ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 64 : ราชาวานร

    แม้ว่าจางหลินจะไม่เต็มใจ แต่เขาไม่สามารถตอบโต้ได้ แม้แต่ปากของเขาก็ยังถูกปิดแน่นจนเขาไม่สามารถพูดหรือต่อรองอะไรได้เลย!


    วานรขนสีเงินจ้องมองเขาอย่างเย็นชา ก่อนที่มันจะเหวี่ยงกระบองลงมาด้วยเสียงคำรามอย่างดุร้าย 


    “ตาย!”


    แต่ทันทีที่กระบองกำลังจะฟาดเข้าที่ศีรษะของจางหลิน จู่ๆก็มีเสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหวมาแต่ไกล!


    “หยุดมือ!”


    เสียงคำรามนั้นมาพร้อมระลอกคลื่นผันผวนที่ทำให้การเคลื่อนไหวของวานรขนสีเงินชะงักลงราวกับเวลาถูกหยุดไว้ 


    ซึ่งในตอนนี้กระบองอยู่ห่างจากศีรษะของจางหลินเพียงแค่หนึ่งคืบ!


    ครั้นได้ยินเสียงนั้นดวงตาของวานรขนสีเงินแข็งค้างโดยไม่ได้ตั้งใจ เหงื่อเย็นๆไหลผ่านใบหน้าของมันด้วยความหวาดกลัว


    รัศมีที่กำลังกดขี่จางหลินก็ได้หายไป เขาสามารถขยับตัวได้อีกครั้งและรอดตายอย่างหวุดหวิด


    พรึ่บ!


    ทันใดนั้นเงาบนต้นไม้ทั้งหมดก็กระโจนลงมาอย่างพร้อมเพรียง เผยให้เห็นเผ่าวานรจำนวนมากที่คุกเข่าลงด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา


    แม้แต่วานรขนสีเงินเองก็รีบเก็บกระบองและก้มหน้าลงอย่างกะทันหัน


    ตึง!


    ทันใดนั้นก็มีเงาสีทองพุ่งลงมาจากท้องฟ้ากระแทกกับผืนพสุธาก่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้จางหลินเกือบจะทรงตัวไม่อยู่ 


    ไม่นานเขาก็เงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะพบเข้ากับวานรขนสีทองที่สวมมงกุฎมีมงกุฏ ขนาดตัวที่สูงกว่าสิบฟุตแหวกฝุ่นควันที่ตลบอบอวลออกมา 


    วานรตนนี้สวมชุดเกราะสีดำสนิทที่ไม่ส่องแสงในความมืด ด้านหลังคือกระบองสีดำที่แผ่ซ่านรัศมีลึกลับและยังมีกลิ่นคาวเลือดจางๆตกค้างอยู่ที่กระบองด้ามนั้น


    ทันใดนั้นจางหลินก็เข้าใจได้ในทันทีว่าวานรขนสีทองตัวนี้คือราชาในหมู่วานร!


    หากมันเป็นราชาย่อมหมายความว่าความแข็งแกร่งของมันเหนือกว่าวานรทุกตนในที่แห่งนี้!


    เมื่อราชาวานรเดินผ่านการคุกเข่าของเหล่าวานร มันก็หยุดลงตรงหน้าวานรขนสีเงินและเอ่ยถาม “เฮ่ยชิง เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”


    วานรนามซุนเฮ่ยชิงตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนจะรีบกล่าวอธิบาย “พะ-พี่ใหญ่ มีเผ่ามนุษย์ลักลอบเข้าสู่ป่าเร้นลับและมันยังโกหกถึงวิธีการเข้ามาที่นี่ด้วย… แต่พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวล ข้าจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้”


    “มนุษย์?” ราชาวานรค่อยๆเบือนสายตามองไปยังด้านหลังของซุนเฮ่ยชิงอย่างสงสัย 


    ที่นั่นคือจางหลินที่สวมหน้ากากงิ้วสีขาวปกปิดรูปลักษณ์ไว้อย่างมิดชิด ราชาวานรที่เห็นดังนั้นก็เอ่ยถามอย่างใจเย็น “เจ้ามนุษย์ เจ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร? เล่ารายละเอียดทั้งหมดมาอย่าให้ขาดตกบกพร่อง คำพูดหลังจากนี้ของเจ้าจะเป็นตัวตัดสินว่าเจ้าควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่…”


    แม้จะมีร่องรอยของความไม่พอใจ แต่เห็นได้ชัดว่าราชาวานรเป็นมิตรกว่าวานรขนสีเงินมาก


    จางหลินรู้สึกหนักอึ้งเมื่อต้องยืนอยู่ต่อหน้าราชาวานรตนนี้ แต่เขาก็ตัดสินใจตอบอย่างตรงไปตรงมา “ผู้อาวุโส ผู้น้อยไม่ได้มีเจตนาที่จะบุกรุกสถานที่ของท่าน แต่ข้ากำลังหลบหนีการไล่ล่าจากผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้ง และพบเข้ากับถ้ำแห่งนี้หมายจะใช้มันในการกบดานสักระยะ—”


    “ถุ้ย! หลบหนีการตามล่าจากผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้งงั้นรึ!? เจ้ามากับพวกมนุษย์เพื่อตามหาสมบัติสิไม่ว่า! ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้า เจ้าจะหนีจากการตามล่าของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้งได้อย่างไร!? อย่ามาพูดให้ขำหน่อยเลย!” ซุนเฮ่ยชิงแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม


    “เงียบ!” ราชาวานรตะคอกเสียงดังทำให้ซุนเฮ่ยชิงรีบปิดปากอย่างฉับพลัน มันเบือนสายตากลับไปมองจางหลินและกล่าวว่า “พูดต่อ”


    จางหลินพยักหน้าเบาๆและกล่าวต่อ “หลังจากที่ข้าเข้ามาในถ้ำ ข้าก็เจอกับทางแยก และข้าเลือกที่จะตรงไปยังเส้นทางลาดชัน… แต่ดูเหมือนว่าข้าจะเหยียบเข้ากับบางสิ่งบางอย่างจนมันเกิดระลอกคลื่น และสุดท้ายข้าก็มาโผล่ที่นี่อย่างที่ท่านเห็น”


    ราชาวานรผงะไปครู่หนึ่ง “จะ-เจ้าบอกว่าเจ้าเหยียบเข้ากับระลอกคลื่นแล้วมาปรากฏตัวที่นี่งั้นรึ?”


    จางหลินพยักหน้าอย่างจริงจัง


    ราชาวานรเงียบงันด้วยคิ้วที่ขมวด แต่มันก็สังเกตได้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจของจางหลินยังคงเต้นแรงอยู่บ้างจากความหวาดหวั่น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีวี่แววของการโกหกอยู่เลย 


    ทันใดนั้นดวงตาของราชาวานรกลับแข็งค้างด้วยความตกใจ ราวกับเพิ่งจะตระหนักบางอย่างขึ้นได้ 


    [ช้าก่อน!]


    [เขตอาคมนี้ไม่เคยมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างที่เขาพูดมาก่อน]


    [ระลอกคลื่นจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อมีความเชื่อมโยงบางอย่างกับสายเลือดราชวงศ์โบราณเท่านั้น]


    [เป็นไปได้ไหมว่า...]


    ราชาวานรดูเหมือนจะพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนที่มันจะกล่าวถามด้วยเสียงแห้ง “เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เจ้าควรจะถอดหน้ากากและแสดงใบหน้าที่แท้จริงของเจ้าให้ข้าเห็น”


    อากัปกิริยาที่ผิดปกติของราชาวานร ทำให้เหล่าวานรทุกตนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย


    จางหลินเองก็รู้สึกสับสนไม่แพ้กัน 


    แต่หากเขาปฏิเสธ ก็มีโอกาสที่เขาจะไม่สามารถออกจากที่แห่งนี้ได้แบบมีชีวิต ฉะนั้นเขาไม่จำเป็นที่จะต้องปกปิดตัวตนเมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์วิญญาณเหล่านี้


    เขาค่อยๆเอื้อมมือจับหน้ากากงิ้วสีขาวและค่อยๆถอดมันออกมา เผยให้เห็นใบหน้าที่อ่อนเยาว์แต่แฝงไปด้วยสติสัมปชัญญะ 


    แค่มองจากภายนอกก็สามารถบอกได้ในทันทีว่าใบหน้านี้ควรจะเป็นนักวิชาการผู้รอบรู้อย่างไม่ต้องสงสัย


    ครั้นเห็นใบหน้าของจางหลิน ดวงตาของราชาวานรถูกปกคลุมด้วยหมอกจางๆ เมื่อจู่ๆมีใบหน้าที่งดงามของหญิงสาวดุจเทพยดาผู้หนึ่งทับซ้อนกันกับใบหน้าของจางหลินได้อย่างสมบูรณ์แบบ


    ริมฝีปากของราชาวานรสั่นเครือ ขณะพยายามเอ่ยบางอย่างออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง “ปะ-เป็นไปไม่ได้…”


    น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของราชาวานรทำให้เหล่าวานรมองหน้ากันอย่างสับสน


    แม้แต่จางหลินเองก็รู้สึกมึนงงเมื่อเห็นว่าความเฉยชาและความไม่แยแสได้หายไปจากดวงตาของราชาวานรโดยพลัน แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่จุกอก ราวกับว่ามันอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่มันไม่สามารถเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้


    “เอ่อ...ผู้อาวุโส ท่านรู้จักข้าหรือไม่?” เมื่อเห็นว่าราชาวานรยังคงแข็งทื่อราวกับรูปปั้น จางหลินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา


    ราชาวานรยังคงตกอยู่ในภวังค์แห่งความสับสนและความไม่เชื่อ แต่ถึงกระนั้นมันก็ต้องการยืนยันอะไรบางอย่างให้แน่ใจ “แสดงจิตวิญญาณยุทธ์ของเจ้าได้หรือไม่?”


    คำขอของราชาวานรทำให้จางหลินรู้สึกลังเลเล็กน้อย เขามีความรู้สึกว่าราชาวานรตนนี้ทำตัวผิดปกติตั้งแต่เห็นใบหน้าของเขาแล้ว 


    แต่เขาคงมิอาจปฏิเสธได้ เพราะการปฏิเสธของเขาไม่ต่างจากการรนหาที่ตายแม้ว่าหลี่เชียนเหม่ยจะเตือนเขาไว้แล้วก็ตาม 


    “เอาล่ะ” จางหลินทำได้เพียงพยักหน้าเบาๆพร้อมกับโบกแขน ก่อนที่กลางหว่างคิ้วจะปรากฏแสงสีทองส่องสว่าง 


    เบื้องหลังปรากฏให้เห็นจิตวิญญาณพฤกษาค่อยๆเติบโตขึ้นมาจากความว่างเปล่า เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่สูงห้าฟุตที่กิ่งก้านยังคงเหี่ยวเฉา


    เนื่องจากมีคำเตือนของหลี่เชียนเหม่ย เขาจึงปลดปล่อยจิตวิญญาณพฤกษาออกมาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้า ข้าลิขิต ที่คุณอ่าน