God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 160 แผนการของตระกูลศักดิ์สิทธิ์

                    ที่ลานประลองแห่งบรรพชนมาร เนื่องจากปัญหาลับที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ภายใต้สถานที่แห่งนี้แม้ว่าจวินเฟิงซื่อเทียนจะยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอันใด ทว่าเนื่องจากนี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สามารถสร้างปัญหาให้แก่ดินแดนราชันย์ทั้งหมดดังนั้นกระทั่งจักรพรรดิมารบรรพกาลทั้งสามต่างก็ได้นัดหมายกันเพื่อทำการตรวจสอบลานประลองแห่งนี้อีกครั้งก่อนที่จะถึงเวลา

        จวินเฟิงซื่อเทียนยืนอยู่บนลานประลองที่เก่าแก่และรายล้อมไปด้วยดาบกระบี่โบราณดวงตากวาดมองซึมซับบรรยากาศเก่าๆที่มันคุ้นเคย ด้านหน้าของมันคือร่างของชายสองคนที่เป็นทั้งสหายสนิทและศัตรูฟ้าประทานเมื่อนึกถึงวันคืนที่พวกมันสามคนปะทะกันจวินเฟิงซื่อเทียนก็พลันหัวเราะออกมาเบาๆ

        “มีอะไรน่าขำงั้นรึ เจ้ามารเพลิง” ชายร่างยักษ์ที่สะพายดาบขนาดใหญ่อยู่บนแผ่นหลังแค่นเสียงถามดาบเล่มนี้คืออาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนราชันย์ สมบัติวิเศษระดับขั้นจักรวาลดาบพลิกปฐพี อาวุธที่ทำให้จักรพรรดิมารดาบฮั่วกงเหวินสามารถใช้เคล็ดวิชาดาบมารบรรพกาลขั้นสมบูรณ์ได้อย่างเต็มกำลังหากปราศจากอาวุธชิ้นนี้เกรงว่าคงยากที่จะหาดาบที่สามารถทนรับพลังของฮั่วกงเหวินได้

        “คงจะเสียสติจากธาตุไฟเข้าแทรกกระมัง ผู้ฝึกฝนพลังเพลิงมารบรรพกาลรักษาสติของมันมาได้หลายร้อยปีก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้วหากวันใดมันเกิดบ้าคลั่งขึ้นมาข้าคงไม่ประหลาดใจเลยสักนิด” ชายร่างผอมสูงที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งเอ่ย ดวงตาสีโลหิตมองที่ร่างของจิวนเฟิงซื่อเทียนด้วยความเหยียดหยาม

        แน่นอนว่าเจ้าของดวงตาสีโลหิตผู้นี้ก็คือหลินซื่อ จักรพรรดิมารโลหิตผู้แข็งแกร่งและโหดเหี้ยม

        จวินเฟิงซื่อเทียนหัวเราะเสียงดัง“หลินซื่อหากข้าที่ฝึกฝนเพลิงมารบรรพกาลถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนเสียสติ เช่นนั้นผู้ที่ใช้วิชาโลหิตมารบรรพกาลเช่นเจ้าก็คงบ้าคลั่งไล่สูบเลือดผู้อื่นเช่นกันกระมังเฮอะๆ ข้าเพียงคิดถึงช่วงเวลาที่พวกเราฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตายบนลานประลองแห่งนี้เท่านั้น”

        “รำลึกความหลังอันใดไร้สาระ” ฮั่วกงเหวินตอบกลับอย่างเย็นชา “พวกเจ้าตรวจสอบแล้วใช่หรือไม่”

        หลินซื่อหรี่ตาลงเล็กน้อย“แน่นอน จากการตรวจสอบของข้าผนึกที่พวกเราร่วมมือกันสร้างขึ้นมาใหม่ยังอยู่ในสภาพปกติดี มิได้มีร่องรอยผิดปกติอันใดนอกจากนี้สมบัติบรรพชนมารก็มิได้แสดงสัญญาณของการตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นไม่น่าจะมีปัญหาอันใด”

        “อืม ข้าเองก็ไม่เห็นความผิดปกติเช่นกัน ตามการคาดการณ์ของข้าขอเพียงไม่มียอดฝีมือระดับเซียนสวรรค์ขั้นสามขึ้นไปลงมือบนลานประลองนี้ สมบัติบรรพชนมารสมควรที่จะตกอยู่ในสภาวะหลับใหลไปตลอดกาล ไม่อาจก่อปัญหาใดๆเป็นแน่” จวินเฟิงซื่อเทียนเอ่ย

        “เซียนสวรรค์ขั้นสามงั้นรึ” หลินซื่อประหลาดใจเล็กน้อย “ยามที่สมบัติบรรพชนมารตื่นขึ้นครั้งแรกนั่นเพราะพวกเราทั้งสามคนที่เวลานั้นมีพลังขั้นเซียนสวรรค์ขั้นสี่ทั้งสามคนลงมือเต็มกำลังจึงกระตุ้นให้สมบัติบรรพชนมารตื่นจากการหลับใหล ดังนั้นหากมันจะตื่นขึ้นอีกครั้งสมควรเป็นเซียนสวรรค์ขั้นสี่จึงจะทำได้มิใช่หรือ”

        จวินเฟิงซื่อเทียนส่ายหน้า“ข้าคิดในมุมที่แย่กว่านั้นครั้งแรกที่มันตื่นขึ้นจากพลังของพวกเราสามคนมันตื่นจากการหลับใหลเป็นระยะเวลานานนับพันปี ทว่าหลังจากการตื่นครั้งแรกเห็นได้ชัดว่ามันสมควรจะง่ายขึ้นในการตื่นครั้งถัดไปดังนั้นพวกเราจึงควรระมัดระวังให้มากขึ้นเช่นกัน”

        ฮั่วกงเหวินพยักหน้า“อืมเรื่องนี้ฟังดูมีเหตุผล ถึงอย่างไรสมบัติบรรพชนมารก็มิใช่สมบัติวิเศษทั่วไป พวกเราควรประเมินอันตรายของมันเอาไว้สูงสักหน่อยถึงจะป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้”

        “เฮอะ ช่างเถอะถึงอย่างไรคนที่มีพลังระดับเซียนสวรรค์ขั้นสามก็มิใช่จะหาตัวได้ทั่วไปหากมีตัวตนระดับนั้นเข้ามาใกล้พวกเราย่อมตระหนักได้ก่อนอยู่แล้ว เวลานี้เรามาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่สำคัญกว่ากันเถอะข้าพนันร้อยล้านหยกศิลาลมปราณว่าผู้ชนะในการประลองราชันย์รุ่นเยาว์จะต้องเป็นบุตรสาวของข้าหลินอี้หรานอย่างแน่นอน” หลินซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น

        ฮั่วกงเหวินเลิกคิ้ว“หลินซื่อเจ้าลืมบุตรชายของข้าฮั่วตงฟางไปแล้วงั้นรึ อย่างไรผู้ชนะในการประลองก็ต้องเป็นบุตรชายของข้าข้าพนันร้อยล้านหยกศิลาลมปราณเช่นกัน”

        “โฮ่ ดูเหมือนพวกเจ้าจะเชื่อมั่นอย่างมากเลยสินะเช่นนั้นข้าขอร่วมสนุกด้วยก็แล้วกัน อย่างไรก็ตามหนึ่งร้อยล้านหยกศิลาลมปราณนั้นเป็นจำนวนที่น้อยเกินไปสำหรับพวกเราดังนั้นข้าขอเพิ่มเดิมพันเป็นห้าร้อยหยกศิลาลมปราณ พนันว่าบุตรสาวบุญธรรมของข้าซ่งหงเสวี่ยจะเป็นผู้ชนะ” จวินเฟิงซื่อเทียนหัวเราะร่า

        หลินซื่อแค่นเสียง“บุตรสาวบุญธรรมของเจ้าได้ข่าวว่ามีพลังเพียงแค่ระดับราชันยุทธ์เท่านั้นนี่เจ้าคิดว่าจะสู้กับบุตรสาวของข้าที่เป็นถึงจักรพรรดิมนุษย์ได้งั้นรึยังไม่นับรวมเรื่องที่ว่าบุตรสาวของข้าสามารถเอาชนะจักรพรรดิปฐพีก็ยังได้บุตรสาวบุญธรรมของเจ้าเพียงแค่เข้าร่วมสนุกๆก็พอ อย่าได้คาดหวังที่จะชิงอันดับหนึ่งเลย”

        “อืม ถึงอย่างไรอายุของนางก็ยังน้อยกว่าหลินอี้หรานและบุตรชายของข้าฮั่วตงฟางอยู่สองปีพลังของนางจะด้อยกว่าก็มิใช่เรื่องน่าอายอันใด สำหรับเจ้าหลินซื่อ เฮอะๆบุตรสาวของเจ้าไม่มีทางชนะบุตรชายของข้าได้เป็นแน่ รู้หรือไม่เวลานี้ระดับพลังของฟางเอ๋อใกล้จะทะลวงขั้นจักรพรรดิปฐพีเต็มทีแล้วเกรงว่าครึ่งปีผ่านไประดับพลังของมันคงข้ามผ่านไปสู่ขั้นจักรพรรดิปฐพีได้ถึงเวลานั้นบุตรสาวของเจ้าก็ยากที่จะเอาชนะแล้ว” ฮั่วกงเหวินเอ่ยขึ้น

        “ฮึ่ม พวกเจ้าไม่ต้องมาวุ่นวายเรื่องเสวี่ยเอ๋อของข้าข้ายินดีเดิมพันข้างบุตรสาวบุญธรรมห้าร้อยล้านหยกศิลาลมปราณ พวกเจ้ากล้าลงเดินพันกับข้าหรือไม่” จวินเฟิงซื่อเทียนคำราม

        ฮั่วกงเหวินหัวเราะ“เจ้าเฒ่าเพลิงคิดว่าข้ากลัวงั้นรึห้าร้อยหยกศิลาลมปราณก็ห้าร้อยหยกศิลาลมปราณ ข้าเอาด้วย”

        หลินซื่อแค่นเสียง“ถึงอย่างไรหรานเอ๋อของข้าก็ต้องเป็นอันดับหนึ่งห้าร้อยหยกศิลาลมปราณของพวกเจ้าข้าขอรับเอาไว้ก็แล้วกัน”

        “ดี ตกลงตามนี้ เดิมพันที่ห้าร้อยหยกศิลาลมปราณ!!!” ทั้งสามเอ่ยออกมาพร้อมกัน

         

        ที่หอมารอัคคีบรรพกาลซ่งไป่หลางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเปิดดวงตาขึ้นสัญลักษณ์รูปดอกบัวของเคล็ดวิชากายาบัวพิสุทธิ์ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของชายหนุ่ม พลังขั้นห้ารวมวิญญาณพลันทะยานขึ้นจนถึงระดับขั้นสูงสุดของระดับราชันยุทธ์ในพริบตา

        ‘จากการฝึกฝนของข้ารวมถึงการฝึกกระดูกศักดิ์สิทธิ์จนถึงจุดสูงสุดพลังของข้าเวลานี้เพียงพอที่จะเผชิญหน้ากับจักรพรรดิมนุษย์อย่างแน่นอนสำหรับจักรพรรดิปฐพีแม้จะไม่อาจเอาชนะแต่ก็ไม่พ่ายแพ้โดยง่ายอย่างไรก็ตามสภาวะของวิชากายาบัวพิสุทธิ์ยังคงอยู่ได้เพียงชั่วสิบก้านธูปเท่านั้นหากต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งหรือการต่อสู้ที่ยืดเยื้อนับว่าอันตรายยิ่งนัก’ ซ่งไป่หลางถอนหายใจเบาๆ

        “เจ้าสามารถใช้โอสถฟื้นฟูจิตวิญญาณเพื่อช่วยแก้ปัญหานี้ได้นี่” เซี่ยหยางเอ่ยขึ้นมา

        ซ่งไป่หลางส่ายหน้า“โอสถฟื้นฟูจิตวิญญาณสามารถช่วยฟื้นฟูพลังของข้าขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วก็จริงทว่าการใช้โอสถฟื้นฟูจิตวิญญาณหลายๆครั้งติดต่อกันจะทำให้ผลลัพธ์ของมันด้อยลงอย่างชัดเจนยกตัวอย่างเช่นหากข้าใช้วิชากายาบัวพิสุทธิ์จนถึงขีดจำกัดและใช้โอสถฟื้นฟูจิตวิญญาณครั้งแรกข้าจะสามารถสู้ต่อได้อีกราวชั่วแปดก้านธูป และหากยังฝืนสู้และใช้โอสถต่อไประยะเวลาที่ข้าสามารถสู้ได้จะเหลือเพียงราวชั่วสามก้านธูปเท่านั้นกล่าวคือนี่มิใช่วิธีที่ยั่งยืนเท่าใดนัก”

        เซี่ยหยางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า“เช่นนั้นข้าพอมีวิธีที่น่าจะช่วยได้วิชากายาบัวพิสุทธิ์ของเจ้าสาเหตุที่ทำให้มันสิ้นเปลืองพลังก็เพราะมันเป็นวิชาต่อต้านสวรรค์ที่มีพลังแข็งแกร่งเกินไปอันที่จริงหากไม่ใช่เพราะเจ้าใช้วิธีฝึกฝนแตกต่างจากคนทั่วไปเกรงว่าแค่ใช้งานสักหนึ่งชั่วก้านธูปก็ยากที่จะคงสภาพวิชาเอาไว้ได้แล้วดังนั้นหากเจ้าต้องการฝืนขีดจำกัดให้นานขึ้น เจ้าจะต้องทำให้พลังดั้งเดิมของเจ้าทรงพลังมากพอที่จะรองรับพลังของวิชาต่อต้านสวรรค์ให้ได้”

        “ทำให้พลังดั้งเดิมของข้าแข็งแกร่งเพียงพองั้นหรือ” ซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อย “อาจารย์ ท่านมีวิธีใดที่จะทำให้พลังดั้งเดิมของข้าแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

        เซี่ยหยางตอบ“วิธีแรกเป็นวิธีทั่วไปนั่นคือการดูดซับพลังของสมบัติวิเศษที่เหมาะสมกับพลังของเจ้าอย่างไรก็ตามสมบัติวิเศษเหล่านี้เป็นเรื่องของวาสนา สิ่งที่หาง่ายย่อมไม่มีคุณค่าสิ่งที่มีคุณค่านั้นมีแต่ต้องใช้โชควาสนาจึงจะไขว่คว้ามาได้”

        “วิธีที่สองคือการใช้โอสถวิเศษ แน่นอนว่าด้วยฐานะของเจ้านี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อันใดทว่าเจ้าก็ได้ใช้โอสถช่วยเหลือในการฝึกฝนไปมากแล้ว นอกจากจะสรรหาสูตรโอสถที่สาบสูญมาเพิ่มเติมได้วิธีนี้ก็นับว่าไม่อาจใช้ได้แล้วเช่นกัน”

        “วิธีที่สามคือการฝึกฝนวิชาที่จะช่วยเพิ่มพูนระดับพลังภายในของเจ้ายกตัวอย่างเช่นเคล็ดลมหายใจชำระกายาที่เฉินจือหยาเคยพูดถึงแม้ว่าเคล็ดลมหายใจชำระกายาจะเป็นเพียงเคล็ดวิชาระดับมหัศจรรย์เท่านั้นแต่มันก็เป็นวิชาที่จะช่วยส่งเสริมร่างกายและพลังภายในของเจ้า”

