แสงสีทองที่พุ่งทะยานจากหอคอยบรรพตสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งนครหลวงเทียนเทียน ราวกับว่าทวยเทพได้ประทานพรลงมายังเด็กหนุ่มนิรนามผู้ถูกเลือก ทว่าภายในจิตใจของ มหาปุโรหิตฟ่านเทียน กลับเต็มไปด้วยความละโมบที่ยากจะหยั่งถึง เขาไม่ได้มองมู่หย่งเป็นอัจฉริยะที่ต้องส่งเสริม แต่มองเป็น "เตาหลอมวิญญาณ" เคลื่อนที่ ที่บรรจุพลังงานมหาศาลซึ่งเขาสามารถสูบกินเพื่อก้าวข้ามสู่ระดับ จักรพรรดิเทพ
เยี่ยฉินที่เร้นกายอยู่ในเงามืดบนขื่อคาของห้องโถงชั้นใน ใช้เนตรสัจจะจ้องมองทุกการเคลื่อนไหว เขาเห็นเส้นใยปราณสีแดงเข้มที่พุ่งออกมาจากใต้แท่นหยกขาว มันคือ "อาคมพันธนาการโลหิต" ที่เตรียมจะรัดตรึงมู่หย่งทันทีที่เข้าสู่ใจกลางค่ายกล
‘ฟ่านเทียน... เจ้ายังคงใช้มุกเดิมๆ เหมือนเมื่อห้าร้อยปีก่อน’ เยี่ยฉินแค่นยิ้มในใจ ‘เจ้าคิดจะสูบวิญญาณเด็กของข้า? งั้นข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรส "พิษกาลเวลา" ที่ข้าบ่มเพาะไว้ในตัวมู่หย่งแทน’
"เชิญคุณชายน้อยนั่งลงใจกลางวงเวทย์" ฟ่านเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝัน "เราจะทำการ 'ประสานวิญญาณ' เพื่อให้เจ้าเข้าถึงอำนาจที่แท้จริงของศิลาบรรพกาล"
มู่หย่งเดินเข้าไปนั่งขัดสมาธิตามคำสั่ง ใบหน้าของเด็กชายเรียบเฉยจนดูน่ากลัว ทันทีที่เขานั่งลง เหล่าปุโรหิตอีกเจ็ดคนก็ล้อมวงระดมปล่อยปราณศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ค่ายกล แสงสีขาวสว่างจ้าจนกลบทุกสายตา ทว่าภายในแสงนั้น เส้นใยโลหิตเริ่มชอนไชเข้าสู่จุดชีพจรของมู่หย่ง
"เริ่มได้!" ฟ่านเทียนคำราม แววตาที่เคยเมตตาเปลี่ยนเป็นอำมหิต
ทว่าในวินาทีที่เส้นใยโลหิตสัมผัสผิวหนังของมู่หย่ง พลังงานสีดำสนิทจาก ภูตหยาดน้ำสังหาร ที่เยี่ยฉินแอบฝังไว้ในร่างของเด็กชายก็ระเบิดออกมา! มันไม่ได้ขัดขวางการสูบพลัง แต่กลับ "ย้อนกระแส" พลังงานแห่งความตายและคำสาปแช่งนับพันปีไหลกลับเข้าสู่ร่างของปุโรหิตทั้งเจ็ด
"อ๊ากกกก! นี่มันไม่ใช่ปราณศักดิ์สิทธิ์! มันคือพิษมาร!" ปุโรหิตคนหนึ่งกรีดร้องก่อนที่ร่างจะเน่าเปื่อยกลายเป็นของเหลวสีดำในพริบตา
"ใครบังอาจสอดแทรกค่ายกลของวิหารเทพ!" ฟ่านเทียนพุ่งตัวเข้าหาใจกลางวงเวทย์ พร้อมสะบัดมือสร้างฝ่ามือปราณขนาดมหึมาหมายจะบดขยี้มู่หย่ง
"หยุดเวลา: กรงขังชั่วพริบตา!"
เสียงเย็นเยียบดังกังวานจากเบื้องบน พื้นที่รอบตัวฟ่านเทียนแข็งค้างราวกับถูกแช่แข็งในน้ำแข็งที่มองไม่เห็น ร่างของเยี่ยฉินค่อยๆ ร่อนลงมาอย่างช้าๆ ชุดศิษย์รับใช้สีเทาของเขาขาดสะบั้น เผยให้เห็นชุดคลุมยาวสีดำปักลายมังกรทองที่ดูน่าเกรงขาม
ฟ่านเทียนเบิกตากว้างด้วยความสยองขวัญ "เยี่ย... เยี่ยฉิน! เป็นไปไม่ได้! เจ้าตายไปแล้วในหุบเขากระดูกมังกร!"
"ความตายของข้าคือความจริงที่พวกเจ้ามโนขึ้นมาเองเพื่อปลอบใจตัวเอง" เยี่ยฉินเดินเข้าไปหาศิลาบรรพกาล (ของปลอม) แล้วบีบมันจนแตกละเอียดเป็นผุยผงต่อหน้ามหาปุโรหิต "ของเล่นชิ้นนี้ ข้าเบื่อที่จะดูพวกเจ้าเล่นละครลิงกับมันแล้ว"
เมื่อมนตร์หยุดเวลาคลายลง ฟ่านเทียนถอยกรูดไปเบื้องหลัง "องครักษ์เกราะทอง! ฆ่ามัน! ใครที่ปลิดหัวมันได้ ข้าจะมอบตำแหน่งปุโรหิตให้!"
องครักษ์ระดับราชันย์นภานับสิบนายพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง เยี่ยฉินไม่ได้ชักกระบี่อนธการนิรันดร์ออกมาในทันที เขาเพียงแค่กวาดมือเป็นวงกลม
"เพลงกระบี่ไร้ลักษณ์: วังวนกาลเวลา"
ปราณกระบี่ที่มองไม่เห็นหมุนวนรอบตัวเขาราวกับพายุหมุน องครักษ์ที่พุ่งเข้ามาถูกแรงเหวี่ยงของเวลาทำให้การเคลื่อนไหวช้าลงอย่างน่าประหลาด ในสายตาของพวกเขา เยี่ยฉินเคลื่อนที่ช้าดุจเต่า แต่ในความเป็นจริง เยี่ยฉินได้ตัดคอของพวกเขาทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วินาทีแรกที่พวกเขาก้าวเท้าเข้าเขตแดน
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
ศีรษะนับสิบหล่นลงพื้นพร้อมกันราวกับผลไม้สุกที่ร่วงจากต้น
ในขณะที่การต่อสู้ดำเนินไป หลี่เยี่ยนที่ยืนดูอยู่บนระเบียงชั้นบน กลับไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัว นางมองดูเยี่ยฉินด้วยสายตาที่ซับซ้อน แฝงไปด้วยความโหยหาและความแค้น
"เยี่ยฉิน... เจ้ากลับมาจริงๆ" นางพึมพำ "แต่เจ้าช้าไป... แผนการ 'ชำระโลก' ของพระบิดาเริ่มต้นขึ้นแล้ว และศิลาของจริงที่เจ้าตามหา... มันถูกส่งไปยังที่ที่เจ้าไม่มีวันไปถึง"
เยี่ยฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง เนตรสัจจะของเขามองทะลุผ่านหัวใจของนาง "หลี่เยี่ยน... เจ้ายังคงชอบพล่ามเรื่องไร้สาระเหมือนเดิม ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อศิลาอย่างเดียว แต่ข้ามาเพื่อเอา 'ชีวิต' ของพวกเจ้าทุกคนที่เคยเหยียบย่ำข้า!"
เขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ระเบียงชั้นบน ราวกับมังกรดำที่ทะยานสู่สรวงสวรรค์ ทิ้งให้มู่หย่งจัดการกับเหล่าปุโรหิตที่เหลืออยู่เบื้องล่าง
การต่อสู้บนยอดหอคอยบรรพตกลายเป็นนาฏกรรมแห่งความตาย เยี่ยฉินใช้พลังระดับราชันย์นภา ขั้นที่ 1 บดขยี้ทุกขวากหนาม ฟ่านเทียนพยายามจะใช้ค่ายกลสุดท้ายของหอคอยเพื่อกักขังเขาไว้ แต่เยี่ยฉินกลับใช้เนตรสัจจะชี้จุดตายของค่ายกลและระเบิดมันทิ้งภายในพริบตา
"มหาปุโรหิต... เจ้าบอกว่าศิลาของจริงถูกส่งไปแล้วรึ?" เยี่ยฉินบีบคอของฟ่านเทียนจนยกขึ้นเหนือพื้น "งั้นเจ้าก็จงลงไปรอถามที่อยู่ของมันในนรกเถอะ!"
กร๊อบ!
คอของฟ่านเทียนหักสะบั้น ดวงตาเหลือกค้างด้วยความไม่เชื่อว่าตนเองจะพ่ายแพ้ง่ายดายเพียงนี้
เยี่ยฉินหันมาหาหลี่เยี่ยนที่ยังคงยืนนิ่ง นางไม่ได้หนี "เจ้าจะฆ่าข้าตอนนี้เลยไหม?" นางถามด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ
"ฆ่าเจ้าตอนนี้มันง่ายเกินไป" เยี่ยฉินสลัดร่างฟ่านเทียนทิ้ง "ข้าจะให้เจ้าได้เห็น... อาณาจักรที่เจ้าภูมิใจนักหนาพังทลายลงต่อหน้าต่อตา และเจ้าจะต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอยอมเป็นทาสของข้าเพื่อแลกกับลมหายใจ!"
ความแค้นที่ถูกชำระด้วยเพลิงกาลเวลา
เยี่ยฉินเดินไปที่ขอบระเบียง มองลงไปเห็นเปลวเพลิงที่เขาแอบวางไว้เริ่มปะทุขึ้นทั่ววิหารเทพ เสียงกรีดร้องและเสียงระเบิดดังกังวานไปทั่วเมืองหลวงเทียนเทียน ประชาชนต่างแตกตื่นเมื่อเห็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดกำลังถูกเผาผลาญ
เขายกมือขึ้นกวาดผ่านท้องฟ้า เมฆาสีดำรวมตัวกันเป็นรูปใบหน้าปีศาจที่หัวเราะเยาะหยันต่อโลกใบนี้
ความยุติธรรมที่ล่าช้าไม่ใช่ความยุติธรรม แต่คือเชื้อไฟที่ทำให้ความแค้นเผาผลาญได้รุนแรงยิ่งขึ้น จอมมารได้ประกาศการกลับมาอย่างเป็นทางการ บัลลังก์ของวิหารเทพที่สร้างบนคำลวงเริ่มสั่นคลอน และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการกวาดล้างที่แท้จริง
—----------------------------
ก้าวต่อไป:
เยี่ยฉินจะจัดการกับหลี่เยี่ยนอย่างไร? และ "ศิลาของจริง" ที่นางอ้างว่าถูกส่งไปแล้วนั้น อยู่ที่ไหนกันแน่? ความลับของราชสำนักที่
ซ่อนอยู่ใต้ดินกำลังจะถูกเปิดเผยในตอนถัดไป!