แม้ว่าจางหลินจะไม่เต็มใจ แต่เขาไม่สามารถตอบโต้ได้ แม้แต่ปากของเขาก็ยังถูกปิดแน่นจนเขาไม่สามารถพูดหรือต่อรองอะไรได้เลย!
วานรขนสีเงินจ้องมองเขาอย่างเย็นชา ก่อนที่มันจะเหวี่ยงกระบองลงมาด้วยเสียงคำรามอย่างดุร้าย
“ตาย!”
แต่ทันทีที่กระบองกำลังจะฟาดเข้าที่ศีรษะของจางหลิน จู่ๆก็มีเสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหวมาแต่ไกล!
“หยุดมือ!”
เสียงคำรามนั้นมาพร้อมระลอกคลื่นผันผวนที่ทำให้การเคลื่อนไหวของวานรขนสีเงินชะงักลงราวกับเวลาถูกหยุดไว้
ซึ่งในตอนนี้กระบองอยู่ห่างจากศีรษะของจางหลินเพียงแค่หนึ่งคืบ!
ครั้นได้ยินเสียงนั้นดวงตาของวานรขนสีเงินแข็งค้างโดยไม่ได้ตั้งใจ เหงื่อเย็นๆไหลผ่านใบหน้าของมันด้วยความหวาดกลัว
รัศมีที่กำลังกดขี่จางหลินก็ได้หายไป เขาสามารถขยับตัวได้อีกครั้งและรอดตายอย่างหวุดหวิด
พรึ่บ!
ทันใดนั้นเงาบนต้นไม้ทั้งหมดก็กระโจนลงมาอย่างพร้อมเพรียง เผยให้เห็นเผ่าวานรจำนวนมากที่คุกเข่าลงด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา
แม้แต่วานรขนสีเงินเองก็รีบเก็บกระบองและก้มหน้าลงอย่างกะทันหัน
ตึง!
ทันใดนั้นก็มีเงาสีทองพุ่งลงมาจากท้องฟ้ากระแทกกับผืนพสุธาก่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้จางหลินเกือบจะทรงตัวไม่อยู่
ไม่นานเขาก็เงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะพบเข้ากับวานรขนสีทองที่สวมมงกุฎมีมงกุฏ ขนาดตัวที่สูงกว่าสิบฟุตแหวกฝุ่นควันที่ตลบอบอวลออกมา
วานรตนนี้สวมชุดเกราะสีดำสนิทที่ไม่ส่องแสงในความมืด ด้านหลังคือกระบองสีดำที่แผ่ซ่านรัศมีลึกลับและยังมีกลิ่นคาวเลือดจางๆตกค้างอยู่ที่กระบองด้ามนั้น
ทันใดนั้นจางหลินก็เข้าใจได้ในทันทีว่าวานรขนสีทองตัวนี้คือราชาในหมู่วานร!
หากมันเป็นราชาย่อมหมายความว่าความแข็งแกร่งของมันเหนือกว่าวานรทุกตนในที่แห่งนี้!
เมื่อราชาวานรเดินผ่านการคุกเข่าของเหล่าวานร มันก็หยุดลงตรงหน้าวานรขนสีเงินและเอ่ยถาม “เฮ่ยชิง เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”
วานรนามซุนเฮ่ยชิงตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนจะรีบกล่าวอธิบาย “พะ-พี่ใหญ่ มีเผ่ามนุษย์ลักลอบเข้าสู่ป่าเร้นลับและมันยังโกหกถึงวิธีการเข้ามาที่นี่ด้วย… แต่พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวล ข้าจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้”
“มนุษย์?” ราชาวานรค่อยๆเบือนสายตามองไปยังด้านหลังของซุนเฮ่ยชิงอย่างสงสัย
ที่นั่นคือจางหลินที่สวมหน้ากากงิ้วสีขาวปกปิดรูปลักษณ์ไว้อย่างมิดชิด ราชาวานรที่เห็นดังนั้นก็เอ่ยถามอย่างใจเย็น “เจ้ามนุษย์ เจ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร? เล่ารายละเอียดทั้งหมดมาอย่าให้ขาดตกบกพร่อง คำพูดหลังจากนี้ของเจ้าจะเป็นตัวตัดสินว่าเจ้าควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่…”
แม้จะมีร่องรอยของความไม่พอใจ แต่เห็นได้ชัดว่าราชาวานรเป็นมิตรกว่าวานรขนสีเงินมาก
จางหลินรู้สึกหนักอึ้งเมื่อต้องยืนอยู่ต่อหน้าราชาวานรตนนี้ แต่เขาก็ตัดสินใจตอบอย่างตรงไปตรงมา “ผู้อาวุโส ผู้น้อยไม่ได้มีเจตนาที่จะบุกรุกสถานที่ของท่าน แต่ข้ากำลังหลบหนีการไล่ล่าจากผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้ง และพบเข้ากับถ้ำแห่งนี้หมายจะใช้มันในการกบดานสักระยะ—”
“ถุ้ย! หลบหนีการตามล่าจากผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้งงั้นรึ!? เจ้ามากับพวกมนุษย์เพื่อตามหาสมบัติสิไม่ว่า! ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้า เจ้าจะหนีจากการตามล่าของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้งได้อย่างไร!? อย่ามาพูดให้ขำหน่อยเลย!” ซุนเฮ่ยชิงแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
“เงียบ!” ราชาวานรตะคอกเสียงดังทำให้ซุนเฮ่ยชิงรีบปิดปากอย่างฉับพลัน มันเบือนสายตากลับไปมองจางหลินและกล่าวว่า “พูดต่อ”
จางหลินพยักหน้าเบาๆและกล่าวต่อ “หลังจากที่ข้าเข้ามาในถ้ำ ข้าก็เจอกับทางแยก และข้าเลือกที่จะตรงไปยังเส้นทางลาดชัน… แต่ดูเหมือนว่าข้าจะเหยียบเข้ากับบางสิ่งบางอย่างจนมันเกิดระลอกคลื่น และสุดท้ายข้าก็มาโผล่ที่นี่อย่างที่ท่านเห็น”
ราชาวานรผงะไปครู่หนึ่ง “จะ-เจ้าบอกว่าเจ้าเหยียบเข้ากับระลอกคลื่นแล้วมาปรากฏตัวที่นี่งั้นรึ?”
จางหลินพยักหน้าอย่างจริงจัง
ราชาวานรเงียบงันด้วยคิ้วที่ขมวด แต่มันก็สังเกตได้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจของจางหลินยังคงเต้นแรงอยู่บ้างจากความหวาดหวั่น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีวี่แววของการโกหกอยู่เลย
ทันใดนั้นดวงตาของราชาวานรกลับแข็งค้างด้วยความตกใจ ราวกับเพิ่งจะตระหนักบางอย่างขึ้นได้
[ช้าก่อน!]
[เขตอาคมนี้ไม่เคยมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างที่เขาพูดมาก่อน]
[ระลอกคลื่นจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อมีความเชื่อมโยงบางอย่างกับสายเลือดราชวงศ์โบราณเท่านั้น]
[เป็นไปได้ไหมว่า...]
ราชาวานรดูเหมือนจะพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนที่มันจะกล่าวถามด้วยเสียงแห้ง “เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เจ้าควรจะถอดหน้ากากและแสดงใบหน้าที่แท้จริงของเจ้าให้ข้าเห็น”
อากัปกิริยาที่ผิดปกติของราชาวานร ทำให้เหล่าวานรทุกตนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย
จางหลินเองก็รู้สึกสับสนไม่แพ้กัน
แต่หากเขาปฏิเสธ ก็มีโอกาสที่เขาจะไม่สามารถออกจากที่แห่งนี้ได้แบบมีชีวิต ฉะนั้นเขาไม่จำเป็นที่จะต้องปกปิดตัวตนเมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์วิญญาณเหล่านี้
เขาค่อยๆเอื้อมมือจับหน้ากากงิ้วสีขาวและค่อยๆถอดมันออกมา เผยให้เห็นใบหน้าที่อ่อนเยาว์แต่แฝงไปด้วยสติสัมปชัญญะ
แค่มองจากภายนอกก็สามารถบอกได้ในทันทีว่าใบหน้านี้ควรจะเป็นนักวิชาการผู้รอบรู้อย่างไม่ต้องสงสัย
ครั้นเห็นใบหน้าของจางหลิน ดวงตาของราชาวานรถูกปกคลุมด้วยหมอกจางๆ เมื่อจู่ๆมีใบหน้าที่งดงามของหญิงสาวดุจเทพยดาผู้หนึ่งทับซ้อนกันกับใบหน้าของจางหลินได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ริมฝีปากของราชาวานรสั่นเครือ ขณะพยายามเอ่ยบางอย่างออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง “ปะ-เป็นไปไม่ได้…”
น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของราชาวานรทำให้เหล่าวานรมองหน้ากันอย่างสับสน
แม้แต่จางหลินเองก็รู้สึกมึนงงเมื่อเห็นว่าความเฉยชาและความไม่แยแสได้หายไปจากดวงตาของราชาวานรโดยพลัน แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่จุกอก ราวกับว่ามันอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่มันไม่สามารถเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้
“เอ่อ...ผู้อาวุโส ท่านรู้จักข้าหรือไม่?” เมื่อเห็นว่าราชาวานรยังคงแข็งทื่อราวกับรูปปั้น จางหลินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา
ราชาวานรยังคงตกอยู่ในภวังค์แห่งความสับสนและความไม่เชื่อ แต่ถึงกระนั้นมันก็ต้องการยืนยันอะไรบางอย่างให้แน่ใจ “แสดงจิตวิญญาณยุทธ์ของเจ้าได้หรือไม่?”
คำขอของราชาวานรทำให้จางหลินรู้สึกลังเลเล็กน้อย เขามีความรู้สึกว่าราชาวานรตนนี้ทำตัวผิดปกติตั้งแต่เห็นใบหน้าของเขาแล้ว
แต่เขาคงมิอาจปฏิเสธได้ เพราะการปฏิเสธของเขาไม่ต่างจากการรนหาที่ตายแม้ว่าหลี่เชียนเหม่ยจะเตือนเขาไว้แล้วก็ตาม
“เอาล่ะ” จางหลินทำได้เพียงพยักหน้าเบาๆพร้อมกับโบกแขน ก่อนที่กลางหว่างคิ้วจะปรากฏแสงสีทองส่องสว่าง
เบื้องหลังปรากฏให้เห็นจิตวิญญาณพฤกษาค่อยๆเติบโตขึ้นมาจากความว่างเปล่า เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่สูงห้าฟุตที่กิ่งก้านยังคงเหี่ยวเฉา
เนื่องจากมีคำเตือนของหลี่เชียนเหม่ย เขาจึงปลดปล่อยจิตวิญญาณพฤกษาออกมาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น