ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 59

    สถานการณ์ภายในแคว้นต้าหยวนยามนี้เปรียบเสมือนผืนน้ำที่ภายนอกดูนิ่งสงบ ทว่าเบื้องล่างกลับมีกระแสน้ำเชี่ยวพรากพัดวนอย่างบ้าคลั่งจนน่าหวาดหวั่น อาการประชวรเรื้อรังขององค์จักรพรรดิที่ยังไร้ข้อสรุปเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ขั้วอำนาจในราชสำนักแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน 

    ฝ่ายแรกคือ องค์ชายสอง ผู้ทรงอิทธิพล ทรงมีบุคลิกห้าวหาญและเด็ดขาด เบื้องหลังของพระองค์แวดล้อมไปด้วยขุมกำลังที่น่าสะพรึงกลัว โดยมี เสนาบดีฝ่ายขวาจากตระกูลหลี่ ผู้มีฉายาว่าสุนัขจิ้งจอกเฒ่าเป็นมันสมองหลักในการวางหมากริบอำนาจอย่างแยบยล ผนึกกำลังกับ ตระกูลเสิ่น มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของแผ่นดินที่คอยทำหน้าที่เป็นถุงเงินมหาศาล พวกเขาใช้ทองคำและตั๋วเงินกว้านซื้อความภักดีของขุนนางท้องถิ่นและจ้างวานยอดฝีมือเร้นกายมาเป็นกองกำลังส่วนตัว พยายามกุมชะตาเศรษฐกิจและกองทัพเพื่อปูพรมแดงสู่บัลลังก์ทองชนิดที่ไม่สนวิธีการ 

    ในขณะที่อีกฟากฝั่งคือ องค์หญิงสาม ขัตติยนารีผู้ทรงปรีชาสามารถจนเป็นที่เกรงขามไปทั่วหล้า พระองค์มิเพียงโดดเด่นในด้านการบริหารราชกิจและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมจนเป็นที่รักของราษฎรเท่านั้น แต่ยังทรงเป็นอัจฉริยะด้านกลยุทธ์และการศึกอย่างหาตัวจับยาก เคยนำทัพสยบความวุ่นวายที่ชายแดนจนได้รับการยอมรับจากเหล่าทหารหาญ แม้ในเชิงงบประมาณจะดูเสียเปรียบฝ่ายที่มีตระกูลมหาเศรษฐีหนุนหลัง ทว่าพระองค์กลับได้รับการสนับสนุนอย่างเหนียวแน่นจาก เสนาบดีฝ่ายซ้ายตระกูลเว่ย และเหล่าปราชญ์อาวุโส รวมถึงขุนศึกในกองทัพที่ยึดมั่นในความชอบธรรมและจิตวิญญาณแห่งการรบ 

    ขั้วอำนาจนี้เปรียบเสมือนกำแพงเหล็กกล้าที่คอยคานอำนาจไม่ให้ฝ่ายองค์ชายสองกลืนกินแผ่นดินจนเบ็ดเสร็จ 

    ด้วยเหตุนี้ การสอบจอหงวนที่กำลังจะมาถึงจึงแปรเปลี่ยนสภาพจากลานประลองสติปัญญาของเหล่าบัณฑิต กลายเป็น "สมรภูมิไร้ควันปืน" ที่ดุเดือดที่สุดในรอบหลายสิบปี ทุกตัวอักษรบนกระดาษคำตอบและทุกตำแหน่งที่ถูกแต่งตั้ง คือการรุกคืบและถอยร่นของขั้วอำนาจ ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามผลักดันยอดคนของตนให้เข้าไปกุมกลไกสำคัญในราชสำนัก เพื่อรอคอยวันที่แสงเทียนแห่งองค์จักรพรรดิจะมอดดับลง และเมื่อนั้น สงครามชิงบัลลังก์ที่ซ่อนอยู่ใต้เงื้อมเงาของความสงบก็คงจะปะทุขึ้นจนแผ่นดินสะเทือน 

    เมื่อแสงเงินแสงทองแห่งรุ่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้า บรรยากาศภายในเมืองหลวงก็พลันตื่นตัวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ความคึกคักในเช้าวันนี้ดูจะทวีความรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ราวกับลมพายุที่กำลังก่อตัว เนื่องด้วยเป็นการเริ่มต้นวันแรกของการเปิดรับสมัครสอบจอหงวนครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งทางการได้ประกาศขยายเวลาการลงทะเบียนยาวนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็ม เพื่อรองรับคลื่นมหาชนบัณฑิตที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศทั่วทั้งแผ่นดิน 

    ตามท้องถนนสายหลักพบนารถเข็นสัมภาระและขบวนเดินทางของเหล่าผู้มีความรู้ที่คาดการณ์กันว่าอาจมีจำนวนนับแสนชีวิต ทำให้สถานที่ที่ทางการจัดไว้เป็นจุดลงทะเบียนนั้นมีจำนวนมหาศาลกระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณกว้าง ทว่าถึงจะมีการเตรียมการไว้อย่างดีเพียงใด แถวของเหล่าบัณฑิตที่สวมชุดยาวหลากสีสันกลับทอดตัวยาวเหยียดคดเคี้ยวซ้อนทับกันไปมาจนสุดสายตา ประหนึ่งมังกรขนาดยักษ์ที่กำลังหลับไหลอยู่ท่ามกลางตึกรามบ้านช่อง เสียงเซ็งแซ่ของการสนทนาและกลิ่นหมึกจางๆ อบอวลไปทั่วขอบเขตกำแพงเมืองที่เต็มไปด้วยความหวังและความทะเยอทะยานของเหล่าปัญญาชนอย่างไม่ขาดสาย 

    ภายในห้องรับรองแขกของตระกูลฉินอันเงียบสงัด มีเพียงเสียงไส้เทียนปะทุเป็นระยะ แสงสีส้มสลัววูบไหวสะท้อนกับผนังไม้เก่าแก่ที่ดูเคร่งขรึม ลู่ชิงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้พยุงแกะสลัก ดวงตาคมปลาบเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด ท่ามกลางเสียงแมลงกลางคืนที่กรีดหริ่ง ในหัวของเขายังคงวนเวียนอยู่กับถ้อยคำโอหังของเสิ่นจื่อเจี้ยนที่กล่าวถึงการ "ล่มสลาย" ของตระกูลฉิน แม้ภายนอกเขาจะดูเหมือนบัณฑิตไส้แห้งผู้ไม่แยแสโลก ทว่าสำหรับสหายที่จริงใจอย่างฉินอวี้ ลู่ชิงไม่อาจปล่อยให้ตระกูลที่คอยเกื้อกูลเขาต้องพังพินาศไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ทำอะไร 

    เขาตัดสินใจส่ง หนิงเซียน ออกไปสืบข่าวในเงามืด เพราะการถามจากปากฉินอวี้โดยตรงย่อมเป็นการระลาบระล้วงและสร้างความลำบากใจให้กับเจ้าบ้านที่กำลังแบกภาระหนักอึ้ง
    ทันใดนั้น กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่เย้ายวนพลันอบอวลขึ้นท่ามกลางความเย็นเยียบ ร่างอรชรในอาภรณ์สีม่วงเหลือบทองที่พลิ้วไหวประหนึ่งสายหมอกปรากฏขึ้นกลางห้อง หนิงเซียนเยื้องกรายเข้าหาลู่ชิงด้วยท่วงท่าที่นุ่มนวลปานแมวป่า นางแสร้งทำตาปรือปรอยพลางส่งยิ้มที่สามารถล่มเมืองได้มาให้ 

    "นายน้อยเจ้าคะ... ราตรีนี้ช่างยาวนานนัก ท่านนั่งขรึมจนเซียนเอ๋อร์ใจคอไม่ดีเลย ให้ข้าช่วย 'นวดเฟ้น' ปรนนิบัติให้ท่านคลายกังวลสักนิดดีไหมเจ้าคะ?" นางโน้มกายลงจนกลิ่นกายหอมฟุ้งเข้ากระทบนาสิก ปลายนิ้วเรียวงามประดุจลำเทียนแกล้งลากไล้ผ่านแผ่นหลังของลู่ชิงอย่างแผ่วเบา พร้อมกับแอบแฝงมนตราเสน่ห์มัวเมาที่แม้แต่นักพรตผู้บำเพ็ญตบะมานับร้อยปีก็ยังต้องตบะแตก 

    ทว่าลู่ชิงกลับยังคงนั่งนิ่งสนิทราวกับขุนเขา แววตาของเขาเรียบเฉยไร้รอยกระเพื่อมดุจผิวน้ำในสระมรกต เขาไม่ได้หันมามองนางด้วยซ้ำ เพียงแต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเรียบ 

    "เจ้าไปคลุกคลีกับพวกขี้เมามากเกินไปจนติดนิสัยพวกนั้นมาแล้วรึ หนิงเซียน? มนตราของเจ้าใช้กับข้าไม่ได้ผล และจะไม่มีวันได้ผล... รายงานเนื้อหาที่เจ้าไปเจอมาเสียที ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้าทั้งคืน" 

    หนิงเซียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมุ่ยปากงามงอนพลางสะบัดหน้าพรืดอย่างเสียดาย นางขยับถอยห่างออกมาจัดแจงอาภรณ์ให้เข้าที่ 

    "ชิ... นายน้อยนี่ล่ะก็ เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกจริงๆ เลยนะเจ้าคะ ไม่มีความสุนทรีย์เอาเสียเลย ใครได้ท่านเป็นสามีคงได้หนาวตายกันพอดี" นางแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมในพริบตา 

    "เอาเถอะเจ้าค่ะ ข้อมูลที่เซียนเอ๋อร์ไป 'ล้วง' มาจากพวกขุนนางเมามายและพวกสายลับในเงามืด... มันร้ายแรงกว่าที่พวกเราคาดไว้มากนักเจ้าค่ะ" 

    นางเริ่มสรุปข่าวด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับความร่าเริงลง 

    "วิกฤติของตระกูลฉินยามนี้เปรียบเสมือนตะเกียงที่น้ำมันใกล้หมดเจ้าค่ะ ยอดฝีมือระดับ จอมราชัน ซึ่งเป็นเสาหลักค้ำจุนตระกูลมาอย่างยาวนาน กลับต้องสังเวยชีวิตลงถึงสองคนในการซุ่มโจมตีอันปริศนาที่ชายแดนทางเหนือ และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือจอมราชันอีกหนึ่งคนที่รอดชีวิตกลับมาได้ แต่สภาพบัดนี้กลับบาดเจ็บสาหัสปางตาย พลังปราณแตกซ่าน วิญญาณเหมือนถูกพันธนาการไว้ในห้วงมืดจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้สติเลยเจ้าค่ะ ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาไปปะทะกับ 'สิ่งใด' กันแน่" 

    ลู่ชิงขมวดคิ้วแน่น 

    "จอมราชันสามคนเชียวรึ? นั่นมันคือขุมกำลังกึ่งหนึ่งที่ทำให้ตระกูลฉินยังคงความยิ่งใหญ่ได้ การสูญเสียเช่นนี้ย่อมทำให้พวกเสือหิวอย่างตระกูลเสิ่นเริ่มขยับตัว" 

    "ใช่เจ้าค่ะ สถานะตระกูลฉินตอนนี้ตกต่ำลงจนถึงขีดสุด ยังดีที่ในจวนนี้ยังหลงเหลือยอดยุทธ์ระดับจอมราชันขั้นกลางอีกหนึ่งคนคอยคุมเชิงอยู่ และยังมีผู้นำตระกูลฉินที่อยู่ในระดับจอมราชันขั้นกลางอีกหนึ่งคนเป็นหลักยึด..." หนิงเซียนถอนหายใจยาว 

    "ทว่าท่านผู้นำตระกูลเองก็อาการย่ำแย่เหลือเกินเจ้าค่ะ ข่าวคราวการบุกทะลวงของคนเถื่อนทางเหนือที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของกองทัพฉิน ทำให้ท่านผู้นำสะสมความเครียดจนธาตุไฟเข้าแทรก ว่ากันว่ายามนี้ท่านแทบจะทรงกายไม่อยู่แล้ว" 

    ลู่ชิงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ นิ้วเรียวเคาะโต๊ะไม้เป็นจังหวะเชื่องช้า แววตาของเขาฉายประกายลึกลับที่ยากจะคาดเดา 

    "ที่แท้พยัคฆ์ชราก็กำลังถูกฝูงสุนัขป่ารุมล้อมสินะ... การที่เสิ่นจื่อเจี้ยนกล้ามาเห่าถึงที่นี่ คงเพราะพวกมันเตรียมแผนการจะฮุบกิจการและอำนาจของตระกูลฉินไว้หมดแล้ว" 

    เขามองไปยังย่ามปะชุนใบเก่าที่มีคัมภีร์เซียนบรรพกาลซุกซ่อนอยู่ ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบาๆ 

    "บางที... ข้าอาจจะแก้ปัญหานี้ได้เล็กน้อยนะ" 

    "นายน้อยจะลงมือเองหรือเจ้าคะ?" หนิงเซียนถามด้วยแววตาเป็นประกาย 

    "จะให้เซียนเอ๋อร์ไปเป่ามนต์สังหารเจ้าพวกคนเถื่อน หรือจะให้ไปถล่มตระกูลเสิ่นให้พินาศคืนนี้เลยดีไหมเจ้าคะ?" 

    "ใจเย็นก่อนหนิงเซียน" ลู่ชิงยิ้มมุมปากอย่างมีเล่ห์นัย 

    "ข้าไม่อยากออกหน้าให้เป็นเป้าสายตาจนวุ่นวาย... แต่การช่วยคน ให้ฟื้นจากความตายสักคน หรือช่วยให้ผู้เฒ่าแข็งแรงขึ้นพอจะตบปากพวกสุนัขรับใช้ได้ คงไม่นับว่าเป็นการเปิดเผยตัวตนที่ขัดต่อความตั้งใจของข้าหรอกมั้ง"

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน ที่คุณอ่าน