หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 3 บทที่ 77 ข้าจะรับเอาไว้

    บทที่ 77 ข้าจะรับเอาไว้

            ฉินชูไม่พูดอะไร เขารู้สึกอึดอัดใจมาก แต่ไม่ได้โต้แย้งอะไรอีกฝ่าย ตอนนี้เขารู้สึกอิจฉาคนที่มีคนปกป้องค้ำจุนอยู่เบื้องหลังเสียจริง นึกจะอาละวาดก็ทำได้อำเภอใจ พอตายไปก็มีคนคอยตามแก้แค้นให้

            “เจ้าคิดว่าไม่พูดอะไรแล้วจะหนีไปได้หรือ” เมื่อเห็นฉินชูนิ่งเงียบ ดวงตาของหลัวชิงเซียวก็ฉายแววเหี้ยมโหดขึ้นมา

            ฉินชูคลี่ยิ้ม “ข้าบอกว่าจะหนีตั้งแต่เมื่อไหร่ ท่านมีเท่าไรก็ใส่มาให้หมด ข้าจะรับเอาไว้เอง”

            “โม่เต้าจื่อ เจ้าจะเอาอย่างไร หากต้องการจะยุติความขัดแย้งของทั้งสี่สำนักจริงๆ ทางที่ดี ทางสำนักชิงหยุนควรส่งคนต้นเรื่องอย่างเขามาให้พวกเราเสียดีกว่า” หลัวชิงเซียวจ้องฉินชูตาเขม็ง

            โม่เต้าจื่อคลี่ยิ้ม “ต่อให้ต้องทำศึกกับพวกเจ้าทั้งสามสำนักอีกครั้ง พวกเราก็ไม่มีทางมอบตัวฉินชูให้เด็ดขาด หลัวชิงเซียว เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ อีกอย่าง เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมถึงเกิดเรื่องกับจงฮั่น ทั้งหมดเป็นเพราะเขาพยายามขับไล่ฉินชูออกจากสำนัก คนที่พยายามขับไล่หรือทำร้ายฉินชูในสำนักชิงหยุนล้วนมีจุดจบไม่สวยกันทั้งนั้น ดังนั้นข้าจะไม่พูดเรื่องนี้ซ้ำอีก”

            “ถ้างั้นพวกเจ้าจงถอนมือจากเขตพื้นที่หุบเขาเทียนเซียงเสีย” กู่เฟิงพูดขึ้น ในหัวของเขาคิดแต่เรื่องนี้

            “ถ้าเช่นนั้นข้าจะบอกพวกเจ้าให้เข้าใจอีกสักครั้ง พวกเราไม่มอบฉินชูให้และไม่ยกเขตพื้นที่หุบเขาเทียนเซียงให้ หากพวกเจ้าทั้งสามสำนักกล้าเข้าไปในเขตพื้นที่หุบเขาเทียนเซียง ข้าก็กล้าฆ่าพวกเจ้าเช่นกัน ถ้าพวกเจ้าไม่กังวลเรื่องบุคคลที่สามที่จะได้ประโยชน์จากศึกต่อสู้ของพวกเรา สำนักชิงหยุนก็กล้าสู้ ผลลัพธ์ก็แค่ย่ำแย่ทุกฝ่าย” โม่เต้าจื่อยังไม่ทันเอ่ยปาก หลิงหยุนจื่อก็ชิงพูดขึ้น เขาเป็นคนอารมณ์ร้อนขี้โมโห ดังนั้นจึงพูดจาเกรงใจใครไม่เป็น

            “พวกเจ้าถอยกลับ พวกเราก็ถอยกลับ พวกเจ้าไม่ถอย พวกเราก็จะสู้” หลิงหยุนจื่อพูดกับหลางเฟยเทียนและหลัวชิงเซียว โดยที่ไม่สนใจกู่เฟิง กู่เฟิงนำกองกำลังมาเข้าร่วมต่อสู้ครั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์

