เมื่อรัตติกาลคืบคลานเข้าใกล้ขุนเขาแห่งหมอกก็กลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
ไม่เหมือนป่าลึกในขุนเขาอื่นๆ ความ 'เงียบงัน' ที่ว่าของขุนเขาแห่งหมอกนั้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
แม้แต่หน่วยสำรวจที่ทำการค้นหามาหลายเดือนเมื่อก้าวเข้าสู่ขุนเขาแห่งหมอกนี้ก็ยังต้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ยามค่ำคืนเป็นช่วงเวลาที่สัตว์ร้ายออกหากินได้ดีที่สุด ทว่าขุนเขาแห่งหมอกกลับแตกต่างออกไป
ยิ่งดึกดื่น ยามนี้ก็ยิ่งเงียบสงัดมีเพียงเสียงหอนดังขึ้นยาวนาน ที่ทำให้ขนลุกซู่ไม่หยุด
“ขุนเขาแห่งหมอกนี้มีสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งมากอาศัยอยู่หรือไม่ก็แทบไม่มีสัตว์ป่ากลายพันธุ์เลย”
นี่คือคำกล่าวของทหารลาดตระเวนผู้มีประสบการณ์คนหนึ่ง
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ทั้งสองแบบที่เขาพูดถึง ล้วนไม่ใช่เรื่องดี
ในทางกลับกัน เบื้องหลังสถานการณ์ทั้งสองนี้ล้วนแฝงไว้ด้วยวิกฤติที่ใหญ่หลวงกว่า
แบบหนึ่งคือขุนเขาแห่งหมอกเป็นอาณาเขตของสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่ทรงพลังอีกแบบหนึ่งคือขุนเขาแห่งหมอกมีวิกฤติที่แม้แต่สัตว์ป่ากลายพันธุ์ก็ยังต้องเลี่ยง
“เฮ้อ...”
ทหารลาดตระเวนถอนหายใจและเพิ่มความระมัดระวังแม้แต่เมื่อมองลึกเข้าไปในขุนเขาแห่งหมอก พวกเขาก็ยังมีความหวาดระแวงแฝงอยู่
หากจำไม่ผิดเมื่อครู่หัวหน้าหน่วยบอกว่าในขุนเขาแห่งหมอกนี้มีจระเข้ยักษ์ดึกดำบรรพ์ตัวหนึ่งและยังมีสิ่งมีชีวิตแห่งสายหมอกอันแสนพิสดารอีกด้วย
“สิ่งมีชีวิตแห่งสายหมอก?”
ทหารลาดตระเวนมองไปยังม่านหมอกสีขาวรอบตัวด้วยความสงสัยพลางสำรวจอย่างละเอียด
ทว่าในชั่วขณะนั้นไม่แน่ใจว่าเป็นเพียงความรู้สึกคิดไปเองหรือไม่เขากลับรู้สึกว่าม่านหมอกราวกับมีชีวิต
“เอ่อ...”
ทหารลาดตระเวนตกตะลึงเขาก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว
“เหล่าซาน”
เสียงตกใจดังขึ้นเงาร่างหลายเงาจากด้านหลังทหารลาดตระเวนก็พุ่งเข้ามา
ทว่าเรื่องที่เหลือเชื่อก็คือทหารลาดตระเวนที่ชื่อเหล่าซานกลับเหมือนไม่ได้ยินเสียงเรียกทั้งยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไป
ในตอนนี้ หากพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่าสีหน้าของทหารลาดตระเวนคนนั้นว่างเปล่าไร้อารมณ์
“เหล่าซาน กลับมา”
“นายจะทำอะไร?”
....
เสียงตะโกนเรียกดังขึ้นอย่างต่อเนื่องหน่วยสำรวจคนอื่นๆ ก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกติของเหล่าซานแล้ว
ทว่าในขณะนั้นเองเหล่าซานก็ก้าวเข้าไปในความหนาแน่นของม่านหมอก
“ฟึ่บ!”
ม่านหมอกพลันเคลื่อนที่เร็วขึ้นราวกับพายุที่แปรเปลี่ยน ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกของหน่วยสำรวจแต่ละคนเงาร่างของเหล่าซานก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เหล่าซาน! เหล่าซาน!”
“นายไปไหน?”
“อย่ามาล้อเล่นกันนะ?”
เสียงเรียกอย่างร้อนรนดังขึ้นทำให้หน่วยสำรวจทั้งหมดวุ่นวายไปหมด แต่ไม่รู้ทำไม ในใจทุกคนรู้ถึงความกดดัน
โดยเฉพาะทหารลาดตระเวนที่ตาไวเหลือบไปเห็นรอยเลือดสีแดงและชายเสื้อที่พื้นดินไม่ไกลนักถึงกับตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า
“โฮก!”
เสียงคำรามกึกก้องราวกับมาจากยุคโบราณดังมาจากด้านหลังทหารลาดตระเวนตาไวคนนั้นหันหน้าไปหา ทว่าสิ่งที่เห็นคือน่านหมอกที่ค่อยๆ หมุนวน
และในวังวนของม่านหมอกนั้นมีปากขนาดใหญ่ที่น่าเกลียดน่ากลัวค่อยๆ อ้าออก
“กร๊อบ...”
เสียงงับที่คมชัดท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างตกตะลึงของหน่วยสำรวจคนอื่นๆทหารลาดตระเวนคนนั้นถูกม่านหมอกกลืนกินไปแล้ว
ทันใดนั้น หน่วยสำรวจทั้งหน่วยก็เงียบกริบมีเพียงความเย็นเฉียบที่จับขั้วหัวใจเท่านั้น...
.....
“เจ้าหนูพวกนั้น ดูท่าจะตกใจไม่น้อย”
ควันสีแดงล่องลอยชิงเอ๋อร์ปรากฏตัวขึ้นที่ปลายกิ่งไม้อย่างลึกลับ ราวกับภูตพราย เธอยกเท้าเล็กๆที่สวยงามขึ้นมาไขว่ห้าง
ผ้าคลุมสีแดงพันรอบกายทำให้ร่างของเธอยิ่งดูกลมกลืนไปกับม่านหมอก เสมือนจริงและไม่จริงราวกับภูตผีปีศาจยิ่งนัก
“ต้องลงมือเลยไหมครับ?”
เสียงแหบเย็นเยียบดังขึ้นบนบ่าของชิงเอ๋อร์
เมื่อหันไปหาปรากฏมดตัวหนึ่งที่ดูหล่อเหลาเป็นอย่างยิ่ง ยืนนิ่งอยู่บนบ่าของเธอ
และในขณะนี้มดตัวนี้ที่ราวกับสวมเกราะสีทองทั้งตัว กำลังกอดขาทั้งสี่ไว้ที่หน้าอกสายตาเมื่อมองไปยังหน่วยสำรวจไม่ไกลนั้นมีประกายเยือกเย็นพาดผ่าน
มดทองคำสัตว์อสูรลำดับที่ห้าภายใต้การปกครองของอวี๋จื่ออวี๋และเป็นหนึ่งในไม่กี่ตัวที่รู้การมีอยู่ของชิงเอ๋อร์
ตามคำบอกเล่าของมันชิงเอ๋อร์คือผู้ที่ช่วยมันให้รอดพ้นจากห้องทดลองของมนุษย์ บุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้ไม่อาจลืมเลือน และไม่ควรลืมเลือน
“นายตัวเล็กนี่กระหายเลือดนักนะ?”
ชิงเอ๋อร์หัวเราะเบาๆพลางเอามือปิดปากแล้วแซว
“ข้า...”
มดทองคำไม่พูดอะไรมากเพียงหันหน้าไปเล็กน้อย หลบสายตาที่เต็มไปด้วยความขี้เล่นของชิงเอ๋อร์
และในตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะสัมผัสได้ถึงความซับซ้อนภายในใจของมดทองคำชิงเอ๋อร์จึงส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะชี้ปลายนิ้วออกไป
“เจ้าคนนั้นดูเหมือนจะคลุ้มคลั่งไปแล้วปล่อยเขาไปเถอะ ส่วนคนอื่น ๆ นายจัดการตามสบายเลย”
สิ้นเสียง ควันสีแดงก็พัดผ่านไปชิงเอ๋อร์หายไปในม่านหมอกแล้ว
“พี่ใหญ่...”
มดทองคำจ้องมองทิศทางที่ชิงเอ๋อร์จากไปอย่างลึกซึ้งมันไม่ได้พูดอะไรอีก
แต่กลับค่อยๆ วางขาที่ไขว้ไว้ลง...
“ตึง!” เสียงกระแทกดังขึ้นกิ่งต้นไม้ขนาดเท่าแขนของมันโค้งงออย่างแรง ราวกับไม่อาจทานทนน้ำหนักของมันได้
ในขณะเดียวกันมดทองคำก็อาศัยแรงดีดของกิ่งต้นไม้นี้ ส่งร่างกายทั้งร่างของมันขึ้นไปแล้วกลายเป็นเส้นแสงสีทอง พริบตาเดียวก็หายไปในความหนาทึบของม่านหมอก
เพียงไม่นาน เลือดสีแดงก็ย้อมผืนดินจนแดงฉาน
ทว่าเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือแม้แต่เสียงกรีดร้องก็ยังไม่ทันได้เปล่งออกมา มีเพียงม่านหมอกที่พัดผ่านบดบังการสังหารทุกสิ่ง
แน่นอนว่ามีทหารลาดตระเวนคนหนึ่งที่ควรกล่าวถึง เขาราวกับคนสติแตก ดวงตาเหม่อลอยยืนนิ่งอยู่กับที่
นานๆ ครั้งเมื่อมีเสียงหอบหนักอึ้งดังขึ้นจากม่านหมอก ทั้งร่างของเขาก็เริ่มสั่นสะท้าน
“ไม่คิดเลยว่าจะบ้าไปจริงๆ”
มดทองคำจ้องมองทหารลาดตระเวนที่ดวงตาเหม่อลอยคนนั้นพลางพึมพำกับตัวเอง
จากนั้น มันก็เช็ดเลือดที่เหลืออยู่บนขาแล้วหันหลังเดินเข้าสู่ส่วนลึกของม่านหมอกอย่างเงียบๆ
คนบ้าเป็นคนซื่อสัตย์ที่สุดและคนบ้าที่มีชีวิตรอดออกมาจากขุนเขาแห่งหมอกยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับข่าวลือบางอย่าง
คาดว่าอีกไม่นานเมืองใกล้เคียงก็จะแพร่ประโยคนี้ที่ว่า “ห้ามเข้าขุนเขาแห่งหมอกมนุษย์ที่เคยเดินออกมาจากขุนเขาแห่งหมอกได้นั้น ไม่บ้าก็เสียสติไปแล้ว”
และนี่คือสิ่งที่อวี๋จื่ออวี๋รวมถึงหุบเขาเป่ยอวี่ทั้งหมดคาดหวังมากที่สุด
คำพูดของมนุษย์นั้นน่ากลัวที่สุด!
เมื่อแพร่กระจายข่าวลือไปมากพอและประกอบกับความเป็นจริงบางอย่างก็เพียงพอที่จะพรรณนาขุนเขาแห่งหมอกให้น่ากลัวและพิสดารยิ่งขึ้น
แน่นอน ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ในสายตาคนนอก‘ขุนเขาแห่งหมอก’ นั้นแปลกประหลาดอยู่แล้วตั้งแต่แรกเริ่ม
ขุนเขาที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกตลอดทั้งปี
ขุนเขาที่ทำให้คนหลงทางเดินวนอยู่ในที่เดิมเสมอ
และในตอนนี้ ที่แห่งนี้มี‘สิ่งมีชีวิตแห่งสายหมอก’ ที่ไม่แน่ชัดรวมถึงจระเข้ยักษ์ดึกดำบรรพ์ที่น่าสะพรึงกลัว...
โดยไม่รู้ตัวขุนเขาแห่งนี้ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองก็เริ่มมีแนวโน้มที่จะกลายเป็น‘เขตหวงห้าม’ ไปเสียแล้ว