ครั้นเห็นบุรุษพุงโตปรากฏกาย ฝูงชนก็พากันแหวกตัวเปิดทางให้โดยไม่รู้ตัวพวกเขาต่างหลบเลี่ยงไปไกล สายตาที่มองเสิ่นจื่อโยวเปี่ยมไปด้วยความเห็นใจ
บุรุษท่านนี้คือคุณชายใหญ่หลิวเด็กสาวผู้นี้ถึงคราเคราะห์ คงไม่อาจหลีกหนีจากชะตากรรมที่ต้องถูกจับไปเป็ภรรยาตัวน้อยเสียแล้ว
นามเต็มของคุณชายใหญ่หลิวคือ ‘หลิวยวี่เฉิง’ เป็บุตรชายของท่านเสนาบดีหลิวทั้งยังเป็บุตรชายเพียงคนเดียว
ด้วยอาศัยว่าบิดาของตนเป็ขุนนางใหญ่ในราชสำนักแต่ไรมาหลิวยวี่เฉิงจึงทำตัวไร้ฟ้าไร้กฎหมายจนเคยตัว เพียงเขาถูกตาต้องใจโฉมงามที่เื้ัไร้อำนาจก็จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อพานางกลับจวน
สำหรับการกระทำที่เข้าใกล้กับคำว่าเหลวไหลของบุตรชายท่านเสนาบดีหลิวเพียงลืมตาข้างหลับตาข้างเท่านั้น ในเมื่อเขามีพันธุ์ไม้หน่อนี้เพียงหน่อเดียวหากไม่รักตามใจเขาแล้วจะรักเอ็นดูผู้ใด
หลิวยวี่เฉิงเห็นเสิ่นจื่อโยวมาเปิดแผงขายของหน้าประตูร้านค้าเพียงลำพังเนื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่มิได้ดูราคาแพงนักจึงจัดให้นางไปอยู่ในกลุ่มคนประเภท ‘เื้ัไร้ซึ่งอำนาจใดๆ’
เพราะมีผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าหลิวยวี่เฉิงจึงเห็นโฉมหน้าของเสิ่นจื่อโยวไม่กระจ่างชัดทว่าั์ตาเ็างดงามมีเสน่ห์ของเสิ่นจื่อโยวคู่นั้นได้เกี่ยวกระหวัดหัวใจของเขาให้รู้สึกคันยุบยิบ
สามารถั์ตาดึงดูดจิติญญาเช่นนี้เห็นทีรูปโฉมภายใต้ผ้าคลุมหน้าย่อมไม่ต่างกัน
หลิวยวี่เฉิงคิดแล้วก็เดินยืดพุงโต ๆเข้าไปเกี้ยวพาราสีเสิ่นจื่อโยว
“ท่านกำลังพูดกับข้าอยู่หรือ” เสิ่นจื่อโยวปรายตามองเขาด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
ไอหยา คนว่างามแล้วเสียงยิ่งหวานกว่า! ส่วนล่างของร่างกายหลิวยวี่เฉิงพลันร้อนรุ่มรอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งทวีความกักขฬะ
“ใช่แล้ว โฉมงามตัวน้อยหากเ้าติดตามข้า ข้ารับประกันว่าจะดูแลความเป็อยู่ของเ้าเ้าไม่จำเป็ต้องมาตั้งแผงค้าขายอีกต่อไป”
เสิ่นจื่อโยวเลือกสรรแผ่นยันต์ในกองต่างๆ บนโต๊ะด้วยท่าทีไม่ช้าไม่เร็วพลางกล่าวกับเขาแช่มช้า
“ขออภัย ข้าไม่สนใจ ‘นายท่าน’ที่รู้จักเพียงการอาศัยบารมีของผู้อื่น”
“เ้าเด็กเหลือขอนี่สุราชนจอกไม่ดื่ม ริจะดื่มสุราลงทัณฑ์!”
สิ่งที่หลิวยวี่เฉิงเกลียดมากที่สุดก็คือการที่ผู้อื่นกล่าวว่าเขาไร้ซึ่งความสามารถอันใดรู้จักเพียงการอาศัยบารมีจากตำแหน่งของบิดามาวางท่าแสดงอำนาจเท่านั้น
ถึงแม้เื่นี้จะเป็ความจริงแต่ก็ห้ามเอ่ยต่อหน้าเขา!