            “ได้ แล้วเรื่องเขตพื้นที่หุบเขาเทียนเซียงจะจัดการยังไง” หลังจากหลัวชิงเซียวจ้องมองฉินชูสักพักก็ละสายตาออกไปและพูดขึ้น นางอยากจะฆ่าฉินชูให้ตายเสียตรงนี้ แต่ตอนนี้มีเรื่องใหญ่ที่สำคัญกว่า จงฮั่นจากสำนักชิงหยุนเป็นคนของราชวงศ์เฉียน ซึ่งตัวนางเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เช่นกันว่าผู้อาวุโสที่กำลังเข้าฌานอยู่ ผู้ที่เป็นถึงกำลังต่อสู้หลักของสำนักเตาเสวี่ยอีกสองสามท่านจะเป็นคนจากราชวงศ์เฉียนหรือไม่

            “หลางเฟยเทียน เจ้าคิดว่ายังไง” โม่เต้าจื่อมองไปยังหลางเฟยเทียน ซึ่งมองข้ามกู่เฟิงไปอย่างสิ้นเชิง

            “ได้ ต่อจากนี้ พวกเราจะพูดคุยกันเรื่องเขตพื้นที่หุบเขาเทียนเซียง” หลางเฟยเทียนพยักหน้า เขาคิดเหมือนกับหลัวชิงเซียว

            หลังจากนั้น ทุกฝ่ายก็ตกลงกันว่าจะจัดการประลองยุทธ์แห่งสี่มหาสำนักหลังจากนี้หนึ่งปี  โดยให้เหล่าศิษย์ผู้เยาว์วัยประลองกัน สำนักไหนเป็นผู้ชนะ เขตพื้นที่หุบเขาเทียนเซียงจะตกเป็นของสำนักนั้นอย่างสิ้นเชิง

            หลังจากตัดสินปัญหาเสร็จสิ้น กองกำลังของทั้งสามสำนักก็ถอยกลับ ตอนนี้ทุกสำนักล้วนมีปัญหาภายในที่ต้องรีบไปจัดการอย่างเร่งด่วน แม้กู่เฟิงจะไม่อยากถอยกลับ แต่หากเหลือกองกำลังจากศาลาดาวฤกษ์อยู่แค่ฝ่ายเดียวก็ทำอะไรสำนักชิงหยุนไม่ได้อยู่ดี

            และแล้วมหาตราเวทย์ป้องกันแห่งสำนักชิงหยุนก็คลายม่านพลัง สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ โม่เต้าจื่อส่งคนไปตามหลัวเจิน เหลยอินและคนอื่นๆ กลับมา

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ เขตพื้นที่หุบเขาเทียนเซียงเป็นสถานที่แบบไหนขอรับ” หลังจากกลับถึงจวนที่พักของโม่เต้าจื่อ ฉินชูก็ถามขึ้น

            “ที่นี่เป็นเขตพื้นที่ที่มีหญ้าหอมนภาเจริญเติบโตอยู่ชุกชุม หญ้าหอมนภาเป็นสมุนไพรวิเศษที่สำคัญสำหรับปรุงโอสถเทียนหยวน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของทั้งสี่สำนักมหาอำนาจและราชวงศ์เฉียน มีการค้นพบหญ้าหอมนภาเจริญเติบโตอยู่ที่เขตพื้นที่หุบเขาเทียนเซียงอย่างชุกชุมเมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นสี่สำนักมหาอำนาจกับราชวงศ์เฉียนทำสงครามกัน แต่เนื่องจากทั้งสี่สำนักผนึกกำลังกัน ทำให้สุดท้ายราชวงศ์เฉียนต้องเป็นฝ่ายถอยกลับ หญ้าหอมนภาเป็นสมุนไพรวิเศษที่จำเป็นต่อทุกฝ่าย ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งสี่สำนักต่างคิดหาทางออกกับเรื่องนี้ไม่ได้ ดังนั้นแต่ละสำนักจึงส่งคนไปคอยจับตามองสำนักอื่นและกีดขวางไม่ให้ผู้ใดเข้าไป สถานการณ์นี้ค้างคามาเป็นเวลาสิบๆ ปีแล้ว และตอนนี้ดูเหมือนจะปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว” โม่เต้าจื่อธิบายให้ฉินชูฟัง

