อี้อ๋องถูกลักพาตัว !!!! ในค่ายทหารแห่งนี้ใครที่แทรกซึมเข้ามาได้ เป็นไปไม่ได้ !! ทันทีที่อี้อ๋องหายตัวไปในค่ายก็วุ่นวายทันที จั้วหย่งและจงฉีรีบออกคำสั่งค้นหารวมถึงทหารพยัคฆ์ผู้นั้นก็ได้ใช้หน่วยของตนออกลาดตระเวนโดยรอบค่าย
แต่มีที่หนึ่งที่พวกมันไม่ได้เข้าไปหากระโจมของท่านแม่ทัพ !
ในนั้นมีเงาสองร่างสนทนากันอยู่
“เสี่ยวหลงทำไมเจ้าถึงต้องลักพาตัวข้ามาด้วย มีเหตุผลใดกัน ?” ชายหนุ่มผู้แต่งกายด้วยชุดอันประณีตเอ่ยถามชายหนุ่มอีกคนผู้ซึ่งจับตนเองมา
“ข้าก็แค่อยากทำอะไรสนุก ๆ บ้าง อยู่ที่นี่มันน่าเบื่อจะตายการที่เห็นเจ้าพวกนี้วิ่งวุ่นไปมาเจ้าว่ามันไม่น่าขันรึ ?”ชายหนุ่มที่จับตัวมันมาตอบกลับพร้อมกับแสยะยิ้ม ทว่าชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์กลับถลึงตาใส่แล้วขมวดคิ้ว
“จริงรึ ?”
“ไม่จริง”
“เรียบง่ายถึงเพียงนี้ นี่เจ้าจะปั่นหัวข้ารึ ?”
“เปล่า ข้าแค่พูดความจริง” ทั้งสองตอบโต้คำพูดกันไปมาถามคำตอบคำอย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะถ้าเจ้าไม่ตอบข้าดี ๆ ขอตัวล่ะ” ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์คร้านจะโต้ตอบโยนราชโองการในมือให้อีกฝ่ายรับไว้ แล้วเตรียมจะก้าวเท้าออกไป
“ช้าก่อน เสี่ยวหวงเรื่องนี้สำคัญมาก ข้าได้ข่าวมาว่าตระกูลถูจะลงมือแล้วและบิดาของเจ้าคือเป้าหมายของพวกมัน”เสี่ยวหวงเงียบไปชัดแล้วเรื่องนี้ทำให้มันตกใจมาก
“เจ้ารู้ข่าวนี้ได้อย่างไร ? หรือว่า...” เสี่ยวหลงเงียบอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบ“ใช่ ข้ามีคนแฝงอยู่” เสี่ยวหลงเบิกตากว้าง
“นี่เจ้าฉลาดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ?แต่ข้าว่าเจ้าคงต้องมีเรื่องให้ข้าช่วยอีกแน่ๆไม่เช่นนั้นคงไม่กระทำการชิงตัวข้าผู้หล่อเหลาคนนี้มา”เสี่ยวหวงเงียบไปครู่มันรู้สึกว่าตนเองกล่าวสิ่งใดผิดไปแล้วมองไปยังสหายของตนด้วยใบหน้าที่หวาดหวั่น “หรือว่าเจ้าเป็น... ?เจ้าคงไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้น ?”
เสี่ยวหลงใช้กระบี่พุ่งเกือบถึงลำคอของอีกฝ่าย ทำเอาชายผู้สูงศักดิ์สะดุ้ง !
“ท่านอ๋องของข้า เจ้าคงไม่คิดจริง ๆ ใช่หรือไม่ ว่าข้าจะไม่กล้าทำให้เจ้านอนติดเตียงไปหลายเดือน”เสี่ยวหลงกล่าวจบก็แสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายรอยยิ้มนั่นทำเอาเสี่ยวหวงสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“สะ..สหายรักของข้า เมื่อสักครู่เพียงหยอกเล่น...หยอกเล่น..”เสี่ยวหวงกล่าวอย่างลุกลี้ลุกลน
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะถือว่าฟังผิดไปก็แล้วกัน..” เสี่ยวหลงยิ้มให้อย่างเยียบเย็นรอยยิ้มนี้ทำให้เสี่ยวหวงขนลุกซู่ไปทั้งตัว
จากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มสนทนาจริงจังกันมากขึ้นหลังจากหยอกล้อกันไปมาตามภาษาสหายสนิทกันชายหนุ่มทั้งสองนี้ก็คือ ‘เยว่หวง’ กับ ‘หนิงเฟยหลง’
การพูดคุยเต็มไปด้วยเรื่องการเคลื่อนไหวของกองกำลังต่าง ๆ ภายในอาณาจักรมีกองกำลังหลักได้แก่ สามตระกูลใหญ่ ถู เหริน หนิง กองกำลังถูมีมากที่สุดกองทัพราชองครักษ์หลวง กองทัพรักษาพระนครและยังมีกองทัพหลักอีกสองทัพได้แก่กองทัพมังกรและกองทัพพยัคฆ์ ที่ซึ่งมีจำนวนทหารมากที่สุดเรียกได้ว่าเป็นแกนหลักเลยด้วยซ้ำไป
และทางกองทัพเองยังมีทหารชายแดนประจำทั้งสี่ทิศซึ่งไม่อาจดูแคลนได้อย่างกองทัพปราบทักษิณของหนิงเฉิง กองทัพพิทักษ์บูรพาของสวี่หยางสือล้วนเป็นทหารที่คอยปกป้องชายแดน ทั้งสี่ทิศมีกำลังทหารต่างกันออกไปตามความสำคัญของแต่ละพื้นที่
ชายหนุ่มทั้งสองประเมินสถานการณ์อย่างเคร่งเครียด กองทัพพยัคฆ์ครึ่งหนึ่งกลายเป็นคนของตระกูลถูไปแล้วการแทรกซึมของตระกูลถูเป็นไปอย่างรวดเร็วไม่เพียงเท่านั้นทหารรักษาพระนครส่วนใหญ่ต่างถูกซื้อตัวไปหมดแล้ว ทำให้ตอนนี้ตระกูลถูมีกำลังทหารราวๆ แปดหมื่นนายในพระนคร ยังไม่รวมกองกำลังส่วนตัวที่เมืองกุ้ยหลินอีกแปดหมื่นเท่ากับว่ากองกำลังตระกูลถูนั้นน่ากลัวมากต่อให้นำกองทัพของสองตระกูลใหญ่ที่เหลือมารวมกันก็ได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง
ข้อมูลทั้งหมดนี้ล้วนได้มาจากสายของหนิงเฟยหลงและเยว่หวงนำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ที่อันตรายคือตระกูลถูสามารถใช้อำนาจผ่านทางเจ้าเมืองและผู้บัญชาการรักษาพระนครได้ทุกเมื่อโดยใช้อำนาจอันมิชอบ แต่รัชทายาทกลับกันอำนาจในมือแทบจะไม่มีเลยหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลหนิงและตระกูลจูอย่างแข็งขัน
ปัญหาใหญ่ของฝ่ายรัชทายาทคือ ไม่มีอำนาจทางทหาร ด้วยองค์จักรพรรดิมีพระราชกระแสรับสั่งห้ามให้รัชทายาทมีกำลังส่วนตัวและยังมีพระราชโองการออกมาก่อนหน้าว่า ห้ามให้กองทัพพยัคฆ์และกองทัพมังกรเคลื่อนไหวหรือทำการใดโดยไม่มีราชโองการจากพระองค์โดยเด็ดขาดการเดินทางออกมาแต่ละครั้งของอี้อ๋องก็ต้องขอราชโองการก่อนจึงจะได้ทหารพยัคฆ์ติดตามมา
กองทัพมังกรและพยัคฆ์กลายเป็นชิ้นเนื้อก้อนโตที่หอมหวานตระกูลใหญ่ทั้งสามอยากจะเชยชม แม้แต่องค์รัชทายาทก็ไม่เว้น หากใครได้ควบคุมกองทัพใดกองทัพหนึ่งก็เท่ากับสามารถกุมชะตาพระนครหลวงเหอผิง
ด้วยเหตุนี้ตระกูลถูจึงพยายามอย่างมากในการแทรกซึมกองทัพพยัคฆ์ พร้อมทั้งขอให้พระสนมเอกบุตรีของหัวหน้าตระกูลช่วยเกลี้ยกล่อมองค์จักรพรรดิให้มอบกองทัพพยัคฆ์แก่ตนโดยอ้างว่าเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิดจากอีกสองตระกูลใหญ่ ด้วยการที่ตระกูลถูถือว่าเป็นญาติกับทางราชวงศ์แล้วจึงไม่อาจกระทำการได้อย่างตระกูลที่เหลือจึงควรจะไว้ใจได้ โดยลืมไปว่าตระกูลหนิงเองก็มีสายสัมพันธ์กับราชวงศ์
และสิ่งที่ทั้งสองจำเป็นต้องทำให้ลุล่วงก่อนคือการทำลายค่ายโจรเขาตงซานให้สิ้นซากทั้งคู่สันนิษฐานว่าค่ายโจรนี้ต้องมีอำนาจลึกลับหนุนหลังอยู่เป็นแน่ และคงไม่พ้นตระกูลใหญ่อีกสองตระกูลถูหรือเหริน ไม่เป็นที่แน่ชัด ทว่าหากปล่อยให้มีอำนาจต่อไปกองกำลังก็ยิ่งจะเติบโต
กำลังพลของโจรภูเขานี้ไม่แน่ชัด จากที่ได้รับข่าวมาจากซู่เฟิงนั้นทราบว่ามีโจรทั้งสิ้นหมื่นสองพันคน แต่สูญเสียในศึกคราวก่อนถึงหกพันคน จึงเหลือแค่หกพันต่อมาซู่เฟิงได้ส่งข่าวให้อีกครั้ง สารลับนั้นแจ้งว่ากองกำลังฝ่ายโจรนั้นเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าภายในไม่กี่วันเพิ่มเติมมาจากที่ใดไม่ทราบ นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง
เยว่หวงจึงตัดสินใจจะกลับเข้านครหลวงขอราชโองการเคลื่อนทัพให้จงได้หรือไม่ก็จะขอเพิ่มกำลังทัพให้กับหนิงเฟยหลงอีก ทหารตอนนี้ไม่เพียงพอจะกวาดล้างค่ายโจรตงซานนี้
การมาครั้งนี้ของเยว่หวงคือการนำราชโองการมาให้หนิงเฟยหลง ใจความคร่าว ๆคือ แต่ตั้งหนิงเฟยหลงเป็นผู้บัญชาการกองทัพเฉพาะกิจ ยกทัพไม่จำกัดจำนวนบุกตีค่ายโจรเขาตงซานโดยเร็วไว นั่นหมายความทหารอีกสองพันนายไม่ต้องคัดออกแล้ว
ถึงแม้ว่าเยว่หวงจะรับปากเรื่องเคลื่อนทหารแต่ก็ไม่อาจฝากความหวังทั้งหมดได้ สุดท้ายต้องพึ่งพาตนเอง
“ข้าฝากไปกราบทูลองค์รัชทายาทด้วยว่า ขอพระองค์โปรดสบายพระทัยเสี่ยวหลงจะกระทำการรบให้เต็มสติปัญญาสุดความสามารถ”
“ได้ ข้าและพระบิดาจะรอชม” เยว่หวงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
จากนั้นร่างของชายหนุ่มทั้งสองก็พร่าเลือนออกจากกระโจมไปทางทิศใต้ของค่ายแล้วก็เคลื่อนย้ายอีกครั้งออกห่างจากค่ายไปถึงสิบลี้ หนิงเฟยหลงทำทีเป็นโจรเขาตงซานปิดหน้าปิดบังตัวตนมาลักพาตัวอี้อ๋องไป แล้วพักอยู่ตรงนั้นเตรียมออกเดินทางต่อ
ประจวบเหมาะกับกองทหารร้อยเศษที่นำโดยจั้วหย่งกำลังไล่ตรวจตราเข้าพบพอดีจึงเกิดการต่อสู้ขึ้นสุดท้ายโจรภูเขาไม่อาจต้านไหวจึงหนีไปนี่ถือเป็นความชอบของจั้วหย่งและเป็นการไถ่โทษเรื่องการรักษาความปลอดภัยได้อย่างดีอย่างน้อย ๆ อี้อ๋องก็ไม่ได้บาดเจ็บ
เมื่อกลับถึงค่ายอี้อ๋องไม่ได้ถือโทษแต่อย่างใดแต่แกล้งทำเป็นตกใจสีหน้าไม่สู้ดีไม่อาจรั้งอยู่ที่ค่ายนี้ได้นานก็เสด็จกลับนครหลวง
ส่วนหนิงเฟยหลงนั้นกลับมาถึงค่ายได้สักพักแล้วหลังจากที่ต่อสู้เสร็จมันก็กลับมาเลยบ่มเพาะพลังยุทธ์ต่อ
การสร้างสถานการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นผลดีหนึ่งทางค่ายทหารของหนิงเฟยหลงถือว่าทำการไถ่โทษเรื่องการรักษาความปลอดภัยสองได้บิดเบือนการหายตัวไปของอี้อ๋องสามทำให้ราชสำนักโกรธแค้นค่ายโจรภูเขาตงซานมากขึ้นเป็นเหตุสนับสนุนการเคลื่อนพลของกองทัพหลักนี่ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
..........
เมื่อสิ้นกำหนดเวลาหนึ่งเดือนแล้ว หนิงเฟยหลงก็ออกตรวจตราทหารทหารทั้งเจ็ดพันล้วนแล้วแต่ห้าวหาญและฮึกเหิมต่างจากเมื่อเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิงสงครามครั้งแรกทหารของมันอ่อนแอมาก ทั้งยังถูกความกลัวครอบงำการต่อรบเป็นไปอย่างยากลำบาก
แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับกัน ทหารมีกำลังใจมากย่อมไม่อาจพ่ายแพ้โดยง่าย
ท่ามกลางทหารหลายพัน ชายหนุ่มทอดสายตามองจากแท่นสูง พลางโบกมือให้ทหารทหารต่างโห่ร้องส่งเสียงสรรเสริญ แววตามุ่งมั่นออกมาจากชายชาติทหารทุกนายเมื่อนึกถึงโจรเขาตงซานที่สร้างความทุกข์ยากให้กับครอบครัวของมันในอดีตก็อดที่จะแสดงท่าทีปนโทสะไม่ได้ความฮึกเหิมทวีคูณ
ที่พวกมันเข้าร่วมกองทัพก็เพื่อวันนี้วันที่จะได้ชำระแค้นรอคอยโอกาสติดตามผู้บัญชาการทำลายล้างค่ายโจรให้สิ้นไปนำพาซึ่งความสงบสุขให้กับผู้คน
เสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงโห่ร้องก็เงียบลง “ทหารกล้าทั้งหลาย ถึงเวลาแล้วที่เราจะนำความทุกข์โศกไปมอบคืนให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของให้พวกมันลิ้มรสถึงความเจ็บปวด และเพื่อปกป้องครอบครัว ญาติพี่น้อง ผู้บริสุทธิ์ไม่ให้ต้องพบเจอความเลวร้ายอีก”
แม่ทัพหนุ่มกวาดตามองเหล่าทหารหาญอีกครั้ง สูดหายใจลึกนัยน์ตาเปล่งประกายใบหน้าเคร่งขรึม
“เคลื่อนทัพ โจมตีตงซาน !!”