“แต่ไรมาข้าก็ไม่ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์ข้าชมชอบเพียงการกรอกสุราลงทัณฑ์ให้กับผู้อื่น”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ ยันต์ที่ผ่านการคัดสรรอย่างดีแล้ววางเรียงอยู่บนมือ
นิ้วมือหยกดุจต้นหอมสดผสานกับยันต์สีสันสดใสน่ามองยิ่งนัก
เฝ้าชมมาถึงยามนี้กลุ่มคนรอบข้างก็เริ่มมองออกมิใช่ว่าเด็กสาวหน้าตาน่ารักผู้นี้กำลังคิดใช้ยันต์มารับมือกับพวกบ่าวไพร่ที่อยู่ด้านหลังคุณชายใหญ่หลิวเ่าั้?
นางไร้เดียงสาเกินไปแล้วบ่าวไพร่ที่อยู่ด้านหลังคุณชายใหญ่หลิวแต่ละคนสามารถรับมือได้ด้วยยันต์ขั้นต้นเพียงไม่กี่ใบหรือไรพวกเขาต่างก็เป็ผู้บำเพ็ญเพียรผู้ที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรสูงสุดก้าวหน้าถึงขั้นแก่นปราณทองคำระดับกลางแล้ว!
ยันต์ถูกแบ่งออกเป็เก้าระดับ ยันต์ขั้นต้นถือเป็ยันต์ระดับหนึ่งตามหลักการหาก้าใช้ยันต์ที่รับมือกับผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในระดับแก่นปราณทองคำยันต์ที่ใช้อย่างน้อยก็ต้องเป็ยันต์ระดับสาม
ผู้คนรอบข้างต่างโคลงศีรษะทอดถอนใจราวกับสามารถทำนายถึงชีวิตในกาลข้างหน้าอันมืดมนของเด็กสาวผู้นี้ได้แล้ว
หลิวยวี่เฉิงเองก็คิดเช่นนั้นเมื่อเขาเห็นยันต์ที่เสิ่นจื่อโยวชูขึ้นในมือก็แค่นเสียงหัวเราะก้อนไขมันสั่นกระเพื่อมขณะกล่าว “เ้าเด็กเหลือขอนี่ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำวันนี้ข้าจะสอนเ้าเองว่าการเป็มนุษย์ควรทำตัวอย่างไร! เข้าไปจัดการ!”
ทันทีที่เสียงสั่งการดังขึ้น บรรดาบ่าวไพร่อันธพาลที่อยู่เื้ัเขาเ่าั้ก็พุ่งตัวเข้าหาเสิ่นจื่อโยวอย่างรวดเร็ว!
พวกเขาต่างก็เป็ผู้บำเพ็ญเพียรการเคลื่อนไหวย่อมรวดเร็วอย่างยิ่งยวดกระทั่งคนทั่วไปยังมองร่างของพวกเขาไม่ชัดเจน
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยัก นางเปลี่ยนเป็ท่านั่งสบายๆ แล้วดึงยันต์ในมือออกมา ท่าทางไม่เร่งไม่รีบก่อนจะสะบัดยันต์ออกไปทีละแผ่น
“หนึ่งคน”
“สองคน”
“สามคน...”
เสียงนับเลขของเสิ่นจื่อโยวแ่เบานุ่มละมุนกังวานน่าฟังเป็อย่างยิ่งทว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับทำให้ทุกคนต้องตะลึงงัน
บ่าวไพร่คนแรกกระเด็นออกไปเขาถูกยันต์วายุกรีดร่างจนแปรเปลี่ยนเป็มนุษย์โลหิต
บ่าวไพร่คนที่สองกระเด็นออกไปเขาถูกยันต์บรรลัยกัลป์เผาไหม้จนดำเป็ตอตะโก
บ่าวไพร่คนที่สาม กระเด็นออกไปเขาถูกฤทธิ์ความเย็นของยันต์ผลึกวารีจนแปรเปลี่ยนเป็แท่งผลึกวารี...
ผู้คนรอบข้าง “...”
นี่...นี่คือยันต์ขั้นต้นจริงหรือ?!!!
มันเป็ยันต์ขั้นกลางที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับยันต์ขั้นต้นกระมัง?!!!
เพื่อเป็การแสดงพลังอำนาจของยันต์ของตนเองให้ครอบคลุมรอบด้านเสิ่นจื่อโยวจึงนำยันต์ชนิดต่าง ๆ มาใช้กับบ่าวไพร่กลุ่มนี้จนครบ
ดังนั้นผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้รับจึงน่าตกตะลึงอย่างยิ่งยวด
มองบรรดาบ่าวไพร่ที่สุดท้ายนอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้นสภาพน่าเวทนาเป็อย่างยิ่งแล้ว มุมปากของฝูงชนที่มามุงดูก็พากันกระตุก
นี่คือกลุ่มคนอันธพาลข้างกายคุณชายใหญ่หลิวที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เ่าั้มิใช่หรือนี่มิใช่ว่าเป็เพียงพวกเสือกระดาษเท่านั้น?
“เหลือเพียงเ้าแล้ว”เสียงของเสิ่นจื่อโยวดังขึ้นแ่เบา นางก้าวช้า ๆ ไปหยุดเบื้องหน้าหลิวยวี่เฉิง
“ไว้...ไว้ชีวิตด้วย...”
หลิวยวี่เฉิง ‘ทิ้งตัว’ คุกเข่าลงบนพื้น ระหว่างนั้นก็มีกลิ่นปัสสาวะลอยอวลมาจากบนร่างเขา
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วซูยันต์แผ่นสุดท้ายในมือขึ้นแล้วกล่าว “ยังเหลือยันต์อีกแผ่นหนึ่งที่ยังไม่ได้ใช้ข้าเตรียมไว้เพื่อเ้าโดยเฉพาะ หากไม่ได้ใช้จะไม่เป็ที่น่าเสียดายหรอกหรือ”
ทว่าทันใดนั้นดวงตาทั้งสองข้างของหลิวยวี่เฉิงก็พลันเหลือกขึ้น้าสลบล้มพับลงไป
“ฮึ เ้าสิ่งไร้ประโยชน์”เสิ่นจื่อโยวเตะหลิวยวี่เฉิงที่นอนแผ่หรามีสภาพเป็ก้อนโคลนเหลวก่อนจะเก็บยันต์แผ่นสุดท้ายขึ้น
ยันต์แผ่นนี้ยังสามารถขายได้ไม่จำเป็ต้องเปล่าประโยชน์ไปกับคนพรรค์นี้
“พาเ้านายของพวกเ้าไสหัวไปเสีย”เสิ่นจื่อโยวกล่าวเสียงเย็นเยียบ นางกลับไปที่แผงร้านค้า เริ่มลงมือเก็บยันต์บนโต๊ะ
กลุ่มคนรีบกรูกันเข้ามารุมล้อมถามไถ่ถึงราคายันต์กับเสิ่นจื่อโยว
สำหรับหลิวยวี่เฉิงนั้น? เขาถูกพวกบ่าวไพร่เ่าั้ประเดี๋ยวลากประเดี๋ยวแบกหนีฝุ่นฟุ้งตลบกลับไปแล้ว
• • •
“เกิดเื่ใดขึ้นที่นี่”
วันนี้ประจวบเหมาะที่เถ้าแก่ร้านออกมาตรวจตรากิจการของเขาพอดีเมื่อพบว่าบรรยากาศหน้าประตูร้านคึกคักเป็อย่างยิ่งทว่าภายในร้านกลับว่างเปล่าโหรงเหรงจึงอดไม่ได้ที่หัวคิ้วจะขมวดมุ่น
เด็กในร้านที่ถูกเขาไต่ถามกลืนน้ำลายดังเอื๊อกประหนึ่งมีปลาติดอยู่ในลำคอกล่าวสิ่งใดไม่ออก
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าประตูเขาเห็นชัดเจน
และเพราะเห็นชัดเขาจึงตระหนักว่าตนเองได้ปฏิเสธโอกาสทางการค้าที่สำคัญมากครั้งหนึ่ง
เขาจะกล่าวอย่างไรได้ เด็กคนนั้นถูกเขาไล่ออกจากร้านหากเถ้าแก่รู้เข้าเขาต้องตายแน่แท้!
ผู้ใดจะรู้ว่ายันต์ระดับหนึ่งในมือของเด็กนั่นจะมีอานุภาพเทียบเท่ากับยันต์ระดับสาม? นี่ขัดต่อหลักการฟ้ายิ่งนัก!
เพียงแต่เด็กในร้านไม่ได้มีเขาเพียงคนเดียวเขาไม่พูด ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้อื่นจะไม่กล่าวออกไป
เด็กในร้านอีกคนหนึ่งได้บอกเล่าถึง ‘ความสามารถอันแข็งแกร่ง’ ของเสิ่นจื่อโยวให้เ้านายฟัง
“อ่า? ยันต์ขั้นต้นที่มีอานุภาพเทียบเท่ากับยันต์ระดับสาม?นี่ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”
แย่แล้ว!เถ้าแก่เกิดความสนใจในยันต์ของเ้าเด็กนั่นแล้ว!
