ขณะนี้ หานเซินกำลังนั่งจ้องเ้าเขี้ยวทองแดงที่เขาเพาะไว้ ตอนนี้มันวิวัฒนาการเป็สัตว์อสูรระดับกลายพันธุ์แล้ว หลังจากเวลาผ่านมาอีกสองเดือน สีสัมฤทธิ์บนตัวมันก็เปลี่ยนเป็สีทองแดงเหลือบม่วง ขนาดตัวก็ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ดู ๆ ไปก็เหมือนมันกำลังถูกพลังลึกลับบางอย่างเปลี่ยนให้ร่างกายพัฒนาสู่ขั้นถัดไป
‘ชีวิตของฉันจะรุ่งไหมก็ขึ้นอยู่กับแกแล้วนะไอ้ตัวกลม หวังว่าแกจะกลายเป็อสูรระดับเทพ ๆ ให้ได้ไว ๆ นะ’ หานเซินนึกในใจขณะจ้องมองสีเหลือบม่วงวาว ๆ บนตัวอสูรเขี้ยวใหญ่ ที่เป็สิ่งบ่งชี้ว่ามันกำลังจะพัฒนาเป็สัตว์อสูรระดับเืศักดิ์สิทธิ์
จากการคาดเดา(เอาเอง)ของหานเซิน การจะทำให้อสูรที่เพาะเลี้ยงวิวัฒนาการเป็สัตว์อสูรเืศักดิ์สิทธิ์ น่าจะต้องใช้เวลาประมาณสามเดือน ระยะเวลาสามเดือนนี้ถึงจะไม่สั้นแต่ก็ไม่ถือว่ายาวเกินไปนัก หากเทียบกับโอกาสที่เขาจะล่าอสูรระดับเืศักดิ์สิทธิ์ให้ได้สักตัวภายในสามเดือนที่แทบจะเป็ไปไม่ได้แล้ว นี่นับว่าไม่นานเกินรอเลย
ต้องรู้ก่อนว่าการจะล่าอสูรเืศักดิ์สิทธิ์สักตัวนั้นยากแสนยาก นอกจากต้องอาศัยฝีมือสูงส่งกับทรัพยากรและตัวช่วยที่พร้อมแล้ว ยังต้องได้โอกาสที่เหมาะเจาะพอดีด้วย แม้แต่ฉินเซวียนที่ทั้งเก่งกาจและมีทรัพยากรเหลือเฟือ ในปีหนึ่งอาจจะล่าไม่ได้สักตัวเลยก็เป็ไปได้
ดังนั้น ด้วยการใช้คริสตัลสีดำทำให้ได้สัตว์อสูรระดับเืศักดิ์สิทธิ์ทุก ๆ สามเดือน หานเซินก็ถือว่าโกงชาวบ้านชาวช่องเขาไปไกลแล้ว
‘ขอแค่มีเวลามากพอ การวิวัฒนาการด้วยจีโนพอยต์เืศักดิ์สิทธิ์เต็มร้อยคงไม่ใช่เื่ยาก ถึงตอนนั้นบรรดาศักดิ์ ‘ผู้ทรงเกียรติเืศักดิ์สิทธิ์’ ก็จะเป็ของเรา!’ หานเซินคิดอย่างตื่นเต้น
.
.
หานเซินออกจากก็อดแซงก์ทัวรีใน่บ่าย แต่น่าแปลก วันนี้เขาไม่เจอฉินเซวียนที่สถานีเทเลพอร์ตเหมือนอย่างทุกครั้ง เด็กหนุ่มได้แต่เดาเอาว่าเธออาจเบื่อที่จะเล่นงานเขาหรือมีธุระสำคัญที่ต้องทำจึงเลิกสนใจ
เด็กหนุ่มก้าวออกมาจากสถานี ขณะที่กำลังเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าเขาก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ริมถนน หานเซินหยุดชะงักทันทีเมื่อจำได้ว่าเธอคือ ‘เสวี่ยซี’ เพื่อนสาวที่เขาคุ้นเคย
เสวี่ยซีเติบโตมากับหานเซินและจางตันเฟิง แม่ของเธอเป็คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เธอจึงอาศัยอยู่กับแม่แค่สองคน ก่อนหน้านี้แม่ของเธอทำงานในบริษัทของพ่อหานเซิน และด้วยความที่ไม่มีคนดูแล เด็กหญิงเสวี่ยซีในตอนนั้นจึงมักติดตามแม่ไปอยู่ที่ทำงานและเล่นกับหานเซินและจางตันเฟิงบ่อย ๆ
ต่อมา เสวี่ยซีถูกพ่อแท้ ๆ รับตัวกลับไปดูแลหลังจากภรรยาของพ่อเสียชีวิต ไม่นานหลังเหตุการณ์นั้นครอบครัวของหานเซินก็ต้องเผชิญกับวิกฤตทางการเงินใหญ่หลวง ทำให้ตัวเขาเองไม่มีทั้งเวลาและศักยภาพที่จะติดตามข่าวคราวชีวิตของเสวี่ยซีอีก
หานเซินเคยรู้มาว่าเสวี่ยซีเป็ลูกนอกสมรสของพ่อเธอ และเมื่อภรรยาหลวงของพ่อเธอลาโลกไป พ่อจึงมารับเธอกับแม่ไปอยู่ด้วย
“พี่เซิน!” เสวี่ยซีร้องทักท่าทางประหลาดใจที่ได้พบหานเซิน
“เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” หานเซินถามอย่างงุนงงไม่ต่างกัน
“พี่เซิน ฉันอายุครบสิบหกแล้ว ผู้ใหญ่แล้วนะ ตอนนี้ฉันสามารถเข้าไปในก็อดแซงก์ทัวรีได้แล้วด้วย” เสวี่ยซียิ้มบาง ๆ ขณะตอบ
“เร็วขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?” หานเซินใเล็กน้อย ในภาพจำของเขา เสวี่ยซียังเป็แค่เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าตอนนี้เธอจะโตพอที่เข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีได้แล้ว
เสวี่ยซียู่หน้าพลางต่อว่าไม่จริงจัง “พี่เซิน ฉันอายุน้อยกว่าพวกพี่แค่ไม่กี่เดือนเองนะ อย่ามองฉันเป็เด็กตลอดเวลาได้ไหม”
“ใช่ ๆ เธอโตเป็สาวแล้วนี่นา เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ” หานเซินยิ้มพร้อมกวาดสายตามองอีกฝ่าย เธอกลายเป็สาวน้อยสวยน่ารัก รูปร่างสูงเพรียว และมีทรวดทรงแบบผู้หญิงให้เห็นบ้างแล้ว แตกต่างจากภาพเด็กน้อยผมเปียที่เขาจำได้โดยสิ้นเชิง
ใบหน้าของเสวี่ยซีขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อถูกชายหนุ่มจ้องมอง เธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเครื่องยนต์ของยานเหาะส่วนตัวที่เคลื่อนเข้ามาหยุดลงบนถนนใกล้ ๆ
ชายหนุ่มสูงโปร่งคนหนึ่งก้าวลงมาจากพาหนะนั้น
คนมาใหม่แต่งตัวเรียบหรูดูสมาร์ตแบบผู้ดี ดูแล้วน่าจะอายุสักยี่สิบปี ยานเหาะส่วนตัวที่เขาใช้เป็รุ่นใหม่ล่าสุด สมรรถนะดี ยานเหาะรุ่นนี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีมูลค่ามากกว่าสิบล้านเหรียญ หานเซินมองออกทันทีว่าคนคนนี้ฐานะดี หรือไม่ก็มาจากครอบครัวที่มั่งคั่ง
“เสี่ยวซี พี่เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าเวลาออกมาข้างนอกให้พกเครื่องส่งสัญญาณติดตัว แล้วทำไมน้องต้องมาถึงสถานีเทเลพอร์ตแบบนี้ด้วย จะเข้าก็อดแซงก์ทัวรีใช้เครื่องที่บ้านก็ได้ ที่นี่วุ่นวายจะตาย” ชายหนุ่มฐานะดีเดินไปหาเสวี่ยซีและพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย ก่อนจะหันไปมองหานเซินด้วยสายตาไม่เป็มิตร
“พี่สี่ นี่พี่เซิน เป็เพื่อนั้แ่เด็กของฉันเอง” เสวี่ยซีรีบอธิบาย กลัวว่าพี่ชายจะเข้าใจเจตนาของหานเซินผิด
“ไปกันเถอะ เราต้องกลับบ้านกันแล้ว” ชายหนุ่มทำหูทวนลม ไม่ได้ยินคำพูดของเสวี่ยซี เอาแต่พยายามพาเธอขึ้นยานเหาะ
“พี่เซิน ฉันไปก่อนนะ” เสวี่ยซีกล่าวลาเบา ๆ กับหานเซิน ก่อนจะถูกส่งตัวขึ้นพาหนะคันโก้
หลังปิดประตูยานเหาะฝั่งผู้โดยสาร คนที่เสวี่ยซีเรียกว่า ‘พี่สี่’ กลับไม่ได้เดินไปขึ้นยานอีกฝั่งทันที แต่เดินเข้ามาใกล้หานเซิน มองด้วยสายตาดูแคลนแล้วชี้หน้าก่อนพูดเสียงเข้ม
“คนอย่างนายไม่มีสิทธิ์เป็เพื่อนกับน้องสาวของฉัน เลิกยุ่งกับเธอซะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
“คุณพูดกับใครอะ?... ผมเหรอ?” หานเซินหันมองซ้ายขวาก่อนเลิกคิ้วขึ้นพร้อมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้และถามกลับ ทั้งแววตาและท่าทาง จงใจก่อกวนอารมณ์อีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด
“ไอ้นี่กวนประสาทเรอะ!” คนถูกยั่วโมโหเดือดดาล พุ่งตรงเข้าหาหานเซินพร้อมใช้เข่ากระแทกใส่หน้าท้องเขาอย่างแรง การโจมตีนี้รวดเร็วจนเหลือเชื่อ กระบวนท่ากระแทกด้วยเข่าราวกับงูพิษฉกเหยื่อ มันพุ่งตรงไปที่หน้าท้องของหานเซินในพริบตา
ทว่าหานเซินยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งไม่สะทกสะท้าน และไม่ใช่แค่นั้น ในใจเขากลับกำลังหัวเราะดังลั่น เย้ยหยันพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้าม
‘หึ! คิดจะสู้ระยะประชิดกับฉันเหรอ? อ่อนหัด! วิชา ‘ภูตพรายพันธนาการ’ ของฉันร้ายกาจถึงขนาดทำให้ฉินเซวียนลำบากมาแล้วนะ!’
คิดจบก็โต้ตอบทันที ร่างกายเด็กหนุ่มเสมือนเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ และเพียงเขาใช้ข้อศอกสกัดเบา ๆ เข่าที่ไวเหมือนงูฉกก็พลาดเป้า พร้อมกันนั้นขาของหานเซินก็เตะกวาดขาข้างที่อีกฝ่ายใช้ยันพื้น แขนแข็งแรงเข้าล็อกคอคู่ต่อสู้ฉับพลัน
ชายหนุ่มเสียการทรงตัวทันทีและตกอยู่ในสภาวะที่ไร้ทางต่อต้าน ในที่สุดก็ถูกหานเซินเหวี่ยงล้มลงกับพื้นอย่างแรง
คนเริ่มโจมตีก่อนนอนมองคนที่เขาตั้งใจทำร้ายด้วยสีหน้าตกตะลึง ลืมแม้กระทั่งลุกขึ้นมา ไม่อยากเชื่อว่าการโจมตีทรงพลังของเขาจะพลาดเป้า และยิ่งไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างเขาจะถูกคนตรงหน้าจับทุ่มได้ง่าย ๆ
“พี่เซิน นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” เสวี่ยซีที่นั่งอยู่ในยานเหาะเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีจึงรีบวิ่งลงมา เธอเข้าไปประคอง ‘พี่ชาย’ ที่นอนแผ่อยู่บนพื้น
“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ทักทายกันแบบผู้ชายน่ะ” หานเซินยิ้มบางพลางโบกมือลาเพื่อนในวัยเด็ก
“เวลาไม่รอใคร ไว้คราวหน้ามีโอกาสค่อยนัดกินข้าวกันนะ” พูดจบเขาก็หันหลังเดินไปยังสถานีรถไฟฟ้า
“พี่สี่ พี่ไม่เป็อะไรนะ?” เสวี่ยซีถามขณะประคองชายหนุ่มลุกขึ้นจากพื้น
“หึ ๆ น่าสนใจดีนี่... น่าสนใจจริง ๆ” ชายหนุ่มที่เพิ่งถูกคว่ำหัวเราะเสียงต่ำพลางมองตามหลังคนที่เดินจากไป ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ริมฝีปากแสยะยิ้มน่าขนลุก
เสวี่ยซีรู้สึกใจคอไม่ดีเมื่อเห็นสีหน้าของคนข้าง ๆ “พี่สี่ อย่ารังแกพี่เซินเลยนะ เขาคงไม่ได้ตั้งใจ”
“นี่ขนาดไม่ได้ตั้งใจ มันยังทุ่มฟางจิ่งฉีคนนี้จนกองอยู่บนพื้น แล้วถ้ามันตั้งใจมันไม่เล่นงานฉันตายเลยเหรอ?” ฟางจิ่งฉีพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“พี่สี่... ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ... คือ พี่เซินเขา…” เสวี่ยซีอึกอัก ไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรมาอธิบาย
“พอเถอะ ไม่ต้องแก้ตัวแทนแล้ว ไม่ต้องห่วง พี่ไม่คิดจะทำอะไรเขาหรอก” ฟางจิ่งฉีหรี่ตาลง “ก็เหมือนที่หมอนั่นบอก เขาแค่ทักทายพี่แบบลูกผู้ชาย…”
“...อีกไม่กี่วัน พาเพื่อนเธอคนนั้นมากินข้าวที่บ้านสักมื้อสิ ในฐานะผู้ชายเหมือนกัน พี่ก็ควรมอบของตอบแทนคืนบ้าง” ฟางจิ่งฉีบอกน้องสาว
“หา?” เสวี่ยซีตกตะลึงแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ขณะที่แววตาของชายหนุ่มข้าง ๆ เต็มไปด้วยความตื่นเต้น และถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นความกระหายที่อยากเอาชนะเจือปนอยู่
.
.
.