            “ฝ่ายที่ทนไม่ได้เป็นสำนักไหนหรือขอรับ หรือเป็นราชวงศ์เฉียน” ฉินชูพูดพึมพำ

            “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน เจ้าจงเตรียมตัวเอาไว้ให้ดี หลังจากนี้หนึ่งปี เจ้าจะต้องเป็นผู้ชนะในศึกประลองยุทธ์แห่งสี่มหาสำนักและจงแย่งสิทธิ์ผูกขาดหุบเขาเทียนเซียงมาให้ได้”

            ฉินชูอึ้งงันอยู่สักพักหนึ่ง “ศิษย์สามารถร่วมต่อสู้ได้ แต่แค่คิดว่าต่อให้ศิษย์เป็นผู้ชนะ พวกเราสำนักชิงหยุนก็ไม่มีสิทธิ์ถือครองหุบเขาเทียนเซียงอยู่ดี พวกสามสำนักนั้นไม่มีทางปล่อยให้สำนักชิงหยุนตักตวงผลประโยชน์แล้วทำเหมือนทองไม่รู้ร้อนอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น พวกนั้นยังเป็นพวกเสียหน้าไม่ได้”

            “ข้าเข้าใจที่เจ้ากำลังพูด แต่เรื่องบานปลายมาถึงขนาดนี้แล้ว พวกเราจะทำอะไรได้” โม่เต้าจื่อส่ายหน้าอย่างจนปัญญา

            “ศิษย์พอจะมองออกอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน พลังก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุด สำหรับคนที่แข็งแกร่ง หากต่อรองไม่ได้ ก็ต้องใช้กำลังเท่านั้น คนที่ไร้พลังย่อมเป็นฝ่ายถูกทำร้ายเป็นธรรมดา” ฉินชูพูดขึ้น

            รอบๆ พื้นที่เขตหุบเขาเทียนเซียงมีค่ายศึกของทั้งสี่สำนักตั้งประจำการอยู่ มีไว้เพื่อจับตาดูคนของสำนักอื่นและห้ามผู้ใดเข้าออก ถึงแม้จะไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วสิทธิ์ครอบครองเขตหุบเขาเทียนเซียงจะตกอยู่ที่ใคร แต่ก่อนจะรู้ผลลัพธ์ ใครหน้าไหนก็เข้าไปไม่ได้ทั้งนั้น

            ตกเย็น บริเวณตรงกลางระหว่างค่ายศึกของตำหนักพญาจิ้งจอกและสำนักเตาเสวี่ยได้ปรากฏเงาร่างร่างหนึ่งโฉบผ่านและมุ่งหน้าเข้าไปในเขตหุบเขาเทียนเซียง

            เงาร่างร่างนั้นหยุดอยู่ตรงพื้นที่ใจกลางเขตหุบเขาเทียนเซียง เป็นร่างสตรีในชุดกระโปรงสีม่วง

            “ที่นี่ไม่เลว หลังจากนี้จะเป็นพื้นที่ฝึกตนของข้า(เปิ่นหวาง)” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างมั่นใจ หากฉินชูเห็นนางตอนนี้ ก็คงจะจำนางได้ นางก็คือหญิงสาวที่เขาเจอด้านในโบราณสถานชิงหวาง

            เมื่อสถานการณ์ภายในสำนักชิงหยุนสงบลง หลัวเจิน เหลยอินและคนอื่นๆ ก็กลับมายังสำนัก พวกเขากำจัดกองกำลังของศัตรูที่ล้อมรอบสำนักชิงหยุนไปบางส่วน และทันทีที่ได้รับคำสั่งของโม่เต้าจื่อก็รีบถอยกลับมา

            สำนักชิงหยุนได้จัดการประชุมครั้งใหญ่ วาระสำคัญคือเลือกเจ้าสำนักคนใหม่และสรรหาคนเข้ามาเติมเต็มในตำแหน่งที่ว่าง

            โม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อเป็นคนดำเนินการการประชุมในครั้งนี้และได้เสนอรายชื่อว่าที่เจ้าสำนักคนใหม่ขึ้นมา

            หลัวเจินถูกเสนอรายชื่อขึ้นเป็นว่าที่เจ้าสำนักตามที่คาดหมาย ในเวลาเดียวกันก็ต้องเป็นผู้ดูแลยอดเขาหลักด้วย เดิมทีหลัวเจินไม่ค่อยเต็มใจเท่าไร แต่โม่เต้าจื่อบอกว่าจำเป็นต้องมีคนเข้าไปจัดระเบียบยอดเขาหลักใหม่ สุดท้ายหลัวเจินจึงต้องเป็นปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขา

            ส่วนตำแหน่งรองเจ้าสำนัก ทุกคนได้เสนอชื่อลู่หยวน นอกจากจะยังกุมอำนาจสูงสุดของหออาณัติเหมือนเดิม เขายังควบตำแหน่งปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาชิงจู๋คนใหม่อีก

            ส่วนเว่ยหยวน หลังจากเขากล่าวสัตย์สาบานอย่างหนักแน่น โม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อก็ไม่ได้จัดการลงโทษอะไรเขา ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม อีกอย่างเว่ยหยวนแค่สนับสนุนผิดฝั่งเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการ ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าข่ายกบฏ

            หลังจากจัดระเบียบใหม่ครั้งใหญ่ในสำนัก หลัวเจินก็หันมามองฉินชู “ข้าขอบใจเจ้าที่หาป้ายลัญจกรชิงหวางเจอ มันสามารถช่วยให้สำนักชิงหยุนคลี่คลายอุปสรรคครั้งนี้ไปได้ ท่านผู้เฒ่าทั้งสองขอรับ หลังจากนี้ ขออนุญาตให้ฉินชูถือครองป้ายลัญจกรชิงหวางต่อไปได้หรือไม่ขอรับ”

            โม่เต้าจื่อพยักหน้าเห็นด้วยกับการตัดสินของหลัวเจิน เดิมทีฉินชูก็เป็นคนโปรดของเขาอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่คิดจะโต้แย้งอะไร

            หลิงหยุนจื่อก็ไม่โต้แย้งเช่นกัน หลังจากสัมผัสฉินชูมาสักพักใหญ่ๆ เขาก็เห็นว่าฉินชูเป็นคนที่คุ้มค่าแก่การบ่มเพาะเลี้ยงดูเป็นพิเศษ

            “ฉินชู ข้าจะให้เจ้าถือสิทธิ์ครอบครองป้ายลัญจกรชิงหวางต่อไป ข้าไม่อยากให้เจ้าถูกจ้องเล่นงานอีก แต่เจ้าจงอย่าหลงระเริงในอำนาจมากนัก ขืนเป็นแบบนั้น ท่านผู้เฒ่าทั้งสองคงไม่ปล่อยเจ้าไปอย่างแน่นอน” หลัวเจินพูดเตือนฉินชู

            “ยังจะให้ศิษย์ถือครองมันต่ออีกหรือ...ถ้างั้นก็ได้ขอรับ” ฉินชูคิดก่อนพูดขึ้น

            โม่เต้าจื่อมอบป้ายลัญจกรชิงหวางให้ฉินชูตามเดิม ฉินชูนำมันเก็บใส่ในแหวนมิติเก็บของ

            “แม้จะผ่านวิกฤตครั้งนี้มาได้ แต่สำนักชิงหยุนจำเป็นต้องเตรียมต่อสู้อยู่ตลอดเวลา ความโกลาหลคือภัยร้ายตัวฉกาจของพวกเราสำนักชิงหยุน พวกเราต้องสงบนิ่งและมั่นคงให้ได้มากที่สุด”

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน