ข้างนอกให้เข้ามารวมตัวกันเพื่อฟังสัมมนาวิชาสุขาภิบาลเบื้องต้น
“ฟังให้ดีนะลูกบ้านทั้งสองสิ่งที่พวกแกเห็นอยู่นี้ไม่ใช่ส้วมหลุมธรรมดา แต่มันคือ ส้วมหมักชีวภาพ และนี่คือหัวใจสำคัญของการดับกลิ่นและพิทักษ์ความสะอาด!”
อีไลอัสชูชามขี้เถ้าขึ้นมา“ในทางเคมีของเสียจากการขับถ่ายของเราเต็มไปด้วยไนโตรเจน และแบคทีเรียที่ทำให้เกิดก๊าซกลิ่นเหม็นแต่ขี้เถ้าจากไม้เหล่านี้ เต็มไปด้วย ‘คาร์บอน ’ และมีฤทธิ์เป็ ‘ด่าง ’ เมื่อเราเอาขี้เถ้ามากลบทับของเสียมันจะเกิดปฏิกิริยาสามอย่าง...”
เด็กชายชูนิ้วขึ้นทีละนิ้วอย่างฉะฉาน
“หนึ่ง:ฤทธิ์เป็ด่างของขี้เถ้าจะปรับค่า pH และฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวร้ายที่สร้างกลิ่นเหม็นทำให้ส้วมนี้ ไร้กลิ่น อย่างสมบูรณ์แบบ! สอง:ขี้เถ้าจะช่วยดูดซับความชื้น ทำให้ของเสียแห้งไว แมลงวันก็จะไม่มาตอมวางไข่และสาม... ข้อนี้สำคัญที่สุด ไนโตรเจนจากของเสีย ผสมกับคาร์บอนจากขี้เถ้าจะสร้างสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบสำหรับจุลินทรีย์ชนิดดีในการย่อยสลาย ปล่อยทิ้งไว้สักพักของเสียที่น่าขยะแขยงเหล่านี้ จะถูกหมักและย่อยสลายจนกลายเป็ ‘ปุ๋ยหมักชีวภาพ ’ ชั้นยอดที่อุดมไปด้วยสารอาหาร!”
ฟินน์เบิกตากว้าง “แปลว่า... อึของบาร์นีย์จะกลายเป็ปุ๋ยไปปลูกต้นไม้ต่อได้งั้นเหรอ!?”
“ถูกต้องที่สุด!”อีไลอัสยิ้มกว้าง “Zero Waste! การจัดการขยะเหลือศูนย์ที่แท้จริงไม่มีอะไรต้องทิ้งเปล่าในรัฐอิสระแห่งนี้!”
อีไลอัสหันไปจ้องหน้าหมีั์ด้วยสายตาขึงขังเด็ดขาด“ดังนั้นกฎข้อแรกของการเป็ประชากรในบ้านหลังนี้คือ กฎแห่งการขับถ่าย ! ทุกครั้ง... ย้ำนะว่าทุกครั้ง! ไม่ว่าแกจะปวดหนักหรือปวดเบาแกต้องมาเข้าห้องน้ำตรงนี้ ห้ามไปปล่อยเรี่ยราดหน้าบ้านอีกเด็ดขาด! และเมื่อทำธุระเสร็จแกต้องตัก ขี้เถ้าจากเตาผิง โรยกลบทับของเสียให้มิดชิดทุกครั้งเข้าใจไหมบาร์นีย์!”
หมีั์อสูรพยักหน้าหงึกๆอย่างแข็งขัน แม้หน้าตาของมันจะยังดูมึนๆ ก็ตาม “เข้าใจ... ปวดท้อง... มาตรงนี้... แล้วก็...สาดขี้เถ้า... ดับกลิ่น... บาร์นีย์... จะเป็หมีอารยธรรม...”
“ดีมาก!”อีไลอัสปรบมือดังก้อง
เขาเดินนำบาร์นีย์กลับไปทีู่เาของเสียหน้าบ้านหินเพื่อทำการกลบฝังทำลายหลักฐานความน่าอับอายของเช้าวันนี้ให้สิ้นซากเมื่อพื้นที่หน้าบ้านกลับมาสะอาดและปราศจากกลิ่นเหม็นอากาศบริสุทธิ์ของป่าก็พัดพาความสดชื่นกลับคืนมาอีกครั้ง
สถาปนิกในร่างเด็กชายยืนกอดอกมองดู ‘ส้วมหมักชีวภาพ’ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปใต้ร่มไม้ มันอาจจะเป็แค่กระท่อมไม้เล็กๆที่ดูไม่หรูหรา แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐาน ชิ้นแรกที่ยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตของพวกเขาให้ก้าวพ้นขีดจำกัดของคำว่าสัตว์ป่า
“มีบ้านที่อบอุ่นมีน้ำตกที่ใสสะอาด และมีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ...” อีไลอัสสูดลมหายใจเข้าลึกๆด้วยความอิ่มเอมใจ “ในที่สุดรากฐานของการเป็มนุษย์ที่แท้จริงก็ถูกกอบกู้กลับคืนมาได้สักที”
แม้ว่าเขาจะต้องคอยสอนให้หมีป่ารู้จักการตักขี้เถ้าและต้องคอยตักเตือนให้จิ้งจอกอสูรกลบกระบะทรายแต่นี่แหละคือรสชาติของการสร้างเมือง... รสชาติของการเปลี่ยนป่าเถื่อนให้กลายเป็มหานครแห่ง การสโลว์ไลฟ์ที่แท้จริง!
[การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างสำเร็จ: ส้วมหมักชีวภาพแห่งเฮเซลบรุค ]
[ความทนทานโครงสร้าง: 100/100 ]
[ประสิทธิภาพการดับกลิ่น: 100% ]
[คุณได้รับค่าประสบการณ์จากการพัฒนาสุขาภิบาลอาณาเขต... ]