        ซ่งไป่หลางพยักหน้า“ข้าศึกษาเคล็ดลมหายใจชำระกายามาระยะหนึ่งแล้วเวลานี้แม้ไม่นับว่าชำนาญแต่ก็นับว่าใช้งานได้ค่อนข้างดี ระดับพลังภายในของข้าเพิ่มขึ้นมาขั้นหนึ่งแต่ก็ไม่นับว่ามากมายอันใดนัก”

        “นั่นเพราะเคล็ดลมหายใจชำระกายาเป็นเพียงเคล็ดวิชาระดับมหัศจรรย์เท่านั้น” เซี่ยหยางถอนหายใจเบาๆ “เดิมทีข้าตั้งใจจะรอให้เจ้าทะลวงไปยังขั้นราชันยุทธ์เสียก่อนจึงจะให้เจ้าเริ่มฝึกฝนวิชานี้แต่เนื่องจากเจ้ามีความแข็งแกร่งเหนือกว่าขั้นรวมวิญญาณทั่วไปดังนั้นข้าคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอันใดหากเจ้าจะเริ่มฝึกวิชานี้ตั้งแต่ตอนนี้”

        ซ่งไป่หลางรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันทีวิชาที่เซี่ยหยางถ่ายทอดให้มันแต่ละวิชาล้วนแต่เป็นวิชาชั้นยอดที่เป็นดั่งไพ่ตายของมันทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวารีแปลงลักษณ์หรือเคล็ดหยาดวารีหมื่นสังหาร “อาจารย์ เคล็ดวิชาที่ว่าคือวิชาอันใด”

        “เคล็ดวิชาระดับสวรรค์ ผลึกวิญญาณนิรันดร์”

        “ผลึกวิญญาณนิรันดร์ วิชาระดับสวรรค์งั้นรึ” ซ่งไป่หลางรู้สึกได้ถึงความทรงพลังของวิชานี้จากชื่อของมันแม้ว่ามันจะเป็นวิชาระดับสวรรค์เช่นเดียวกับวิชาอื่นๆทว่าเห็นได้ชัดว่ามันมิใช่วิชาระดับสวรรค์ทั่วไปมิเช่นนั้นเซี่ยหยางคงไม่รอให้มันฝึกฝนจนถึงระดับราชันยุทธ์ก่อนที่จะถ่ายทอดวิชานี้ให้

        “วิชาผลึกวิญญาณนิรันดร์มิใช่วิชาประเภทใช้ต่อสู้แต่เป็นวิชาที่ฝึกฝนเอาไว้เพื่อเพิ่มพูนพลังวิญญาณและพลังลมปราณภายในร่าง สำหรับระดับพลังที่เจ้าจะได้รับหลังฝึกวิชานี้ข้าไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนกับเจ้าได้อันที่จริงวิชานี้จะทรงพลังมากเพียงใดก็ล้วนขึ้นอยู่กับแก่นแท้จิตวิญญาณของผู้ฝึกเท่านั้น”

        “ขึ้นอยู่กับแก่นแท้จิตวิญญาณของผู้ฝึกงั้นหรือ” ซ่งไป่หลางทวนคำด้วยความสงสัย

        “อืม คนแต่ละคนจะมีแก่นแท้จิตวิญญาณที่แตกต่างกัน ยิ่งแก่นแท้จิตวิญญาณแข็งแกร่งมากเพียงใดผลลัพธ์ของผลึกวิญญาณนิรันดร์ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้นขณะเดียวกันการฝึกฝนวิชาผลึกวิญญาณนิรันดร์ก็จะยากยิ่งขึ้นเช่นกัน”

        “ท่านอาจารย์ เช่นนั้นวิชาผลึกวิญญาณนิรันดร์นี้ส่งผลต่อพลังของท่านมากน้อยเพียงใด” ซ่งไป่หลางเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น

        เซี่ยหยางหัวเราะเบาๆ“วิชาผลึกวิญญาณนิรันดร์ข้าฝึกสำเร็จระดับหนึ่งตอนที่มีพลังขั้นจักรพรรดิฟ้า เวลานั้นข้าสามารถเอาชนะอนุเซียนได้จากนั้นเมื่อข้าทะยานสู่ระดับอนุเซียนขั้นหนึ่ง ข้าสามารถเอาชนะอนุเซียนขั้นสามได้เมื่อข้าบรรลุวิชาผลึกวิญญาณนิรันดร์ที่จุดสูงสุดยามที่ข้าบรรลุระดับเซียนสวรรค์ข้าสามารถต่อกรกับเซียนสวรรค์ระดับสามได้ นี่ก็คือผลลัพธ์ของวิชาผลึกวิญญาณนิรันดร์ที่มีต่อข้า”

        “จักรพรรดิฟ้าเอาชนะอนุเซียนได้” ซ่งไป่หลางตะลึงไปชั่วขณะจากประสบการณ์ของมันความแตกต่างระหว่างจักรพรรดิฟ้าและอนุเซียนนั้นยิ่งใหญ่อย่างมากยกตัวอย่างเช่นสงครามที่สำนักพงไพร เห็นได้ชัดว่าการมีตัวตนของอนุเซียนผู้หนึ่งสามารถพิชิตจักรพรรดิฟ้าจำนวนมากได้อย่างง่ายดายยิ่ง

        “ดั่งที่ข้าเอ่ย วิชานี้สามารถเพิ่มพูนพลังวิญญาณและพลังลมปราณของคนผู้หนึ่งขึ้นอยู่กับแก่นแท้จิตวิญญาณของคนผู้นั้นดังนั้นเจ้าฝึกฝนวิชานี้และทดลองด้วยตนเองเถอะว่ามันจะส่งผลกับเจ้าเช่นไร อย่างไรก็ตามอย่าได้คาดหวังมากนักวิชานี้อาจจะส่งผลมหาศาลหรือกระทั่งสามารถเป็นวิชาที่ไร้ประโยชน์ได้เช่นกัน ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับแก่นแท้วิญญาณของเจ้า”

        ซ่งไป่หลางพยักหน้าด้วยความมุ่งมั่น“อาจารย์ ข้าจะฝึกฝนวิชาผลึกวิญญาณนิรันดร์นี้”

        “อืม มีเวลาอีกราวครึ่งปี แม้ว่าจวินเฟิงซื่อเทียนจะยืนยันว่าเรื่องสมบัติบรรพชนมารมิมีปัญหาอันใดทว่าลางสังหรณ์ของข้าได้เตือนถึงบางสิ่งบางอย่างบางทีนี่อาจเป็นเพียงการวิตกจริตของข้าเท่านั้น อย่างไรก็ตามข้าอยากให้เจ้าเตรียมความพร้อมเผื่อเอาไว้” เซี่ยหยางถอนหายใจเบาๆ

        “นั่นเพราะในการประลองนั้นหงเสวี่ยเองก็เข้าร่วมอยู่ด้วยหากเกิดปัญหาขึ้นอย่างที่ลางสังหรณ์ของข้ากระตุ้นเตือนอันตรายครั้งนี้จะส่งผลถึงนางเช่นกันผู้ที่จะปกป้องนางได้ก็คือข้าและเจ้า”

        “แต่การประลองราชันย์รุ่นเยาว์จักรพรรดิมารทั้งสามเองก็จับตามองอยู่ตลอดหากเกิดปัญหาอันใดขึ้นข้าคิดว่าพวกมันจะต้องจัดการแก้ไขในพริบตาเป็นแน่” ซ่งไป่หลางไม่เห็นด้วยเท่าใดนัก

        “หากพวกมันทั้งสามแก้ไขได้ข้าย่อมไม่เรียกมันว่าปัญหาเอาเถอะเรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นหรืออาจจะไม่เกิดขึ้น พวกเราไม่อาจรู้อนาคตได้ แต่การพัฒนาของเจ้าอย่างไรก็เป็นสิ่งจำเป็นขอเพียงมีความแข็งแกร่งมากพอย่อมไม่ต้องกังวลถึงปัญหาในอนาคต ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้แก่เจ้าจงเริ่มฝึกฝนเถอะ” เซี่ยหยางเอ่ยก่อนจะเริ่มถ่ายทอดเคล็ดวิชาผลึกวิญญาณนิรันดร์เข้าสู่จิตวิญญาณของซ่งไป่หลาง

         

        ระยะเวลาครึ่งปีให้หลังผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขณะที่งานประลองราชันย์รุ่นเยาว์กำลังจะเริ่มต้น ที่ชายขอบของดินแดนราชันย์พลันบังเกิดประตูมิติเชื่อมดินแดนขนาดเล็กขึ้นประตูเชื่อมดินแดนขนาดเล็กเช่นนี้นับว่าเป็นสิ่งที่พิเศษยิ่งนัก มันมิใช่ประตูที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและหากพิจารณาอย่างละเอียดมันคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังของสมบัติวิเศษที่เกี่ยวข้องกับมิติและกาลเวลา

        สมบัติวิเศษระดับนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งนักหลังจากที่ประตูปรากฏขึ้น ร่างสามร่างได้ทะยานผ่านประตูออกมาก่อนที่มันจะปิดลง เป็นชายชราหนึ่งคนและชายหญิงอีกคู่หนึ่งคนทั้งสามล้วนมีบุคลิกสูงส่งและแลดูทรงพลังอย่างยิ่ง

        “ท่านผู้อาวุโสพวกเราจะมุ่งหน้าไปที่ลานประลองแห่งบรรพชนมารเลยหรือไม่” ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นมา

        “มิต้องรีบร้อนเฉินลู่ หากพวกเราไปที่นั่นโดยไม่ระมัดระวังก็มีแต่จะถูกตรวจจับโดยจักรพรรดิมารทั้งสามเท่านั้นรอให้การประลองราชันย์รุ่นเยาว์เริ่มต้นขึ้นก่อน ถึงเวลานั้นประสาทสัมผัสส่วนใหญ่ของดินแดนราชันย์จะจับจ้องไปยังการประลองทำให้พวกเราลงมือได้สะดวกขึ้น” ชายชราตอบกลับ

        “ข่าวลือนั้นเป็นความจริงงั้นหรือท่านผู้อาวุโสที่ว่าสมบัติแห่งบรรพชนมารถูกปิดซ่อนเอาไว้ที่ลานประลองแห่งบรรพชนมาร” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

        “เรื่องนี้พวกเรากำลังจะได้พิสูจน์กันในเร็วๆนี้อย่างไรก็ตามมันมิได้สำคัญมากนัก หากข่าวนี้เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงพวกเราก็ยังมีเป้าหมายอื่นที่ต้องทำนั่นคือสังหารอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของดินแดนราชันย์ทั้งหมด” คำตอบอันเย็นชาของชายชราทำให้ชายหญิงทั้งสองสั่นสะท้านไปทั่วร่าง

        “ท่านผู้อาวุโสลำดับที่สิบสี่แห่งตระกูลศักดิ์สิทธิ์เฉินหย่งลงมือด้วยตนเองเฮอะๆ อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของดินแดนราชันย์ช่างเคราะห์ร้ายเสียจริง” 


    -------------

        

        สวัสดีปีใหม่ครับทุกคน หลังจากนี้ไปผมจะลงแบบติดเหรียญแทนนะครับ หลังจากนี้ผมจะพยายามลงให้ได้อาทิตย์ละ 10 ตอน(วันธรรมดา 2 ตอน และวันหยุด 1 ตอน) ขอบคุณทุกคนที่ติดตามครับ

คล้ายกับเรื่องGod of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์) ที่คุณอ่าน