จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 61 สำนักยุทธ์ว่านจ้ง

            ห่างออกไปกว่าหนึ่งแสนลี้ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้นอู่คือแดนแสนภูผาทางตะวันตกเฉียงใต้ของแดนนภาชิงเหลียนตะวันออก

            ครั้งหนึ่งที่แห่งนี้เคยเป็นดินแดนต้องห้ามที่เลื่องชื่อในแดนนภาชิงเหลียนตะวันออกมีข่าวร่ำลือกันว่า ในแดนแสนภูผาเป็นที่อยู่ของอสูรร้าย มีอสูรอำมหิตนับไม่ถ้วนและสำนักยุทธ์ว่านจ้งก็ตั้งอยู่ตรงใจกลางของแดนแสนภูผาแห่งนี้

            สถานที่แห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณอันเข้มข้นและภูเขานับแสนลูกของแดนแสนภูผาก็เป็นดั่งปราการป้องกันตามธรรมชาติที่แข็งแกร่งและยากต่อการโจมตี

            หลังจากเดินทางมาร่วมหนึ่งเดือนกลุ่มของพวกฉินอวี่ก็เดินทางมาถึงสำนักยุทธ์ว่านจ้ง

            ระหว่างทางที่ผ่านมาฉินอวี่แอบรวบรวมอสุนีลึกลับไว้ ชายวัยกลางคนในขั้นเทพสวรรค์ที่ดูเข้มงวดซึ่งรับผิดชอบเรื่องการรับศิษย์ไม่มีการกำชับสิ่งใดได้แต่อยู่อย่างเย็นชามาตลอดทางระหว่างเดินทางมีศิษย์ทั่วไปของสำนักยุทธ์ว่านจ้งและคนกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวเข้าด้วยกันส่วนคนหนุ่มสาวอื่นๆ ต่างพูดคุยกันอยู่รอบตัวหลงเฟย

            ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นใบหน้าเล็กๆ ของหลงเฟยเต็มไปด้วยความพึงพอใจและภาคภูมิใจเขาหันไปมองฉินอวี่เป็นครั้งคราว ราวกับนกยูงที่ดูเย่อหยิ่ง

            เมื่อมาถึงฟากฟ้าเหนือแดนแสนภูผาฉินอวี่ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น และยืนอยู่บนกระบี่บินขนาดใหญ่ทอดสายตามองภูเขาจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ตรงหน้า ฉินอวี่ก็ได้แต่ตกตะลึงภาพที่อยู่เบื้องหน้าคือกลุ่มภูเขาที่ก่อตัวขึ้นมาจากผืนดินทับซ้อนกันอย่างนับไม่ถ้วน เมื่อมองจากด้านบน เป็นเหมือนมังกรยักษ์ตัวหนึ่งที่กำลังอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้

            ไม่ว่าจะเป็นพลังวิญญาณฟ้าดินหรือจะเป็นชัยภูมิที่ตั้งสถานที่แห่งนี้นับเป็นสถานที่อันยอดเยี่ยม เป็นเพราะภูเขาเหล่านี้ต่างเป็นค่ายกลตามธรรมชาติเมื่อทำการวางค่ายกลพิทักษ์สำนักไว้บนภูเขาเหล่านี้ พลังการใช้งานก็จะดีขึ้นเป็นอย่างมากและยังสามารถดึงดูดพลังแห่งฟ้าดินเข้ามารวมอยู่ในค่ายกลได้

            กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าตราบใดที่ยังมีแดนแสนภูผา สำนักยุทธ์ว่านจ้งจะสามารถคงอยู่ได้ตลอดไป!

            กระบี่บินค่อยๆร่อนลงด้านข้างของภูเขา มีบรรดาชายหนุ่มหญิงสาวกว่าพันคนได้รออยู่เบื้องล่างแล้วคนเหล่านี้ต่างเป็นศิษย์ที่สำนักยุทธ์ว่านจ้งได้ทำการรับมาจากเมืองใหญ่อื่นๆ

            การมาถึงของฉินอวี่เป็นที่ดึงดูดความสนใจของศิษย์ใหม่คนอื่นๆจนต้องหันมองมาด้วยความสนใจทันที

            “การประเมินในเมืองหลักเทียนอู่เป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น รออยู่ที่นี่สักครู่เมื่อทุกคนมารวมกันแล้ว จะมีการทดสอบขึ้นอีกครั้งหากผ่านการทดสอบจึงจะได้เข้าเป็นศิษย์สำนักยุทธ์ว่านจ้งที่แท้จริงพวกเจ้าก็เตรียมตัวกันเถอะ” ชายวัยกลางคนที่ดูเย็นชาได้พูดขึ้นอย่างเคร่งขรึมก่อนจะหันหลังจากไป และพูดคุยกับบรรดายอดฝีมือของสำนักยุทธ์ว่านจ้งที่กำลังรออยู่