เสี่ยวเอ้อผู้ขับไล่เสิ่นจื่อโยวออกจากร้านด้วยท่าทีเลวร้ายเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นในใจ
ในขณะที่เสิ่นจื่อโยวกำลังขายยันต์นั่งนับเงินอย่างปิติยินดีอยู่นั้นก็มีเสียงของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้น
“เด็กน้อยขอข้าดูยันต์ในมือของเ้าสักนิดได้หรือไม่”
เสิ่นจื่อโยวหันไปตามเสียงก็พบกับบุรุษใบหน้าเคร่งขรึมยืนอยู่เบื้องหน้าคนหนึ่งข้างกายของเขาติดตามด้วยเด็กในร้านค้าสองสามคน
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วแล้วกล่าว“ได้สิ”
โดยไม่ทันรอให้บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นยื่นมือมาหยิบยันต์บนโต๊ะไปเสิ่นจื่อโยวก็กล่าวสำทับ“ให้เงินก่อน”
กล่าวแล้วนางก็ยื่นมือขวาไปตรงหน้าบุรุษวัยกลางคน
“เท่าไร”
“หนึ่งแผ่นยี่สิบเหรียญ”
เด็กในร้านที่ตามออกมามุมปากกระตุกเขาเอ่ยแขวะ “ยันต์ขั้นต้นใบหนึ่งราคาถึงยี่สิบเหรียญ?! นี่เ้ากำลังปล้นทรัพย์หรือ?!”
ต้องรู้ว่ายันต์ขั้นต้นในร้านของเขาแผ่นหนึ่งมีราคาเพียงห้าเหรียญเท่านั้นแต่ที่ร้านของเสิ่นจื่อโยวกลับมีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่า
บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นก็รู้สึกว่าราคาแพงแต่เขาก็ยังจ่ายเงินไป
เขาใคร่รู้ยิ่งนักว่ายันต์ขั้นต้นที่มีราคาสูงเพียงนี้เหตุใดจึงมีคนซื้อเป็จำนวนมาก
เมื่อรับยันต์ขั้นต้นมาแล้วเขาก็ไม่ได้รีบร้อนใช้มันแต่อย่างใดแต่กลับใส่ปราณิญญาสายหนึ่งเข้าไปด้านใน
ดำเนินกิจการร้านขายยันต์มานานปี เขาย่อมมีวิธีลัดในการตรวจสอบคุณภาพของยันต์
“นี่มัน...”บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ“เ้าได้คิดค้นวิธีการวาดยันต์รูปแบบใหม่?!”
ยันต์ขั้นต้นเหล่านี้หากปราดมองก็จะพบว่าไม่มีสิ่งใดแตกต่างจากยันต์ทั่วไป
มีเพียงผู้ที่มีประสบการณ์เท่านั้นที่จะพบว่าวิธีการดูดซับและปลดปล่อยปราณิญญาของยันต์แผ่นนี้แตกต่างจากยันต์ขั้นต้นที่เขามีอย่างเห็นได้ชัด
อีกนัยหนึ่งก็คือยันต์ขั้นต้นนี้เป็ยันต์ฉบับที่มี‘การปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น’
“ถูกต้องวิธีการวาดยันต์ประเภทนี้มีเพียงข้าคนเดียวที่รู้”มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักขึ้นเบาๆ
ในแผ่นดินเสวียนอู่ที่มีปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์อยู่ทั่วทุกสารทิศสมญานาม ‘ปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์ที่แข็งแกร่งที่สุด’ ของเสิ่นจื่อโยวได้มาอย่างไรนั่นก็ด้วยสาเหตุนี้!
สำหรับศาสตร์การวาดยันต์นี้นางไม่เพียงให้ความสนใจกับ ‘การเรียนรู้’ และ ‘วิธีการใช้’ เท่านั้น ที่สำคัญก็คือ ‘การประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ’คนจำนวนมากต่างกล่าวว่ารูปแบบยันต์ในยามนี้ถือว่าสมบูรณ์แบบมากแล้วไม่จำเป็ต้องประดิษฐ์สิ่งใหม่อีก ทว่าเสิ่นจื่อโยวกลับไม่เชื่อในจุดนี้!
นางไม่เกรงกลัวความพ่ายแพ้นางเพียงกลัวตนเองไม่มีความกล้าที่จะล้มเหลว
ดังนั้นท่ามกลางเส้นทางล้มลุกคลุกคลานนางจึงได้ค้นพบเส้นทางใหม่ในการสร้างสรรค์
ทว่าน่าเสียดายที่นางยังไม่ทันได้ลงมือเขียนเป็หนังสือบุกเบิกสร้างสถานศึกษาก็ถูกเว่ยหลิงเซียวสังหารเสียแล้ว
ครั้นคิดถึงตรงนี้แววตาของเสิ่นจื่อโยวก็ทอประกายเศร้าสลดขึ้นอีกครั้ง
อัจฉริยะ! นี่คืออัจฉริยะโดยแท้จริง!
ขณะที่ดวงตาของเถ้าแก่ร้านขายยันต์ปรากฏประกายร้อนแรง
“แม่นางท่านนี้ ร้านของพวกเรา้าซื้อยันต์ทั้งหมดของเ้าทั้งยัง้าเป็คู่ค้าระยะยาวกับเ้าด้วยได้หรือไม่”
เถ้าแก่ขัดจังหวะความคิดของนางนางเลิกคิ้ว ริมฝีปากยกโค้ง “อ่า? ท่าน้าเหมายันต์ของข้าหรือ”
“ถูกต้องร้านของพวกเรา้าเหมายันต์ของเ้าในราคาแผ่นละยี่สิบเหรียญไม่ทราบว่าเ้ามีความคิดเห็นเช่นไร”
“ข้าไม่ตกลง”เสิ่นจื่อโยวตอบกลับอย่างไม่ต้องใช้เวลาตรึกตรอง
“นี่...ไม่ทราบว่าเหตุใดแม่นางจึงไม่ตกลงร้านค้าของพวกเราได้เสนอราคาเดียวกับที่เ้าขายมิใช่หรือ ที่สำคัญเ้าจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียเวลาเปิดแผงสามารถใช้เวลาสร้างสรรค์ยันต์ได้อีกเป็จำนวนมาก”
“เพราะข้ารู้ว่ายันต์ที่อยู่ในมือข้ายังมีช่องว่างให้สามารถเพิ่มราคาได้อีกหากกำหนดราคาแน่นอนที่ใบละยี่สิบเหรียญข้าจะไม่ขาดทุนหรือ”
เถ้าแก่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนกัดฟันแล้วกล่าว“เช่นนั้นพวกเราก็มาตั้งราคาพื้นฐานที่ยี่สิบเหรียญสำหรับยันต์ของเ้าหนึ่งใบหากขายได้ที่ราคาใดก็ให้แบ่งกันอีกคนละครึ่งเป็อย่างไร”
ข้อเสนอนี้ถือว่ามีมูลค่าสูงมากแล้วมีเพียงผู้ใช้ยันต์ระดับสูงเท่านั้นที่จะได้รับข้อเสนอเช่นนี้
ที่เถ้าแก่เห็นคุณค่าก็คือศักยภาพในตัวเสิ่นจื่อโยว
เด็กในร้านต่างพากันตกตะลึงเมื่อเถ้าแก่เสนอเงื่อนไขนี้ขึ้นมาพวกเขาต่างคิดว่าครานี้เ้าเด็กนี่คงไม่ปฏิเสธแล้ว?
ข้อเสนอนี้ทำให้พวกเขาที่ได้ยินต่างรู้สึกอิจฉา!ทอดสายตาไปยังกล่องในมือของเสิ่นจื่อโยว
คาดไม่ถึงว่าเสิ่นจื่อโยวจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเนิบช้า“ข้าไม่ตกลง”
บุรุษวัยกลางคนรู้สึกกลัดกลุ้มกระดูกชิ้นนี้แทะยากเหลือเกิน?
“เพราะเหตุใด เ้าสามารถกล่าวข้อเสนอของเ้าออกมาได้หรือไม่” บุรุษวัยกลางคนทำได้เพียงก้าวถอยหนึ่งก้าว
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักขึ้นเล็กน้อยกล่าวถ้อยคำไม่ช้าไม่เร็ว
“แต่เดิมข้ายังขัดสนเงินทองแม้ร้านของท่านจะให้ราคาเพียงใบละห้าเหรียญข้าก็ยอมรับ”
“เพียงแต่เมื่อครู่มีคนกล่าวว่าสิ่งที่ข้านำมาเป็เพียงขยะอย่างไรก็ไม่ยอมรับ...”
“ในเมื่อพวกท่านไม่ยอมรับข้าเองจึงไม่ยอมขายแล้ว”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบดวงตาดำขลับก็จ้องมองไปยังเด็กในร้านที่อยู่ด้านหลังของเถ้าแก่
เด็กในร้านผู้นั้นใจกระตุกเหงื่อเย็นผุดขึ้นกลางแผ่นหลัง
เขายังหวังว่าเ้าเด็กคนนี้จะลืมเหตุการณ์ไม่ดีก่อนหน้านี้ไปคาดไม่ถึงว่านางจะยังอยู่ตรงนี้เพื่อรอโอกาส
ลางสังหรณ์ไม่ดีที่เกิดขึ้นในใจช่างแม่นยำเหลือเกิน!