ผลกระทบของการทดลอง
ปฏิกิริยาตอบสนองของน้องสาวคนเล็กนั้นทำเอากัสถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว
ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงของรูปร่างหน้าตาไปจนถึงภาพลักษณ์ที่กลายเป็นดิบเถื่อนราวกับคนป่าหรือสภาพที่ผอมลงจนผิดธรรมชาติ ไม่ก็ใบหน้าที่คมเข้มได้รูปของเขา ไม่มีส่วนไหนเลยที่ทำให้แม่ตัวน้อยของเขามีปฏิกิริยาที่รุนแรงได้
แต่เมื่อน้องสาวตัวน้อยมองเห็นหน้าท้องที่แบนราบและมีมัดกล้ามเล็กๆของเขาแล้ว เธอกลับมีปฏิกิริยาที่รุนแรงกับมันเสียอย่างนั้น
“พุงนุ่มๆ ของข้า..หายไปแล้ว”
ท่าทีหงอยเหงาของเด็กสาวทำเอาความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ของกัสถึงกับปลิวหายไปในทันทีเขารู้สึกขึ้นมาในทันทีว่าความเปลี่ยนแปลงของเขาไม่ได้มีความหมายใดๆต่อน้องสาวคนเล็กมากไปกว่าพุงที่หายไปของเขาเลยสักนิด
คิดแล้วกัสก็อ่อนใจความรู้สึกตื่นตกใจกับร่างกายใหม่หายไปในทันทีแล้วแทนที่ด้วยความอ่อนใจจนต้องหัวเราะออกมาดังๆ
“ยัยเด็กนี่..เจ้าชอบพุงของข้ามากขนาดนั้นเลยเรอะ!!ตัวข้าที่ผอมและดูดีแบบนี้ไม่ถูกใจเจ้าหรือไงกัน!!”
น้ำเสียงของกัสนั้นแฝงไว้ด้วยความหงุดหงิดเล็กๆและขบขันจนอยากหัวเราะทำให้มันดูไม่จริงจังมากเท่าไหร่นัก
น้องสาวคนเล็กที่ถูกถามก็มีท่าทีหงอยเหงาขึ้นมาทันทีสายตาของเธอยังจ้องมองไปยังหน้าท้องที่ถูกปิดเอาไว้ด้วยเสื้อผ้าที่หลวมโพรกของเขาไม่วางตาก่อนจะเม้มปากตอบกลับมาด้วยท่าทีที่ไม่พอใจจริงๆ
“ก็ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่! รูปร่างแบบนี้หาที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นพุงอ้วนๆ ของพี่กัสต่างหากที่หายาก แถมยังนุ่มด้วย..เวลานอกกอดนี้สบายสุดๆ”
คำตอบนี้ทำเอากัสถึงกับหมดสิ้นคำพูดในทันทีเขามองขึ้นไปบนฟ้าพลางคิดในใจว่าในโลกใบนี้มีเด็กสาวแบบนี้อยู่สักกี่คนกัน
คิดแล้วกัสก็ถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกอ่อนใจ พลางคิดว่าเด็กสาวคนอื่นๆ จะมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบไหนกัน
หากทุกคนเป็นแบบนี้หมดเขาคงหมดสิ้นกำลังใจที่จะลดน้ำหนักแน่คิดแล้วกัสก็ทำได้เพียงส่ายหน้าแล้วเดินออกไปจากป่าไผ่โดยมีน้องสาวคนเล็กเดินตามมาไม่ห่าง
ไม่นานนักกัสก็เดินไปจนถึงลานกว้างหน้าบ้านที่มีโต๊ะชุดใหญ่ตั้งอยู่ซึ่งเวลานี้มีอาหารคาวหวานที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจลอยออกมาไม่ขาด
กัสหยุดเดินไปชั่วขณะพลางมองดูน้องสาวคนโตที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะและอิจิโกะกับน้องที่ยืนคอยอยู่ไม่ห่างเพื่อรอปรนนิบัติกัสในตอนที่เขามาถึง
เนื่องจากเด็กสาวทั้งสามมีหน้าที่ดูแลในด้านนี้พวกเธอจึงเฝ้าดูป่าไผ่อยู่ตลอดเมื่อเห็นเงาร่างของกัสกับคุณหนูเล็กเดินออกมาจากป่าไผ่พวกเธอก็หมุนตัวกลับไปและเริ่มจัดเตรียมอาหารในทันที
และด้วยเหตุนี้ทำให้พวกเธอไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวกัสเพราะระยะห่างที่มากเกินไปจนมองอะไรได้ไม่ชัด
มีเพียงน้องสาวคนโตที่รู้สึกตัวจากปฏิกิริยาตอบสนองของอิจิโกะกับน้องจึงรู้ว่าพี่ชายของเธอกำลังมาเลยหันกลับไปมองก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจที่เงาร่างของพี่ชายดูเล็กผิดปกติ
ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหรี่ลงและกะพริบตาอยู่หลายครั้งไปจนถึงขยี้ตาตัวเองด้วยความไม่มั่นใจในสิ่งที่เธอเห็น
สุดท้ายหลังจากมองดูครั้งแล้วครั้งเล่า กะพริบตาหลายต่อหลายครั้งขยี้ตาก็แล้วภาพที่มองเห็นก็ยังไม่เปลี่ยนเด็กสาวก็ตระหนักได้แล้วว่าภาพที่เธอมองเห็นนั้นเป็นความจริง
“ไม่จริงน่า..ท่านพี่..”
เสียงของเด็กสาวนั้นเบาราวกับเสียงกระซิบเป็นเสียงที่ดังออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจแต่มันก็ทำให้อิจิโกะที่กำลังเดินเข้ามาพร้อมกับชามซุปใบใหญ่ต้องหยุดชะงักและมองไปยังคุณหนูของเธอด้วยความสงสัย
จากนั้นดวงตาของอิจิโกะก็เบิกกว้างขึ้นเมื่อเธอหันไปเห็นกัสที่เดินเข้ามาในระยะที่สามารถแยกแยะรายละเอียดเล็กๆได้แล้ว
“ท่านกัส..ทำไมท่านกัสถึงดูตัวเล็กลงละ”
อิจิโกะเริ่มสับสนจนต้องเร่งฝีเท้าขึ้นเธอเดินออกไปโดยไม่รู้ตัวจนกระทั่งเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับกัสที่มีสภาพไม่ต่างอะไรจากคนป่าทว่าอิจิโกะก็ยังจดจำกัสได้โดยไม่ผิดพลาด
ใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความตกตะลึงและสงสัยสายตาที่มองไปนั้นมีความรู้สึกสับสนปนอยู่ด้วยก่อนจะกลายเป็นแตกตื่นจนเกือบจะทำชามซุปหลุดออกจากมือ
“ระวัง!! เกือบไปแล้ว!”
เนื่องจากกัสแอบสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองของอิจิโกะมาตั้งแต่แรกเขาเลยสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้ก่อนทำให้กัสสามารถยื่นมือออกไปรับชามซุปเอาไว้ได้ทันจนไม่ทำให้ชามซุปหล่นลงไป
หลังจากรับชามซุปมาได้กัสก็ถอนหายใจยาวๆก่อนจะสูดดมกลิ่นหอมหวานที่เข้มข้นของซุปจากนั้นก็ยกชามขึ้นซดลงไปอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดชามในทันที
“ยอดเยี่ยม!! กินข้าวตอนหิวๆนี่อร่อยดีเป็นบ้า”
หลังจากกัสครางออกมาด้วยท่าทีที่คุ้นเคยน้องสาวคนโตก็มั่นใจได้ในที่สุดว่าคนที่ดูแปลกหน้าคนนี้คือพี่ชายของเธอจริงๆ
อิจิโกะเองก็มั่นใจแล้วเช่นกันว่าคนผู้นี้คือเจ้านายที่เธอรักและเคารพจริงๆ
“ท่านกัส..มันเกิดอะไรขึ้นกันคะทำไมร่างกายของท่านถึงได้..”
“ท่านพี่!! เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมท่านถึงได้..”
เด็กสาวทั้งสองเอ่ยปากถามออกมาแทบจะเวลาเดียวกันทำให้กัสที่กำลังเลียริมฝีปากต้องหยุดนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะโบกมือเบาๆเป็นเชิงปฏิเสธที่จะตอบก่อนจะบ่นแกมสั่งให้เด็กสาวทั้งสองกลับไปนั่งที่ก่อนเพราะเวลานี้เขากำลังหิวได้ที่เลยทีเดียว
“เอาไว้ค่อยคุยเถอะ! ข้าหิว!”
เมื่อได้ยินคำพูดแบบนี้เด็กสาวทั้งสองก็ทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้และเฝ้ามองกัสที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนด้วยความสงสัยใคร่รู้จนลืมกิน
ไม่ใช่แค่สองที่ลืมกินนิโกะกับซันโกะเองก็อ้าปากค้างเบิกตากว้างมองดูกัสด้วยความตกใจจนลืมกินเช่นเดียวกัน
จะมีก็แต่น้องสาวคนเล็กเท่านั้นที่ดูจะปรับตัวและยอมรับได้แล้วเพราะเธอพูดคุยกับพี่ชายมาตลอดทางจนพอเข้าใจเหตุผลคร่าวๆเลยไม่สงสัยและกินอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อยจนกระทั่งอิ่มถึงได้นั่งรอคำอธิบายอย่างละเอียดจากพี่ชายของเธออีกที
กัสเองก็หิวโหยจริงๆร่างกายของเขาใช้พลังงานออกไปมากทำให้มันเริ่มเรียกร้องหาพลังงานอีกครั้งทำให้เขาไม่อาจห้ามตัวเองได้และกินอาหารบนโต๊ะไปจนหมดสิ้น
แม้กระทั่งส่วนของคนอื่นกัสก็เผลอตัวหยิบไปกินแล้วด้วยซ้ำแต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะเติมเต็มความหิวโหยของเขาได้
แต่เมื่อเขาคิดที่จะขอเพิ่มกัสก็มองเห็นสายตาที่มองมาของเด็กสาวทั้งห้าและจานอาหารที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าของเด็กสาวทุกคน
ในตอนนี้ส่วนของเด็กสาวทั้งสี่ที่ยังไม่ได้เริ่มทานนั้นเหลือเพียงจานซุปที่วางอยู่ตรงหน้าของพวกเธอเพียงใบเดียวในขณะที่ขนมปังเนื้อไปจนถึงของกินอย่างอื่นล้วนหายเข้าไปในท้องของกัสจนหมดสิ้น
ตามปกติแล้วปริมาณอาหารที่กัสกินในแต่ละมื้อจะมีปริมาณพอๆกับปริมาณอาหารที่เด็กสาวทุกคนทานรวมกัน
แต่ในตอนนี้กัสกินเข้าไปมากกว่าที่เขาเคยกินเกือบเท่าตัวแล้วแต่เขาก็ยังไม่รู้สึกอิ่มแต่อย่างใด นี่ยังไม่รวมซุปชามที่สองที่เขากินลงไปพร้อมกันด้วย
เมื่อรู้สึกตัวกัสก็สังเกตเห็นจานที่ว่างเปล่าของเด็กสาวคนอื่นๆและถาดวางขนมปังกับจานใส่เนื้อที่ว่างเปล่าของเด็กสาวรวมไปถึงจานซุปที่เริ่มจะเย็นแล้วเพราะไม่ได้ถูกแตะเลยตั้งแต่เริ่ม
“เป็นอะไรไป..ข้าเคยบอกพวกเจ้าแล้วใช่ไหม จะกินเท่าไหร่ก็กินได้แต่อย่าได้กินทิ้งกินขว้างเด็ดขาด..มีอะไรจะถามก็รอให้กินเสร็จก่อนได้ไหม”
น้ำเสียงของกัสในตอนนี้เข้มกว่าเดิมเล็กน้อยซึ่งทำให้เด็กสาวทั้งสี่รู้สึกตัวและเริ่มหวาดกลัวเล็กๆเพราะน้อยครั้งที่กัสจะแสดงความไม่พอใจแบบนี้ออกมา
เหล่าเด็กสาวขานรับกันเบาๆและเริ่มทานซุปของตัวเองจนหมดก็พากันเงยหน้าขึ้นเพื่อรอคอยคำอธิบายของกัส
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาพวกเธอก็ต้องฝืนยิ้มเมื่อเห็นกัสกำลังกินเนื้อย่างน่องใหญ่ที่สั่งให้น้องสาวคนเล็กไปเอามาจากครัวอย่างเอร็ดอร่อยจนเหลือเพียงกระดูกแค่ไม่กี่ชิ้นและเขาก็กำลังกัดกินกระดูกลงไปราวกับกำลังเคี้ยวกินขนมหวานที่ทำจากน้ำตาลปั้นก็ไม่ปาน
ความอยากอาหารที่น่าทึ่งนี้ทำให้เด็กสาวทุกคนรู้สึกอิ่มขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกพวกเธอตัดสินใจวางช้อนของตัวเองลงและรอคอยอย่างตั้งใจเพราะตอนนี้พวกเธอรู้สึกว่ากินอะไรไม่ลงแล้วหลังจากได้เห็นกัสกินอาหารลงไปในปริมาณที่มากกว่าเดิมถึง3 เท่า
กัสเองก็รู้สึกสงสัยอยู่เหมือนกันแต่ความหิวทำให้เขาเมินเฉยต่อความสงสัยทั้งหมดและกินอาหารตรงหน้าลงไปไม่หยุดไม่ว่าจะเป็นเนื้อหรือกระดูกเขาก็กินลงไปไม่เหลือ
เพียงอึดใจก็กินลงไปในปริมาณที่มากกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัวจนกระทั่งเขารู้สึกอิ่มถึงได้ยัดเอากระดูกชิ้นสุดท้ายเข้าปากแล้วขบด้วยฟันแรงๆจนแตกละเอียดก่อนจะกลืนลงไปด้วยความพึงพอใจ
“อ่า..พอได้กินอิ่มแบบนี้แล้วค่อยยังชั่วหน่อย”
กัสเอนตัวด้วยความอิ่มเอมใจพลางลูบท้องของตัวเองตามความเคยชินแต่แล้วก็ต้องหยุดมือเมื่อสัมผัสไม่โดนพุงอย่างที่เคยถึงได้รู้สึกตัวว่าตอนนี้ตัวเขาไม่ได้มีพุงใหญ่ๆอีกแล้วก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ ด้วยความพอใจที่มากยิ่งขึ้นไปอีก
“เอาละ..พวกเจ้าสงสัยอะไรก็ถามมาทีละคน..เริ่มจากเจ้าก่อนน้องข้า”
“น้อง..น้องแค่สงสัยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านพี่นี้เกิดจากวิชาที่ท่านพี่บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่คะ”
“ใช่! ถึงมันจะมีความผิดพลาดเล็กน้อยแต่โดยรวมก็เป็นเพราะวิชาที่ข้าพูดถึงจริงๆ..มีอะไรอีกไหม”
สีหน้าของน้องสาวคนโตเปลี่ยนไปเล็กน้อยและมีท่าทางลำบากใจอยู่หน่อยๆเมื่อหันไปเห็นกองหนังสัตว์ที่ถูกเธอวางเอาไว้ด้านข้างก่อนที่จะทานอาหาร
เมื่อเห็นท่าทีลำบากใจของน้องสาวกัสก็มองตามไปจนเห็นกองหนังสัตว์และชุดหนังสัตว์ที่กำลังถูกปรับแก้
พอเห็นแบบนั้นกัสก็ยิ้มฝืนๆเมื่อเข้าใจความรู้สึกของน้องสาวที่รู้สึกลำบากใจที่ต้องแก้ชุดให้เขาใหม่อีกรอบ
“ไม่ต้องแก้แล้ว..ไม่สิ แก้ให้เป็นแบบเดิมก็แล้วกันเอาแบบที่ตัวข้าตอนอ้วนก็ใส่ได้เพิ่มเชือกเข้าไปสักหน่อยก็ดีตัวข้าในตอนนี้จะได้ใส่ได้ด้วย”
สีหน้าของน้องสาวคนโตมีท่าทียุ่งยากใจเกิดขึ้นเนื่องจากความต้องการของพี่ชายนั้นเกินทักษะการตัดเย็บของเธอไปไกลจนทำให้เธอคิดไม่ออกว่าควรจะเพิ่มเชือกเข้าไปตรงไหนถึงจะเหมาะสม
ไหนจะคำพูดของกัสอีกที่บอกว่าให้ตัดเอาไว้สำหรับตัวเขาตอนอ้วนการพูดแบบนี้ยิ่งทำให้เธอสงสัยว่าพี่ชายของเธอนั้นหลังจากผอมแล้วยังจะกลับไปอ้วนอีกหรือ
“ทราบแล้วค่ะ น้องจะทำตามที่ท่านพี่บอก..”
กัสพยักหน้ารับเล็กน้อยจากนั้นก็มองไปยังอิจิโกะกับน้องที่มีท่าทีสงสัยใครรู้แต่กลับไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยสักคำ
“พวกเจ้าละ สงสัยอะไรไหม”
“ไม่แล้วเจ้าค่ะ..ตอนนี้ข้าคิดอยู่แค่ว่า..ท่านกัสจะให้พวกเราช่วยตัดแต่งเส้นผมหรือไม่เจ้าค่ะ”
“ตัดผม? เอาสิ ข้าเองก็รู้สึกรำคาญมันเหมือนกันช่วยทีนะ”
“เจ้าค่ะ!”
หลังจากไขข้อสงสัยของเด็กสาวทุกคนไปแล้วกัสก็ลอบถอนหายใจอยู่ในใจเมื่อพบว่าไม่มีใครมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบน้องสาวคนเล็กของเขาเลยสักนิด
‘ดูเหมือนว่ารสนิยมของยัยตัวเล็กจะแปลกๆ แฮะ’
เพราะไม่มีใครบ่นหรือแสดงอาการขัดใจกับการที่ตัวเขาผอมลงนอกจากน้องสาวคนเล็กกัสเลยค่อนข้างที่จะเบาใจลงได้มาก
พอเริ่มเบาใจลงรวมกับได้กินอิ่มแล้วหัวสมองของกัสก็เริ่มคิดไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อีกครั้ง
การหลุดออกจากการควบคุมของพรศักดิ์สิทธิ์ความหิวโหยที่ไหลไปตามเส้นเลือดจนถึงอวัยวะทุกส่วนของร่างกายและกระจายออกไปตามหลอดเลือดทุกเส้นจนทำให้ร่างกายของเขาเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสร้างความตกตะลึงให้กับเขาอย่างมากเพราะเขาไม่คิดว่าผลลัพธ์มันจะน่าทึ่งขนาดนี้
ที่สำคัญกว่านั้นคือตัวเขาสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับสภาพร่างกายด้วยวิธีที่ผิดธรรมชาตินี้
‘แต่ว่าทำแบบนี้บ่อยๆคงไม่ได้..ข้ารู้สึกได้เลยว่าร่างกายมันเปลี่ยนไปจนปรับตัวไม่ทัน..บางทีวิธีนี้คงใช้ติดๆกันไม่ได้สินะ’
แม้ว่าตอนนี้กัสจะไม่รู้สึกว่าร่างกายมีปัญหาที่ตรงไหนแต่เขาก็รู้สึกได้จากสัญชาตญาณถึงความน่ากลัวและอันตรายของเหตุการณ์ที่ผ่านมา
เขารู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เขาคิดเอาไว้มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากปัจจัยหลายๆอย่างรวมกันจนเกิดเป็นผลลัพธ์ดังกล่าวเท่านั้น
หากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งผิดพลาดไปแม้แต่น้อยก็มีความเป็นไปได้ที่ผลลัพธ์จะต่างออกไปโดยสิ้นเชิงอยู่
‘ข้าต้องกลับไปคิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นนอกจากนั้นยังต้องตรวจสอบร่างกายอีกครั้งด้วยว่ามันมีความผิดปกติตรงไหน..ดูเหมือนว่าบันทึกโลกวิญญาณจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของข้าได้อีกแล้ว..หรือว่าข้าควรจะนำผลผลิตไปแลก‘ดวงตาวิญญาณ’ จากตระกูลดี’
บันทึกโลกวิญญาณนั้นมีความสามารถที่ครอบคลุมในทุกๆ ด้านก็จริงอยู่แต่ความสามารถหลักของมันนั้นคือการบันทึกไม่ใช่การตรวจสอบ
หากกัสต้องการตรวจสอบความผิดปกติของร่างกายอย่างละเอียดเขาก็จำต้องพึ่งพาตัวช่วยอย่างดวงตาวิญญาณที่เปรียบได้กับส่วนเสริมของบันทึกโลกวิญญาณ
ด้วยการใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ชนิดนี้มันจะทำให้บันทึกโลกวิญญาณมีความสามารถในการตรวจสอบที่ดีขึ้นและละเอียดขึ้นซึ่งเหมาะที่จะใช้ตรวจสอบสภาพร่างกายเพื่อหาความผิดปกติมากที่สุด
‘ถ้าจำไม่ผิด..ดวงตาวิญญาณต้องใช้แต้มความดีความชอบราว..100แต้มหรือเปล่านะ’
ขณะที่คิดกัสก็เรียกบันทึกโลกวิญญาณขึ้นมาแล้วเปิดบันทึกมาตรฐานการแลกเปลี่ยนของตระกูลขึ้นมาเพื่อตรวจสอบจากนั้นก็ให้บันทึกโลกวิญญาณตรวจสอบผลผลิตของเขาเพื่อหาดูว่าสิ่งไหนสามารถแลกเป็นคะแนนผลงานได้บ้าง
ก่อนหน้านี้เพื่อวางแผนกัสได้ทำการบันทึกข้อมูลคร่าวๆของผลผลิตทุกชนิดของเขาเอาไว้แล้ว รวมไปถึงผลผลิตที่ยังไม่ออกผลด้วย
ทั้งนี้ก็เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้เพื่อการตัดสินใจทำให้กัสมีข้อมูลของผลผลิตทุกชนิดที่เขาสามารถผลิตได้อยู่ในมือ
เมื่อสั่งให้บันทึกโลกวิญญาณตรวจสอบรายการของผลผลิตทั้งหมด รวมกับอัตราแลกเปลี่ยนและคะแนนความดีความชอบก็ปรากฏขึ้น
และพริบตานั้นใบหน้าของกัสก็มืดลงเมื่อเห็นมูลค่าของแต้มความดีความชอบที่ต้องแลกมาด้วยผลผลิตที่มากมายมหาศาล
‘หัวผักกาดแก้วมรกต 2 หัว ต่อ 1แต้มความดีความชอบงั้นหรือ..นี่ข้าต้องใช้หัวผักกาดแก้วมรกตถึง 200 หัวเลยเรอะ!!นั่นมันเท่ากับ 2000 DP เลยนะเนี่ย’
อัตราการแลกเปลี่ยนที่น่ากลัวนี้ทำเอากัสถึงกับตัดสินใจลำบากเลยทีเดียวเพราะผลผลิตนี้หากนำออกไปจากดันเจี้ยนเขาก็ต้องเสียDP จำนวนมากเพื่อซื้อกล่องสำหรับเก็บผักวิเศษร่วมด้วย
แล้วไหนจะมูลค่าที่เปลี่ยนไปหลังจากที่มันถูกนำออกไปจากดันเจี้ยนซึ่งทำให้เขาไม่สามารถนำมันกลับเข้ามาในดันเจี้ยนได้อีก
คิดแล้วกัสก็รู้สึกหนักอึ้งเขาต้องการดวงตาวิญญาณมากเพื่อตรวจสอบร่างกายของเขาอย่างละเอียด
แต่ในขณะเดียวกันตัวเขาก็ต้องการDP ด้วยเช่นกันและ 2000 DP ก็ไม่ใช่จำนวนที่กัสสามารถจ่ายออกไปได้ในตอนนี้
กัสเริ่มขมวดคิ้วและพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมจากบันทึกโลกวิญญาณอย่างตั้งใจจนเหลือบไปเห็นหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจ
‘จริงสิ..ในเมื่อเป้าหมายของเราคือการตรวจสอบความผิดปกติของร่างกาย..เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องซื้อดวงตาวิญญาณก็ได้แค่ขอให้คนที่มีดวงตาวิญญาณช่วยตรวจสอบก็พอ..ใช่แล้ว!! ยื่นเรื่องของให้ผู้รักษามาตรวจสุขภาพอันนี้ใช้แต้มความดีแค่ 20 แต้มเท่านั้น’
แม้ว่ามูลค่าของแต้มความดีที่ต้องจ่ายจะสูงไปบ้างเมื่อเทียบกับการซื้อดวงตาวิญญาณ
แต่การขอให้ผู้รักษาตรวจสุขภาพนั้นก็มีข้อดีของมันนอกจากจะได้รู้สภาพร่างกายของตัวเองโดยละเอียดแล้วเขายังสามารถขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลสภาพร่างกายของเขาได้อีกด้วย
ในกรณีนี้กัสคิดว่าวิธีนี้น่าจะดีที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้แล้วเพราะนอกจากจะได้รู้ว่าสภาพร่างกายของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนแล้ว
เขายังสามารถขอคำปรึกษาและค้นหาแนวทางในการฝึกฝนร่างกายโดยใช้พลังของพรได้อีก
ด้วยประสบการณ์ของผู้รักษาซึ่งมีความรู้ความเข้าใจต่ออวัยวะต่างๆในร่างกายมากกว่าเขาบางทีคนเหล่านั้นอาจจะสามารถให้คำตอบและช่วยให้เขามีความเข้าใจในการทำงานของอวัยวะภายในได้ดีขึ้น
ท้ายที่สุดมันก็จะช่วยให้กัสมองเห็นหนทางในการฝึกฝนได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น