            หลงเฟยที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนได้นั่งลงพูดคุยอยู่ด้านหนึ่งส่วนฉินอวี่ก็ได้นั่งลงอีกทางด้านหนึ่งกวาดสายตามองดูเหล่าเยาวชนชายหญิงที่ถูกรับมาจากเมืองอื่นๆเขาจึงพบว่าคนจำนวนมากในนั้นต่างเป็นผู้มีคุณสมบัติดีเยี่ยม

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังมองอยู่นั้นการพูดคุยกันของยอดฝีมือของสำนักยุทธ์ว่านจ้งก็เริ่มดึงดูดความสนใจของฉินอวี่

            “เหลือเพียงศิษย์พี่เจียงของสายชีพจรฟ้าและศิษย์พี่จ้าวของสายชีพจรดินเท่านั้นที่ยังไม่กลับมาถ้าดูจากคราวก่อน ก็ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่อยู่ในความสนใจของสายชีพจรฟ้าและสายชีพจรดินได้”

            “จำได้ว่าครั้งก่อนสายชีพจรฟ้ารับคนไว้เพียงห้าคนส่วนสายชีพจรดินรับไปเพียงสิบแปดคนใช่หรือไม่? ครั้งนี้อาจจะน้อยลงก็ได้แต่คงไม่มากกว่าเดิม”

            “เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะรับศิษย์ไปเท่าไรแต่อย่างไรก็ต้องมาคัดจากศิษย์ที่เราคัดเลือกมาครั้งนี้ข้าสนใจเลือกศิษย์คนหนึ่งที่มีร่างเปลวอัคคีเอาไว้แต่เกรงว่าคงจะถูกพวกสายชีพจรฟ้าแย่งตัวไปเสียก่อน”

            “จะทำอย่างไรได้ล่ะใครเป็นคนให้พวกสายชีพจรฟ้ากับสายชีพจรดินเป็นแกนนำของสำนักยุทธ์ว่านจ้งล่ะ?พวกเขาจึงมีสิทธิ์ที่จะทำการเลือกก่อน”

            “หากเป็นเช่นนี้ต่อไปผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นทั้งหมดก็จะอยู่กับสายชีพจรฟ้าและสายชีพจรดินสายชีพจรเสวียนและสายชีพจรหวงจะไปมีวันออกหน้าอะไรได้อีก?”

            ...

            ดวงตาของฉินอวี่กะพริบเล็กน้อยและผลก็เป็นไปตามที่คาดไว้ รูปแบบและแบบฉบับของสำนักยุทธ์ว่านจ้งนั้นล้วนจำลองแบบอย่างมาจากสำนักเทียนฉีทั้งสิ้นมีการแบ่งกลุ่มออกเป็นสี่สายชีพจร ได้แก่ ฟ้า ดิน เสวียน หวงโดยมีสายชีพจรฟ้าเป็นกลุ่มที่ยอดเยี่ยมที่สุดและมีจำนวนคนน้อยที่สุดของทั้งสี่สายชีพจรแต่ศิษย์ทุกคนล้วนเป็นดั่งสิ่งที่สวรรค์ประทานมาให้ หากปล่อยเวลาผ่านไปและไม่เสียชีวิตในวัยเยาว์ไปเสียก่อนพวกเขาทั้งหมดจะต้องกลายเป็นแกนนำของสำนักยุทธ์ว่านจ้งทั้งสิ้น

            นอกจากสายชีพจรฟ้าแล้วยังแบ่งออกเป็น สายชีพจรดิน สายชีพจรเสวียน สายชีพจรหวงศิษย์ในสามสายชีพจรนี้ล้วนมีเป้าหมายเป็นสายชีพจรฟ้าทั้งสิ้น

            ตั้งแต่เริ่มต้นสำนักเทียนฉีได้เคยจัดตั้งกฎการประลองอย่างหนึ่งขึ้นกระตุ้นให้ศิษย์ทุกสายชีพจรได้ตั้งใจฝึกฝนอย่างหนักเพื่อไม่ให้พรสวรรค์ที่มีถูกฝังลึกอย่างไม่ได้ใช้งาน ทุกๆ สามปีศิษย์ของทั้งสามสายชีพจรต่างเข้าร่วมการประลองนี้ ผู้ชนะจะได้เลื่อนระดับเข้าสู่สายชีพจรที่สูงขึ้น

            อาทิเช่นศิษย์สิบอันดับแรกของสายชีพจรหวงจะสามารถเลื่อนเข้าสู่สายชีพจรเสวียนศิษย์ที่ผ่านจากสายชีพจรเสวียนสิบอันดับแรกจะได้เข้าสู่สายชีพจรดินและศิษย์สิบอันดับแรกของสายชีพจรดินจะได้เลื่อนเข้าสู่สายชีพจรฟ้า

            มีเพียงการข้ามผ่านสิ่งกระตุ้นแต่ละชั้นเท่านั้นจึงจะคัดกรองผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงขึ้นมาได้ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่สำนักเทียนฉีสามารถรุ่งเรืองขึ้นได้

            ในตอนแรกหลิวอวี่มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นอย่างมากเป็นที่รู้จักกันในนามของผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่ง และเป็นผู้ที่มีความหวังมากที่สุดที่จะเลื่อนจากสายชีพจรดินไปสู่สายชีพจรฟ้าได้ในระยะเวลาอันสั้นและอาจจะเป็นความหวังของผู้สืบทอดสำนักเทียนฉี แต่กลับนึกไม่ถึงว่าท้ายที่สุดเขาจะทรยศสำนักเทียนฉี

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเสียงที่ดูแปลกใจก็ดังขึ้น “ศิษย์พี่จ้าวแห่งสายชีพจรดินกลับมาแล้ว ครั้งนี้เขาพาคนกลับมาด้วยสามสิบคน”

            ศิษย์เข้าใหม่หลายคนต่างมองไปทางด้านหนึ่งอย่างพร้อมเพรียงกันแต่กลับมองเห็นกระบี่ยักษ์สีแดงเพลิงเล่มหนึ่งที่บินเข้ามาอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวก็เข้ามาถึงท้องฟ้าเบื้องหน้า

            เมื่อมองไปยังกระบี่ยักษ์สีแดงเพลิงศิษย์ใหม่แต่ละคนต่างสูดลมหายใจลึก กระบี่ยักษ์เล่มนี้มีขนาดประมาณสิบจ้างกว้างหนึ่งจ้าง มีสีแดงเพลิงทั้งเล่ม ด้านบนเต็มไปด้วยลวดลายลวดลายเหล่านี้ล้วนเปล่งแสงสีแดงดั่งเปลวเพลิง เมื่อมองไปจากระยะไกลมันเป็นเหมือนกระบี่ยักษ์ที่กำลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิง

            มีชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีแดงเพลิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงปลายกระบี่ร่างกายของเขาสูงสง่า เส้นผมสีดำปลิวสยายโดยไร้ลมกึ่งกลางระหว่างคิ้วของเขาดูน่าเกรงขาม สิ่งที่ทำให้ผู้คนต่างแปลกใจคือ คนผู้นี้มีม่านตาสีแดงเพลิงทั้งสองข้างมองดูแล้วน่าแปลกตาเป็นอย่างยิ่ง

            “ศิษย์พี่จ้าวเหยียน ครั้งนี้เก็บเกี่ยวมาได้ไม่เลวเลยนะ”หนึ่งในยอดฝีมือของสำนักยุทธ์ว่านจ้งกล่าวด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น

            เมื่อกระบี่ยักษ์ร่อนลงมาอย่างช้าๆเหล่าคนหนุ่มสาวสามสิบกว่าคนที่อยู่บนกระบี่ก็ทยอยกันลงสู่พื้นดินจากนั้นชายวัยกลางคนจึงเรียกกระบี่ยักษ์คืนกลับไปและเหลือบมองยอดฝีมือคนนั้นโดยไม่ตอบอะไร จากนั้นจึงกวาดสายตามองไปยังศิษย์นับพันในที่สุดดวงตาสีแดงเพลิงคู่นั้นก็หยุดลงครู่หนึ่งตรงร่างของชายหนุ่มที่ผอมบางก่อนจะละสายตากลับมา“พวกเจ้าก็ทำได้ไม่เลวเลยเช่นกัน”

            ชายหนุ่มที่ร่างผอมบางซึ่งถูกจ้าวเหยียนจ้องมองอยู่สองสามครั้งกลายเป็นเป้าสายตาของศิษย์คนอื่นในทันทีทุกสายตาต่างจับจ้องไปด้วยความอิจฉาและริษยาแม้แต่เหล่าหนุ่มสาวที่มาพร้อมกับจ้าวเหยียนต่างก็เป็นเช่นนี้ แต่ชายหนุ่มร่างผอมคนนั้นกลับมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย

            “ศิษย์พี่เจียงยังไม่กลับมาอีกหรือ?” จ้าวเหยียนกวาดสายตามองดูฝูงชนและถามอย่างเย็นชา

            “ใช่ ไม่รู้ว่าศิษย์พี่เจียงหยวนจะเก็บเกี่ยวมาได้อย่างไรบ้าง”ยอดฝีมือคนหนึ่งตอบกลับไป

            “ก็ไม่เลว!” ทันใดนั้นเสียงที่ดูหนักแน่นก็ดังขึ้น จนทุกคนต่างตกใจและรีบเงยหน้าขึ้นมองทันที แต่กลับไม่เห็นเงาร่างของผู้ใดเลย

            ก่อนที่บุคคลจะมาถึงเสียงกลับมาถึงก่อน

            “สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่เจียงแห่งสายชีพจรฟ้า วิชาส่งเสียงพันลี้ช่างสูงส่งเสียจริงๆ”มียอดฝีมือคนหนึ่งอุทานขึ้นอย่างชื่นชม

            หลังจากผ่านไปสามสิบลมหายใจจึงจะมองเห็นลำแสงของพลังที่สาดส่องมาบนท้องฟ้า ก่อนที่ทุกคนจะรู้สึกตัวกระบี่บินรัศมีสีครามก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของทุกคน

            บนกระบี่บินชายวัยกลางคนในชุดบัณฑิตยืนอยู่บนกระบี่ เส้นผมของเขาถูกหวีปาดกลับไปด้านหลังเผยให้เห็นช่วงหน้าผากที่กว้างของเขา ดวงตาดูลึกล้ำและทรงพลังทำให้ผู้พบเห็นยากจะเข้าถึงได้ และข้างกายของเขา มีชายหนุ่มสองคนยืนอยู่ด้วย

            “ร่างกระบี่โดยกำเนิด ร่างยุทธ์หยางวิสุทธิ์!”ยอดฝีมือสำนักยุทธ์ว่านจ้งอุทานขึ้นมาอย่างประหลาดใจ

            จ้าวเหยียนหันไปมองชายหนุ่มสองคนที่อยู่ข้างกายเจียงหยวนดวงตาของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ไม่ต้องบอกเลยว่าตอนนี้เขามีความรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อย

            ฉินอวี่มองไปยังผู้คนที่อยู่โดยรอบกายของเจียงหยวนด้วยความประหลาดใจก่อนจะพบว่า ชายหนุ่มคนหนึ่งในนั้นน่าจะมีอายุไม่เกินสิบเอ็ดหรือสิบสองปีอยู่ในเครื่องแต่งกายที่เรียบง่ายและดูสะอาด ใบหน้าธรรมดาทั่วไปแต่ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกลับมีความคมชัดอย่างเป็นธรรมชาติเพียงฉินอวี่ได้เห็นก็รู้สึกได้ถึงความเฉียบขาดและการคุกคาม

            ร่างกระบี่โดยกำเนิด!!

            ชายหนุ่มผู้นี้...นับเป็นหยกที่ไม่เคยผ่านการเจียระไน เขายังไม่มีแม้ขั้นยุทธ์ระดับหนึ่งด้วยซ้ำและไม่รู้ว่าเจียงหยวนไปพบมาจากที่กันดารแห่งไหนกันแน่

            อีกคนหนึ่งมีอายุราวสิบสี่หรือสิบห้าปีแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรา มีสีหน้าเย็นชาและเย่อหยิ่งและนัยน์ตาดั่งเสือคู่นั้นก็มีแสงวาบเป็นประกายมีระดับการฝึกฝนไม่เกินขั้นยุทธ์ระดับเก้า แต่กลับมีพลังการต่อสู้ที่เต็มเปี่ยม

            ร่างยุทธ์หยางวิสุทธิ์

            เมื่อเผชิญหน้ากับชายทั้งสองฉินอวี่ก็รู้สึกแอบอิจฉาในใจ นี่คือร่างกระบี่โดยกำเนิดและร่างยุทธ์หยางวิสุทธิ์ผู้มีพรสวรรค์ระดับแนวหน้าคนใดคนหนึ่งที่สามารถทำให้กองกำลังต่างๆ ยอมออกแรงต่อสู้แย่งชิงกันได้ตอนนี้ พวกเขาต่างมารวมตัวกันในสำนักยุทธ์ว่านจ้งนี่หมายความว่าสำนักยุทธ์ว่านจ้งจะมีผู้แข็งแกร่งคนสำคัญถึงสองคน และแน่นอนจะต้องไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝันให้พวกเขาต้องจากไปก่อนวัยอันควรเสียก่อน

            “หวังชิง ดูเหมือนสิ่งที่เจ้าสร้างไว้จะเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกินไม่เพียงความยอดเยี่ยมของสำนักแต่ตอนนี้ผู้มีพรสวรรค์มากมายได้ถือกำเนิดขึ้นในสำนักอย่างมากมายแล้ว...”ฉินอวี่กล่าวพลางยิ้ม เพียงแต่ในใจของเขาก็มีความสุขอย่างมากเช่นกันและยังรู้สึกดีใจแทนหวังชิง

            “ครั้งนี้ ศิษย์ที่เจ้าคัดเลือกมา สายชีพจรฟ้าของข้าจะไม่ขอยุ่งก็แล้วกันรีบเข้าสำนัก และเตรียมการทดสอบด่านที่สองเถอะ” เจียงหยวนสะบัดมือขวาวังวนของพลังก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน