ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 91 ฝันร้ายที่ผ่านพ้นไป

              “ชักรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นนักบุญชอบช่วยเหลือผู้อื่นไปเลยครับ...”


              เรย์กล่างพลางเอามือท้าวคางได้แต่มองนิ่งไปยังวิวทิวทัศน์ข้างทางยามค่ำคืนผ่านหน้าต่างรถซีดานของกาโต้


              แสงไฟจากอาคารสูงส่องสว่างประดับทั่วทั้งเมืองเส้นถนนสายยาวทอดผ่านไปยังมุมต่าง ๆ ของเมืองหลวงที่ยังคงคึกคักแม้ในยามราตรีร้านค้าบางแห่งยังคงเปิดไฟสว่างไสว แสดงถึงวิถีชีวิตผู้คนที่ไม่หยุดนิ่ง แม้ว่าหลังหายนะใหญ่เมื่อหลายปีก่อน ประชากรจะลดลงไปมากแต่ความหวังและความตั้งใจในการฟื้นฟูยังคงปรากฏให้เห็นได้จากแสงไฟที่ไม่เคยดับสิ้นในเมืองนี้


              ความคิดของตัวเขาไหลลอยไปกับเรื่องต่างๆ ในวันนี้ และนำพาความรู้สึกบางอย่างในอดีตกลับมาโดยไม่ทันรู้ตัว


              “จอมวายร้ายที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเหรอนิสัยสองด้านแบบขัดแย้งกันได้น่าสนใจดีนี่”


              “…”


              กาโต้รับมุกได้อย่างถูกต้องตามความจริงจนเรย์ไม่สามารถตอบอะไรสวนกลับไปได้มาก


              เพราะ ‘จอมวายร้าย’ ที่อีกฝ่ายหมายถึงคงเป็นเรื่องพฤติกรรมเมื่อไม่นานมานี้เขาถูกแฟนหนุ่มของอิจิกะเข้ามาหาเรื่อง ในขณะที่กำลังเดินอยู่กับกาโต้ในเมือง


              แม้จะมีปัญหาเกิดขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยุติได้ด้วยการมาถึงของอิจิกะ


              พอเห็นอีกฝ่ายเงียบไปกาโต้เลยรู้สึกผิดขึ้นมาบ้างหรือยังไง ถึงได้พูดปลอบใจขึ้นมา


              “เอาน่าการจะเป็นนักรักก็ต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอที่จะต้องเจอเรื่องแบบนี้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ เดียวเธอก็ชำนาญเอง”


              เรย์เกือบจะสำลักลมหายใจออกมาประโยคนี้ดูเหมือนไม่ได้ช่วยปลอบใจอะไรเลยนอกจากซ้ำเติม


              “ส่วนเรื่องของเธอคนนี้...คงต้องเอาไปฝากไว้ที่บ้านฉันก่อนแล้วล่ะ”


              กาโต้เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังมากขึ้นขณะใช้สายตาเหลือบมองไปทางกระจกหลังที่มีหญิงสาวคนหนึ่งนอนสลบไสลอยู่บนเบาะนั่งด้านหลัง


              ดูเหมือนความบอบช้ำทางจิตใจทำให้กลไกป้องกันตนเองของร่างกายทำงาน เพื่อหลีกหนีจากความรู้สึกเหล่านั้น


              “ฉันคงไม่ได้รู้สึกไปเองสินะเหมือนเธอกำลังมีเรื่องบางอย่างติดค้างในใจ”


              กาโต้ทักเมื่อเห็นเขาจมอยู่กับความคิด


              “เรื่องของเด็กผู้หญิงคนนี้...ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวในอดีต ที่ตอนนั้นไม่สามารถช่วยใครไว้ได้เลย”


              เรย์ระบายออกมาเล็กน้อย เขายังคงกอดเก็บความทรงจำของพวกพ้องที่ล้มตายไว้ในใจ


              “แต่การที่ครั้งนี้ผมช่วยเหลือผู้คนไว้มันพอจะชดเชยบาปครั้งนั้นของผมได้บ้างหรือเปล่าครับ”


              กาโต้ชะงักไปเล็กน้อยแล้วกล่าวเหมือนต้องการสั่งสอนวิธีคิดมุมมองของตนเองให้กับเด็กหนุ่ม


              “เธออย่าเข้าใจผิดไป...ไม่ว่าจะครั้งนี้หรือครั้งนั้น ล้วนไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกนะเหตุผลที่เราช่วยเหลือผู้คนไม่ได้ต้องการทำเพื่อไถ่บาป… เมื่อก่อนฉันและสหายต่างต่อสู้ร่วมกันมาหลายปีต่างสูญเสียพวกพ้องไปครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยหวาดกลัวในความตายของเพื่อน ๆ ...แต่สิ่งที่กลัวมากที่สุดคือการต้องคอยมองคนที่ให้ความสำคัญจากไปทีละคนขณะที่ตัวฉันเองยังคงมีชีวิตอยู่ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ฉันไม่สามารถโยนทิ้งชีวิตที่เพื่อนๆ ให้มาได้ และจะใช้มันเป็นแรงผลักดันเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่สมควรต่อไป”


              “ผมจะจำไว้ครับ”


              “แล้วก็จำไว้ด้วยว่าบางครั้ง...การก้าวเดินไปข้างหน้าก็คือ การทิ้งบางสิ่งไว้ข้างหลัง แต่นายจะต้องไม่หยุดเดินอย่างเด็ดขาดเพื่อคนที่จากไป”

              เขายิ้มรับบาง ๆให้กับคำพูดของกาโต้


              “ว่าแต่เธอเถอะเพลงดาบนั่นมันอะไรกัน เล่นเอาเสียวสันหลังแทนเลยล่ะ... บอกตามตรงเลยว่าตอนแรกฉันไม่คิดว่าเธอจะรับมือกับหมอนั่นไหวหรอกนะ”


              กาโต้เปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดจนเกินไป


              “เป็นเคล็ดวิชาที่เพิ่งฝึกสำเร็จได้ไม่นานน่ะครับเพิ่งเคยใช้จริงได้ไม่กี่ครั้งเหมือนกัน”


              เรย์หลีกเลี่ยงไม่เอ่ยถึงโลกจินตภาพไม่ใช่เพราะเป็นความลับอะไรกับกาโต้แต่เป็นเพราะเขาเองก็ยังไม่รู้จะอธิบายเกี่ยวกับโลกแห่งนั้นว่ามันคือสถานที่แบบใด ที่ทำให้เขาสามารถซึมซับเคล็ดวิชานี้มาจากความทรงจำของราชาตนแรกที่ตนดูดกลืนมา


              “ฮะฮ้าเธอนี่ก็บ้าบิ่นใช้ได้ผิดกับบุคลิกเหมือนกันนะ”


              เรย์รับคำยิ้ม ๆไม่ปฏิเสธ แต่สำหรับเขาแล้วมันคือความบ้าคลั่งเสียมากกว่าที่ใช้ขับเคลื่อนจิตใจเวลาต่อสู้ห้ำหั่นกับศัตรู


              “วัตถุดิบของเจ้าพวกนั้นรบกวนฝากคุณกาโต้จัดการด้วยก็แล้วกันนะครับ”


              “ได้สิยังไงก็ต้องชดเชยในส่วนที่พวกนั้นทำกับแม่หนูนี่บ้าง”


              กาโต้พยักหน้ารับคำนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้


              ในช่วงที่เขาและเรย์ฟาร์มมอนสเตอร์กันตามปกติจู่ ๆ เรย์ก็สังเกตเห็นฮันเตอร์กลุ่มหนึ่งผ่านความสามารถของเนตรมารซึ่งพยายามเคลื่อนตัวแยกออกนอกเส้นทาง แทนที่จะมุ่งหน้าต่อไปทางเขตพื้นที่ของราชาหรือเกาะกลุ่มให้ใกล้กันไว้กับฮันเตอร์กลุ่มอื่น ๆ เพื่อความปลอดภัย


              กาโต้ได้ยินเรย์บอกอีกว่าเขาจำผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยพบก่อนหน้าได้และรู้สึกไม่สบายใจกับพฤติกรรมของคนพวกนั้นตั้งแต่ก่อนเข้าเกทพวกเขาทั้งคู่จึงตัดสินใจสะกดรอยตามคนกลุ่มนั้นอยู่ห่าง ๆและพบว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่พวกมันมาจากอดีตกิลด์ที่กาโต้เคยสังกัด


              ยิ่งตอกย้ำให้กาโต้เชื่อในลางสังหรณ์ของเรย์เข้าไปอีกเพราะในอดีตตัวเขานั้นเคยพบเรื่องราวโสมมของฮันเตอร์ระดับแกนนำจึงแจ้งเรื่องไปทางพวกผู้บริหารระดับสูงแต่ก็พบว่าพวกนั้นเองก็ได้แต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่นั่นเป็นเหตุผลที่เขารับไม่ได้จนต้องถอนตัวออกมา


              ‘เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้คงจะเป็นแผลใจของเธอไปอีกนาน’


              กาโต้ถอดถอนหายใจออกมาเบา ๆเหลือบมองไปทางกระจกหลังที่มีหญิงสาวผู้น่าสงสารคนหนึ่งนอนอยู่บนเบาะหลัง

     


              “กรี๊ด!!!”


              ริงโกะลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งเมื่อรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่เปียกชื้นกำลังสัมผัสเข้าไปภายใต้เสื้อผ้าร่างกายจึงกระตุกแรง ตอบสนองออกมาอย่างตื่นตระหนก


              หญิงสาวดันร่างขดตัวเองขึ้นติดหัวเตียงดวงตาเลิ่กลั่กกวาดมองอย่างหวาดผวาสับสน เหงือกกาฬผุดซึมทั้งดวงหน้าก่อนจะพบว่าตัวกำลังนอนอยู่บนเตียงขนาดเล็กโดยมีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังถือผ้าชุบน้ำไว้ในมือที่ด้านข้างมีกะลังมังใบเล็กใส่น้ำวางอยู่ข้างเก้าอี้


              “หนะ... หนูอยู่ที่ไหนคะแล้วคุณเป็นใคร!?”


              ริงโกะถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือความกลัวในสัมผัสอันหยาบโลนยังฝังใจตามมาหลอกหลอน


              “ไม่ต้องกลัวนะจ้ะหนูปลอดภัยแล้ว ที่นี่ไม่มีใครทำอันตรายหนูแน่นอน”


              หญิงสาวแปลกหน้ากล่าวกับเธออย่างใจเย็น


              “น้าชื่อซาซากิ โนบุโกะ เป็นภรรยาของคนที่ช่วยหนูไว้ และที่นี่ก็เป็นบ้านของพวกเราเองเพราะฉะนั้นหนูไม่ต้องกลัวนะ”


              โนบุโกะแนะนำตัวเองพร้อมกับคลี่ยิ้มให้แววตาของริงโกะจึงเริ่มคลายความระแวงลง เธอจึงค่อย ๆ จับแขนของริงโกะอย่างระวังพร้อมกับใช้ผ้าชุบน้ำลูบไปตามท่อนแขนอย่างเบามือ


              ด้วยสัมผัสที่อ่อนโยนเช่นนั้นจึงทำให้น้ำตาที่ริงโกะกักเก็บไว้ไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป เธอรู้สึกว่าน้ำตากับน้ำมูกตัวเองไหลมารวมกันในปากเต็มไปด้วยรสเค็มปร่า ทว่าทันใดนั้นก็มีแขนคู่หนึ่งดึงเธอเข้าสู่อ้อมอกอันอบอุ่น


              “ฮึก...หนู... หนูขอบคุณมากค่ะ ฮึก— ขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะ”


              โนบุโกะลูบศีรษะเธอเบา ๆไม่รังเกียจน้ำหูน้ำตาสกปรกบนหน้าเธอแม้แต่น้อย ซ้ำยังพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า


              “—ร้องออกมาเถอะร้องเสียให้พอ”


              เสียงร้องไห้ของหญิงสาวในอ้อมแขนทำให้โนบุโกะรู้สึกสะเทือนใจตามไปด้วยยิ่งเมื่อทราบถึงเรื่องราวต้นสายปลายเหตุที่ได้ยินมาจากสามีก็ยิ่งรู้สึกโมโหเดนมนุษย์พวกนั้นเป็นทวีคูณ


              พอริงโกะสงบอารมณ์ได้แล้วเงยหน้าขึ้นจึงเห็นไหล่ของอีกฝ่ายเปียกชื้นไปด้วยคราบน้ำตาเธอเป็นแถบ


              “นะหนูขอโทษค่ะ...”


              “ไม่เป็นไรจ้ะ รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง”


              ริงโกะพยักหน้าโนบุโกะจึงกำชับให้พักผ่อนหลังเช็ดตัวให้กับเธอเสร็จเรียบร้อย ความอบอุ่นนั้นอดทำให้เธอคิดถึงแม่ไม่ได้


              “นี่ก็ดึกมากแล้วยังไงหนูค้างที่นี่ก่อนเถอะนะ แล้วไม่ต้องคิดมากล่ะมีอะไรเรียกน้าที่ห้องตรงข้ามได้ตลอด ไม่ต้องเกรงใจนะจ้ะ”


              คุณน้าโนบุโกะเผยรอยยิ้มอ่อนโยนกล่าวทิ้งท้ายไว้เช่นนั้นก่อนออกจากห้อง


              กระทั่งเสียงฝีเท้าจากไปไกลแล้ว ริงโกะก็นั่งปรับอารมณ์อยู่ตามลำพังพักหนึ่งจนนึกขึ้นได้เลยมองหาโทรศัพท์มือถือของตน พบว่ามันวางอยู่ข้างหัวเตียงบนหน้าจอแสดงเวลาเกือบห้าทุ่ม แค่ปลดล็อกก็เห็นข้อความของเพื่อนทั้งสองคนที่ทักเข้ามาไม่หยุดตั้งแต่สองชั่วโมงก่อนเพราะเธอไม่ได้ติดต่อกลับไปตามสัญญา


              นั่นทำให้เธออบอุ่นหัวใจที่ยังมีคนคอยเป็นห่วงจึงส่งข้อความตอบกลับไปว่าตอนนี้เธอสบายดี และกลับถึงบ้านเรียบร้อยแล้วจนทั้งคู่เลิกตอแยเธอยังไม่พร้อมเล่าเรื่องราวในวันนี้ที่พบเจอให้เพื่อนทั้งสองฟังเลยจริง ๆ


              จากนั้นจึงโทรบอกคุณยายว่าวันนี้เธออยู่ค้างบ้านเพื่อนเพื่อทำรายงานเพียงแค่ได้ยินน้ำเสียงที่คุณยายบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องน้องชายให้เธอตั้งใจทำรายงานไป น้ำตาเธอก็ร่วงพรูลงมาอย่างเงียบ ๆ ไม่อาจควบคุม


              ‘ริงโกะ เธอจะร้องไห้ให้คุณยายได้ยินไม่ได้เด็ดขาด เธอจะต้องเข้มแข็งและต้องผ่านมันไปให้ได้’